แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิตประจำวัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิตประจำวัน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การ (ลงทุน) ตัดผมแบบเน้นมูลค่า


เมื่อผมเริ่มยาวจนรู้สึกรำคาญ มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง “ตัดผม” แต่หลายท่านอาจนึกไม่ออกว่ากิจกรรมธรรมดาสามัญอย่างการตัดผมนี้จะสามารถเน้นมูลค่าได้อย่างไร

เริ่มต้นอย่างนี้ก็แล้วกันครับ สมมติว่าค่าตัดผม 100 บาท เป็นราคามาตรฐานในชุมชนของท่าน เมื่อตัดครั้งหนึ่งแล้วสามารถอยู่ไปได้เฉลี่ย 8 สัปดาห์ ก่อนจะทนไม่ไหวและต้องวิ่งกลับไปให้ช่างตัดอีกสักครั้ง

หากคิดในเชิงของนักลงทุน ค่าตัดผม 100 บาท ควรถือเป็นราคาที่ “ตลาด” ให้การยอมรับร่วมกัน ทั้งฝั่งลูกค้าและฝั่งร้านตัดผม ซึ่งก็แปลว่า คุณค่าที่ลูกค้าได้รับจากการตัดผมนั้น เทียบเท่าจำนวนเงิน 100 บาท ที่จ่ายไป


คุณค่าจากการได้ตัดผม


หลังตัดผมมาใหม่ ๆ เรามักรู้สึกพึงพอใจกับรูปลักษณ์และความเบาสบายศีรษะ จนครั้นเวลาผ่านไป เมื่อเส้นผมเริ่มชี้ไม่เป็นทรง หรือยาวขึ้นจนมาโดนหูโดนคอ ทำให้รู้สึกคันและหงุดหงิด

สิ่งหนึ่งที่ท่านน่าจะสังเกตได้ คือ ถึงแม้เส้นผมจะอยู่บนหัวของเราตลอด 8 สัปดาห์ (ก่อนจะไปตัดผมรอบใหม่) แต่คุณค่าในแต่ละสัปดาห์นั้นไม่เท่ากัน

สมมติคร่าว ๆ ว่าสัปดาห์ที่ 1-6 เป็นช่วงที่ผมเข้าทรง ทุกอย่างเรียบร้อยดี มีความสุข พอสัปดาห์ที่ 7 เริ่มหล่อน้อยลง ความสุขหดหาย แล้วพอสัปดาห์ที่ 8 ความทุกข์มาเยือนเต็มตัว หัวก็ฟู ทั้งร้อนทั้งคัน

หากแปลงให้เป็นเชิงปริมาณ (quantify) โดยกำหนดมูลค่าในแต่ละสัปดาห์ ดังนี้


จะเห็นว่าคุณค่าหรือมูลค่ารวมที่ได้รับ มีค่าเท่ากับเงินที่จ่ายค่าตัดผมพอดี นั่นคือ การตัดผมครั้งนี้ “เสมอตัว” เพราะท่านได้รับมูลค่ากลับมาเท่ากับจำนวนเงินที่จ่ายออกไป และโมเดลของเราก็สอดคล้องกับข้อสังเกตที่ได้กล่าวไปตั้งแต่ต้นว่า ราคาตลาด (ค่าตัดผม) ในปัจจุบันเป็นราคายุติธรรม หรือ fair price


ตัดผมแบบเน้นมูลค่า


ในกรณีที่ยืนพื้นตามโมเดลเดิม แต่ขยับกรอบเวลาการตัดผมให้สั้นลง เช่น จาก 8 สัปดาห์ ลดลงเหลือ 7 สัปดาห์ เราจะพบสิ่งที่น่าสนใจ


สังเกตว่าแม้ท่านจะจ่ายเงินค่าตัดผม 100 บาทเท่าเดิม แต่มูลค่ารวมที่ได้รับกลับเพิ่มขึ้นเป็น 120 บาท เพราะสัปดาห์สุดท้ายอันไม่น่าโสภาถูกกำจัดออกไป โดยแลกด้วย “รอบการตัดผม” ที่เวียนมาถึงเร็วขึ้น

เพื่อเปรียบเทียบกรอบเวลาการตัดผมทั้งสองแบบ

1. หากตัดผมทุก 8 สัปดาห์ ตลอดหนึ่งปีท่านจะตัดผมราว 6.5 ครั้ง เท่ากับเสียค่าตัดผม 6.5 x 100 = 650 บาท และได้มูลค่าจากการตัดผม 650 บาทเช่นกัน

