แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เรียนลัดประเมินมูลค่าหุ้น


วิดีโอคลิปชุดนี้จัดทำขึ้นมาแบบง่าย ๆ โดยอธิบายการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีเรียนลัดผ่านหนังสือ "ประเมินมูลค่าหุ้น ฉบับใช้งานจริง" เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านและบุคคลทั่วไป


https://www.youtube.com/playlist?list=PL6lMOUGI4MmiDjknLLnK0iKUKtXQAbTvU


วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Book Review: ประเมินมูลค่าหุ้น ฉบับใช้งานจริง


เพื่อให้ได้รับประโยชน์เต็มที่จากหนังสือ ประเมินมูลค่า ฉบับใช้งานจริง จึงขอสรุปเนื้อหาจากงาน Book Review ที่จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 ธ.ค. 61 เอาไว้ดังนี้



--------------------------------

เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 1 และ 2:

  • มูลค่าของบริษัทหรือสินทรัพย์ใด ๆ สามารถหาได้จาก “ผลตอบแทน” ทั้งหมดที่จะได้รับในอนาคต โดยคิดให้เทียบเท่าจำนวนเงินในปัจจุบัน
  • ในกรณีนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้าซื้อทั้งบริษัท มูลค่าที่พวกเขาได้รับ เรียกว่า มูลค่าการลงทุน ซึ่งจะรวมผลของการเสริมประโยชน์กับธุรกิจเดิมในเครือเข้าไปด้วย ส่วนมูลค่าในมุมมองของนักลงทุนรายย่อยทั่วไปอย่างเรา ๆ เรียกว่า มูลค่าตลาด หรือจะบอกว่าเป็นมูลค่าในแบบ stand-alone ก็ว่าได้
  • การประเมินมูลค่ามีสามแนวทาง ได้แก่ (1) วิธี DCF หรือการคิดลดกระแสเงินสด (2) วิธีอ้างอิงตลาด และ (3) วิธีสินทรัพย์สุทธิ โดยหลักแล้วทั้งสามแนวทางควรให้ผลลัพธ์ออกมาเท่ากัน เหมือนการจับคนคนเดียวกันไปชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั่งสามแบบ น้ำหนักควรออกมาเท่าเดิม
  • ประเด็นบวกต่อมูลค่าหุ้น ได้แก่ สภาพคล่องในการซื้อขาย (ยิ่งซื้อง่ายขายคล่อง ยิ่งมีมูลค่าดี) และการมีอำนาจควบคุมบริษัท (หนึ่งหุ้นในมือขาใหญ่ มีมูลค่าสูงกว่าหนึ่งหุ้นในมือรายย่อย)

เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 3 และ 4:

  • ในกรณีของนักลงทุนรายย่อย วิธีอ้างอิงตลาดจะเริ่มต้นจากการคัดเลือกบริษัทในตลาดหุ้น เพื่อนำมาสร้าง กลุ่มเปรียบเทียบ ที่เหมาะสม
  • โดยทั่วไปกลุ่มเปรียบเทียบควรประกอบไปด้วย 5-10 บริษัท จำนวนอาจมากหรือน้อยได้ขึ้นอยู่กับ “ความเหมือน” ระหว่างบริษัทที่คัดเข้ากลุ่มกับบริษัทที่เราสนใจ

เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 5:

  • “เงินทุน” ของบริษัทประกอบด้วย (1) เงินทุนจากผู้ถือหุ้น และ (2) เงินทุนจากเจ้าหนี้
  • เงินทุนดังกล่าวสามารถมี “มูลค่า” ได้ในสองรูปแบบ คือ มูลค่าตลาด และ มูลค่าทางบัญชี
  • มูลค่าตลาดของเงินทุนจากผู้ถือหุ้น เรียกว่า Price (P) หรือราคาหุ้น ส่วนมูลค่าตลาดของเงินทุนทั้งบริษัท (ผู้ถือหุ้น + เจ้าหนี้) เรียกว่า Enterprise Value (EV)
  • มูลค่าทางบัญชีของเงินทุนจากผู้ถือหุ้น เรียกว่า Book Value (BV) ส่วนมูลค่าทางบัญชีของเงินทุนทั้งบริษัท เรียกว่า Book Enterprise Value (BEV)
  • เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือก็คือ การหา P และ EV นี่เอง

เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 6-7:

  • ในการหาค่า P และ EV นั้น เราจะหาผ่าน “อัตราส่วน” ไม่ว่าจะเป็นอัตราส่วนในตระกูล P หรือ EV
  • อัตราส่วน P ที่รู้จักกันแพร่หลายเช่น P/E, P/BV ส่วนอัตราส่วน EV ที่พอคุ้นหูบ้างก็อย่างเช่น EV/EBIT
  • อัตราส่วนเหล่านี้จะมีค่าสูงหรือต่ำอย่างเป็นเหตุเป็นผลตามปัจจัยบางอย่าง เช่น อัตราการเติบโต, อัตราการทำกำไร ฯลฯ ซึ่งเราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ปัจจัยผลักดันมูลค่า
  • พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าบริษัทแสดง “ความเก่ง” ในบางแง่มุมออกมาได้ ตลาดก็จะให้มูลค่าสูงขึ้น

เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 8:- ตัวอย่างวิธีอ้างอิงตลาด

  • ขั้นตอนที่ 1 – นำข้อมูลของทุกบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเปรียบเทียบมาพล็อต เพื่อหาเส้นแนวโน้มที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยผลักดันมูลค่า (การเติบโตของ EBIT) และ อัตราส่วนเปรียบเทียบ (EV/EBIT) ตามภาพประกอบ จากนั้นดูว่าถ้ามีบริษัทที่ “เก่ง” เท่ากับบริษัทของเรา ตลาดจะให้มูลค่าสูงแค่ไหน

  • ขั้นตอนที่ 2 – เมื่อได้อัตราส่วนที่เหมาะสมแล้ว นำค่าที่ได้ไปคูณกับตัวเลขของบริษัท เช่น นำ EV/EBIT 16.0 เท่า คูณด้วย EBIT ของบริษัท 255 ล้านดอลลาร์ จะได้ค่า EV ที่เหมาะสม 4,080 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ คือ มูลค่าตั้งต้น ของบริษัทที่เราสนใจ
  • ขั้นตอนที่ 3 – หากบริษัทที่เราสนใจมี “ความเสี่ยง” มากหรือน้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ จะต้องปรับมูลค่าให้สะท้อนความเสี่ยงตามจริงด้วย ในกรณีของบริษัทที่มีความคล้ายคลึงกัน (อย่าลืมว่าเราคัดเลือกกลุ่มเปรียบเทียบให้มีความคล้ายคลึงกับบริษัทที่เราสนใจมาระดับหนึ่งแล้ว) บริษัทขนาดเล็กจะมีความเสี่ยงสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ตามแนวคิดเรื่อง size premium
  • ดังนั้น เราจะลดทอนมูลค่าที่เหมาะสมลงโดยการ shift หรือเลื่อนเส้นลงมาให้พาดผ่านจุดของบริษัทที่ 10 ซึ่งมีขนาดพอ ๆ กันกับบริษัทที่เราสนใจ ทำให้ได้อัตราส่วน EV/EBIT ที่เหมาะสมใหม่ 12.2 เท่า

  • ขั้นตอนที่ 4 – คำนวณแบบขั้นตอนที่ 2 ด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสมตัวใหม่ จะได้ค่า EV ของบริษัท 12.2 x 255 = 3,111 ล้านดอลลาร์ และเมื่อลบด้วยหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสุทธิ 251 ล้านดอลลาร์ ก็จะได้มูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้น 3111 - 251 = 2,860 ล้านดอลลาร์ เป็นอันเสร็จพิธี [ตัวอย่างการคำนวณด้วยอัตราส่วนอื่น ๆ มีอยู่ในเล่ม]

