แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564

การเติบโตแฝง


นักลงทุนที่ฉลาดมักคอยดูว่ากำไรของบริษัทมีการเติบโตมากน้อยเพียงใด แต่นักลงทุนที่ ฉลาดกว่า มักตรวจสอบลงไปจนถึงรายละเอียด เพื่อมองหาแนวโน้มและพัฒนาการที่สำคัญ ๆ ของบริษัทได้ก่อนใคร


สมมติว่ากำไร 12 ปีย้อนหลังของบริษัท ABCD เป็นดังภาพ นักลงทุนอาจสนใจการเติบโตที่โดดเด่นในภาพรวม แต่ยังข้องใจกับการเพิ่มขึ้นและทรงตัวเป็นระยะ ๆ พวกเขาไม่แน่ใจว่าการเติบโตแบบขยักขย่อนนี้ควรถือว่า “ดีพอ” สำหรับการลงทุนระยะยาวแล้วหรือยัง

อย่างไรก็ตาม หากบริษัทมีการแจกแจงกำไรที่มาจากแผนกต่าง ๆ ดังตาราง นักลงทุนจะสามารถวิเคราะห์การดำเนินงานเป็นรายแผนก และมองเห็นศักยภาพที่แท้จริงได้ง่ายขึ้น


เนื่องจากแผนก C ทำกำไรน้อยมาก นักลงทุนจึงสามารถตัดออกไปจากการวิเคราะห์และหันมาให้ความสนใจกับแผนก A และ B เป็นหลัก สังเกตว่ากำไรจากแผนก A มีจำนวนมากกว่า ทั้งยังมีการเติบโตที่สูงและค่อนข้างชัดเจน ขณะที่แผนก B ทำกำไรน้อยกว่าและไม่เห็นแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจนนัก

เมื่อพิจารณาในแง่สัดส่วนกำไร ช่วงหกปีแรก (2009-2014) กำไรจากแผนก A โดยเฉลี่ยจะคิดเป็น 63 เปอร์เซ็นต์ของกำไรทั้งบริษัท แต่ในหกปีหลัง (2015-2020) กำไรจากแผนก A ยิ่งมีส่วนสำคัญมากขึ้น โดยคิดเป็น 78 เปอร์เซ็นต์ของกำไรทั้งบริษัท ซึ่งเราก็น่าจะพอคาดการณ์ได้ว่า หากแนวโน้มยังคงดำเนินไปเช่นนี้ ในที่สุดแล้วกำไรเกือบทั้งหมดของบริษัทก็จะมาจากแผนก A นี่เอง และกำไรที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ จากแผนก B ก็จะส่งผลต่อภาพรวมน้อยลงไปเรื่อย ๆ

โดยสรุปก็คือ ABCD ในตัวอย่างของเราควรถือเป็นหุ้นเติบโตที่ค่อนข้างน่าสนใจตัวหนึ่ง เนื่องจากมีการเติบโตที่แข็งแกร่งแฝงอยู่ในตัว โชคดีนิดหน่อยที่นักลงทุนส่วนใหญ่ชอบมองกำไรในภาพรวม หุ้นลักษณะนี้จึงมักถูกมองข้ามและมีราคาไม่แพง...

---------------------------

ในทางกลับกัน ถ้าผมใช้ตัวเลขเดิมเปี๊ยบ แค่เปลี่ยนหัวตาราง (และเปลี่ยนเรื่อง) จากเรื่องหุ้นมาเป็นเรื่องสถานการณ์โควิด-19 เราจะได้จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวัน [ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค] ดังตาราง


จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่โดยรวมที่ทรงตัวอยู่แถว ๆ 1400-1500 ราย เป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ ทำให้หลายท่านไม่ทันสังเกตว่าเรากำลังมี “การเติบโตแฝง” แอบซ่อนอยู่ และเมื่ออัพเดตจนถึงข้อมูลล่าสุด [วันที่ 23 เม.ย. 64] เราก็จะได้แผนภาพต่อไปนี้ ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือ แนวโน้มขาขึ้นยังคงดำเนินอยู่ และเราก็ยังไม่รู้ว่ามันจะขึ้นต่อไปถึงไหน


การเติบโตแฝงเป็นสิ่งหนึ่งที่เราใช้มองหาหุ้นที่ถูกมองข้าม และในอีกทางหนึ่ง เราก็ใช้มองหาสัญญาณของภัยคุกคามทางด้านสาธารณสุข ตามความเห็นของผม การฝึกตนเองให้มองลงไปถึงรายละเอียดนั้นจะช่วยให้เรามีความเฉียบคม ไม่มองอะไรฉาบฉวย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลงทุนหรือเรื่องทั่วไปครับ


หมายเหตุ คีย์เวิร์ดที่ไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้ (และหวังว่าจะไม่ต้องมากล่าวถึงในภายหลัง)
1) การเติบโตแบบทวีคูณ (exponential)
2) ขีดความสามารถในการตรวจเชื้อของภาคเอกชน และ
3) ความแตกต่างระหว่าง "จำนวนผู้ติดเชื้อจากระบบเฝ้าระวังฯ" และ "จำนวนผู้ติดเชื้อจากการค้นหาเชิงรุก"

วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กับดักงบประมาณ


"งบประมาณ" เป็นสิ่งที่เราควรใส่ใจอยู่เสมอ

เมื่อท่านกำลังตัดสินใจควักเงินซื้อข้าวของบางอย่าง ผู้ขายมักพยายามชักชวนให้ท่านจ่าย "แพงกว่า" งบประมาณที่มีอยู่ เช่น สมมติท่านอยากซื้อเครื่องออกกำลังกายด้วยงบ 2 หมื่นบาท สุดท้ายมักไปจบที่ 3-4 หมื่นบาท หรืออาจจะมากกว่านั้น พร้อมกับเหตุผลดี ๆ ที่ทำให้ท่านละเมิดงบประมาณของตนเอง


เหตุผลดี ๆ


เหตุผลจูงใจที่พบบ่อย คือ เรื่องสุขภาพ โดยพนักงานขายมักชี้ให้ท่านเห็นว่า สุขภาพของเราสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด (โดยเฉพาะเงินทอง) ดังนั้น ท่านควรจ่ายแพงขึ้นอีกหน่อยเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องออกกำลังกาย เครื่องกรองน้ำ เครื่องสำอาง หรือเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ทั้งที่จริงท่านเองก็ไม่แน่ใจว่า สินค้ายี่ห้อหรือรุ่นถัดลงมาที่มีราคาถูกกว่าจะทำร้ายสุขภาพของท่าน หรือมันแค่เพียง "เทพ" น้อยกว่ากันอีกนิด

เหตุผลยอดฮิตอันต่อมา คือ เรื่องความคุ้มค่า พนักงานขายมักไม่ปฏิเสธหากสินค้าของเขามีราคาแพงกว่าคู่แข่งจริง ๆ แต่พวกเขามักหยิบยกความคุ้มค่าในระยะยาวขึ้นมาต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการดูแลรักษาที่ต่ำกว่า ค่าซ่อมแซมที่น้อยกว่า หรือบริการที่รวดเร็วกว่า ซึ่งหลาย ๆ เรื่องก็พิสูจน์ได้ยาก หรือกว่าจะพิสูจน์ได้ (ว่าไม่จริง) ท่านก็จ่ายเงินไปนานโขหรือจนพ้นระยะรับประกันไปเรียบร้อยแล้ว

เหตุผลยอดนิยมอันสุดท้าย (ที่ไม่ถูกหลักสักเท่าไหร่) คือ มันผ่อนได้!! ประเด็นนี้เป็นวิธีคิดที่ไม่ค่อยจะเข้าท่านักในสายตาของผม เพราะแม้การผ่อนจะช่วยให้ท่าน "มีปัญญาจ่ายได้" แต่สุดท้ายเราก็ต้องจ่ายจำนวนเงินทั้งหมดอยู่ดี ไม่ว่าจะเร็วหรือช้าอย่างไร แถมยังเป็นจำนวนเงินที่เกินไปกว่างบประมาณที่ตั้งเอาไว้แต่แรกด้วย

พูดง่าย ๆ ก็คือ มันทำให้เรา "มีปัญญาจ่ายในสิ่งที่ไม่ควรจ่าย" และที่ไม่ควรจ่ายก็เพราะว่าที่จริงแล้วมันแพงเกินไปสำหรับเรา


หลุดพ้นจากกับดัก


หลายท่านมีสโลแกน "เต็มที่กับชีวิต" หรือ "ชีวิตของเรา ใช้ซะ" ซึ่งผมคงไม่ต่อต้าน เพียงแต่เห็นว่าถ้าคนเรา เต็มที่ กับทุกสิ่งทุกอย่าง (โดยเฉพาะเรื่องเงิน) อนาคตก็คงจะไม่สบายเท่าไหร่นัก อย่าลืมว่าสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วเงินเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด และช่วงเวลาของการหาเงินก็มีจำกัดด้วยเช่นกัน บางทีอาจต้องเลือกว่าจะเต็มที่กับอะไรและเมื่อไหร่บ้าง

นั่นคือเหตุผลที่เราควรกำหนดงบประมาณเวลาจะไปซื้อของ โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่ พร้อมทั้งมีเทคนิคที่จะผ่านพ้นกับดักต่าง ๆ ด้วย

เทคนิคแรก ได้แก่ การตั้งงบประมาณให้ต่ำกว่างบจริงเล็กน้อย

ตัวอย่างเช่น หากตั้งใจซื้อเครื่องกรองน้ำในราคา 8,000 บาท ลองบอกพนักงานขายว่าท่านมีงบ 6,000 บาท บางทีท่านอาจแปลกใจว่าไป ๆ มา ๆ สุดท้ายหวนกลับไปจบที่ 8,000 บาทได้ยังไงก็ไม่รู้

เทคนิคที่สอง คือ ให้ซื้อในการเลือก "ครั้งที่สอง" เท่านั้น

ความหมายก็คือ ท่านไปดูสินค้าครั้งแรกเพื่อเก็บข้อมูลและเปรียบเทียบ จากนั้นก็กลับไปคิดทบทวน ปรึกษาครอบครัวหรือเพื่อนฝูง แล้วค่อยกลับไปชี้ตัวและจ่ายเงินในการเดินห้างครั้งที่สอง วิธีนี้ทำให้เราสามารถคิดอย่างถ้วนถี่และลดการซื้อตามอารมณ์ไปได้มาก รวมทั้งทำให้อิทธิพลของพนักงานขายลดลงไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปล่อยให้ยืดเยื้อไปถึงการเดินห้างครั้งที่สาม เพราะการซื้อของท่านจะมีต้นทุนทางเวลาที่สูงเกินไป ควรเอาเวลาไปทำอย่างอื่นบ้าง นอกจากนี้การลังเลมาก ๆ อาจเป็นสัญญาณว่า ที่จริงแล้วท่านอาจไม่จำเป็นต้องซื้อมันเลยก็ได้

เทคนิคที่สาม คือ การคิดเสมือน

การคิดเสมือนในที่นี้คล้ายคลึงกับการวิเคราะห์แบบ "what if" ซึ่งมี 2 ระดับ

ระดับแรกเป็นการคิดว่า ถ้าเราไม่มีหรือไม่ได้ซื้อของชิ้นนี้ ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร การคิดเสมือนในลักษณะนี้เป็นการทำให้เราเห็นโลกในอีกมุมหนึ่ง บ่อยครั้งมันทำให้เราสามารถจำแนกความอยาก (want) กับความจำเป็น (need) ออกจากกันได้

ส่วนระดับที่สองเป็นการคิดว่า ถ้าต้องจ่ายเต็มราคาในวันนี้ (ไม่ผ่อน) ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ถ้ารู้สึกว่าลำบากหรือเริ่มต้องบีบตัวเองมาก ๆ บางทีสินค้านั้นอาจจะแพงเกินไป

เทคนิคสุดท้าย คือ การมุ่งเน้นที่รายจ่ายก้อนใหญ่

สมมติท่านมีรายการข้าวของที่ต้องซื้อ 3-4 อย่างในเวลาไล่เลี่ยกัน และรู้สึกว่าการ "รัดเข็มขัด" กับทุกสิ่งทุกอย่างทำให้ชีวิตแร้นแค้นจนเกินไป ขอให้หันมาใส่ใจเป็นพิเศษกับรายการใหญ่

ตัวอย่างเช่น ท่านกำลังจะซื้อรถเก๋ง เครื่องซักผ้า และหม้อหุงข้าว สังเกตว่ารถเก๋งรุ่น ท็อป กับ รองท็อป มีราคาแตกต่างกันในหลักหมื่น ขณะที่เครื่องซักผ้าอาจจะแตกต่างกันในหลักพัน ส่วนหม้อหุงข้าวอาจแตกต่างกันในหลักร้อย การมุ่งเน้นควบคุมตัวเองเวลาที่เลือกซื้อรถเก๋งน่าจะเป็นความพยายามที่ให้ผลมาก และเมื่อทำได้สำเร็จ ท่านก็จะมีเงินเหลือไปซื้อของอื่น ๆ ที่มีคุณภาพดีขึ้นได้