2. หากตัดผมทุก 7 สัปดาห์ ตลอดหนึ่งปีท่านจะตัดผมราว 7.4 ครั้ง เท่ากับเสียค่าตัดผม 7.4 x 100 = 740 บาท

แม้การตัดผมทุก 7 สัปดาห์ จะทำให้ปีหนึ่ง ๆ เสียเงินมากขึ้น 740 – 650 = 90 บาท แต่ท่านไม่ต้องเผชิญ “ช่วงผมยาวรุงรัง” ที่น่ารำคาญ ซึ่งถ้าตัดผมไป 7.4 ครั้ง นั่นก็จะเท่ากับ 7.4 สัปดาห์ หรือประมาณปีละ 52 วัน ตีคร่าว ๆ ก็เกือบสองเดือนที่ชีวิตดีขึ้น แลกกับเงิน 90 บาท

ส่วนจะคุ้มหรือไม่สำหรับแต่ละท่าน ก็ลองพิจารณากันดูครับ

วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ยืมใช้... ค่าเสื่อมราคา


หากพูดกันตามประสาชาวบ้าน ค่าเสื่อมราคาควรถือเป็น “เรื่องมโน” ที่ดูสมเหตุสมผล และมีประโยชน์ในทางธุรกิจ แต่อันที่จริงคนทั่วไปที่ไม่ใช่นักธุรกิจหรือนักลงทุน ก็สามารถยืมใช้ความรู้อันนี้ได้ด้วยเหมือนกัน เราจะมาดูตัวอย่างที่เริ่มจากยากไปหาง่าย เพื่อปรับโหมดความคิดจากไฮโซย้อนกลับสู่สามัญ


เบสิกก็ต้องมี


โดยนิยามแล้ว ค่าเสื่อมราคา หมายถึง มูลค่าที่ลดลง (เสื่อมค่า) เมื่อสินทรัพย์ถูกใช้งานไป ยกตัวอย่างการซื้อตู้เย็นเครื่องหนึ่ง คนทั่วไปอาจคิดว่าตนเองจ่ายค่าตู้เย็น 15,000 บาท จากนั้นก็ใช้งานไป 5 ปี สิ่งนี้ดูปกติสำหรับคนทั่วไป แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน

ตามมุมมองสายมโน (ในทางสร้างสรรค์นะครับ) การจ่ายเงินรวดเดียวในปีแรกและ “ใช้งานฟรี” อีก 4 ปีที่เหลือ ดูจะไม่ค่อยสมเหตุสมผล ทางเลือกที่ดีกว่าในสายตาของพวกเขา คือ “สมมติ” ว่ามีการทยอยจ่ายค่าตู้เย็นตลอดระยะเวลา 5 ปี ปีละ 3,000 บาท เท่า ๆ กัน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนตามการใช้งานจริงได้ดีขึ้น

ในตัวอย่างนี้ ค่าเสื่อมราคาก็คือ 3,000 บาท ที่ตัดออกไปในแต่ละปี และเมื่อตัดค่าเสื่อมฯ ออกไป มูลค่าในทางบัญชีของตู้เย็นก็จะลดลงเป็นลำดับ นี่คือเบสิกเรื่องค่าเสื่อมราคา สำหรับการนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตของคนทั่วไป


ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ #1


สมมติท่านมีรถยนต์คันหนึ่งและกำลังจะต้องเปลี่ยนยาง 4 เส้น ในราคา 12,000 บาท ท่านได้รับข้อเสนอให้ซื้อประกัน Tyre-Care ราคา 1,200 บาท ควบคู่ไปด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ ทราบแต่บริษัทจะเปลี่ยนยางให้ยกเซ็ตทันที หากว่าใช้งานยางใหม่แล้วเกิดบวมหรือแตกแบบที่ซ่อมไม่ได้

เพื่อประเมินความคุ้มค่า สมมติว่ายางรถของท่านใช้งานได้ประมาณ 3 ปี ท่านจะตัดค่าเสื่อมราคาปีละ 12000 / 3 = 4,000 บาท มูลค่าคงเหลือของยางในแต่ละปีจะเป็นดังนี้