  • ในบทนี้มีการปูพื้นสำหรับการทำ DCF ในบทถัดไป โดยอธิบายการคำนวณ กระแสเงินสดอิสระ และ ต้นทุนของเงินทุน ทั้งในระดับบริษัทและในระดับผู้ถือหุ้น


เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 9:- ตัวอย่างวิธี DCF และการตรวจสอบ

  • ขั้นตอนที่ 1 – คำนวณมูลค่าของบริษัทตามวิธี DCF โดยใช้ข้อมูลและสมมติฐานคงเดิม มูลค่าที่ได้ควรตรงกับผลลัพธ์จากบทที่ 8
  • ขั้นตอนที่ 2 – ตรวจสอบซ้ำโดยคำนวณมูลค่าของบริษัทด้วยวิธี DCF อีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ “สมมติ” ให้บริษัทมีคุณสมบัติอื่น ๆ (นอกเหนือจากปัจจัยผลักดันมูลค่าตัวหลัก) เทียบเท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่มเปรียบเทียบพอดี แล้วนำไปพล็อตในแผนภาพ ถ้าได้ตำแหน่งบนแผนภาพใกล้เคียงหรืออยู่บนเส้นแนวโน้ม ก็ถือว่าใช้ได้

เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 10:

  • วิธีอ้างอิงตลาดที่ใช้ในบทที่ 8 ยืนอยู่บน “ตัวเลขปัจจุบัน” แต่ที่จริงแล้วเราสามารถคำนวณตัวเลขในอนาคต (เช่น ตัวเลขกำไรของบริษัทที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีที่ 2 หรือปีที่ 3) แล้วใช้ในการประเมินมูลค่าได้
  • หากประเมินถูกต้อง มูลค่าที่คำนวณได้ในบทที่ 8, 9 และ 10 ควรออกมาใกล้เคียงกัน



หมายเหตุ: เนื้อหาทั้งหมดในที่นี้เป็นเพียงส่วนที่ตัดตอนและสรุปเรียบเรียงมา เพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจหนังสือเล่มดังกล่าวได้ง่ายขึ้นเท่านั้น จึงไม่สามารถทดแทนการอ่านหนังสือทั้งเล่มได้

วันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2560

"กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการลงทุนหุ้น" - Part 2


[ต่อจาก Part 1]

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จในการลงทุน
  • ปัจจัยภายนอก - เปรียบเหมือนลมส่ง-ลมต้าน ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น นโยบายภาครัฐ, อัตราดอกเบี้ย, อัตราแลกเปลี่ยน และเศรษฐกิจในภาพรวม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสามารถคัดเลือกบริษัทที่ "แกร่ง" พอจะต้านทานปัจจัยเหล่านี้
  • ปัจจัยภายใน - เป็นเรื่องเฉพาะตัวของนักลงทุนเอง หลัก ๆ ก็คือ แก้ว 3 ประการ ซึ่งได้แก่
  1. เงินทุนตั้งต้น วิธีง่าย ๆ คือ ให้อดออม และรู้จักป้องกันตัวเองจาก "รายจ่ายก้อนใหญ่" ที่อาจเข้ามาโจมตี ซึ่งการทำประกันในระดับที่เหมาะสมสามารถช่วยได้

  2. อัตราผลตอบแทน สามารถเพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องเพิ่มความเสี่ยง แต่ต้องมีความรู้

  3. ระยะเวลา เมื่อการลงทุนให้ผลตอบแทนดีแล้ว นักลงทุนต้องอยู่ในการลงทุนนั้นให้ยาวนานและต่อเนื่องด้วย การติดดอยนาน ๆ มีค่าเสียโอกาสที่แพงกว่าการคัทลอส
  • ในส่วนของตัวนักลงทุนเองพึงจดจำไว้ว่า 1. อย่าหวังพึ่งนักวิเคราะห์ (เรื่องนี้คุณหมออรพรรณเคยทำมาแล้วในการลงทุนช่วงแรก ๆ ไม่เวิร์ก!) 2. หมั่นหาความรู้โดยการอ่านหนังสือหรือไปเรียนคอร์สหุ้น และ 3. ต้องรู้จักอดทน
  • ประเด็นเรื่องความอดทน เน้นย้ำว่าทุกอย่างมี Timing ของมัน อย่าให้เป็นเหมือน "ชาวนาใจร้อน" ที่พยายามดึงต้นกล้า เพียงเพราะหวังจะเห็นมันโตไว ๆ สุดท้ายต้นข้าวก็เลยตายยกแปลง... การลงทุนก็เช่นกัน
  • สำหรับทริกในการเลือกคอร์สลงทุน ควรพิจารณา "ชื่อผู้สอน" เป็นลำดับแรก คุณสมบัติที่ดี คือ 1) ต้องมีความรู้จริง และ 2) ต้องถ่ายทอดเก่ง นอกจากนี้ควรระวังคอร์สที่มีราคาแพงผิดสังเกต


แนะนำกลยุทธ์สำหรับผู้เริ่มต้น/ผู้มีข้อจำกัด
  • ผู้เริ่มต้นหรือมือใหม่มักมีอายุค่อนข้างน้อย จึงได้เปรียบในเรื่องระยะเวลาลงทุน รวมถึงได้เปรียบในแง่ความ "เฟรช" แต่ก็มักเสียเปรียบในแง่เม็ดเงินและประสบการณ์ลงทุนที่ยังมีน้อย
  • กลยุทธ์ที่เหมาะสม ได้แก่ การเพิ่มการออม และรู้จักหาตัวช่วยที่เหมาะสม (เช่น อ่านหนังสือ หรือไปเรียนคอร์สหุ้นที่มีคุณภาพ) เป็นการปิดจุดด้อย ขณะเดียวกันก็พยายามลงทุนให้ต่อเนื่องยาวนาน เพื่อใช้ประโยชน์จากจุดเด่น **ปัจจุบันวิทยากรทั้งสองท่าน ไม่มีท่านใดเปิดคอร์สสอนหุ้น จึงไม่มีประโยชน์ทับซ้อนจากคำแนะนำนี้
  • โดยปกติคนทั่วไปจะต้อง ออม ก่อน จึงจะมีเงินไป ลงทุน ยกเว้นคนที่พ่อแม่รวยก็อาจขอเงินจากทางบ้านเอามาลงทุนได้ (ลงทุนได้โดยที่ไม่ต้องออมก่อน) อย่างไรก็ดี คนที่ออมก่อนลงทุนมักมีความระแวดระวังมากกว่า และน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า
  • ผู้มีข้อจำกัดด้านเวลาควรใช้กลยุทธ์ลงทุนยาว หลีกเลี่ยงการเก็งกำไรระยะสั้น นอกจากนี้หากลงทุนหุ้นในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงช้า ก็จะช่วยลดภาระในการติดตามได้ แต่ถ้ามีข้อจำกัดด้านเวลาแบบสุด ๆ การลงทุนผ่านกองทุนรวมอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาคร่าว ๆ จากงานสัมมนา ซึ่งแน่นอนว่าผมคงเก็บมาได้ไม่ครบเท่ากับการไปนั่งฟังด้วยตัวเองแน่ ๆ เพราะฉะนั้นหากมีอะไรตกหล่นก็ขออภัยด้วย แต่ก็หวังว่าจะมีประโยชน์สำหรับทุกท่านตามสมควรครับ

"กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการลงทุนหุ้น" - Part 1


สรุปแง่คิดสำคัญจากงานสัมมนา "กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการลงทุนหุ้น" ซึ่งจัดขึ้นที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 ในวันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน 2560 โดยมีวิทยากร 2 ท่าน ได้แก่ คุณหมออรพรรณ คงพันธุ์วิจิตร ผู้เขียนหนังสือ คู่มือ Scan หุ้น และคุณสุภศักดิ์ จุลละศร ผู้เขียนและผู้แปลหนังสือ แต้มต่อในตลาดหุ้น และ เจาะแก่น P/E

 
  • การทำกำไรจากหุ้นมีหลายแนวทาง ถ้าเก่งจริงในแนวทางที่เลือก ก็สามารถทำกำไรได้ทั้งสิ้น
  • แนวเทคนิค มีความเชื่อพื้นฐานอยู่ 3 ข้อ
  1. ราคาหุ้นสะท้อนทุกสิ่ง
  2. ราคาหุ้นเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม
  3. ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยตัวเอง
  • ข้อแรกตอบคำถามว่า ทำไมดูกราฟอย่างเดียวก็พอ, ข้อที่สองตอบคำถามว่า เราจะทำกำไรได้อย่างไร (Trend vs Countertrend ถ้าจะตามเทรนด์ ก็ต้องจับการเริ่มต้นและสิ้นสุดของแนวโน้ม แต่ถ้าจะเคาน์เตอร์เทรนด์ ก็ต้องดูแนวรับ-แนวต้าน), ส่วนข้อสุดท้ายเป็นตัวที่ทำให้การดูกราฟในอดีตสามารถนำมาใช้ทำนายอนาคตได้
  • แนวพื้นฐาน มีความเชื่อว่า "ในระยะยาว" ราคาหุ้นจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของตัวกิจการ เพราะฉะนั้นการลงทุนตามแนวพื้นฐานจะไม่มีเล่นสั้น ถ้าเล่นสั้น นั่นคือการเก็งกำไรตามข่าว
  • การเก็งกำไรสามารถเล่นยาวหรือสั้นก็ได้ แต่การลงทุนต้องยาวเท่านั้น และถ้าเริ่มต้นอย่างไรก็ขอให้รักษาแนวทางนั้นไว้จนจบ จึงจะเรียกว่ามืออาชีพ
  • การลงทุนหุ้นสามารถทำได้ทั้งแบบ ทีมเวิร์ก และ ฉายเดี่ยว ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ขอให้เลือกตามความถนัด

  • สไตล์การลงทุนของคุณหมออรพรรณ เน้นการอ่านงบการเงิน
  • งบการเงินที่สำคัญ 3 งบ ได้แก่ งบแสดงฐานะการเงิน เป็นตัวบอกความแข็งแกร่ง รวมทั้งปัญหาของตัวกิจการ, งบกำไรขาดทุน เป็นตัวบอกความสามารถในการทำกำไร, งบกระแสเงินสด เป็นตัวบอกโฟลว์ของเงินสด
  • จุดสังเกต คือ บริษัทที่ดีมักจะมีงบการเงินที่ "คลีน" อ่านแล้วไหลลื่น เข้าใจง่าย
  • สำหรับบริษัทที่มีปัญหา ความเห็นของผู้สอบบัญชีมักจะยืดยาว และมีข้อความที่แสดงถึงความพยายามที่จะปกป้องตัวเอง (มาก ๆ)
  • บริษัทที่น่าสนใจตามความเห็นของคุณหมอ ควรมี ROE ไม่น้อยกว่า 15% รวมทั้งมี P/E และ P/BV ต่ำ อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้วบริษัทที่มี ROE สูง ค่า P/BV มักสูงด้วย
 
  • สไตล์การลงทุนของคุณสุภศักดิ์ เน้นให้น้ำหนักการลงทุนตามความชัดเจนของโอกาส (Probabilistic Investment)
  • "แต้มต่อ" เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีในทุกการลงทุน
  • บริษัทที่ลงทุนควรเป็น self-financing คือ สามารถอุ้มชูตนเองด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้ ไม่ต้องมาขอเพิ่มทุน
  • นักลงทุนไม่ควรหลงรักหุ้นที่ตนเองถือ ถ้าวิเคราะห์แล้วสมควรขายก็ขายซะ ตลาดหุ้นเปิดทำการแทบทุกวัน อยากได้เมื่อไหร่ค่อยไปซื้อใหม่
  • นักลงทุนอาชีพ "กำไรไม่คุยโว ขาดทุนไม่ซึมเศร้า" และที่สำคัญ คือ ไม่โชว์พอร์ต (ในปี 1978 โรเบิร์ต วิลสัน เปิดเผยสถานะการลงทุนของตนเอง สุดท้ายถูกผู้คนในตลาดรุมกระซวก ขาดทุนไปหลายล้านดอลลาร์)

[มีต่อ Part 2]

วันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2560

Growth... Catch Me If You Can


เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วในหมู่นักลงทุนว่า หุ้นที่มีการเติบโตสูงควรค่ากับการมี P/E ที่สูงตามไปด้วย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เรามักยอม "สู้ราคา" หากรู้ว่าหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นโตเร็ว

ปัญหาอยู่ตรงที่คำว่า "โตเร็ว" นั้น เป็นสิ่งที่มีแก่นสารอย่างแท้จริงหรือไม่ และ หุ้นที่โตเร็วในอดีตมีแนวโน้มที่จะโตเร็วในอนาคตด้วยหรือเปล่า มีใครเคยศึกษาเรื่องนี้มาบ้าง? และถ้าลองทดสอบในแบบฉบับของผม ผลลัพธ์จะออกมาแตกต่างกันไหม?

สุดท้ายลองมาดูกันนะครับ ว่าจะนำความรู้นี้ไปปรับปรุงการลงทุนของท่านได้อย่างไร


มีใครเคยศึกษามาบ้าง (1)


งานวิจัยเรื่อง growth หรือการเติบโตของกำไร ชิ้นที่โด่งดังที่สุดชิ้นหนึ่งย้อนไปไกลถึงปี 1962 เมื่อ เอียน มัลคอล์ม เดวิด ลิตเติล (I. M. D. Little) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้ทดลองนำข้อมูลย้อนหลังสิบปีของบริษัท 400 แห่ง มาแบ่งกลุ่มตามอัตราการเติบโตของกำไร เรียงตั้งแต่กลุ่มที่โตเร็วสุดไปจนถึงกลุ่มที่โตช้าสุด ... และแน่นอนครับ คำนวณมือล้วน ๆ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้กันอย่างแพร่หลายเหมือนทุกวันนี้

ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะออกมาหาก growth เป็นสิ่งที่สามารถทำนายได้ คือ บริษัทในกลุ่มที่โตเร็วที่สุด 10 เปอร์เซ็นต์แรกจากในอดีต ควรเป็นกลุ่มที่โตเร็วที่สุดในอนาคตด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผลที่ออกมาจริงกลับปรากฏว่า ไม่เวิร์ก เพราะทุกกลุ่ม (ไม่ว่ากลุ่มที่โตเร็วสุด โตช้าสุด หรือกลุ่มไหน ๆ ก็ตาม) ล้วนมีการเติบโตในอนาคตที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของตลาดด้วยกันทั้งสิ้น ดังรายละเอียดที่แสดงอยู่ในหนังสือ เจาะแก่น P/E หน้า 142-144