ใช้เงินอย่างฉลาด


การใช้เงินอย่างฉลาดไม่ได้แปลว่า "ไม่ใช้" หรือ "ใช้ให้น้อยที่สุด" แต่หมายถึงว่า เราจะใช้ในสิ่งที่จำเป็น จ่ายไม่ต้องมากแต่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ และทำให้ยั่งยืนในระยะยาว ไม่ใช่บีบคั้นจนต้องกินอยู่อย่างอนาถา มีเงินเป็นเจ้านาย ขณะเดียวกันก็ไม่ฟุ่มเฟือยกินอยู่เกินฐานะ นี่เป็นเหตุผลที่ควรมีการวางงบประมาณเมื่อจะใช้จ่ายเงิน

แนวคิดทุนนิยมแบบฝรั่งมักเน้นการบริโภค คือ ยิ่งบริโภคมากก็ยิ่งเกิดความพึงพอใจ แต่ที่จริงแล้วผมคิดว่าคนเราบริโภคตามสมควร เหลือเก็บตามสมควร และแบ่งปันตามสมควร ชีวิตน่าจะมีความสุขมากกว่าครับ

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทุบสถิติ สู้! เพื่อความฝัน

เรื่องจริงอย่างหนึ่งของชีวิต คือ บ่อยครั้งคนที่เข้ามาฆ่า "ความฝัน" ของเรากลับกลายเป็นคนที่รักและหวังดีต่อเรานั่นแหละ
ถ้าเราบอกว่าอยากเปิดร้านกาแฟ พวกเขาจะบอกว่านี่เป็น red ocean เปิดไปก็เจ๊ง หรือถ้าเราบอกว่าอยากทำอพาร์ตเมนต์ พวกเขาจะบอกว่าต้องมีเงินทุนเป็นสิบล้าน กู้แบงก์ก็ยาก ไหนจะต้องหาคนเช่าอีก อย่าทำเลย
ที่จริงคนเหล่านี้ไม่ได้ผิด เพราะถ้าคิดตาม "หลักสถิติ" โอกาสรวยอาจมีเพียงแค่หนึ่งในห้าหรือหนึ่งในสิบ ที่เหลือคือเจ๊ง ... แต่ถึงกระนั้นผมก็อยากให้ข้อคิดบางอย่างไว้
หากทุกคนมองหลักสถิติแล้วไม่ลงมือทำอะไรเลย ในโลกนี้คงไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จ และที่สำคัญสถิติที่ยกมานั้นมักจะเป็นสถิติประเภทเหมารวม ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่เราจะเผชิญจริง ๆ ก็ได้
สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานมีความยาวเส้นหลังประมาณ 70 เมตร ส่วนประตูฟุตบอลมีความกว้างประมาณ 7 เมตร หากคุณเตะลูกฟุตบอลให้ข้ามเส้นหลังไป "แบบมั่ว ๆ" โอกาสเตะเข้าประตูจะมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์

ในทางตรงข้ามหากคุณไม่เตะมั่ว แต่ว่าตั้งใจเตะโดย "เล็ง" ไปที่ประตู ... พอจะตอบได้ไหมครับว่า โอกาสเตะเข้าประตูจะมากหรือน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์!?
แน่นอนว่าจะต้องมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์แหง ๆ
นี่คือตัวอย่างของสถิติแบบ ไม่เหมารวม เป็นการคำนวณความเป็นไปได้โดยที่ระบุเงื่อนไขเอาไว้ (ในที่นี้เงื่อนไขคือ ให้เล็งไปที่ประตู) ความจริงหากคุณเคยเรียนวิชาสถิติและอยากย้อนกลับไปปวดหัวสัก 2-3 วินาที สิ่งนี้เรียกว่า Conditional Probability นั่นเอง
ย้อนกลับมาที่ความฝันของเราบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจ การลงทุน หรืออะไรก็ตาม เวลาประเมินโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ เราต้องคิดอยู่บนฐานของสิ่งที่เรากระทำ ถ้าเราได้ศึกษาและเตรียมพร้อมสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป "โอกาส" ของความสำเร็จย่อมสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป นี่คือตัวอย่างของการพยายามค้นหา "แต้มต่อ" ที่จะช่วยส่งเสริมเป้าหมายในชีวิต
เตือนตัวเองเอาไว้นะครับ ความหวังดีเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่อย่าปล่อยให้ความหวังดีที่อยู่บนฐานของ ค่าเฉลี่ยแบบเหมารวม ของใคร ๆ มาหยุดยั้งความฝันของเรา

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

พิชิตใจพ่อแม่ - พิชิตตลาดหุ้น


ไม่นานมานี้ผมได้อ่านงานเขียนของคุณนวพล วิริยะกุลกิจ เรื่อง กลยุทธ์ 5 ชนะ ซึ่งลงไว้ในนิตยสารการเงินธนาคาร และเห็นว่ามีเนื้อหาดี ทั้งยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนหุ้นเพื่อสร้างความมั่งคั่งได้อย่างน่าสนใจ

ส่วนของเดิมเป็นอย่างไร และผมจะเอามาประยุกต์ได้ว่าอย่างไร เราจะมาดูกันครับ


กลยุทธ์พิชิตใจพ่อแม่


ในบทความดั้งเดิมกล่าวถึงการ "สืบทอดธุรกิจ" จากรุ่นพ่อแม่ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากรุ่นลูกจะต้องต่อสู้เพื่อชนะในธุรกิจแล้ว พวกเขายังต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะใจพ่อแม่อีกด้วย กลยุทธ์เด็ดที่ผู้เขียนแนะนำมีอยู่ด้วยกัน 5 ข้อ ได้แก่

1. มองหางานสำคัญที่พ่อแม่ไม่ถนัด - วิธีนี้จะทำให้พ่อแม่ยอมรับความสามารถของเราได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีอิสระในการโชว์ฝีมือมากกว่าจะไป "เจาะ" ในส่วนที่พ่อแม่แกร่งทั่วแผ่นกันอยู่แล้ว

2. ไม่ตั้งเป้าหมายเริ่มแรกสูงเกินไป - การที่เราตั้งเป้าสูงแล้วทำไม่ได้อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าเรายังอ่อนประสบการณ์และมีความมั่นใจเกินตัว การสะสมความสำเร็จเล็กๆ ให้บ่อยครั้ง แล้วจึงขยับเป้าขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นหนทางที่ดีกว่า

3. แสดงออกถึงความมุ่งมั่น - นี่เป็นค่านิยมสำคัญของคนรุ่นก่อน ถ้าเราทุ่มเทแล้วแต่ไม่สำเร็จ พ่อแม่อาจยอมรับได้ว่ามันยากจริง แต่ถ้าไม่ทุ่มเทตั้งแต่แรก ต่อให้สำเร็จเขาก็อาจมองว่า "ฟลุ้กมั้ง!?"

4. เปิดใจรับฟัง - การฟังเป็นการซื้อใจลูกน้องที่ถูกมาก ใน 1-2 ปีแรกของการสืบทอดธุรกิจเหมาะเป็นช่วงเวลาแห่งการรับฟังและเรียนรู้ของเดิม ไม่ใช่การรีบร้อนเปลี่ยนแปลง (ตรงนี้เป็นสิ่งที่คนหนุ่มสาวไฟแรงพลาดกันมาก)

5. รู้จักยืดหยุ่น - โดยเฉพาะในการทำงานร่วมกับผู้บริหารรุ่นพ่อแม่ บางองค์กรมีวัฒนธรรม "เลี้ยงคน" ด้วยความเอื้ออาทร เราอาจจำเป็นต้องลดความคาดหวังลงบ้าง และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป


กลยุทธ์พิชิตตลาดหุ้น


ต่อให้ท่านไม่ใช่ทายาทธุรกิจ กลยุทธ์ 5 ข้อข้างต้นก็ยังมีประโยชน์อยู่ดี อย่างน้อยก็ในตลาดหุ้น








คนละเรื่อง... เดียวกัน


แม้สองเรื่องนี้ดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่บางครั้งผมก็พบความขัดแย้งเรื่องหุ้นระหว่างพ่อแม่กับลูก เนื่องจากคนรุ่นก่อนมักมีภาพจำที่ไม่ค่อยดีกับตลาดหุ้น เช่น เคยเห็นข่าวคนกระโดดตึกหรือยิงตัวตายเพราะขาดทุนหุ้น ส่วนคนรุ่นใหม่ก็เด็กเกินกว่าจะเห็นวิกฤติหุ้นขั้นหายนะแบบปี 2540 และมีแต่ภาพจำของตลาดขาขึ้นอย่างยาวนาน

คำแนะนำของผมก็คือ ให้เอาฝั่งขวาของตารางมา manage ตัวเอง และเอาฝั่งซ้ายมา manage คุณพ่อคุณแม่

หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ธนาคารจะล้มด้วยเหตุใด


ในช่วงเวลานี้หลายคนจับตามอง "ธนาคารเฉพาะกิจ" แห่งหนึ่ง ซึ่งบางคนบอกว่าจะไปถอนเงินออกมา บ้างก็ด้วยอารมณ์ไม่พอใจ บ้างก็ด้วยความเป็นห่วงเงินของตนเอง ขณะที่บางคนก็เยาะเย้ยว่าการถอนเงินแค่ไม่กี่ร้อยล้านหรือพันล้านบาทจะไปมีผลให้ธนาคารล้มได้อย่างไร

สิ่งที่ผมต้องการสื่อตรงนี้ ... ไม่ขอเชื่อมโยงไปหาการเมือง แต่จะขอ "เตือน" และ "ให้ความรู้" เท่าที่ผมมี


การรุมถอนเงินสามารถทำให้ธนาคารล้มได้



คนจำนวนไม่น้อยคิดว่า แบงก์จะล้มก็เมื่อปล่อยกู้แล้วกลายเป็นหนี้เสียจำนวนมากๆ ทำนองเดียวกับที่คิดว่า "บริษัท" จะล้มก็ต่อเมื่อขาดทุนหนักๆ ทั้งที่จริงแล้ว บริษัทที่ขาดทุนยังคงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ แต่บริษัทที่ขาดสภาพคล่องหรือ "เงินสด" ต่างหาก ที่จะล้มภายในเวลาไม่กี่วัน

ธุรกิจธนาคารเป็นธุรกิจแห่งความเชื่อถือ การขาดเงินสดจะยิ่งนำไปสู่การขาดเงินสด และขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

แม้หลายท่านจะหัวร่อ บอกว่าธนาคาร A ออกจะใหญ่โต มีเงินฝากตั้ง 1.6 ล้านล้านบาท ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ธนาคารต่างๆ มีสินทรัพย์สภาพคล่องน้อยกว่านั้นมาก ในแง่ของระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารจะต้องดำรง "สินทรัพย์สภาพคล่อง" ไม่น้อยกว่า 6% ของเงินฝาก ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเงินฝากที่ ธปท. อย่างน้อย 1% และเป็นเงินสดที่อยู่ตามสาขาต่างๆ อีก 2.5% ส่วนที่เหลืออาจจะเป็นพันธบัตร

พูดง่ายๆ ก็คือ มีความเป็นไปได้ว่าธนาคาร A อาจมีเงินสดติดตัวจริงๆ แค่ 4 หมื่นล้านบาท (2.5% ของ 1.6 ล้านล้านบาท) ถ้าธนาคาร A มีจำนวนสาขาทั่วประเทศ 800 สาขา เฉลี่ยแล้วก็จะมีเงินสดอยู่สาขาละ 50 ล้านบาท

หากธนาคารต้องคอยกังวลกับ "ขาใหญ่" ที่จะมาถอนเงินตามสาขา แม้จะแค่หลักสิบล้าน พวกเขาก็ต้องสำรองเงินเพิ่ม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมาถอนกันที่สาขาไหนบ้าง และการขนส่งเงินสดก็ต้องใช้เวลา ธนาคารจึงอาจต้องสำรองเงินสดเพิ่มเป็นหมื่นๆ ล้านบาท ทั้งที่คนถอนเงินทั่วประเทศรวมกันแล้วอาจจะมาแค่หลักพันล้าน

การหา "เงิน" หมื่นล้านไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่การหา "เงินสด" ในระดับหมื่นล้าน และต้องเร็วด้วย อันนี้เป็นเรื่องใหญ่แน่ ธนาคารอาจจำเป็นต้องขาย ขาย ขาย พันธบัตรและตราสารต่างๆ ที่มีอยู่อย่างรีบด่วน สร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งระบบ

ถึงตรงนี้เราคงพอจะนึกออกว่า การระดมถอนเงินจากธนาคาร A ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ธนาคาร A แต่อาจกระทบไปถึงธนาคาร B, C หรือ D ที่ทำธุรกรรมอยู่กับธนาคาร A ได้ และยิ่งถ้าถึงกับต้องผิดนัดชำระหนี้ อันนี้ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะคนจะยิ่งแห่มาถอนเงินมากขึ้นและเผลอๆ จะพาลไปถอนเงินจากธนาคารอื่นๆ กันด้วย

ดังนั้น แม้แต่คนที่ไม่มีเงินฝากกับธนาคาร A ก็จะพากันได้รับแรงกระแทกนี้ เอาง่ายๆ ถ้านายจ้างของคุณฝากเงินหรือทำธุรกิจผ่านธนาคาร A, B หรือ C คุณก็อาจไม่ได้รับเงินเดือน เนื่องจากสภาพคล่องหดหายกันไปทั้งระบบ คุณจะทำอย่างไร?!