จากประสบการณ์การขับรถที่ผ่านมา ท่านประเมินคร่าว ๆ ว่าโอกาสที่ยางจะมีปัญหาในระดับที่ซ่อมหรือปะไม่ได้ตามเงื่อนไขการรับประกันอยู่ที่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ตลอดอายุการใช้งาน 3 ปี (หรือราว 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี) จึงเท่ากับว่ามีโอกาสที่จะซื้อประกันไปแล้วไม่ได้เคลมเลย 97 เปอร์เซ็นต์

หากสมมติว่าการเคลมยาง (ถ้ามี) เกิดขึ้น ณ จุดกึ่งกลางของแต่ละปี ซึ่งมูลค่าคงเหลือของยางในขณะนั้น ๆ จะเท่ากับมูลค่ายางเฉลี่ยระหว่างต้นปีและปลายปี (ตัวเลขสีแดงตะแคงข้าง) โดยสามารถแสดงเป็นภาพได้ดังนี้


ในปีที่หนึ่ง ท่านมีโอกาสเคลมยางรถยนต์มูลค่า 12,000 บาท เพื่อทดแทนยางที่ผ่านการใช้งานมาแล้วครึ่งปีและมีมูลค่าลดลงเหลือ 10,000 บาท เท่ากับว่าได้กำไร 12000 – 10000 = 2,000 บาท ด้วยความน่าจะเป็น 1 เปอร์เซ็นต์

ในทำนองเดียวกันปีที่สอง ท่านมีโอกาสเคลมยางรถยนต์และได้กำไร 12000 – 6000 = 6,000 บาท ด้วยความน่าจะเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนปีที่สาม ท่านมีโอกาสเคลมยางรถยนต์และได้กำไร 12000 – 2000 = 10,000 บาท ด้วยความน่าจะเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ สำหรับโอกาสที่ท่านจะไม่ได้เคลมยางรถยนต์ (เท่ากับว่าได้กำไรศูนย์บาท) มีความน่าจะเป็น 97 เปอร์เซ็นต์

สรุปแล้ว ค่าคาดหวัง (expectation) ของประกันยางรถยนต์ตามเงื่อนไขนี้ คือ

(0.01 x 2000) + (0.01 x 6000) + (0.01 x 10000) + (0.97 x 0) = 180 บาท

เทียบกับค่าประกัน 1,200 บาท ที่ได้จ่ายไป ก็ต้องถือว่า “ไม่คุ้มค่า” อย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปอาจแตกต่างไปจากนี้ หากท่านกำหนดข้อสมมติฐานใหม่ เช่น เพิ่มโอกาสเคลมจาก 3 เปอร์เซ็นต์ในตัวอย่าง เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ตลอดอายุการใช้งาน 3 ปี มูลค่าของการรับประกันดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นจาก 180 บาท เป็น 600 บาท ซึ่งอาจดีขึ้นมาหน่อย แต่เมื่อเทียบกับค่าประกัน 1,200 บาท ที่ได้จ่ายไปก็ถือว่าไม่คุ้มอยู่ดี

นี่เป็นตัวอย่างแรกสำหรับการประยุกต์ใช้เรื่องค่าเสื่อมราคา ที่ทุกท่านสามารถลองนำไปปรับใช้กับข้อเสนอการรับประกันสินค้าอื่น ๆ ได้ด้วย


ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ #2


สมมติวันดีคืนดี (ซึ่งที่จริงก็คือ ไม่ดี) เครื่องซักผ้าที่บ้านของท่านเกิดไม่ทำงานขึ้นมา และท่านกำลังคิดอยู่ว่าจะจ่ายเงิน 5,000 บาท เพื่อซ่อมแซมเครื่องซักผ้า หรือตัดใจซื้อเครื่องใหม่ดี

หากท่านจำได้ว่าซื้อเครื่องซักผ้าดังกล่าวมาในราคา 20,000 บาท และคาดว่าอายุการใช้งานปกติของมันเท่ากับ 5 ปี ท่านอาจตัดค่าเสื่อมราคาปีละ 20000 / 5 = 4,000 บาท มูลค่าคงเหลือในแต่ละปีของเครื่องซักผ้าก็จะทยอยลดลงเหมือนกับกรณียางรถยนต์ข้างต้น ถ้าโชคร้ายเครื่องซักผ้าเสียตั้งแต่สิ้นปีแรก มูลค่าคงเหลือก็จะเท่ากับ 20000 – 4000 = 16,000 บาท การจ่ายเงินซ่อม 5,000 บาท เพื่อนำมูลค่าส่วนนี้กลับมาก็น่าจะถือว่าคุ้มค่า