สรุปได้ว่า หุ้นที่โตเร็วในอดีต ไม่ได้ โตเร็วในอนาคต


การทดสอบของ MonkeyFreeTime


หลังจากผ่านไป 55 ปี เราน่าจะลองนำสิ่งนี้มาทดสอบกันบนผืนแผ่นดินไทยบ้างดีกว่า

เนื่องจากข้อมูลกำไรของบริษัทแห่งหนึ่งแห่งใดย้อนหลังไปหลาย ๆ ปีเป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก แต่ถ้าเราต้องการข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทย ความยากจะกลายเป็นอีกระดับหนึ่งไปในทันที (ยกเว้นท่านจ่ายเงินซื้อข้อมูล หรือมีเพื่อนที่ยินดีให้ฐานข้อมูลนี้กับท่านฟรี ๆ) ทางออกของผมก็คือ ทดสอบด้วยข้อมูลจากวารสาร Invest+ ที่ บล.เอเซีย พลัส เผยแพร่ต่อลูกค้า ซึ่งรวบรวมข้อมูลหุ้น 155 ตัวที่บริษัทติดตามอยู่ แน่นอนว่านี่เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของตลาดหุ้น แต่ก็นับได้ว่ามีการกระจายไปในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม และสำหรับผมก็ต้องถือว่าดีกว่าไม่มีข้อมูลอะไรให้เล่นเลย

เมื่อตัดหุ้นที่มี กำไรต่อหุ้น ติดลบในแต่ละปีออกไปแล้ว จะเหลือจำนวนหุ้นอยู่ 122 ตัวที่มีกำไรเป็นบวกตั้งแต่ปี 2556 ถึงปี 2558 (วารสารเล่มล่าสุดยังไม่มีการรายงานกำไรของปี 2559) ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เราจะนำมาทดสอบกัน

ข้อมูลนี้ทำให้ผมสามารถศึกษา growth ของกำไรปี 2557 (เทียบกับปี 2556) และกำไรปี 2558 (เทียบกับปี 2557) โดยแบ่งบริษัทออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่นเดียวกับที่ศาสตราจารย์ลิตเติลทำไว้ในปี 1962 เพียงแต่คราวนี้ผมแบ่งเป็น 5 กลุ่มแทนที่จะเป็น 10 กลุ่ม จากนั้นก็ดูว่า growth ของกำไรในสองช่วงเวลานั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

ท่านอาจจินตนาการการแบ่งกลุ่มนี้ให้เป็น "ถัง" ก็ได้ [ภาพที่ 1] เรามี ถังเบอร์ 5 ที่ใส่บริษัทจำนวน 25 แห่ง (20 เปอร์เซ็นต์แรก) ที่มีการเติบโตสูงสุดในปี 2557 และทำแบบนี้ไล่ไปตามลำดับ ต่อจากนั้นก็จะมาดูกันว่าในปีต่อไป บริษัททั้งหลายที่เคยอยู่ในถังเบอร์ 5 จะยังคงได้อยู่ในถังเบอร์ 5 ของปี 2558 อีกหรือไม่ หรือว่าจะย้ายไปถังเบอร์ 4 อย่างนี้เป็นต้น


สิ่งที่เพิ่มเติมจาก ศ.ลิตเติล คือ ผมวิเคราะห์ด้วย transition matrix หรือถ้าพูดให้เท่น้อยหน่อย มันก็คือ "ตาราง" ที่แสดงการเปลี่ยนกลุ่มระหว่างปี 2557 กับปี 2558 นั่นเอง [ภาพที่ 2] สังเกตว่าผมกำกับตัวเลขสีแดงและสีน้ำเงินเป็นหมายเลขถังในแต่ละปี ส่วนตัวเลขสีดำในตารางก็เป็นจำนวนบริษัท

ตารางนี้ตีความได้ง่าย ๆ ว่าจากบริษัท 25 แห่งที่อยู่ในถังเบอร์ 5 ของปี 2557 (แถวบนสุดของตัวเลขสีดำ) มีเพียง 5 บริษัท ที่ขยับไปอยู่ในถังเบอร์ 5 ของปี 2558 ส่วนบริษัทที่เหลือนั้นต่างกระจายไปอยู่ในถังเบอร์อื่น ๆ ทั้งสิ้น

ที่น่าสนใจก็คือ มีถึง 10 บริษัท (จากทั้งหมด 25) ที่เคยอยู่ในถังเบอร์ 5 อันเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงสุด พอปีถัดมากลับย้ายรวดเดียวไปอยู่ถังเบอร์ 1 โน่นเลย


ในทางกลับกันแถวล่างสุด มีบริษัทถึง 10 แห่งที่เคยอยู่ในถังเบอร์ 1 ของปี 2557 (มีกำไรเติบโตต่ำสุด) แต่กลับก้าวกระโดดไปอยู่ในถังเบอร์ 5 ของปี 2558

ที่จริงแล้วความคาดหวังของเราหาก growth เป็นสิ่งที่สามารถทำนายได้ คือ ตัวเลขพวกนี้ควร "เกาะกลุ่ม" อยู่ในแนวทแยงมุม (ช่องสีเทา) ใครเคยอยู่หมายเลขไหนปีถัดมาก็ควรจะอยู่หมายเลขเดิม หรือหากจะขยับเขยื้อนจริง ๆ ก็น่าจะไปไม่ไกลจากแนวทแยงมากนัก แต่ว่าผลลัพธ์ก็ไม่ได้สอดคล้องกับความคาดหวังนี้เลยสักนิด

จึงแปลได้ว่า การเติบโตในอดีต ไม่ได้ สัมพันธ์กับการเติบโตในอนาคต


มีใครเคยศึกษามาบ้าง (2)


หลังจากทำการทดลองดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว ในเวลาต่อมาผมก็ค้นพบว่าเคยมีผู้ทำการวิเคราะห์ด้วย transition matrix ในรูปแบบเดียวกันมาแล้วในปี 2008 แถมคนที่ทำก็ยังเป็น "บิ๊กเนม" ในแวดวงการเงินเสียด้วย นั่นคือ ศาสตราจารย์อัสวัธ ดาโมดารัน (Aswath Damodaran) ที่เขียนตำราเรื่องการประเมินมูลค่าหุ้นมาแล้วหลายต่อหลายเล่ม

ในงานวิจัยปี 2008 ศ.ดาโมดารัน แบ่งบริษัทออกเป็น 6 กลุ่มตามการเติบโตของกำไร แล้วดูว่าบริษัทที่อยู่ในถังต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายอย่างไรบ้าง ก่อนจะสรุปว่าการเติบโตของกำไรบริษัทเป็นสิ่งที่ ไม่ คงทน




ความแตกต่างก็คือ MonkeyFreeTime ทดสอบอัตราการเติบโตในระยะประชิด โดยเอาปีที่ 1 เทียบกับปีที่ 2 ขณะที่ ศ.ดาโมดารัน ใช้ข้อมูล 5 ปีแรกเทียบกับ 5 ปีหลัง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ออกมาในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ การเติบโตในอดีตไม่มีความสัมพันธ์กับการเติบโตในอนาคต


เอาความรู้ไปใช้


หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมมั่นใจว่าจะยังมีผู้อ่านหลายท่าน "อยากดื้อ" เพราะรู้สึกว่าหุ้นหลายตัวที่เคยเห็นว่าโตเร็วต่างก็ยังคงโตเร็วในปีต่อ ๆ มา จึงรู้สึกค้านในใจอยู่ลึก ๆ

ก่อนอื่นผมคงต้องบอกว่า หุ้นลักษณะนั้นมีจริงแน่ ๆ และมีหลายตัวด้วย แต่การทดสอบทั้งหมดข้างต้นล้วนกระทำในรูปแบบของ พอร์ตโฟลิโอ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านเลือกหุ้นเก่ง ท่านก็จะเจอหุ้นเติบโตที่โตได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าท่านเก่งแค่ระดับปานกลาง ผลก็จะเป็นไปอย่างที่งานวิจัยบ่งชี้ออกมา เพราะที่จริงนอกจากหุ้นเติบโตตัวเด่น ๆ ที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ก็ยังมีหุ้นเติบโตหลายตัวที่ทยอยลาโรงกันไปในช่วงเวลาเดียวกัน ... ตรงนี้ท่านคงต้องวิเคราะห์ตัวเองก่อนที่จะวิเคราะห์หุ้น