หลายคนพยายามโต้กลับด้วยการบอกว่า งั้นใช้หลักตรงข้าม คือ "ถ้าแกถอน ฉันฝากเพิ่ม" แต่ในความเป็นจริง การกระทำเช่นนั้นอาจยิ่งทำให้สถานการณ์ดูแย่ลง เพราะเมื่อสื่อมวลชนไปถ่ายภาพตามสาขา แทนที่จะเห็นคน 30-40 คนยืนต่อคิว พวกเขาอาจเห็นคนร่วมๆ ร้อยคนต่อแถวทำธุรกรรม ผู้ชมที่อยู่ทางบ้านอาจยิ่งคิดไปว่า "ซวยแล้ว ถ้าไปถอนช้า เงินเราต้องสูญแน่" ไปๆ มาๆ คนที่ฝากเพิ่มอาจต้องโร่มาถอนเงินออกมากกว่าที่ฝากเพิ่มเข้าไปเสียด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น หากธนาคาร A มีลูกค้าที่เป็นรายย่อยมากๆ ภาพที่ออกมาจะยิ่งดูแย่ เพราะข่าวจะตีไปว่ามีลูกค้ามาต่อคิวถอนเงินกี่คน และยิ่งถ้ามีสาขาใดสาขาหนึ่งไม่สามารถส่งมอบเงินให้ลูกค้าได้ คนก็จะยิ่งตื่นตระหนก แล้วก็ตระเวนไปถอนเงินตามสาขาอื่นที่ยังมีเงินสดเหลือ ซึ่งก็ยิ่งทำให้การบริหารเงินสดของธนาคารทำได้ยากลำบากขึ้น แล้วภาพที่รถขนเงินวิ่งกันให้ทั่วเมืองก็จะยิ่งทำให้คนแตกตื่นกันเข้าไปอีก

แน่นอน นี่ไม่ใช่ภาพที่ผมหรือคนไทยคนใดอยากเห็น เพราะ "แบงก์ล้ม" จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และมันกระทบกับทุกคน

คนส่วนใหญ่ถือคติว่า "ถอนเร็วได้เงิน ถอนช้าได้ลม" เพราะฉะนั้นถ้าแบงก์จะล้ม ก็ไม่ควรมีเงินเราอยู่ในนั้น แต่มันก็คงดีกว่าหากจะไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเลย เพราะถ้าโดมิโนเริ่มล้ม แบงก์ไหนๆ ก็ไม่ปลอดภัย

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"หนังสือแปล" มีดีไม่แพ้ต้นฉบับ?


หลายท่านที่เป็นนักอ่านน่าจะเคยประสบปัญหาหรือเกิดอาการไม่สบอารมณ์จากการอ่าน "หนังสือแปล" และบางท่านที่สุดขั้วหน่อยก็อาจจะถึงกับตั้งธงไว้เลยว่าจะไม่อ่านหนังสือที่แปลเป็นภาษาไทยเด็ดขาด

เหตุผลที่พวกเขาให้ไว้ก็คือ หนังสือแปลมักจะสู้หนังสือภาษาอังกฤษต้นฉบับไม่ได้ ซื้อมาแล้วก็มักจะผิดหวัง สู้กัดฟันอ่านต้นฉบับไปเลยดีกว่า อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนแปลหนังสือ ผมกลับมองว่าหนังสือแปลสามารถที่จะ "ดี" ได้ไม่แพ้ต้นฉบับ และในหลายๆ กรณี หนังสือแปลก็อาจจะทำได้ดีกว่าต้นฉบับเสียด้วยซ้ำ

และต่อไปนี้ก็คือ มุมมองของผม ...


เมื่อไรที่หนังสือแปลจะแย่?


ในการแปลหนังสือ สิ่งที่ผู้แปลพึงกระทำ (อย่างยิ่ง) คือ การรักษาเนื้อความดั้งเดิมให้ได้มากที่สุด หรือพูดแบบง่ายๆ ก็คือ อย่าแปลผิด อย่าแปลขาด และอย่าแปลเกิน

การแปลผิดความหมาย ถือได้ว่าเป็น "ความผิดขั้นร้ายแรง" ของนักแปล แม้บางครั้งนักแปลอาจแปลผิดได้โดยสุจริต คือ พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ดีพอ อาจจะด้วยพื้นความรู้ที่ไม่ตรงกับแนวเนื้อหา เช่น แปลหนังสือด้านการลงทุน แต่ตัวเองกลับไม่เคยลงทุน หรือศึกษาด้านการลงทุนมาเลย อย่างนี้ก็เจ๊งแน่ หรืออีกแบบก็คือ ผู้แปลมีทักษะด้านภาษาไม่เพียงพอ อย่างนี้ก็ไม่ไหวอีกเหมือนกัน

นักอ่านจึงต้องดูด้วยว่า ผู้แปลมีพื้นความรู้มาทางด้านไหน หนังสือหลายเล่มมีประวัติโดยย่อของผู้แปลอยู่ท้ายเล่ม ผมแนะนำให้อ่านดูคร่าวๆ จะได้รู้ว่าหมอนี่เป็นใคร และมีผลงานอะไรมาบ้าง

ถัดมาเป็นเรื่องของ การแปลขาดหาย ซึ่งเป็นการแปลที่ทำให้เนื้อความดั้งเดิมตกหายไป ผู้อ่านจะยังได้รับความรู้หรือสาระสำคัญจากหนังสืออยู่ แต่ได้ไม่ครบ 100% ความเห็นของผมคือว่า ถ้าเป็นการ "แปลและเรียบเรียง" และการพยายามรักษาเนื้อความส่วนนั้นอาจทำให้การอ่านสะดุดโดยไม่จำเป็น (อย่าลืมว่าผู้เขียนต้นฉบับก็อาจเขียนแบบกะพร่องกะแพร่ง หรือพูดจาไม่รู้เรื่องได้เหมือนกัน) อย่างนี้ก็อาจอนุโลมได้ เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านเอง

ประเด็นสุดท้าย ได้แก่ การแปลเกิน เรียกว่าคนเขียนเขียนมา 100 คนแปลจัดให้ 110 กลายเป็นว่าสอดแทรกเนื้อหาหรือความคิดเห็นของตัวเองเข้าไปอีก อย่างนี้ถือว่าไม่ดี เพราะคนอ่านจะแยกไม่ได้ว่าอันไหนเป็นเนื้อความจากผู้เขียน หรืออันไหนเป็นการขยายความของผู้แปล ที่ซ้ำร้ายคือ จะมีคนหยิบยกถ้อยคำพวกนั้นไปอ้างอิง แล้วบอกว่ามาจากผู้เขียน ทั้งๆ ที่เจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย

ทางออกก็คือ หากเนื้อความส่วนไหนยากและควรมีการอธิบายเพิ่ม ก็ควรแทรกเป็นฟุ้ตโน้ต (footnote) หรือใส่ไว้ในวงเล็บ และกำกับได้ด้วยว่าเป็นคำอธิบายจากผู้แปล อย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้ก็จะเป็น "มูลค่าเพิ่ม" หรือ "value added" ที่ผู้แปลสามารถจะทำให้หนังสือทรงคุณค่ายิ่งขึ้น โดยไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด


ลึกลงไปในรายละเอียด


ที่กล่าวมาข้างต้นเป็น "แก่น" ที่ผู้แปลควรยึดถือ แต่ในส่วนของรายละเอียด หรือ "กระพี้" และ "เปลือก" เรายังต้องว่ากันต่อไป

สมมติเราซื้อหนังสือเล่มหนึ่งที่ปรมาจารย์ด้านการลงทุนของโลกเป็นคนเขียน แน่นอนว่าเราคงอยากรู้เนื้อความอย่างถูกต้องครบถ้วน ไม่ขาด ไม่เกิน แต่ถึงแม้จะหาคนที่แปลได้ตามนั้นแล้ว สิ่งที่ผู้อ่านต้องการไม่แพ้กันก็คือ "อรรถรส" ในการอ่าน

ผู้แปลสามารถส่งผ่าน "อารมณ์" และ "ความนัย" ที่ผู้เขียนให้ไว้ได้มากน้อยแค่ไหน? สำนวนเขียนของผู้แปลมีความสละสลวยและชวนให้อ่านได้อย่างไหลลื่นหรือไม่? ผู้แปลสามารถถ่ายทอด "บุคลิก" ที่มีอยู่ในงานเขียนได้ดีเพียงใด? นี่คือรายละเอียดที่เราต้องให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน

บางครั้งเราเจอผู้เขียนที่เขียนไว้ดีมาก แต่ได้คนแปลที่ไม่ค่อยเอาไหน หนังสือดีก็เลยกลายเป็นหนังสือดาดๆ ไปอย่างน่าเสียดาย ในทางกลับกัน คนแปลที่มีฝีมือ แต่ต้องไปประกบแปลหนังสือน่าเบื่อๆ ก็อาจกลายเป็นการฝังตัวเองไปได้เหมือนกัน เพราะคนอ่านเขาไม่รู้หรอกว่าต้นฉบับมันน่าเบื่อ

ด้วยเหตุนี้ผมจึงตกลงกับเพื่อนว่า หากจะแปลหนังสือ ก็ต้องเป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าและน่าอ่านเท่านั้น ไม่อย่างนั้นเสียเวลาเปล่า ได้ตังค์เท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม


นักแปลไส้แห้ง?


"อาชีพนักแปล" ไม่ใช่อาชีพที่ทำรายได้งดงามอะไรมากนัก โดยเฉพาะถ้าหนังสือไม่ได้ติดอันดับขายดี (bestseller) หรือแม้บางครั้งต่อให้หนังสือติดอันดับขายดี แต่นักแปลได้รับค่าตอบแทนแบบคงที่ จ่ายกันครั้งเดียวจบ อย่างนี้นักแปลก็ "ไส้แห้ง" ได้เหมือนกัน

เพื่อนผมคนหนึ่งที่อยู่ในแวดวงแปลหนังสือบอกว่า การแปลหนังสือของเขาถือว่าเป็นรายได้พิเศษ และที่ว่าพิเศษนั้นก็เพราะว่า ปกติเขาเองก็อ่านหนังสืออยู่แล้ว การแปลหนังสือจึงเหมือนกับมีคนมาจ้างให้เขาทำในสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเพิ่มความพิถีพิถัน หรือใช้ความตั้งอกตั้งใจมากขึ้นเท่านั้น

นึกดูก็เหมือนการที่มีใครสักคนมาจ้างเราให้อาบน้ำ ทั้งที่จริงไม่ว่าอย่างไรเราก็คงจะอาบน้ำกันทุกวันอยู่แล้ว (ยกเว้นฝรั่งที่อยู่เมืองหนาว อันนั้นไม่แน่) สิ่งที่เราต้องทำเพิ่มก็มีแค่ตั้งใจอาบให้สะอาดขึ้นกว่าปกติ

โดยทั่วไปแล้ว นักแปลหนังสือไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะ "ได้เงิน" หรือ "ได้กล่อง" กันง่ายๆ เหตุผลก็คือ งานแปลจำนวนมากจ่ายค่าตอบแทนแบบคงที่ แล้วก็ไม่ได้เป็นอัตราที่มากมายอะไร ขณะที่ชื่อเสียงหรือความนับหน้าถือตา ส่วนมากก็ตกเป็นของผู้เขียนเสียมากกว่า เพราะถือว่าเป็นเจ้าของไอเดียตัวจริง

ด้วยเหตุนี้นักแปลที่ผมพบเจอจึงมักจะทำเพราะ "ใจรัก" มากกว่าจะหวังผลอื่นใด หรือบางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้หนังสือแปลคุณภาพดี มีจำนวนน้อยก็เป็นได้


หนังสือแปล... แซงหนังสือต้นฉบับ?!