ในทางทฤษฎี การจ่ายเงินซ่อม X บาท เพื่อดึงมูลค่ากลับมา X บาท น่าจะเป็น “จุดแบ่ง” ว่าการซ่อมแซมนั้นจะมีความคุ้มค่าหรือไม่ อย่างไรก็ดี หากเรานำปัจจัยอื่น ๆ มาประกอบด้วย เช่น เครื่องซักผ้าใหม่อาจมีประสิทธิภาพการซักที่ดีขึ้น หรือประหยัดไฟฟ้า/น้ำประปามากขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่จุดแบ่งเรื่องความคุ้มค่าจะขยับไปจากนี้ได้เหมือนกัน


ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ #3


ยังคงอยู่ที่เครื่องซักผ้า แต่คราวนี้จะเป็นเรื่องของการเลือกซื้อบ้าง

สมมติว่าท่านกำลังเปรียบเทียบเครื่องซักผ้าแบรนด์ A ราคา 18,000 บาท กับแบรนด์ B ราคา 25,000 บาท โดยทั้งสองเครื่องมีคุณลักษณะและเทคโนโลยีต่าง ๆ ใกล้เคียงกัน ตามที่ท่านได้ศึกษามา สินค้าของแบรนด์ B มีความทนทานมากกว่า แต่ท่านเองก็ไม่แน่ใจว่ามันจะคุ้มค่ากับเงินส่วนต่าง 7,000 บาท ที่ต้องจ่ายแพงกว่าหรือไม่

หากข้อมูลที่ท่านมีบ่งชี้ว่า เครื่องซักผ้าแบรนด์ A มีอายุการใช้งานทั่วไปราว 3-5 ปี (ตีว่าค่าเฉลี่ย คือ 4 ปี) ส่วนเครื่องซักผ้าแบรนด์ B มีอายุการใช้งาน 4-8 ปี (สมมติว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6 ปี) ท่านสามารถหาค่าเสื่อมราคาของแบรนด์ A ได้เท่ากับ 18000 / 4 = 4,500 บาทต่อปี และของแบรนด์ B เท่ากับ 25000 / 6 = 4,167 บาทต่อปี

เนื่องจากค่าเสื่อมราคาสามารถมองว่าเป็น “ค่าใช้จ่าย” ที่ทยอยหักออกไปจากมูลค่าสินค้า การที่เครื่องซักผ้าแบรนด์ A มีค่าเสื่อมราคาสูงกว่าจึงหมายถึงว่ามัน แพงกว่า แบรนด์ B ทั้งที่มีราคาขายต่ำกว่า ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้จากการดูราคาเครื่องแต่เพียงอย่างเดียว


ไม่ต้องรู้ก็ได้ (แต่รู้ก็ดี)


สังเกตว่าวิธีคิดตามตัวอย่างทั้งสามยืนพื้นอยู่บนค่าเสื่อมราคา อย่างไรก็ตาม มีคนจำนวนหนึ่งใช้แนวคิดดังกล่าวโดยที่ไม่เคยรู้จักค่าเสื่อมราคามาก่อนเลยแม้แต่น้อย บางคนบอกว่าพวกเขาก็แค่หา ค่าใช้งานต่อหนึ่งปี เพื่อระบุความถูกแพงของสินค้า หรือแค่กะเอาคร่าว ๆ ว่าค่าซ่อมแซมนั้นน่าจะคุ้มค่ากับสภาพปัจจุบันของสินค้าหรือไม่

แต่ก็แน่ล่ะว่าการคำนวณออกมาอย่างมีหลักการย่อมทำให้ท่านเกิดความสงบและมั่นใจมากกว่าการคาดคะเนหรือกะประมาณ ...และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ดีสำหรับการ “ยืมใช้” เรื่องค่าเสื่อมราคาครับ

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ดูถูก... ไม่พอ


หากเราพูดลอยๆ คำว่า "ดูถูก" อาจมีความหมายไปในทางไม่ดี แต่ถ้าขยายความอีกนิดเป็น "ดูเหมือนจะถูก" เราจะได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตขึ้นมาอีกหนึ่งข้อ