ประการต่อมาสมมติเรายอมรับแล้วว่า สำหรับหุ้นโดยเฉลี่ย การเติบโตในอดีตไม่มีความสัมพันธ์กับการเติบโตในอนาคต เราก็ควรย้อนกลับมาคิดดูว่า ตัวแปร growth ที่ใส่ลงไปเวลาที่จะประเมินมูลค่าหุ้นนั้น เป็น "ตัวแสบ" ที่ทำให้มูลค่าหุ้น (ในมุมมองของเรา) ออกมาผิดเพี้ยนหรือไม่ หากเกรงว่าจะเป็นเช่นนั้น เราควรปรับตัวเลขให้ขยับเข้ามาหาค่าเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมที่บริษัทนั้น ๆ อยู่ เพื่อป้องกันการมองโลกสวยเกินจริง โดยเฉพาะถ้าดูเหมือนว่าบริษัทที่เราสนใจมีการเติบโตที่สูงกว่าชาวบ้านชาวเมืองเขามาก ๆ

ประเด็นสำคัญที่ตามมากับเรื่องนี้ คือ เรายังควรใช้วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นที่มีความเปราะบางต่อตัวเลข growth หรือไม่?!

ตัวอย่างของวิธีพวกนี้ เช่น วิธี PEG (P/E to Growth) ที่เรารู้จักกันทั่วไป หรือวิธี PERG (P/E adjusted by Risk and Growth) ที่เสนอโดย ฮาเวียร์ เอสตราดา (Javier Estrada) ในปี 2005 ซึ่งอันหลังก็น่าสนใจ เพราะอาจารย์ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ท่านเคยศึกษาเคสในเมืองไทยมาแล้ว และพบว่าใช้ P/E ธรรมดา ๆ ก็ชนะวิธีพวกนี้ได้ ... แถมยังไม่ต้องสุ่มเสี่ยงกับความเปราะบางเรื่อง growth ด้วย

อันหลังสุดนี้ผมเป็นคนพูดเองครับ

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

สรุปเนื้อหาจากงานเปิดตัวหนังสือ "แต้มต่อในตลาดหุ้น" (2)


ต่อจากบทความก่อนนะครับ

ใน session ที่สองของการเปิดตัวหนังสือ “แต้มต่อในตลาดหุ้น” เป็นการอบรมในหัวข้อ “กลไกราคาหุ้น” โดย สุภศักดิ์ จุลละศร มีการสอดแทรกกิจกรรมทดลองง่ายๆ เพื่อให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมและได้รับประสบการณ์ตรง

เนื้อหาโดยสรุปมีดังนี้


ความเชื่อของนักลงทุน


"ความเชื่อ" เป็นสิ่งที่ตัดสินพฤติกรรมและจำแนกนักลงทุนออกเป็นประเภทต่างๆ สำหรับแนว ป๊อบปูล่า ได้แก่ แนวปัจจัยพื้นฐาน แนวเทคนิค และแนวเจ้ามือหุ้น

  • แนวปัจจัยพื้นฐาน เน้นไปที่การศึกษาตัวกิจการ และพยายามประมวลออกมาเป็น มูลค่า หรือ ราคาที่เหมาะสมของหุ้น (VI หรือ Value Investment ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวนี้)

  • แนวเทคนิค ไม่ปฏิเสธเรื่องมูลค่าหุ้น เพียงแต่พวกเขา "ไม่สนใจ" เพราะถือว่าทุกอย่างสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นแล้ว จึงเน้นไปที่การศึกษาพฤติกรรมของ ราคาหุ้น บนกระดาน

  • แนวเจ้ามือหุ้น มองว่าราคาหุ้นเป็นผลมาจากการกระทำของคนบางกลุ่ม ซึ่งรู้จักกันในนาม เจ้ามือหุ้น นักลงทุนแนวนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การคาดเดาพฤติกรรมของเจ้ามือหุ้น


ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะผสมผสานแนวทางต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่โดยส่วนตัวแล้ววิทยากรไม่เห็นด้วย เพราะปรัชญาการลงทุนของแต่ละแนวทางมีความแตกต่างกัน สุดท้ายแล้วนักลงทุนก็ต้องเลือกแนวใดแนวหนึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวอยู่ดี

นอกเหนือจากแนวป๊อบปูล่าทั้งสามนี้แล้ว ยังมีแนวทางอื่นๆ อีก เช่น แนวปรัชญา ของ จอร์จ โซรอส หรือ แนว Quant (คว้อนท์) ของ จิม ไซมอนส์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเฮ็ดจ์ฟันด์ชื่อ Renaissance Technologies แต่บทสรุปของเนื้อหาส่วนนี้ก็คือ ไม่ว่าแนวไหนก็สามารถรวยได้ ถ้าลงทุนอย่างมีแต้มต่อจริงๆ


กลไกที่ผลักดันราคาหุ้น


ในระยะยาวราคาหุ้นมักจะสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะ "กำไร" แต่ว่าในระยะสั้น แนวโน้มราคาหุ้นอาจแตกต่างไปจากปัจจัยพื้นฐานอย่างมากก็ได้ เพราะฉะนั้นนักลงทุนต้องตระหนักว่า กลไกหลัก ที่ผลักดันราคาหุ้นในแต่ละกรอบระยะเวลานั้นเป็นคนละตัวกัน อย่าพากเพียรแกะงบ แล้วไปเล่นหุ้นสั้นๆ เพราะมันเหนื่อยเปล่า แถมทำให้เราหงุดหงิดและสับสนได้




ในเรื่องของกลไกราคาหุ้น มีประเด็นที่ต้องพิจารณาหลักๆ อยู่ 2 ประเด็น ได้แก่
  1. กิจการนั้นเป็น value creation หรือไม่

  2. ราคาหุ้นอยู่ห่างจากมูลค่าหุ้นมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งประเด็นที่สองนี้เป็นกลไกที่เรียกว่า "Margin of Safety" และวิทยากรก็ได้สอดแทรกการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ให้ประสบการณ์เลียนแบบสิ่งที่เกิดขึ้นจากกลไกนี้ จากนั้นได้อธิบายการสร้างแต้มต่อจากทั้งสองประเด็นพร้อมๆ กัน รวมทั้งนำกลไกดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับตัวอย่างในชีวิตจริง และชี้ให้เห็นว่าการผสมผสานแนวทางที่แตกต่างกันจะก่อให้เกิดความลักลั่นในการลงทุนได้อย่างไร



เราปิดท้ายด้วยการประยุกต์ความรู้เรื่อง ข้อต่อของการลงทุน และ กลไกราคาหุ้น เข้าด้วยกัน คือ ให้สร้างแต้มต่อทั้งตอน ซื้อ-ถือ-ขาย โดยอาศัยกลไกของ Margin of Safety สร้างความได้เปรียบในการซื้อและขาย ส่วนกลไก Value Creation ใช้สร้างความได้เปรียบในการถือ เพื่อนำไปสู่ "แต้มต่อแบบไม่เหนื่อย" ซึ่งท่านที่ได้นั่งเรียนในวันนั้นคงพอเห็นภาพว่า เนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบนั้นเรียงร้อยต่อเนื่องกันมา ไม่มีอะไรสูญเปล่า เหมือนภาพยนตร์ที่ทุกฉากล้วนเข้มข้นและมีความหมาย เพียงแต่มาเฉลยกันในตอนท้ายเท่านั้น


... และนี่ก็คือ เนื้อหาอย่างคร่าว ๆ ในงานเปิดตัวหนังสือวันนั้นครับ

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

สรุปเนื้อหาจากงานเปิดตัวหนังสือ "แต้มต่อในตลาดหุ้น" (1)