หากดูแค่เพียงผิวเผิน ก็คล้ายกับว่าหนังสือแปลจะทำได้ดีที่สุดเพียงแค่เทียบเท่ากับหนังสือต้นฉบับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้แปลอาจเพิ่มคุณค่าให้กับหนังสือได้ด้วยเช่นกัน

หนังสือบางประเภทเป็นหนังสือเฉพาะทาง ยกตัวอย่างใกล้ๆ ตัวก็อย่างเช่น หนังสือด้านการเงินและการลงทุน ซึ่งบางทีผู้เขียนก็กล่าวถึงตราสารทางการเงิน เช่น พันธบัตร ตั๋วเงิน หรือหุ้นกู้ โดยไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม เพราะรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่อง "พื้นๆ" ทว่าในฐานะผู้แปล หากเรารู้ว่ามีโอกาสที่คนอ่านจะไม่เข้าใจ หรือไม่คุ้นเคย เราก็อาจแทรกคำอธิบายไว้ที่ footnote ได้

หรือบางครั้งมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ "ใครๆ ก็รู้" แต่ว่าเป็น "ใครๆ" ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างนี้ผู้แปลก็สามารถเล่าเรื่องเพิ่มเติม หรือเทียบเคียงกับเหตุการณ์ที่คนอ่านอาจจะคุ้นเคยกว่าในเมืองไทย อย่างนี้เป็นต้น

สิ่งที่พบกันบ่อยอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ การใช้สำนวนในภาษาอังกฤษ ซึ่งหากแปลกันตรงๆ โดยไม่รู้ว่าเป็นสำนวน ก็มีโอกาสที่จะเกิดความเข้าใจผิดไปคนละเรื่อง ผู้แปลก็จะมีบทบาทในการหาคำอธิบายที่เหมาะสมกับผู้อ่านซึ่งเป็นคนไทย

จะเห็นได้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถหาได้จากหนังสือต้นฉบับ และเป็นโอกาสที่หนังสือแปลจะแซงหน้าหนังสือต้นฉบับได้ หรือถ้ามีใคร "ฟิต" และอยากอ่านหนังสือต้นฉบับภาษาอังกฤษขึ้นมา เขาก็จะต้องทำการค้นคว้าเหล่านี้ในแบบเดียวกับที่ผู้แปลทำ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าจะต้องใช้เวลาและความพยายามมาก โดยเฉพาะถ้าผู้อ่านเองไม่ได้มีทักษะการอ่านหรือพื้นความรู้เท่ากับนักแปล

อีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของผมก็คือ สำหรับคนไทยแล้ว การอ่านภาษาอังกฤษย่อมใช้เวลามากกว่าการอ่านภาษาไทย และบ่อยครั้งที่การอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเล่มโตๆ ต้องจบลงด้วยการ "อ่านค้าง" จากนั้นก็วางทิ้งไว้เป็นเดือนๆ ก่อนที่จะลงท้ายด้วยการ "อ่านไม่จบเล่ม"

ดังนั้น ถ้ามีหนังสือแปลที่แซงหน้าหนังสือต้นฉบับได้ เราก็ควรอ่านมัน แล้วเก็บพลังงานที่เหลือไปอ่านเล่มอื่นๆ ที่ยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย และนี่ก็คือเทคนิคที่ผมใช้บริหารเวลาในชีวิตจริงครับ

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เครดิตอเมริกา - ทองคำ - หุ้นไทย


เชื่อว่าในแวดวงธุรกิจการเงินช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีเรื่องใดรุนแรงเท่ากับการที่สหรัฐอเมริกาถูกปรับลดเครดิต ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งติดจรวดและหุ้นตกแทบถล่มทลายในเวลาต่อมา

เล่าย้อนให้ฟังนิดนึงครับ นักลงทุนต่างชาติเนี่ยเป็นพวกที่มีเงินเยอะ เขาชอบลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร แต่ด้วยความที่ตลาดมันใหญ่เขาก็จะไม่รู้ว่าแต่ละบริษัทมันดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็เลยมีใครบางคน...โผล่เข้ามารับหน้า โดยรวบรวมข้อมูลของบริษัทต่างๆ แล้ววิเคราะห์ออกมาเป็นฉากๆ ว่าบริษัทนี้เครดิตดี บริษัทนี้เครดิตแย่ ว่าแล้วก็จัดเรียงลำดับเสียด้วยเลยว่าใครเจ๋งกว่าใคร

ใครบางคนที่ว่านี่ก็คือพวกบริษัทจัดอันดับเครดิตนั่นเอง

บริษัทจัดอันดับเครดิตในต่างประเทศที่ใหญ่ๆ ก็มีอยู่ 3 เจ้า คือ S&P (เอส แอนด์ พี ...ไม่ใช่ร้านอาหารนะครับ อันนั้นผมกินบ่อย) Moody's (มูดี้ส์) และ Fitch (ฟิทช์) แล้วนอกจากจัดอันดับให้กับบริษัทเอกชนแล้วเขายังจัดอันดับให้กับแต่ละประเทศอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกาย่อมได้รับอันดับเครดิตที่แจ๋วที่สุด นั่นคือ ทริปเปิ้ลเอ หรือ AAA

แย่หน่อยครับ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอเมริกาโดนลดอันดับจาก AAA ซึ่งถือว่าเจ๋งที่สุดลงมาเหลือ AA+ ซึ่งเป็นอันดับที่ดีรองลงมา เรียกว่าห่างชั้นกันปิ๊ดเดียว แต่ว่าก็ว่าเถอะ ดีแค่ไหนแต่ได้ชื่อว่าโดนลดอันดับก็เสียขวัญกันยกใหญ่ นักลงทุนทั่วโลกต่างคิดกันว่าเศรษฐกิจอเมริกาแย่แล้ว ก็เลยไม่มีใครอยากลงทุนในอเมริกา สิ่งที่เขาทำกันก็คือ ขาย ขาย ขาย อะไรก็ตามที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ ขายหมด ขายหุ้น ขายพันธบัตร แล้วโยกเงินไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า

สินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าดอลลาร์ในตอนนี้ก็คือทองคำนั่นเอง คนเรารู้จักทองคำมานับพันปีแล้ว ต่อให้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เห็นทองคำปุ๊บก็ตาโตอยากได้ การถือทองคำจึงการันตีได้ว่าไม่มีทางสูญค่าแน่นอน (แต่จะมีราคาเท่าไหร่ค่อยว่ากันอีกที)

การที่คนเปลี่ยนมาถือครองทองคำส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นจนเกิดปรากฏการณ์ตื่นทอง ชนิดที่ว่าร้านทองต้องออกใบจองให้แล้วให้ผู้ซื้อมารับทองคำในสัปดาห์ถัดไป ส่วนฟิวเจอร์สทองคำก็มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นแบบพุ่งพรวด ความจริงผมคิดว่าฝรั่งเขาซื้อทองเพราะกลัววิกฤติเศรษฐกิจและต้องการโยกเงิน แต่คนไทยซื้อทองคำเพราะเห็นว่าราคามันวิ่งดี (ฮ่าๆ) ไม่ใช่ว่าตกใจกลัววิกฤติอะไรหรอก

นอกจากเรื่องตื่นทองแล้ว นักลงทุนในบ้านเราเห็นฝรั่งเทขายหุ้นที่ต่างประเทศก็ตกใจ พลอยเทขายหุ้นไทยกะเค้าด้วย ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยแต่ว่าเป็นกันทั่วโลก ต่อจากนี้คงต้องจับตาดูว่าตลาดหุ้นจะยังลงไปถึงไหน แต่ตามทัศนะของผม หุ้นไทยจำนวนมากไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง หากราคาหุ้นลงมามากๆ จริงก็เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจครับ

ในตอนวิกฤติฟองสบู่มันมีคนเจ๊ง เบี้ยวหนี้ สถาบันการเงินปิด ในตอนวิกฤติซับไพร์ม สถาบันการเงินเจ๊งเป็นลูกโซ่ แต่ในการ downgrade สหรัฐอเมริกาตอนนี้ยังไม่มีใครเจ๊ง สถานภาพการคลังของอเมริกาก็ยังคงดีเท่าเดิม (หรือเละเทะเท่าเดิม) ขาดก็แต่ความเชื่อมั่น ถ้าไม่มีอะไรถล่มเพิ่มเติม ตอนนี้เป็นช่วงที่ดีสำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ value investor ครับ

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ลูกไล่


ผมดูทีวีเห็นผู้ดำเนินรายการข่าวท่านหนึ่งที่ "ใครๆ" ก็น่าจะคุ้นชื่อ เพราะเขาดังคับฟ้าเมืองไทย ซึ่งเมื่อผ่านการคิดนู่นคิดนี่ของผมแล้วเห็นว่ามันเชื่อมโยงมาหาแนวคิดทาง marketing และวิถีชีวิตของเราๆ ท่านๆ ได้อย่างน่าสนใจ เลยขอยกมาว่ากันสักหน่อย

สมมติว่าผู้ดำเนินรายการข่าวท่านนี้ชื่อ "คุณต้อน" แล้วกันนะครับ คุณต้อนเป็นคนที่มีความสามารถในการนำเสนอข่าวและดึงความสนใจจากผู้ชมทางทีวี ความนิยมของคุณต้อนจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เรื่องไหนที่เขาหยิบยกขึ้นมาจะได้รับความสนใจจากสื่ออื่นตามไปด้วย หลายครั้งมีคดีที่ทำท่าจะถูกดองเพราะไปเหยียบเท้าคนใหญ่คนโต แต่พอคุณต้อนยกขึ้นมาตีข่าวปุ๊บ คดีที่เคยรอๆ ก็วิ่งจู๊ดทันใจในพริบตาเดียวและความยุติธรรมก็บังเกิด...

ทว่ามีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียเช่นกัน แนวทาง "ถึงลูกถึงคน" ของคุณต้อน ไม่ใช่แค่เพียงไล่ต้อนผู้ถูกสัมภาษณ์จนสะใจคนดูเท่านั้น แต่ยังมีการดุหรือเอ็ดผู้ช่วยของตัวเองกลางรายการ จนทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกเสียหน้าหลายครั้ง หลายคนบอกว่าหลังๆ ไม่ค่อยชอบดูรายการของคุณต้อนแล้วเพราะเยิ่นเย้อ ชอบเล่นข่าวชาวบ้านๆ มากเกินไป และมักปฏิบัติกับผู้ร่วมงานเหมือนกับเป็น "ลูกไล่"

ในความเป็นจริงไม่มีใครอยากเป็นลูกไล่ใคร โดยเฉพาะในสภาพสังคมปัจจุบันที่ทุกคนต่างรู้สึกว่าตัวเองเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ถึงแม้ในการทำงานตามองค์กรต่างๆ ก็เชื่อว่าลูกน้องก็อยากได้รับการปฏิบัติที่ดีจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเช่นกัน ไม่ต้องยกยอปอปั้นเกินจริง ไม่ต้องประเคนเงินรางวัลให้ และอย่ามา "ตบหัวแล้วลูบหลัง" เพราะการสบายหลังไม่ได้ช่วยให้หายเจ็บหัว

ต่อเนื่องมาถึงด้านการตลาด ผมเห็นว่าการตกเป็นลูกไล่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกรณีเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้ากับลูกน้องเท่านั้น แต่ในแง่ของธุรกิจบริการเองบางครั้งบริษัทก็ยอมให้พนักงานของตัวเองตกเป็นลูกไล่ของลูกค้า ด้วยคิดว่าลูกค้าสำคัญที่สุดอย่างที่บางคนบอกว่า "ลูกค้าคือพระเจ้า"

อาจจะจริงอยู่ว่าลูกค้าเป็นแหล่งขุมทรัพย์ของกิจการและเป็นคนที่ทำเงินให้กิจการ แต่ถ้าถามลูกค้าส่วนใหญ่ว่าต้องการให้พนักงานมากราบกรานหรือไม่ ...คำตอบคือ ไม่! โดยเฉพาะถ้าเราทราบว่าการกราบกรานหรือนอบน้อมนั้นมีจุดประสงค์อยู่ที่เงินในกระเป๋าพวกเรา มันไม่จริงใจครับ

สิ่งที่ลูกค้าพึงได้รับคือการปฏิบัติอย่างให้เกียรติตามสมควร ยุติธรรม และจริงใจ แต่ไม่จำเป็นต้องมาสปอยล์จนกลายเป็นว่า "ถ้าชั้นอยากได้ต้องได้ ถึงชั้นจะผิดหรือเหยียดหยามแกแค่ไหนก็ต้องยอมชั้นเพราะว่าชั้นเป็นลูกค้า"

ผมเชื่อว่ากิจการใดเอาใจใส่แต่เฉพาะด้านลูกค้าและละเลยลูกจ้างของตัวเอง ลูกจ้างจะตกอยู่ในฐานะ "ลูกไล่" แต่ตอบโต้หรือระบายออกไปไม่ได้ สุดท้ายเขาก็ไม่อยู่กับบริษัทนี้ สิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการคือทำอย่างไรจึงจะรักษาสมดุลไว้ให้ได้ อย่าลืมว่าถ้ามีแต่ลูกค้า ไม่มีพนักงาน หรือมีแต่พนักงานที่ไม่มีความสุข แล้วคุณจะขายของได้อย่างไร

สุดท้ายแล้วคุณจะเหลือแต่พนักงานเฮงซวย ไว้คอยบริการลูกค้าเฮงซวย กิจการของคุณเองก็เลย......ไปด้วย (เติมคำเอาเอง)

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ


เดิมไม่ค่อยสนใจเรื่องของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมัยเข้าทำงานใหม่ๆ ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร แต่เดี๋ยวนี้รู้แล้วและพอลาออกจากงานก็ยิ่งรู้ขึ้นไปอีก จะเล่าให้ฟังครับ

เวลาเราเข้าทำงานกับบริษัทใดๆ เราก็จะได้เงินเดือนใช่มั๊ยครับ แต่นั่นไม่ใช่ผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวที่เราได้ เพราะบริษัทส่วนมากก็จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เราอีกด้วย ไอเดียเริ่มต้นคือบริษัทต้องการให้พนักงานเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ จึงตั้งกองทุนขึ้นมาเรียกว่า "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" แล้วมันคืออะไร มีข้อดียังไง?