เงื่อนไขของห้างค้าปลีก


ในวงการค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างดิสเคาท์สโตร์ต่างพยายามชูจุดขายเรื่องราคา เพื่อดึงดูดความสนใจจากลูกค้า บางรายโฆษณาว่าห้างของตนเอง "ถูกสุดสุด" หรือ "ไม่ยอมให้ใครขายถูกกว่า" จนผู้คนติดภาพจำเหล่านั้นอยู่ในใจ และลืมที่จะตรวจสอบว่าคุณสมบัติที่ว่านั้นมีอยู่จริงหรือไม่

ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยพยายามท้าทายกลยุทธ์การตลาดประเภท ถ้าเจอห้างไหนขายถูกกว่า ยินดีคืนเงิน แต่ลงท้ายแล้วก็แทบไม่เคยมีใครได้เงินคืนมา ทั้งที่ดั้นด้นไปหาซื้อสินค้าอย่างเดียวกันได้ในราคาที่ถูกกว่าจริงๆ

ที่เป็นอย่างนี้เนื่องจากทางห้างมักอ้างเงื่อนไขที่สลับซับซ้อน เช่น ร้านค้าคู่แข่งต้องอยู่ภายในรัศมี...กิโลเมตร และโปรโมชั่นต้องเป็นช่วงเวลาเดียวกันเป๊ะๆ (ถ้าซ้อนเหลื่อมกัน เช่น ห้างหนึ่งจัดโปรฯ ระหว่างวันที่ 1-7 มิถุนายน ขณะที่คู่แข่งจัดโปรฯ ช่วงวันที่ 1-8 มิถุนายน เช่นนี้ถือว่าไม่นับ)

หรือบางครั้งก็หลีกเลี่ยงโดยใช้การตีความโปรโมชั่น เช่น ทางห้างขายชาเขียวยี่ห้อหนึ่งขวดละ 16 บาท ขณะที่ห้างคู่แข่งขาย 20 บาท แต่ซื้อ 1 แถม 1 เราจะยกขึ้นมาอ้างว่าซื้อ 2 ขวดแล้วของคุณแพงกว่า อย่างนี้เขาก็ไม่ยอมรับ เพราะถือว่าซื้อขวดเดียวแล้วของฉันยังถูกกว่า อย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้นในการที่จะเชื่อ "ภาพลักษณ์" ที่บอกว่าห้างไหนของถูก เราจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนเสมอ อย่าหลงแค่คำโฆษณา


แน่ใจหรือว่าถูก


มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเดินไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ แถวบ้าน สายตาเหลือบไปเห็นทิชชู่แพ็คใหญ่ของเขาขายเพียง 185 บาท (ราคาปกติ ไม่ได้จัดโปรโมชั่นใดๆ) เทียบกับในห้างดิสเคาท์สโตร์ทั้ง ห้าง A และ ห้าง B ขายอยู่ที่ 245 บาท แถมทั้งสองห้างยังบอกว่านี่ลดราคาแล้วด้วย!

มันเป็นไปได้อย่างไรที่สินค้ายี่ห้อเดียวกัน แบบ/รุ่นเหมือนกัน ขนาดแพ็คเดียวกัน แต่ขายได้แพงต่างกันขนาดนั้น?

ประเด็นก็คือ ทั้งสองห้างกำลังจัดโปรโมชั่นประเภท ซื้อครบ 800 บาท แถมคูปอง 80 บาท ผมจึงค่อยๆ เรียบเรียงความคิดและสรุปความเห็นส่วนตัวออกมาได้ว่า มีความเป็นไปได้ที่ห้างดิสเคาท์สโตร์จะคาดการณ์ล่วงหน้า และใช้ประโยชน์จากการที่ผู้บริโภคพยายามซื้อสินค้าตุนไว้ เพื่อทำยอดเอาคูปอง

ดังนั้น พวกเขาจึงหันไปตั้งราคาสินค้าประเภทไม่เน่าเสีย เช่น ทิชชู่ แชมพู ผงซักฟอก ฯลฯ ให้สูงเข้าไว้ ด้วยรู้ว่าสินค้าพวกนี้แหละที่ผู้คนจะซื้อไปตุนโดยไม่ใส่ใจว่ามันถูกหรือแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อห้างคู่แข่งสำคัญก็กำลังขาย(แพง)ในราคาพอๆ กัน

แต่จะมีสักกี่คนที่เดินไปเช็คราคากับร้านค้าปลีกดั้งเดิมแถวบ้านล่ะ?