ขอแบ่งปันเนื้อหาดีๆ จากงานสัมมนาเนื่องในโอกาสเปิดตัวหนังสือ “แต้มต่อในตลาดหุ้น” ซึ่งเป็นสัมมนาฟรีที่จัดขึ้นสำหรับแฟนหนังสือ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2558




ใน session แรกเป็นการเสวนาในหัวข้อ “ไม่รวยสักที เพราะไม่มีแต้มต่อ” โดยผู้เขียน (สุภศักดิ์ จุลละศร) และบรรณาธิการ (คุณประภาคาร ภราดรภิบาล) สามารถสรุปประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

  • รวย หมายถึง มีเงินทองมาก ... อย่าสับสนระหว่าง “มีเงินมาก” กับ “มีรายได้มาก”

  • มีเงินมาก เรียกว่า “รวย” แต่ถ้าใช้เงินมาก เรียกว่า “ดูรวย” 

  • คิดดีๆ ว่าเราต้องการอะไร บางคนอยากดูรวยก็ไม่ได้ถือว่าผิด แต่ต้องเข้าใจว่าสองสิ่งนี้อยู่ตรงข้ามกัน เพราะโดยปกติถ้าเราใช้เงินมาก เงินที่เรามีก็จะลดลง

วิธีรวยมากๆ (ระดับร้อยล้านหรือพันล้านบาท) เรียกว่า Code R-I-C-H ซึ่งดัดแปลงมาจากสัมมนาโดยคุณ Sebastien Leblond ที่จัดขึ้นโดย British Council และผู้เขียนได้เข้าฟังเมื่อหลายปีก่อน

R – Real Estate คือ รวยจากอสังหาริมทรัพย์
ให้นึกถึงมหาเศรษฐีตระกูลดังๆ เช่น ภิรมย์ภักดี กาญจนพาสน์ เตชะณรงค์ สิริวัฒนภักดี ฯลฯ ซึ่งหันเหจากธุรกิจเดิมเข้าสู่ “ตัว R” นี้ เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่ง

I – Investor คือ รวยจากการลงทุน
ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์, จอร์จ โซรอส, ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

C – Company Owner คือ รวยจากการสร้างบริษัท
ในยุคปัจจุบันมีตัวอย่างบริษัทที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้ผู้ก่อตั้งร่ำรวยมหาศาล เช่น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แห่ง Facebook, เซอร์เกย์ บริน และ ลาร์รี เพจ แห่ง Google

H – High Income Earner คือ รวยจากการมีรายได้มหาศาล
ตัวอย่างเช่น นักกีฬาดังๆ อย่าง ไทเกอร์ วูดส์ และ คริสเตียโน โรนัลโด หรือ เจ. เค. โรว์ลิง ผู้เขียนหนังสือแฮรี่ พอตเตอร์ 



การสร้างความร่ำรวยสไตล์ ดร.นิเวศน์ ใช้หลักที่เรียกว่า “แก้ว 3 ประการ” ซึ่งผู้เขียนเคยเรียบเรียงไว้ในหนังสือ “ปลุกความคิด พิชิตการลงทุน” โดยสำนักพิมพ์วิง มีเดีย ประเด็นคือ เราควร maximise สามอย่างนี้ให้ได้พร้อมๆ กัน สำหรับแก้ว 3 ประการนั้นประกอบด้วย

  1. เม็ดเงินลงทุน สามารถสร้างแต้มต่อได้โดยการเก็บออมให้มาก พยายามอดใจไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย รวบรวมเงินที่เรามีอย่าให้เป็นเบี้ยหัวแตก ชักชวนพ่อแม่หรือญาติๆ มาร่วมลงทุน

  2. ผลตอบแทนทบต้น สามารถสร้างแต้มต่อได้โดยการเปิดใจให้กว้าง มองหาโอกาสในการลงทุน แสวงหาความรู้ ถ้ารู้น้อยก็อย่าเพิ่งโลภมาก

  3. ระยะเวลาลงทุน สามารถเพิ่มแต้มต่อได้โดยการเริ่มลงทุนเร็ว ตายช้าๆ (คือ ให้รักษาสุขภาพ) รู้จักส่งต่อความมั่งคั่งไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน มุมมองที่สำคัญอีกอย่าง คือ ถ้าลงทุนหุ้นแล้วชอบ “เล่นรอบ” เข้าๆ ออกๆ พอตกรถปุ๊บ การลงทุนก็ไม่ต่อเนื่อง ทำให้ระยะเวลาลงทุนกะพร่องกะแพร่ง เกิดแต้มต่อไม่เต็มที่

สุดท้ายเป็นเรื่องข้อต่อของการลงทุน ประกอบด้วยการ “ซื้อ–ถือ–ขาย” เราสามารถหาแต้มต่อได้จากทุกท่อน โดยหากเป็น VI ท่อนที่เป็นการ ถือ จะเด่นขึ้นมา ขณะที่แนวเก็งกำไรระยะสั้น ท่อน ถือ อาจสั้นจนแทบไม่มีประโยชน์ นั่นเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ

สำหรับเนื้อหาใน session ที่สอง ผมจะมาเล่าให้ฟังอีกทีนะครับ

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

งานเปิดตัวหนังสือ ... ที่นั่งเต็มแล้ว



ขณะนี้ที่นั่งในงานเปิดตัวหนังสือ "แต้มต่อในตลาดหุ้น" และอบรมหุ้น Mini Course ได้เต็มแล้ว


ขอขอบคุณสำหรับการตอบรับ และหวังว่าจะมีโอกาสได้นำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับทุกท่านอีกครับ

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

"แต้มต่อในตลาดหุ้น"




ขอบคุณท่านบรรณาธิการและทีมงาน Wing Media สำหรับความเหนื่อยยากกว่าจะมาเป็นหนังสือเล่มนี้นะครับ

ความพิเศษของหนังสือเล่มนี้ คือ ท่านสามารถอ่านได้ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือโปร และชื่อของมันก็สื่อสุดๆ ว่าท่านควรจะคาดหวังอะไรจากมัน

"แต้มต่อ" คือ ความได้เปรียบที่เราสามารถใช้เอาชนะตลาดหุ้น นักลงทุนขั้นเทพทุกคนล้วนมีสิ่งนี้อยู่ในมือ ... และเผื่อว่าคุณจะไม่ทันสังเกต แต้มต่อของพวกเขาแต่ละคนล้วนแตกต่าง ทว่าปลายทางกลับทำให้พวกเขาร่ำรวยได้เหมือนกัน! มันน่าประหลาดไหมล่ะครับ

หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจหลักธรรมชาติและความได้เปรียบขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรมี ก่อนจะตีแผ่แนวทางการลงทุนที่หลากหลาย และ open ให้ทุกท่านได้เลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง

ถัดมาเป็นการกล่าวถึง "กลไกราคาหุ้น" รวมทั้งโมเดลการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแบบง่ายๆ แต่ทรงประสิทธิภาพ รวมทั้งชักชวนให้ผู้อ่านค้นหาว่า เราจะหาผลตอบแทนสูงๆ อย่างมีแต้มต่อได้อย่างไร และพฤติกรรมแบบไหนควรทำหรือไม่ควรทำ

สำหรับท่านที่สนใจ "ตัวกิจการ" ที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเขียวๆ แดงๆ หนังสือเล่มนี้ปูพื้นวิธีส่องหาธุรกิจ อธิบายงบการเงินและอัตราส่วนต่างๆ ด้วยเทคนิคพิเศษที่หลายคนในเว็บบอร์ดถึงกับบอกว่า

"ถ้าอาจารย์สอนแบบนี้ ฉันก็เข้าใจไปตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว!"