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็คล้ายกับกองทุนรวมนั่นแหละ เพียงแต่มันไม่ได้เปิดกว้างให้ใครๆ เข้ามาร่วมวง แต่จำเพาะต้องเป็นพนักงานของบริษัทนั้นๆ เมื่อเงินเดือนเราออก นายจ้างก็จะหักเงินเราไปส่วนหนึ่ง่สมมติว่า 3% เราเรียกเงินก้อนนี้ว่า "เงินสะสม" เพราะมันเป็นเงินเราเองที่สะสมไว้ใช้ยามแก่ (ถึงแม้คนบีบคอหักเงินไปจะเป็นนายจ้างก็ตาม)

ในฝ่ายนายจ้างก็จะควักเงินของเขาอีกส่วนหนึ่งมาใส่เข้าไปด้วย นัยว่าเป็นรางวัลหรือแรงจูงใจให้พนักงานสมมติว่า 5% เงินตรงนี้ คือ "เงินสมทบ" ซึ่งกฎหมายระบุไว้ว่านายจ้างต้องสมทบไม่ต่ำกว่าที่หักจากเราไป นั่นคือ สัดส่วนของเงินสมทบต้องไม่น้อยกว่าเงินสะสม ลูกจ้างก็เฮสิครับ

ตัวอย่างเช่น ผมยอมให้นายจ้างหักเงินของผมไป 3% จากเงินเดือน 10,000 บาท ก็จะเท่ากับ 300 บาท ในขณะเดียวกันฝ่ายนายจ้างก็จะควักกระเป๋ามาสมทบกับผมด้วย 500 บาท รวมสองส่วนกลายเป็นเงิน "ของผม" 800 บาท ว้าว! จ่ายเอง 300 แต่กลายเป็น 800 แน่ะ

ถ้าพูดในแง่ผลตอบแทน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แต้มต่อกับลูกจ้างอย่างเราๆ มาก เพราะเท่ากับลงเงินปุ๊บก็ได้กำไรทันที (ตามตัวอย่างนี้ผมได้กำไรมาฟรีๆ ทันที 500 บาทจากเงินลงทุนของผมเอง 300 บาท คิดเป็นกำไรทันทีทันใด 167% หาที่ไหนได้อีก) ดังนั้นถ้าบริษัทที่ท่านทำงานอยู่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็จงใช้สิทธิประโยชน์นั้นเถอะครับ

แต่ก่อนที่จะดีใจมากไปกว่านี้ มีจุดที่เราๆ ท่านๆ ควรทราบอยู่หน่อยนึง คือ



  1. เงินสะสมนั้นเป็นของเราแน่นอน แต่เงินสมทบจากนายจ้างนั้นมีเงื่อนไข เป็นต้นว่าต้องทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ปีจึงจะได้เงินส่วนนี้ หากใครลาออกก่อน 5 ปีก็จะไม่ได้เงินในส่วนของนายจ้างนี้

  2. ในการลงทุนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เรามักเลือกสัดส่วนการลงทุนตามใจเราไม่ค่อยได้ เป็นต้นว่าตอนนี้หุ้นกำลังสดใส อยากลงหุ้นเยอะๆ ผ่านไปครึ่งปีหุ้นแพงแล้วอยากเปลี่ยนกลับมาลงทุนอย่างอื่น อะไรแบบนี้มักไม่ค่อยได้ครับ เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมักเปิดโอกาสให้เราปรับแผนได้แค่ปีละครั้ง เผลอๆ บางกองไม่มีให้เลือกด้วยซ้ำ


  3. เวลาที่เราลาออกจากงานก่อนอายุ 55 ปี จะต้องเสียภาษีด้วย การคำนวณภาษีสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของคนที่ทำงานมาเกิน 5 ปีขึ้นไปเป็นดังนี้ครับ

เงินได้พึงประเมิน = {เงินทั้งหมดจากกองทุน - เงินที่เราจ่ายสะสม - (7000 x อายุงาน)} x 50%

ตัวอย่างเช่น ผมทำงานมา 6 ปี เมื่อลาออกก็ได้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจ่ายเช็คมา 300,000 บาท ซึ่งแบ่งเป็นเงินที่ผมจ่ายสะสมเองรวม 120,000 บาท และเป็นเงินที่นายจ้างจ่าย 150,000 บาท อีก 30,000 บาทเป็นผลกำไรที่งอกเงยขึ้นจากการที่กองทุนฯ เอาเงินไปลงทุน

เงินได้พึงประเมินของผมจะเท่ากับ {300000 - 120000 - (7000 x 6)} x 50% = 69,000 บาท

จากนั้นนำไปคิดภาษีตามอัตราก้าวหน้าในเว็บของ ThaiPVD.com ในหัวข้อ "โปรแกรมคำนวณภาษี" สำหรับตัวอย่างนี้ผมจะต้องเสียภาษีในอัตรา 5% ซึ่งจะเท่ากับ 3,450 บาท อ้อ! เขาไม่มียกเว้น 150,000 บาทแรกเหมือนเวลาเรายื่นแบบ ภงด. ตามปกตินะครับ


สำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานประจำก็อย่าเสียใจไป ไม่มีใครสมทบให้เรา เราก็เก็บออมของเราเองได้โดยการไปซื้อ "กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ" หรือ Retirement Mutual Fund (RMF) นั่นเอง ไอเดียเดียวกันเลย คือ เก็บเงินไว้สำหรับใช้จ่ายในยามชรา เสียแต่ไม่มีคนช่วยสมทบเท่านั้นเอง

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

อย่าเป็นนักการเมือง


ความจริงต้นเรื่องของเรื่องนี้ไม่ได้มาจากการเมืองตรงๆ หรอกนะครับ อย่างที่ทราบกันแล้วว่าผมไม่ค่อยชอบเขียนเรื่องการบ้านการเมือง เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ได้รู้อะไรมากมาย กับอีกอย่างคือมันเป็นหัวข้อที่ชวนให้มาตีกันมากกว่าที่จะสร้างสรรค์

เรื่องมีอยู่ว่าเช้าวันหนึ่ง (วันที่เขียนนี่แหละ) ฝนตกกระหน่ำจนน้ำท่วมซอยแถวบ้านไปหมด ผมต้องขับรถเข้าบ้านก็เลย ...เออ น้ำท่วมอีกแล้ว ก็ชะลอรถ ปิดแอร์ ขับเกียร์ 1 ไปเรื่อยๆ

ขับมาระยะหนึ่งก็เห็นมีป้าคนหนึ่งอยู่ริมถนนข้างหน้า ตะโกนโหวกเหวกมาทางผม ผมก็ขับอืดๆ ต่อไป พยายามฟังว่าแกว่าอะไร ป้าแกบอกว่า "เฮ้ย ขับให้มันเบาๆ หน่อย!" ท่าทางหงุดหงิดมาก แล้วรถผมก็ค่อยๆ ผ่านแกไป

ผมพยายามคิดทบทวน เอ หรือว่าเราจะขับน้ำไปสาดแก(วะ) ก็ไม่น่านะ เราขับ โค-ต-ร ช้าแล้ว มันช้ากว่าเกียร์ 1 ไม่ได้แล้วด้วย นี่ก็แค่เลี้ยงคลัชไปเรื่อยๆ ถ้าผมไม่ได้เข้าข้างตัวเองมากเกินไป ผมคิดว่าผมน่าจะโดนด่าโดยที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด

มันเลยชวนให้คิดถึงนักการเมืองครับ ผมคิดว่าอาชีพที่ "จะต้อง" โดนด่าโดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรผิดเลย อย่างน้อยน่าจะมีอาชีพนักการเมืองติดโผเข้ามาด้วย นึกไปถึงพวกเสื้อสีต่างๆ ไม่ว่าจะเหลือง แดง ดำ ม่วง ฯลฯ อะไรก็ตามเถอะ ในมุมของผม ผมไม่คิดว่าคนที่มาชุมนุมเคยรู้จักมักจี่หรือเจอนักการเมืองเหล่านั้นโดยตรง อาจได้รับผลจากนโยบายส่วนหนึ่ง แต่เนื้อหาของ "ความไม่สบอารมณ์" น่าจะมาจาก "การปลูกฝัง" มากกว่า

ผมเองแน่ใจว่าถ้าผมไปเป็นนักการเมืองแล้วมีคนมาเกลียดและด่าทอ โดยที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็คงไม่ชอบ แม้บางคนอาจสอนในแนวธรรมะ บอกให้ปล่อยวาง แต่ผมคิดว่าคลื่นเสียงห่วยๆ ที่มันลอยเข้าหูผมคงทำให้ขุ่นเคืองก่อนที่ผมจะระงับความรำคาญได้ เลยให้แง่คิดว่าอย่าไปเป็นนักการเมืองกันเลยครับ มาเป็นนักลงทุนให้ร่ำรวยกันแล้วบริจาคหรือทำมูลนิธิ เอาอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ บิล เกตต์ นู่นดีกว่า นี่คือความคิดความชอบส่วนตัวนะครับ

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

พูดอย่างทำอย่าง


หลายสิ่งหลายอย่างที่แวดล้อมชีวิตเรามีลักษณะที่เรียกว่า "พูดอย่างทำอย่าง" ซึ่งนึกดูแล้วผมก็เห็นว่าแปลกดี บางทีก็น่าขำเสียด้วยซ้ำ

ตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นที่เราเห็นๆ กันอยู่ ปากก็บอกปาวๆ ว่าให้ผู้ลงทุนเน้นการออม อย่าเล่นรอบ (เข้าเร็ว-ออกเร็ว และเข้าออกเพื่อทำกำไรเป็นรอบๆ) แต่ครั้นเวลาจัดกิจกรรมก็มักจะส่อไปในทาง "เล่น" หุ้นอยู่เสมอ อย่างการจัดแข่งขัน Click2Win อย่างนี้เป็นต้น

การแข่งขัน Click2Win เป็นการแข่งขันซื้อขายหุ้นโดยเน้นไปที่กำไรสูงสุด ซึ่งดูเผินๆ ก็ไม่น่าจะผิดอะไร แต่ที่จริงได้มองข้ามคุณภาพของกำไรไปเสียหมด สมมติว่าแบ่งผู้แข่งขันออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นนักลงทุนแบบลิงปาเป้า คือ มั่วมันเข้าไปเหอะ ในแต่ละเดือนลิงตัวที่เคราะห์ร้ายก็จะขาดทุนจนหมดตูดและออกจากการแข่งขันไป ส่วนลิงตัวที่โชคดีก็จะได้กำไรและผ่านเข้าสู่เดือนต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดการแข่งขันลิงตัวที่โชคดีที่สุดก็จะชนะการแข่งขัน

แล้วผู้เข้าแข่งขันกลุ่มที่สองไปไหน? กลุ่มที่สองเป็นนักลงทุนมดงาน เข้าซื้อขายหลังจากทำการบ้านมาอย่างดี พอร์ตของนักลงทุนกลุ่มนี้จะค่อยๆ เติบโตงอกงาม แต่แล้ว...เวลาการแข่งขันก็หมดเสียก่อนที่จะได้เห็นผลงามๆ ในระยะยาว ผมคิดว่าถ้าแข่งกันซัก 3-4 ปี เราจะได้เห็น "มดงาน" ขึ้นมายืนแป้นรับรางวัลบ้าง แต่ถ้าแข่งกันไม่กี่เดือนก็คงได้เห็นแต่ "ลิงผู้โชคดี" เท่านั้นแหละครับ สังเกตสิว่าลิงผู้โชคดีในแต่ละครั้งมักไม่ใช่ตัวเดิม

อีกตัวอย่างหนึ่งของการพูดอย่างทำอย่าง ได้แก่ สถาบันการเงิน ผมเชื่อว่าเราๆ ท่านๆ ส่วนมากจะเคยโดนธนาคารบางแห่งโทรมาขายประกัน ขายบัตรเครดิต หรือถ้าไปเดินงาน Money Expo ก็อาจจะเจอขายกองทุนอีกต่างหาก แต่สังเกตนะครับว่าเวลาเราไปขอกู้เงิน ธนาคารกลับขอดูหลักฐานแต่บัญชีเงินฝาก ไม่เคยขอดูบัญชีกองทุนรวม ไม่เคยถามว่าเรามีการออมผ่านประกันชีวิตมั๊ย คือ ไม่เคยให้น้ำหนักกับการออมในรูปแบบเหล่านี้ แต่พอจะปฏิเสธคำขอกู้ดันบอกว่า "คุณมีบัตรเครดิตเยอะมากแล้ว เกรงว่าจะก่อหนี้มากชำระหนี้ไม่ไหว เงินออมก็น้อย" (ฮา)

ตัวเองขาย คะยั้นคะยอ ตื๊อ ... เสร็จแล้วกลับบอกว่า เฮ้ย มันไม่ดี

นี่เป็นอีกหนึ่งความน่าละเหี่ยใจของคนที่ "พูดอย่างทำอย่าง" ครับ

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อย่าตั้งเป้าหมายเป็นที่หนึ่ง


ในบรรดาหนังสือสไตล์จิตวิทยาหรือจิตวิทยาการบริหารส่วนมากจะต้องบอกให้เราเป็นที่หนึ่งให้ได้ ฝรั่งเองโดยเฉพาะอเมริกันก็มีค่านิยมว่าต้องเป็นที่หนึ่ง เชื่อว่าใครฟังแล้วก็ต้องชอบ

แต่เราต้องเป็นที่หนึ่งจริงหรือเปล่า

โดยส่วนตัวผมคิดว่าการไม่ได้เป็นที่หนึ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะขาดความทะเยอทะยานหรือไม่มีการพัฒนา ในทางตรงกันข้ามการยึดติดอยู่ที่การเป็นที่หนึ่งกลับทำให้พลาดสิ่งสำคัญไป ถามว่าถ้าในห้องเรียนคุณสอบได้ที่หนึ่งทุกปี อยู่มาปีหนึ่งมีนักเรียนใหม่เข้ามาแล้วเขาเก่งกว่า คุณก็จะหมดความสุขในการเรียนหรือ? หรือว่าจะตั้งใจเรียนให้มากขึ้นเพื่อกลับมาเป็นที่หนึ่งอีกครั้ง

แล้วถ้านักเรียนใหม่นั้นเขายังคงเป็นที่หนึ่งอยู่อีก คุณจะไม่มีวันเป็นสุขหรือเปล่า?