เมื่อคุณซื้อทิชชู่แบบนี้แค่ 2 แพ็ค กะทำยอดให้ได้คูปอง 80 บาท แต่ได้มาก็ไม่คุ้ม เพราะแค่เดินไปซื้อร้านแถวบ้านก็เซฟส่วนต่างได้แล้วตั้ง 120 บาท (ส่วนต่าง 60 บาท x 2 แพ็ค) ... สรุปว่าโดนหลอกจากมโนคติของตัวเอง เนื่องจากความเชื่อที่ว่าห้างดิสเคาท์สโตร์ "น่าจะ" ขายถูกกว่าร้านค้าปลีกแบบบ้านๆ ซึ่งอาจไม่จริงเสมอไป


ตั๋วเครื่องบินราคาถูก


การจับจ่ายในห้างค้าปลีก ไม่ใช่ สถานการณ์เดียวที่เราจะได้รับบทเรียนเรื่องนี้ อีกตัวอย่างหนึ่งของการซื้อของที่ดูเหมือนถูก (แต่ไม่ถูก) ก็คือ การซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวต่างประเทศ

ในปัจจุบันคนไทยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น บ่อยขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสังคมโซเชียลที่โพสต์รูปโชว์กัน จนหลายคนเริ่มรู้สึกว่า "เฮ้ย เราก็น่าจะไปมั่งนะ บ้านนั้นเขายังไปเลย" อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากการมีสายการบินต้นทุนต่ำเป็นทางเลือกที่สบายกระเป๋ามากขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบิน แน่นอนว่าตั๋วของสายการบินที่ให้บริการเต็มรูปแบบ (Full-service Airline) ย่อมมีราคาสูงกว่าตั๋วของสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-cost Airline) ด้วยเหตุนี้คนจำนวนมากที่มีงบประมาณจำกัดและต้องตัดสินใจภายในระยะเวลาสั้นๆ จึงมีแนวโน้มที่จะเลือกตั๋วโลว์คอสต์ เพราะคิดว่าจะได้จ่ายน้อยกว่า และได้ไปเที่ยวเหมือนๆ กัน ถึงจะลดความสะดวกสบายลงไปบ้างก็ตาม

ความเชื่อนี้อาจไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะถึงที่สุดแล้ว อย่างน้อยนักเดินทางก็จะต้องจ่ายเพิ่มค่าโหลดกระเป๋า (หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะถ้าไปเที่ยวเมืองหนาวและไปหลายวัน) และค่าอาหาร (ถ้าเดินทางหลายชั่วโมงและต้องทนหิวไปด้วยก็คงจะลำบากเกินไป)

รวมกันแล้วค่าใช้จ่ายตรงนี้อาจเพิ่มขึ้นมาเกือบ 2 พันบาท ทำให้ค่าตั๋วไม่ได้ถูกจริงเท่าที่เห็นในตอนแรก แถมบนเครื่องยังขาดอุปกรณ์อำนวยความสะดวก หมอน-ผ้าห่มก็ไม่มีให้ จอทีวีก็ไม่มี อยากมีต้องจ่ายเพิ่ม อยากดื่มน้ำสักแก้วก็ยังต้องเสียเงินแพงกว่าที่เราๆ ท่านๆ ซื้อดื่มบนพื้นพิภพนี้หลายเท่าตัวนัก

แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ เพราะเมื่อเช็คดูดีๆ แล้ว เที่ยวบินมักจะไป-กลับในเวลาที่ไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยว บางครั้งเดินทางไปถึงดึกมาก พอไปถึงปลายทางแล้วจะเดินทางเข้าเมืองก็ลำบาก อาจต้องยอมจ่ายค่าแท็กซี่กะดึกซึ่งแพงขึ้นกว่าปกติมาก หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องยอมค้างโรงแรมที่สนามบินก่อนคืนนึง ทำให้เสียเวลาเที่ยวไปอีกครึ่งวัน ส่วนขากลับบางทีก็ขยับไปบินตอนเช้า (มากๆ) จนต้องค้างโรงแรมที่สนามบินเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคืน แม้ค่าตั๋วจะถูกแต่ก็ต้องเสียค่าโรงแรมเพิ่มขึ้น