เนื้อหาของหนังสือค่อนข้าง well-organised (เรียบเรียงเป็นขั้นเป็นตอน อ่านเข้าใจง่าย) ไม่ใช่การรวมบทความ มีภาพประกอบที่คอยอธิบายเนื้อความเยอะมากกกก ไม่ใช่กราฟฟิกที่มีไว้แค่สวยๆ

นั่นเป็นเหตุผลที่ผมและกองบรรณาธิการต้องเหน็ดเหนื่อยและภูมิใจกับมันมากเป็นพิเศษ




สำหรับคนที่ชอบอะไรพิสดารๆ ระดับที่ textbook เรียกพี่ ... บอกได้ว่าอยู่ท้ายเล่มครับ

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"หนังสือแปล" มีดีไม่แพ้ต้นฉบับ?


หลายท่านที่เป็นนักอ่านน่าจะเคยประสบปัญหาหรือเกิดอาการไม่สบอารมณ์จากการอ่าน "หนังสือแปล" และบางท่านที่สุดขั้วหน่อยก็อาจจะถึงกับตั้งธงไว้เลยว่าจะไม่อ่านหนังสือที่แปลเป็นภาษาไทยเด็ดขาด

เหตุผลที่พวกเขาให้ไว้ก็คือ หนังสือแปลมักจะสู้หนังสือภาษาอังกฤษต้นฉบับไม่ได้ ซื้อมาแล้วก็มักจะผิดหวัง สู้กัดฟันอ่านต้นฉบับไปเลยดีกว่า อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนแปลหนังสือ ผมกลับมองว่าหนังสือแปลสามารถที่จะ "ดี" ได้ไม่แพ้ต้นฉบับ และในหลายๆ กรณี หนังสือแปลก็อาจจะทำได้ดีกว่าต้นฉบับเสียด้วยซ้ำ

และต่อไปนี้ก็คือ มุมมองของผม ...


เมื่อไรที่หนังสือแปลจะแย่?


ในการแปลหนังสือ สิ่งที่ผู้แปลพึงกระทำ (อย่างยิ่ง) คือ การรักษาเนื้อความดั้งเดิมให้ได้มากที่สุด หรือพูดแบบง่ายๆ ก็คือ อย่าแปลผิด อย่าแปลขาด และอย่าแปลเกิน

การแปลผิดความหมาย ถือได้ว่าเป็น "ความผิดขั้นร้ายแรง" ของนักแปล แม้บางครั้งนักแปลอาจแปลผิดได้โดยสุจริต คือ พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ดีพอ อาจจะด้วยพื้นความรู้ที่ไม่ตรงกับแนวเนื้อหา เช่น แปลหนังสือด้านการลงทุน แต่ตัวเองกลับไม่เคยลงทุน หรือศึกษาด้านการลงทุนมาเลย อย่างนี้ก็เจ๊งแน่ หรืออีกแบบก็คือ ผู้แปลมีทักษะด้านภาษาไม่เพียงพอ อย่างนี้ก็ไม่ไหวอีกเหมือนกัน

นักอ่านจึงต้องดูด้วยว่า ผู้แปลมีพื้นความรู้มาทางด้านไหน หนังสือหลายเล่มมีประวัติโดยย่อของผู้แปลอยู่ท้ายเล่ม ผมแนะนำให้อ่านดูคร่าวๆ จะได้รู้ว่าหมอนี่เป็นใคร และมีผลงานอะไรมาบ้าง

ถัดมาเป็นเรื่องของ การแปลขาดหาย ซึ่งเป็นการแปลที่ทำให้เนื้อความดั้งเดิมตกหายไป ผู้อ่านจะยังได้รับความรู้หรือสาระสำคัญจากหนังสืออยู่ แต่ได้ไม่ครบ 100% ความเห็นของผมคือว่า ถ้าเป็นการ "แปลและเรียบเรียง" และการพยายามรักษาเนื้อความส่วนนั้นอาจทำให้การอ่านสะดุดโดยไม่จำเป็น (อย่าลืมว่าผู้เขียนต้นฉบับก็อาจเขียนแบบกะพร่องกะแพร่ง หรือพูดจาไม่รู้เรื่องได้เหมือนกัน) อย่างนี้ก็อาจอนุโลมได้ เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านเอง

ประเด็นสุดท้าย ได้แก่ การแปลเกิน เรียกว่าคนเขียนเขียนมา 100 คนแปลจัดให้ 110 กลายเป็นว่าสอดแทรกเนื้อหาหรือความคิดเห็นของตัวเองเข้าไปอีก อย่างนี้ถือว่าไม่ดี เพราะคนอ่านจะแยกไม่ได้ว่าอันไหนเป็นเนื้อความจากผู้เขียน หรืออันไหนเป็นการขยายความของผู้แปล ที่ซ้ำร้ายคือ จะมีคนหยิบยกถ้อยคำพวกนั้นไปอ้างอิง แล้วบอกว่ามาจากผู้เขียน ทั้งๆ ที่เจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย

ทางออกก็คือ หากเนื้อความส่วนไหนยากและควรมีการอธิบายเพิ่ม ก็ควรแทรกเป็นฟุ้ตโน้ต (footnote) หรือใส่ไว้ในวงเล็บ และกำกับได้ด้วยว่าเป็นคำอธิบายจากผู้แปล อย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้ก็จะเป็น "มูลค่าเพิ่ม" หรือ "value added" ที่ผู้แปลสามารถจะทำให้หนังสือทรงคุณค่ายิ่งขึ้น โดยไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด


ลึกลงไปในรายละเอียด


ที่กล่าวมาข้างต้นเป็น "แก่น" ที่ผู้แปลควรยึดถือ แต่ในส่วนของรายละเอียด หรือ "กระพี้" และ "เปลือก" เรายังต้องว่ากันต่อไป

สมมติเราซื้อหนังสือเล่มหนึ่งที่ปรมาจารย์ด้านการลงทุนของโลกเป็นคนเขียน แน่นอนว่าเราคงอยากรู้เนื้อความอย่างถูกต้องครบถ้วน ไม่ขาด ไม่เกิน แต่ถึงแม้จะหาคนที่แปลได้ตามนั้นแล้ว สิ่งที่ผู้อ่านต้องการไม่แพ้กันก็คือ "อรรถรส" ในการอ่าน

ผู้แปลสามารถส่งผ่าน "อารมณ์" และ "ความนัย" ที่ผู้เขียนให้ไว้ได้มากน้อยแค่ไหน? สำนวนเขียนของผู้แปลมีความสละสลวยและชวนให้อ่านได้อย่างไหลลื่นหรือไม่? ผู้แปลสามารถถ่ายทอด "บุคลิก" ที่มีอยู่ในงานเขียนได้ดีเพียงใด? นี่คือรายละเอียดที่เราต้องให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน

บางครั้งเราเจอผู้เขียนที่เขียนไว้ดีมาก แต่ได้คนแปลที่ไม่ค่อยเอาไหน หนังสือดีก็เลยกลายเป็นหนังสือดาดๆ ไปอย่างน่าเสียดาย ในทางกลับกัน คนแปลที่มีฝีมือ แต่ต้องไปประกบแปลหนังสือน่าเบื่อๆ ก็อาจกลายเป็นการฝังตัวเองไปได้เหมือนกัน เพราะคนอ่านเขาไม่รู้หรอกว่าต้นฉบับมันน่าเบื่อ

ด้วยเหตุนี้ผมจึงตกลงกับเพื่อนว่า หากจะแปลหนังสือ ก็ต้องเป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าและน่าอ่านเท่านั้น ไม่อย่างนั้นเสียเวลาเปล่า ได้ตังค์เท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม


นักแปลไส้แห้ง?