หรือในทางกลับกันหากนักเรียนเก่งๆ ในชั้นออกไปเรียนต่อที่โรงเรียนอื่นกันหมด คุณเป็นที่หนึ่งโดยแทบไม่ต้องพยายาม ก็เลยนั่งๆ นอนๆ ไม่ต้องขยันหมั่นเพียรอย่างนั้นหรือ ...หรือคุณจะบอกว่าถึงอย่างไรเราก็ควรขยันเอาไว้ก่อนแม้ว่าจะเป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว

ถ้าอย่างนั้นการเป็นที่หนึ่งก็คงไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดใช่มั๊ย?

ปรัชญาของผมข้อนี้คิดได้ระหว่างที่มองเห็นผู้คนเร่งรีบเดินขึ้นบันไดรถไฟฟ้าใต้ดินในตอนเช้า ผมเห็นคนที่รีบที่สุด เดินเร็วจนแทบวิ่ง เพื่อขึ้นไปถึงประตูทางออกเป็นคนแรก เพื่อจะได้ไม่ต้องรอคิวแตะบัตรตอนออกจากสถานี แต่สิ่งที่ผมพบก็คือคนที่เดินเร็วเป็นอันดับ 4 - 5 เขาก็ไม่ต้องรอคิวเหมือนกันเพราะประตูทางออกก็มีอยู่หลายช่อง ในความเป็นจริงคิวจะเริ่มก่อตัวเมื่อมีคนมากองอยู่ที่ประตูทางออกตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป

ผมก็เลยคิดว่าในบางครั้ง "Being the first ones is as good as being the first one" ผมจึงไม่คิดขัดข้องหากใครอยากสร้างพลังใจ อยากเป็นเลิศ อยากเป็นที่หนึ่ง เพียงแต่เราอาจไม่ต้องเหนื่อยมากก็ได้ผลลัพธ์เท่ากัน ขอให้ฉลาดคิดหน่อยก็พอ

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

ดอกเบี้ยขึ้น ...แล้วไง?


ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แวดวงคนซื้อบ้าน-คนซื้อหุ้น-คนเกษียณคงปั่นป่วนกันพอสมควร เหตุเกิดจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งเป็นผู้กำหนดดอกเบี้ยนโยบายได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบหนึ่ง ผมจะเล่าก่อนว่าคน 2-3 กลุ่มที่ว่านั้นได้รับผลอย่างไร แล้วค่อยเล่าเกี่ยวกับ กนง. ตบท้ายอีกที

ทำไมคนซื้อบ้านถึงได้รับผลกระทบ

เชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 90% ของคนที่ซื้อบ้านกู้ยืมเงินมาซื้อ จากนั้นก็จดจำนองและผ่อนกับแบงก์ต่ออีก 20-30 ปี การปรับขึ้นดอกเบี้ย 1% จะมีผลทำให้ผู้ที่กู้ยืมใหม่ต้องจ่ายเงินค่างวดเพิ่มขึ้นประมาณ 7-8%

ทั้งนี้แบงก์เขาจะคำนวณเงินงวดผ่อนบ้านตอนที่เราขอกู้ครั้งเดียว คำนวณได้ค่างวดเท่าไหร่ก็ผ่อนไปตามนั้นตลอดอายุสัญญา ดังนั้นหากเราดันไปกู้ตอนที่ดอกเบี้ยแพงก็เท่ากับว่าต้องผ่อนแพงขึ้นบางทีอาจจะเดือนละหลายพันบาทไปตลอด 30 ปี Oh.. No!

ถามว่าถ้าเรากู้ไปแล้วแบงก์ค่อยมาปรับดอกเบี้ยในภายหลังจะเป็นอย่างไร คำตอบคือเราก็จ่ายค่างวดเท่าเดิมครับ เพียงแต่จะหมดหนี้ช้าลงไปบ้าง

แล้วคนซื้อหุ้นได้รับผลกระทบอย่างไร

โดยหลักแล้วการขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้บริษัทมีต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น จากมุมมองนี้หุ้นน่าจะตก แต่ในตลาดหุ้นเมืองไทยซึ่งหุ้นแบงก์เป็นตัวนำตลาดตัวหนึ่ง การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะมีผลทำให้แบงก์ได้กำไรมากขึ้นเลยพลอยทำให้หุ้นแบงก์เฟื่องฟูและก็ดึงดัชนีขึ้น เป็นงั้นไป

หลายคนอาจจะงงว่าการขึ้นดอกเบี้ยทำให้แบงก์ได้กำไรได้อย่างไร โดยธรรมชาติแบงก์เขาจะเล่นกลเล็กน้อยครับ คือ แบงก์เขาจะขึ้นเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากประจำก่อน ซึ่งถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต เพราะกว่าคนที่ฝากประจำจะได้ดอกเบี้ยชุดใหม่ก็ต้องรอให้ครบเทอมเสียก่อน ขณะที่แบงก์ปล่อยกู้นั้นเป็นอัตราลอยตัว การปรับขึ้นมีผลทันที อย่างนี้แบงก์จะไม่ได้เปรียบได้ยังไง

คนเกษียณยิ้มร่า

สืบเนื่องจากผู้เกษียณอายุบ้านเราไม่ค่อยรู้วิธีลงทุนหาดอกผล พอได้เงินเกษียณมาก็เลยเอาไปฝากธนาคารหมด พอดอกเบี้ยขึ้นก็เลยเฮเป็นธรรมดา ตรงกันข้ามกับในยามที่เงินเฟ้อสูงขึ้นครับ เพราะในยามนั้นคนเกษียณมีรายได้คงที่แต่ข้าวของแพงขึ้น ก็จะเปลี่ยนจากหน้ายิ้มเป็นหน้าบูดแทน

กนง. และอัตราดอกเบี้ย

กนง. เป็นคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้ว่าการและรองผู้ว่าการแบงก์ชาติ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่าน จะประชุมกันทุก 6 สัปดาห์เพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ความจริงอัตราดอกเบี้ยนั้นแบงก์ต่างๆ เป็นผู้กำหนดเอง แต่ก็มักจะปรับขึ้นลงตามดอกเบี้ยนโยบายเหมือนกัน แต่อาจจะไม่ตรงกันหมด เช่น ดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้น 0.5% แบงก์อาจจะปรับขึ้นเพียง 0.25% เป็นต้น มีบ้างเหมือนกันที่ กนง. ปรับดอกเบี้ยแล้วแบงก์พาณิชย์ไม่ยอมปรับตาม ก็จะมีการกดดันแบบลับๆ หรือไม่ก็เรียกมาคุยเลย ส่วนมากเขาจะเรียกแบงก์ใหญ่พวกหัวโจกมาคุย ถ้าแบงก์ใหญ่ขยับ แบงก์เล็กก็จะขยับตามเองครับ

มีข้อสังเกตว่าการปรับดอกเบี้ยนั้นมักจะปรับเป็นชุดๆ เช่น ประชุมคราวนี้ปรับขึ้น 0.5% ประชุมคราวหน้าก็ปรับอีก 0.5% ปรับกันไปต่อเนื่องจนพอใจก็จะหยุด คือขึ้นเป็นชุดๆ และลงเป็นชุดๆ แต่เป้าหมายก็เพื่อให้เงินเฟ้ออยู่ในกรอบที่วางไว้นั่นเอง

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

บุคคล 3 จำพวกในตลาด


เชื่อหรือไม่ครับว่ามีคนบางกลุ่มเข้ามาเทรดในตลาดโดยไม่ได้ต้องการกำไร!?

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแม้ว่าจะขัดกับจิตสำนึกของเราๆ ท่านๆ อยู่พอสมควร นั่นเป็นเพราะว่าเราเป็นสมาชิกหมู่มากของตลาดไงล่ะครับ คนส่วนมากต้องการทำกำไรด้วยวิธีง่ายๆ ที่ทำตามได้ยาก นั่นคือการ "ซื้อถูก แล้วขายแพง" ความที่นักเก็งกำไร (speculator) อย่างเราเป็นคนหมู่มาก บางครั้งเราเลยไม่ทันได้สังเกตเห็นคนอีกสองกลุ่ม

กลุ่มแรกเป็นคนที่เข้ามาป้องกันความเสี่ยง (hedger) ที่ชัดเจนก็คือในตลาดอนุพันธ์ เช่น ผู้จัดการกองทุนที่มีพอร์ตหุ้นขนาดใหญ่อยู่ในความดูแล และต้องการป้องกันความเสี่ยงชั่วคราว เป็นต้นว่าศาลกำลังจะพิจารณาคดีความที่มีผลทางการเมือง ผู้จัดการกองทุนก็จะเข้ามา short หรือขาย SET50 futures ในชั่วระยะเวลาหนึ่งจนกว่าเรื่องราวจะสงบลงและเขาเห็นว่าตลาดหุ้นเริ่มผันผวนน้อยลง เขาก็จะทำการปิดสถานะและกลับไปถือหุ้นเต็มๆ อีกครั้งหนึ่ง

คนอีกกลุ่มหนึ่งเราไม่ค่อยจะคุ้นหูกันนัก คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกหูตาไวชอบหาช่องทางทำกำไรแบบไม่เสี่ยง เราเรียกว่าการทำ arbitrage และเรียกคนกลุ่มนี้ว่า arbitrageur โดยส่วนตัวผมเองตั้งฉายาเท่ๆ ให้คนพวกนี้ว่าเป็น "the punisher" คือ เห็นตลาดปล่อยไก่มาก็ทำโทษซะ เก็บกำไรเข้ากระเป๋าสบายๆ


อะไรคือ arbitrage

คนจำนวนมากสับสนระหว่าง "low risk speculation" กับ "arbitrage" ความจริงถ้าเราพูดถึงการทำ arbitrage นั้นจะต้องเป็นการทำกำไรที่ไม่เสี่ยงใดๆ เลย เช่น ไปติดต่อหาคนซื้อรถเบนซ์มือสองได้ที่ราคา 800,000 บาท จากนั้นก็ไปหารถมาจากเต็นท์รถได้ที่ราคา 750,000 บาท เท่ากับว่าได้กำไร 50,000 บาทโดยไม่เสี่ยงอะไรเลย

ขณะที่ low risk speculation เราอาจจะซื้อรถมาจากเต็นท์ก่อน ผ่านไป 2 สัปดาห์จึงค่อยหาคนซื้อต่อได้ ถ้าเป็นกรณีนี้เราก็จะมีความเสี่ยงที่จะขายไม่ออกหรือขายขาดทุน

ในแง่ของตลาดหุ้นหรือตลาดอนุพันธ์ โอกาสในการทำ arbitrage มักจะเกิดขึ้นน้อยมาก และเกิดขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ถ้าอยากเห็นตัวอย่างแบบสัมผัสได้ให้ลองไปดูคนต่อแถวออกจากสถานีรถไฟฟ้านะครับ ทันทีที่มีแถวใดแถวหนึ่งคิวสั้น คนที่ต่อคิวอยู่แถวข้างๆ จะกรูกันเข้าไปทันที

arbitrage opportunity มันสั้นขนาดนั้นแหละครับ!

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Invert Equity Fund: อีกไอเดียแผลงๆ


นวัตกรรมทางการเงินเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ โดยส่วนมากจะเกิดขึ้นในซีกโลกตะวันตก ผมคิดว่าคนเอเชียเป็นคนชอบใช้มากกว่าชอบคิด แม้ว่าจะมีศักยภาพที่จะทำก็ตามที ถ้าว่าตามนี้ผมก็คงจะเป็นคนเอเชียที่มีความคิดแหวกแนวพิลึกๆ กว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่วไป (เฉพาะด้านการเงินการลงทุนนะครับ)

ไอเดียต่อไปนี้ใครจะนำไปพัฒนาหรือนำไปใช้ก็ไม่ว่ากัน ไม่ต้องมาจ่ายค่าลิขสิทธิ์ด้วยนะครับ ขออย่างเดียวคืออย่าเคลมว่าคิดได้เอง ไม่ใช่ว่าผมอยากได้หน้าได้ตา แต่ถ้าผมอนุญาตจะเท่ากับผมส่งเสริมให้ทุศีลโดยโป้ปดผิดศีลข้อ 4 ครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะมีในแวดวงการลงทุนก็คือ กองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนในทางตรงกันข้ามกับหุ้น หรือ invert equity fund

อย่างเช่นเวลาที่หุ้นขึ้น 5% กองทุนทั่วไปจะให้ผลตอบแทนราว 5% ใกล้เคียงกัน แต่กองทุนที่ผมว่านี้จะให้ผลตอบแทน -5% (ติดลบ ใช่แล้วครับ) ในทางตรงข้ามเวลาที่หุ้นตก 5% กองทุนอื่นจะขาดทุนราว 5% ส่วนกองทุนนี้จะให้ผลกำไร 5% ฟังดูพิลึกใช่มั๊ยล่ะ ...แล้วมันจะดีอย่างไร

ผมมองว่ากองทุนลักษณะนี้คือสิ่งที่ตลาดยังขาดอยู่ คนที่ซื้อหุ้นหรือซื้อกองทุนหุ้นสามารถเล่นได้เพียงขาเดียว คือ ทำกำไรในตลาดขาขึ้น ส่วนพอตลาดลงก็ต้องรีบตาลีตาเหลือกขายหุ้น แล้วออกมาถือครองเงินสด ซึ่งก็จะส่งผลช่วยกระทืบซ้ำให้ตลาดตกหนักและซบเซาเข้าไปอีก การมีกองทุนที่สวนทางแบบนี้จะช่วยให้นักลงทุนไม่ต้องขายหุ้นออกไปจริงๆ เพียงแต่หันมาถือกองทุนแบบนี้เท่านั้น

ท่านที่มีความรู้ในระดับที่ลึกขึ้นอาจแย้งว่าตราสารอนุพันธ์ก็สามารถทำแบบนี้ได้ แต่สิ่งที่ผมนำเสนอนี้เป็น "กองทุนรวม" ซึ่งชาวบ้านทั่วไปสามารถสัมผัสได้ครับ ผมคิดว่ามันตรงไปตรงมา ซื้อขายเหมือนกับกองทุนเด๊ะเลย ต่างจากการเข้าทำสัญญาฟิวเจอร์สซึ่งนักลงทุนจะต้องมีภาระในการคำนวณและวางหลักประกัน มีความเสี่ยง basis risk และก็ต้องคอยขยับสัญญา (roll over) อีกด้วย มือใหม่แค่ฟังก็เริ่มมึนแล้วครับ

กองทุนนี้จะช่วยให้ตลาดหุ้นมีเสถียรภาพมากขึ้นและช่วยส่งเสริมให้ตลาดอนุพันธ์ในบ้านเราเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะกองทุนจะเข้าสู่ตลาดในฐานะผู้ป้องกันความเสี่ยง (hedger) ไม่ใช่นักเก็งกำไร (speculator) ซึ่งผู้เล่นในกลุ่มหลังนี้มีเยอะมากแล้วและทำให้ตลาดไม่สมดุล

ลงท้ายนี้ผมเองอยากจะให้แง่คิดกับน้องๆ ที่อยากเรียนด้านวิศวกรรมการเงิน หรือ financial engineering ว่าการเรียนในสายนี้ตามกระแสหรือเรียนตามๆ บทเรียนไปให้ผ่านนั้นมันอาจไม่ได้ให้อะไรกับชีวิตก็ได้ ใครก็ตามที่เรียนแล้วควรจะคิดค้นอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาบ้าง บางทีของเจ๋งๆ กลับเป็นเพียงแค่ของง่ายๆ ที่ผู้คนต่างมองข้ามไป

วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พล็อตหนัง The Fall of the Social Network


วันนี้นึกสนุกขอแหวกแนวอย่าว่ากันนะครับ ภาพยนตร์ที่ผมอยากเห็นมีพล็อตดังนี้

ในอนาคตอีกไม่ไกล ทุกคนรอบๆ ตัวของเราต่างก็เข้าถึงสังคมออนไลน์ แม้แต่มือถือรุ่นกระจอกสุดก็ยังเข้าสู่ "social network" ได้ทุกที่ทุกเวลา การมีพ่อแม่ ลูก คนรัก และเพื่อนอยู่ใกล้ชิดกับตัวเรา "ในอุปกรณ์ไฮเทค" กลายเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย เราเลิกสนใจคนที่โหนรถไฟฟ้าติดกับเรา เลิกสนใจพ่อค้าขายหมูปิ้ง พอๆ กับที่พ่อค้าเองก็ไม่ได้สนใจเรา เพราะเขาเองก็หมกมุ่นอยู่ในสังคมออนไลน์เช่นกัน

ในอนาคตไกลออกไปวันหนึ่ง social network ได้พังทลายลงอย่างฉับพลัน ผู้คนต่างตกอยู่ในความมืดมน เพราะมนุษย์ได้หลงลืมทักษะในการสื่อสารระหว่างกันไปเสียแล้ว เมื่อเจอหน้ากันคนเราจะไม่มองหน้ากัน ไม่พูดกัน การแก้ปัญหาด้วยการ "พิมพ์" ข้อความให้อีกคน "อ่าน" แทนการพูดคุยถือว่าพอช่วยให้คนสื่อสารกับคนได้ แต่ไม่ใช่การสื่อสารระหว่างคนกับหมา!?

ความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มชื่อ "ด๊อก" กับหมาแปลกหน้าภายหลังการพังทลายของสังคมออนไลน์กลายเป็นเรื่องพิลึก เมื่อมนุษย์จะหันกลับมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงจริงๆ ที่ไม่ใช่หมาในไอแพด 16 โดยการพิมพ์ข้อความให้หมาอ่าน ก่อนที่เขาจะพบว่ามนุษย์ในยุคปู่ย่าของเขาเคยมีชีวิตที่อบอุ่นเพียงใด กับครอบครัวไม่ได้มีอยู่เพียงในอุปกรณ์ไฮเทค

ถึงตอนนี้ "ด๊อก" และหมาของเขาหวังเพียงว่าจะนำเอาสังคมที่เคยรื่นรมย์กลับมา แม้ในความจริงเขาจะไม่เคยพบเห็นมันเลยในชีวิตก็ตาม

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อีกก้าวเล็กๆ ของ SET in The City


ผมได้ไปงาน SET in The City 2010 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่พารากอนมานะครับ

ความจริงในงานก็คล้ายๆ กับทุกทีที่ไปมาคือจะมีแบงก์ กองทุน โบรกเกอร์ และบริษัทประกัน มาออกบูทเต็มไปหมด ผมเองเจตนาไปซื้อกองทุนรวม LTF ไว้ลดหย่อนภาษีก็เลยไม่พลาดที่จะแวะไปชม ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ บางอย่างซึ่งคิดว่าดีสำหรับนักลงทุน

ในปีก่อนๆ เวลาผมไปซื้อกองทุนรวมและถามหา "fund fact sheet" พนักงานมักจะทำหน้าเหวอแล้วไปตะกุยตะกายหาโบรชัวร์อะไรก็ไม่รู้มาให้แทน เป็นอย่างนี้หลายบูทจนผมเริ่มจะขี้เกียจขอเพราะไม่อยากเห็นพนักงานหน้าแตก

ต้องแถลงไขกันก่อนว่าเจ้า fund fact sheet นี้มันเป็นเอกสารขนาด 1 หน้ากระดาษที่สรุปข้อมูลเท่าที่เราพึงรู้เกี่ยวกับกองทุนนั้นๆ เช่น นโยบายเขาจะลงทุนอะไร เท่าไหร่ จ่ายปันผลหรือไม่ รวมทั้งผลตอบแทนย้อนหลัง ค่าธรรมเนียม เหล่านี้เป็นต้น ผมคิดว่าถ้าใครจะซื้อกองทุนควรจะขอไว้และอ่านให้เป็น

ปีนี้พอผมถามหาก็ได้รับ fund fact sheet มาเสียที ครั้นพออ่านแล้วก็เห็นว่ากองทุนต่างพากันนำเสนอผลงานของตนเองเทียบกับ TRI (Total Return Index) ขณะที่ปีก่อนๆ ผมเห็นเขาเทียบกับ SET index กัน อันนี้แหละที่ผมเห็นว่าเป็นก้าวเล็กๆ ที่สำคัญ

อธิบายอย่างนี้ครับ ปกติในการคำนวณ SET index เราจะคำนวณจาก "ราคาหุ้น" โดยไม่ได้เอาเงินปันผลที่หุ้นแต่ละตัวจ่ายออกมาคิดด้วย ดังนั้นหาก SET index ขึ้นไป 10% และหุ้นโดยเฉลี่ยจ่ายเงินปันผลอีก 5% ตัว TRI จะเป็น 10 + 5 = 15% ซึ่งสอดคล้องกับผลตอบแทนที่เราจะได้จริงๆ มากกว่า

ในอดีตกองทุนต่างๆ ใช้การเทียบเคียงกับ SET index ดังนั้นถ้ากองทุนบริหารได้ผลตอบแทน 12% ก็จะเคลมว่าตัวเองเอาชนะดัชนีได้ 2% เราก็จะนึกไปว่าเขาเก่ง แต่ที่จริงพอเทียบกับ TRI แล้วกองทุนบริหารแพ้ตลาดโดยรวมไป 3% ต่างหาก ในมุมมองของนักลงทุนผมจึงคิดว่าการเปรียบเทียบกับ TRI เป็นสิ่งที่ดีขึ้น ไว้ใครไปซื้อกองทุนลองสังเกตดูนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สิ่งประดิษฐ์เปลี่ยนโลก คือ ...


ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินับพันปี มีสิ่งประดิษฐ์มากมายเกิดขึ้น หลายสิ่งได้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ไปอย่างสิ้นเชิง เราลองมาทายกันดีไหมครับว่าสิ่งประดิษฐ์อันไหนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และส่งผลกระทบสูงสุดต่อประวัติศาสตร์ของมนุษย์เรา


หากถามคนในยุคปัจจุบัน ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากหรืออาจจะส่วนมากเลยก็ว่าได้ จะตอบว่า... INTERNET คือสิ่งประดิษฐ์ที่ส่งผลกระทบสูงสุด เพราะอินเตอร์เน็ตได้เชื่อมโยงคนทั้งโลกเข้าหากัน อินเตอร์เน็ตได้ทำให้คำว่า "online" เกิดขึ้น อินเตอร์เน็ตได้ทำลายขอบเขตที่เคยขวางกั้นทั้งระยะทาง (เราติดต่อกับคนที่อยู่ไกลข้ามทวีปได้ในเสี้ยววินาที) และเวลา (เราไม่ต้องพลาดเกมฟุตบอลหรือละครตอนจบอีกต่อไป) ...แต่ผมก็ไม่คิดว่าอินเตอร์เน็ตคือสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด


ในยุคที่คอมพิวเตอร์ถือกำเนิดขึ้น และลดขนาดจากเมนเฟรมเครื่องใหญ่เท่าห้องลงเหลือเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่เรามีกันอยู่ทั่วไปตามบ้าน ผู้คนตื่นตะลึงกับความสามารถของมัน เครื่องมือที่สามารถพิมพ์งานแล้วเซฟเก็บไว้แก้ไขได้ เขียนโปรแกรมให้ทำงานต่างๆ ได้อย่างอิสระ คำนวณสิ่งที่เคยอยู่ในกระดาษทดนับสิบๆ หน้า เหลือแค่โค้ดไม่กี่บรรทัด แน่นอนว่าเกือบทุกคนในขณะนั้นยกย่องว่าคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและพลิกประวัติศาสตร์ของมนุษย์มากที่สุด ...แต่ผมก็ไม่คิดเช่นนั้น

ย้อนกลับไปไกลสักหน่อย เมื่อโทรทัศน์ถูกประดิษฐ์ขึ้น ผู้คนที่พบเห็นในครั้งแรกต่างก็วิ่งไปดูด้านหลังว่ามีคนซ่อนตัวอยู่หรือไม่ หรือมันเป็นเวทมนตร์อะไรที่ทำให้ภาพนิ่งเคลื่อนไหวได้ และแล้วความนิยมในทีวีก็แพร่หลายขึ้นจนต่อมาแทบทุกบ้านจะต้องมีทีวี ข่าวสารถูกส่งมาในอากาศแบบเดียวกับวิทยุ แต่ว่ามาพร้อมกับภาพเคลื่อนไหวที่ใช้หลักการแบ่งซอยภาพออกเป็นริ้วๆ แล้วส่งเป็นคลื่นมาทางอากาศ ผู้คนได้ดูถ่ายทอดสดข้ามประเทศ ข้ามทวีป ถ้าเรานึกย้อนไปถึงวันนั้นจะพอเข้าใจได้ว่าคนในสมัยนั้นยกย่องโทรทัศน์ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนโลก ...แต่ผมก็คิดว่ายังไม่ใช่ ยังไม่ใช่เลยครับ

มีบางคนก็บอกว่ารถไฟ อาจจะใกล้เคียงกับสิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนโลก ผมว่าอาจจะใช่ คือใกล้เคียง แต่ก็ยังน้อยกว่าสิ่งที่ผมคิดไว้