"อาชีพนักแปล" ไม่ใช่อาชีพที่ทำรายได้งดงามอะไรมากนัก โดยเฉพาะถ้าหนังสือไม่ได้ติดอันดับขายดี (bestseller) หรือแม้บางครั้งต่อให้หนังสือติดอันดับขายดี แต่นักแปลได้รับค่าตอบแทนแบบคงที่ จ่ายกันครั้งเดียวจบ อย่างนี้นักแปลก็ "ไส้แห้ง" ได้เหมือนกัน

เพื่อนผมคนหนึ่งที่อยู่ในแวดวงแปลหนังสือบอกว่า การแปลหนังสือของเขาถือว่าเป็นรายได้พิเศษ และที่ว่าพิเศษนั้นก็เพราะว่า ปกติเขาเองก็อ่านหนังสืออยู่แล้ว การแปลหนังสือจึงเหมือนกับมีคนมาจ้างให้เขาทำในสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเพิ่มความพิถีพิถัน หรือใช้ความตั้งอกตั้งใจมากขึ้นเท่านั้น

นึกดูก็เหมือนการที่มีใครสักคนมาจ้างเราให้อาบน้ำ ทั้งที่จริงไม่ว่าอย่างไรเราก็คงจะอาบน้ำกันทุกวันอยู่แล้ว (ยกเว้นฝรั่งที่อยู่เมืองหนาว อันนั้นไม่แน่) สิ่งที่เราต้องทำเพิ่มก็มีแค่ตั้งใจอาบให้สะอาดขึ้นกว่าปกติ

โดยทั่วไปแล้ว นักแปลหนังสือไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะ "ได้เงิน" หรือ "ได้กล่อง" กันง่ายๆ เหตุผลก็คือ งานแปลจำนวนมากจ่ายค่าตอบแทนแบบคงที่ แล้วก็ไม่ได้เป็นอัตราที่มากมายอะไร ขณะที่ชื่อเสียงหรือความนับหน้าถือตา ส่วนมากก็ตกเป็นของผู้เขียนเสียมากกว่า เพราะถือว่าเป็นเจ้าของไอเดียตัวจริง

ด้วยเหตุนี้นักแปลที่ผมพบเจอจึงมักจะทำเพราะ "ใจรัก" มากกว่าจะหวังผลอื่นใด หรือบางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้หนังสือแปลคุณภาพดี มีจำนวนน้อยก็เป็นได้


หนังสือแปล... แซงหนังสือต้นฉบับ?!


หากดูแค่เพียงผิวเผิน ก็คล้ายกับว่าหนังสือแปลจะทำได้ดีที่สุดเพียงแค่เทียบเท่ากับหนังสือต้นฉบับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้แปลอาจเพิ่มคุณค่าให้กับหนังสือได้ด้วยเช่นกัน

หนังสือบางประเภทเป็นหนังสือเฉพาะทาง ยกตัวอย่างใกล้ๆ ตัวก็อย่างเช่น หนังสือด้านการเงินและการลงทุน ซึ่งบางทีผู้เขียนก็กล่าวถึงตราสารทางการเงิน เช่น พันธบัตร ตั๋วเงิน หรือหุ้นกู้ โดยไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม เพราะรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่อง "พื้นๆ" ทว่าในฐานะผู้แปล หากเรารู้ว่ามีโอกาสที่คนอ่านจะไม่เข้าใจ หรือไม่คุ้นเคย เราก็อาจแทรกคำอธิบายไว้ที่ footnote ได้

หรือบางครั้งมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ "ใครๆ ก็รู้" แต่ว่าเป็น "ใครๆ" ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างนี้ผู้แปลก็สามารถเล่าเรื่องเพิ่มเติม หรือเทียบเคียงกับเหตุการณ์ที่คนอ่านอาจจะคุ้นเคยกว่าในเมืองไทย อย่างนี้เป็นต้น

สิ่งที่พบกันบ่อยอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ การใช้สำนวนในภาษาอังกฤษ ซึ่งหากแปลกันตรงๆ โดยไม่รู้ว่าเป็นสำนวน ก็มีโอกาสที่จะเกิดความเข้าใจผิดไปคนละเรื่อง ผู้แปลก็จะมีบทบาทในการหาคำอธิบายที่เหมาะสมกับผู้อ่านซึ่งเป็นคนไทย

จะเห็นได้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถหาได้จากหนังสือต้นฉบับ และเป็นโอกาสที่หนังสือแปลจะแซงหน้าหนังสือต้นฉบับได้ หรือถ้ามีใคร "ฟิต" และอยากอ่านหนังสือต้นฉบับภาษาอังกฤษขึ้นมา เขาก็จะต้องทำการค้นคว้าเหล่านี้ในแบบเดียวกับที่ผู้แปลทำ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าจะต้องใช้เวลาและความพยายามมาก โดยเฉพาะถ้าผู้อ่านเองไม่ได้มีทักษะการอ่านหรือพื้นความรู้เท่ากับนักแปล

อีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของผมก็คือ สำหรับคนไทยแล้ว การอ่านภาษาอังกฤษย่อมใช้เวลามากกว่าการอ่านภาษาไทย และบ่อยครั้งที่การอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเล่มโตๆ ต้องจบลงด้วยการ "อ่านค้าง" จากนั้นก็วางทิ้งไว้เป็นเดือนๆ ก่อนที่จะลงท้ายด้วยการ "อ่านไม่จบเล่ม"

ดังนั้น ถ้ามีหนังสือแปลที่แซงหน้าหนังสือต้นฉบับได้ เราก็ควรอ่านมัน แล้วเก็บพลังงานที่เหลือไปอ่านเล่มอื่นๆ ที่ยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย และนี่ก็คือเทคนิคที่ผมใช้บริหารเวลาในชีวิตจริงครับ

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เปิดตัวหนังสือ "Tap Dancing To Work"


เปิดตัวหนังสือในงาน Book Expo ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วัดพลังหุ้น



หากถามว่าเล่ม 2 ต่างจากเล่ม 1 หรือไม่? คำตอบก็คือ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

เล่มแรกเน้นไปที่การ "ปูพื้น" แนวความคิดแบบ VI ทั้งเรื่องราคาและมูลค่า, ส่วนต่างแห่งความปลอดภัย, ขอบข่ายแห่งความชำนาญ, แนวคิดของวีไอระดับโลก ฯลฯ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การอธิบายงบการเงินแบบง่ายๆ ชนิดที่บางคนถึงกับบอกว่า "ง่ายที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา" เสียด้วยซ้ำไป

คราวนี้เล่มสองมาในแบบที่ "ลึกขึ้น" และเป็น "เชิงปฏิบัติ" มากขึ้นกว่าเดิม

หนังสือเล่มนี้ให้มุมมองของ Margin of Safety อย่างเป็นรูปธรรม และตอบคำถามที่ว่า เราควรมองหาอะไรบ้างก่อนจะซื้อหุ้นสักตัว? คุณสมบัติข้อใดสำคัญ และข้อใดไม่สำคัญ? ราคาแพงหรือถูกดูจากอะไรบ้าง?

ลองเดินไปดูตามร้านหนังสือสิครับ ผมว่ามันเป็นการลงทุนที่ดีนะ :)

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

"ปลุกความคิด พิชิตการลงทุน"

 

MonkeyFreeTime ในรูปแบบหนังสือมาแล้ว!


สำหรับเวอร์ชั่นหนังสือนี้ ผมได้เรียบเรียงและเขียนเพิ่มเติม พร้อมที่จะ "ปลุก" ความคิดของทุกท่านทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาอ่าน ... เพราะความคิดดีๆ มีอยู่ในตัวของทุกคน

พบกันในร้านซีเอ็ดและร้านหนังสือชั้นนำครับ ^_^



ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ClubVI