สิ่งประดิษฐ์เปลี่ยนโลกในความเห็นของผมก็คือ "หนังสือ" ครับ แน่นอนว่ามันฟังแล้วดูธรรมดามาก แต่เราลองนึกดูว่าก่อนหน้าที่หนังสือจะถูกประดิษฐ์ขึ้น มนุษย์เราส่งต่อความรู้จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้อย่างไร บางทีอาจจะเป็นการบอกเล่า บางทีอาจจะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผมเองคิดว่าสิ่งสำคัญมากๆ ที่ทำให้มนุษย์ฉลาดกว่าสัตว์อื่นอยู่ตรงที่เราสามารถเรียนรู้และส่งต่อความรู้นั้นให้กับคนอื่นๆ ได้

และหนังสือก็เป็นการส่งต่อที่ยอดเยี่ยมที่สุดวิธีหนึ่ง ลองกลับไปที่บ้าน มองดูกองหนังสือที่เราเคยอ่านมาในชีวิต เราจำอะไรในหนังสือเหล่านั้นได้บ้างครับ? ในภาพรวมบางทีเราอาจจะจำได้ซัก 3% หรือดีหน่อยก็อาจจะ 5% แต่หนังสือก็ยังคงอยู่ตรงนั้น วันหนึ่งเราย้อนกลับมาอ่านความรู้เก่าๆ ก็จะกลับมา หรือเพื่อนเราคนใดคนหนึ่งกลับมาอ่านก็จะได้ความรู้ขึ้นมาด้วย ผมจึงบอกว่าถ้าปราศจากหนังสือมนุษย์เราจะโง่กว่านี้อีกมาก

มนุษย์ประดิษฐ์รถไฟ ทีวี คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ขึ้นมาได้ก็ด้วยอาศัยองค์ความรู้ซึ่งถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งผ่านทางหนังสือ แน่นอนว่าผู้ประดิษฐ์คงจะต้องคิดเองบ้างบางส่วน แต่ความรู้ที่ศึกษาจากในหนังสือก็ถือว่าเป็นฐานชั้นดีที่ทำให้ศักยภาพของเขาเหล่านั้นเปล่งประกายเจิดจ้า ดังนั้น ถ้าคิดให้ลึกซึ้งถึงผลกระทบที่ "เปลี่ยนโลก" หนังสือย่อมสร้างผลกระทบที่ชัดเจนกว่าสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ที่ผมได้กล่าวมาแล้ว

ที่เหนือไปกว่านั้นหนังสือเป็นตัวแทนของคนที่เขียนมันขึ้นมา ผมเชื่อว่านอกจากความรู้แล้วความเป็นตัวตนของเราจะถูกถ่ายทอดออกมาทางตัวหนังสือ คนเราไม่มีทางสิ้นชื่อหากหนังสือที่เขียนยังคงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น สามก๊ก ผมเชื่อว่าอีกนับร้อยปีในอนาคต หลอกว้านจง(ผู้เขียนสามก๊ก) หรือแม้แต่เจ้าพระยาพระคลัง(หน) ซึ่งเป็นผู้แปลสามก๊กเป็นภาษาไทย ก็จะยังคงเป็นอมตะอยู่ในโลกใบนี้ และนี่คือพลังของสิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนโลก เชื่อเหมือนผมหรือไม่ครับ

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ค่าเงินบาทกับตลาดหุ้น


ค่าเงินของประเทศไหนๆ ก็เปรียบเสมือน "หุ้น" ของประเทศนั้นๆ

ผมคิดว่าแม้จะไม่ได้ถูกต้อง 100% แต่ก็ถือว่าใกล้เคียง ประเทศที่มีเศรษฐกิจดี เช่น มีการจ้างงานมาก บริษัทเอกชนมีผลประกอบการดี รัฐบาลมีรายได้สอดคล้องกับรายจ่าย ฯลฯ ลักษณะที่ดีเหล่านี้จะดึงดูดให้นักลงทุนในประเทศต่างๆ เข้ามาลงทุน เพราะเชื่อว่าการลงทุนนั้นจะให้ผลคุ้มค่า

บาทแข็ง ทำไมผู้ส่งออกจึงเดือดร้อน

การที่ประเทศไทยมีเศรษฐกิจดี นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนจะขนเงินของเขามาแลกเป็นเงินบาท (เพราะบริษัทในประเทศเราต้องใช้เงินบาทไปซื้อวัตถุดิบ จ้างคนงาน เป็นต้น) นักลงทุนขาใหญ่ก็มาจากอเมริกา ดังนั้น เงินที่เขาขนมาก็จะเป็นเงินดอลล่าร์ เมื่อมองในมุมของ demand-supply แสดงว่าในสถานการณ์นี้ demand ของเงินบาทจะสูงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเงินบาทจะมีราคาแพง (เมื่อเทียบกับดอลล่าร์) เราเรียกว่าค่าเงินบาท "แข็งขึ้น" เมื่อเทียบกับดอลล่าร์

การที่ค่าเงินบาทแข็งมีผลต่อผู้ส่งออกและนำเข้า สมมติว่าเดิมเราผลิตของในเมืองไทยมีต้นทุนชิ้นละ 3,200 บาท และส่งของออกไปขายที่อเมริการาคาชิ้นละ 100 ดอลล่าร์ คิดกลับเป็นเงินไทย (ที่อัตรา 34 บาทต่อดอลล่าร์) เท่ากับ 3,400 บาท ได้กำไรชิ้นละ 3400 - 3200 = 400 บาท

ในสถานการณ์ข้างต้นที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมาอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลล่าร์ สมมติราคาขายที่อเมริกายังคงเป็นชิ้นละ 100 ดอลล่าร์เท่าเดิม ผู้ส่งออกจะได้เงินเหลือเพียง 3,000 บาทเท่านั้น กลับกลายเป็นว่าขาดทุน 200 บาทในทันที ทั้งหมดนี้เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนล้วนๆ ไม่เกี่ยวข้องกับต้นทุน คู่แข่ง ประสิทธิภาพการผลิตใดๆ เลยทั้งนั้น

บาทแข็ง ทำไมหุ้นถึงขึ้น

ประเทศไทยมีรายได้หลักมาจากการส่งออก การที่ค่าเงินบาทแข็งย่อมทำให้ผู้ส่งออกขาดทุนซึ่งเท่ากับว่าประเทศไทยก็ขาดทุนด้วย รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยจึงไม่ happy ที่ค่าเงินบาทแข็ง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนฝรั่งกลับกลายเป็นคนที่ชอบใจ

สมมติ "ลุงแซม" เป็นฝรั่งชาวอเมริกัน ขนเงินมาลงทุน 1 ล้านดอลล่าร์ ตีเป็นเงินไทย (ที่ 34 บาทต่อดอลล่าร์) 34 ล้านบาท ลุงแซมเล่นหุ้นอยู่พักนึง แม้หุ้นไม่เคลื่อนไหวไปไหน แต่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเป็น 30 บาทต่อดอลล่าร์ ลุงแซมจะได้กำไรทันที เพราะว่า 34 ล้านบาทในตอนนี้จะกลายเป็น 34 / 30 = 1.13 ล้านดอลล่าร์ แปลว่าลุงแซมได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนล้วนๆ ถึง 13% นั่นเป็นเหตุผลที่ลุงแซม2 ลุงแซม3 ... วิ่งเข้ามาลงทุนกันใหญ่

การที่ลุงแซม1 ลุงแซม2 ลุงแซม3 เข้ามาลงทุนพร้อมๆ กันทำให้เม็ดเงินหลั่งไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทย แย่งกันซื้อจนทำให้หุ้นขึ้นยกใหญ่ เมื่อผสมกับการที่ค่าเงินบาทแข็ง ยิ่งทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนฝรั่งสูงขึ้นไปอีก และนั่นก็ยิ่งดึงดูดลุงแซม4 ลุงแซม5 เข้ามาในตลาดหุ้นไทย พร้อมกับหมุนให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นไปอีก ตอนนี้ปั่นกันจนเป็นพายุทอร์นาโดแล้วครับ ไม่รู้ว่าจะจบตรงไหน

วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เราเป็นนักมวยแบบไหน


ฟังแล้วอาจจะงงว่าเรา...เป็นนักมวยได้ยังไง?

ผมกำลังพูดถึงสไตล์การทำงานของแต่ละคน แต่การเปรียบเทียบที่เห็นภาพที่สุดอันหนึ่งคือการเอาไปเทียบกับนักมวย จากประสบการณ์ทำงานของผม มนุษย์งานต่างก็มีพฤติกรรม-ความชอบ-ความถึกไม่เหมือนกัน คนที่เราทำงานด้วยเป็น "นักมวย" ในแบบเดียวกับเราหรือเปล่า อันนี้น่าสนใจครับ


คิดว่าคนไทยแทบทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ Gen Y หรือ Gen X ต่างรู้จัก "เขาทราย กาแล็คซี่" สุดยอดนักมวยขวัญใจชาวไทยผู้นี้เป็นอย่างดี เขาทรายเป็นนักมวยหมัดหนัก ในอดีตเขาทรายขึ้นชกเมื่อไหร่ท้องถนนกรุงเทพฯ จะโล่งเป็นผีหลอก ถ้าเด็กสมัยนี้นึกไม่ออกก็ให้นึกถึงกรุงเทพฯ ในช่วงสงกรานต์น่ะครับ

แม่ผมมักจะบ่นเสมอว่าเขาทรายไม่ค่อยเต้น (หมายถึงเต้นฟุตเวิร์ก) เขาทรายใช้สไตล์หนักเอาเบาสู้ ยอมเจ็บตัวเดินลุยเข้าหาคู่ชก เพราะเขารู้ว่าขอจังๆ แค่หมัดเดียวคู่ต่อสู้ก็จบเห่แล้ว นึกถึงเขาทรายแล้วทำให้นึกถึงเพื่อนร่วมงานของผมหลายคนซึ่งมีสไตล์การทำงานแบบเดินหน้าท้าชน ทำงานได้ทุกสภาวะ ดึกดื่นหรือหิวก็ไม่ยอมจบยอมเลิก


ในอีกด้านหนึ่ง นักมวยสไตล์หมัดหนัก แต่คนนี้เต้นฟุตเวิร์กด้วยแถมสาวๆ ยังกรี๊ดเพราะรูปหล่ออีกต่างหาก "ออสการ์ เดอ ลาโฮยา" (Oscar De La Hoya) คือนักมวยคนนั้น เดอ ลาโฮยาเป็นนักมวยประเภทใช้สมอง รู้จักหลบหมัด ผ่อนหมัด ถึงเวลารุกก็รุกไล่เป็นพายุ สายตาดี ต่อยแม่น ได้เหรียญทองโอลิมปิกที่บาร์เซโลนาก่อนจะมาชกอาชีพและก็ประสบความสำเร็จมากมาย คนอเมริกันให้ฉายาเดอ ลาโฮยาว่าเป็น "The Golden Boy"

คนทำงานในลักษณะของเดอ ลาโฮยาเป็นคนที่ไม่ได้บู๊ล้างผลาญ เขาจะมีการวางแผน ในจังหวะที่ควรเร่งเขาก็จะเร่ง ในจังหวะที่ควรผ่อนเขาก็จะผ่อน เขาจะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ


สไตล์สุดท้ายที่ผมอยากพูดถึงคือ "สมรักษ์ คำสิงห์" วลีติดปากที่คนไทยจดจำคือ "ไม่ได้โม้!" สะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกของสมรักษ์ที่เป็นคนพูดมาก แต่พูดแล้วทำได้ ในแง่ของเชิงมวย สมรักษ์ไม่ใช่นักมวยประเภทอึดหรือทนทายาด แต่เป็นประเภทใช้สมอง ชกแม่น บางทีชกแล้วคู่ต่อสู้ไม่เจ็บด้วยซ้ำ แต่ว่าชกแล้วได้คะแนน!!

หลายครั้งที่ผมเห็นผู้ร่วมงานในลักษณะนี้ คือ ทำงานคล่อง ทำงานไว ทำครบตามที่นายต้องการ แต่ก็ไม่ได้มากไปกว่านั้น แล้วก็อย่าไปหวังว่าจะเห็นเขาอยู่ทำงานดึกถึง 3-4 ทุ่ม เพราะอันที่จริงเขาทำเสร็จไปตั้งแต่ 5 โมงเย็นแล้ว
ความจริงประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า สไตล์ไหนดีกว่ากัน เพราะดูจากผลลัพธ์แล้วไม่ว่าสไตล์ไหนก็นำไปสู่ความสำเร็จได้ทั้งสิ้น แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าสไตล์ของเราเป็นที่ยอมรับหรือไม่ ในบางองค์กรยกย่อง "เขาทราย" คือ นั่งบู๊ทำงานจน 3 ทุ่มทุกวัน แต่ถ้าเราเป็น "เดอ ลาโฮยา" ที่เฉียบคมและเน้นการ manage หรือเป็น "สมรักษ์" ที่งานแม่น งานไว แต่เดินกลับบ้านตอน 5 โมงเย็นก็อาจจะโดนเขม่นได้ แม้ว่าจะทำงานได้ดีและทำจนเสร็จ
ลองดูครับว่าองค์กรของท่านให้คุณค่ากับนักมวยแบบไหน