สรุปว่าตั๋วเครื่องบินที่ดูถูก อาจไม่ได้ถูกอย่างที่คิดไว้ในตอนแรกก็ได้

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของสิ่งที่ "ดูถูก" แต่อาจไม่ได้ถูกจริงๆ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ถูกเท่ากับที่เห็นในแว้บแรก ผมจึงจั่วหัวเอาไว้ว่าเพียงแค่ ดูถูก นั้นยังไม่พอ แต่เราต้องเช็คให้แน่ว่ามัน ถูกจริง ด้วยหรือไม่ ... หวังว่าจะมีประโยชน์กับทุกท่านนะครับ

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ลาพักร้อน


มนุษย์เงินเดือนหรือคนที่ทำงานประจำ คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักการ "ลาพักร้อน" ความจริงแล้วสิ่งนี้น่าจะถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ของหลายคนได้เลยเสียด้วยซ้ำ บางคนพอได้ปฏิทินปีใหม่มาก็รีบเปิดดูทันทีว่าปีหน้ามีวันหยุดยาวช่วงไหนบ้าง ในหัวก็วางแผนเสร็จสรรพ หาที่เที่ยว หาคนไปด้วยเรียบร้อย (แต่เงินยังไม่ได้หานะครับ)

ค่านิยมเรื่องการลาพักร้อนเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คนจำนวนไม่น้อยคิดว่าพักร้อนทั้งทีจะต้องไปเที่ยวไกลๆ สมัยก่อนที่ยังทำงานประจำ เมื่อผมลาพักร้อนแล้วบอกว่า "นอนอยู่บ้าน" หลายคนจะทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่า แล้วจะลาไปทำไม

การลาพักร้อนในความหมายของพวกเขา คือ ลางานยาวๆ ออกเดินทางไปเที่ยวไกลๆ ถ้าไม่ใช่ต่างจังหวัดก็ต้องเป็นต่างประเทศ ไปเที่ยวแล้วก็ต้องเอาให้คุ้ม ออกเที่ยวตั้งแต่เช้า และกลับเข้าที่พักให้ดึกที่สุดเท่าที่จะมีปัญญา กลับมาก็ต้องมีของฝากพะรุงพะรัง

แต่ว่า... นั่นไม่เห็นจะเป็นการ "พักผ่อน" สำหรับผมตรงไหนเลย (ขออภัยถ้าคิดไม่ตรงกับคนอื่นๆ นะครับ)

ในความเห็นของผม กิจกรรมที่ว่ามานั้นน่าจะทำให้ผมเหนื่อยมากขึ้น อาจจะสนุก แต่ก็เป็นความสนุกแบบเหนื่อยๆ เพราะฉะนั้น ถ้าต้องการพักผ่อนจริงๆ อย่างที่ใครๆ เรียกว่า การชาร์จแบต ผมก็จะพักอยู่ที่บ้านในวันธรรมดา ซึ่งคีย์เวิร์ดมันก็อยู่ตรงนี้ครับ

หลังจากตื่นนอนแล้ว ผมจะออกไปเดินเล่นแถวๆ บ้าน ดูวิถีชีวิตของผู้คน ได้เห็นบางคนกระวีกระวาดเดินทางไปทำงาน บางทีก็แทบจะ "วิ่ง" เพราะกลัวไปสาย เมื่อเห็นแล้วผมก็ย้อนกลับมาบอกตัวเองว่า เราโชคดีแค่ไหนที่มีวันหยุด ได้เอ้อระเหยลอยชายชมนกชมไม้ ในขณะที่คนอื่นต้องใช้ชีวิตอย่างวุ่นวาย ต่อจากนั้นผมก็จะอุดหนุนกาแฟสดและปาท่องโก๋แถวบ้านเป็นอาหารเช้า

พอตอนสายตลาดหุ้นเปิดทำการ ผมก็จะเปิดทีวีเพื่อดูตัวหุ้นที่วิ่งอยู่บนหน้าจอ พร้อมกับผู้ดำเนินรายการสาวที่มักจะทำท่าทางตื่นเต้นไปกับทุกข่าวสารที่อาจกระทบกับราคาหุ้น ทำให้ผมพอจะเข้าใจว่า เหตุใดนักลงทุนที่เกาะติดตลาดหุ้นจึงมักจะลุกลี้ลุกลนกับข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมเข้ามา และนี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่มีโอกาสได้เห็นในวันธรรมดาอื่นๆ เนื่องจากต้องไปทำงาน

แต่จะว่าไปมันอาจเป็นเรื่องดี เพราะถ้าผมเกาะติดหน้าจออย่างนี้ทุกวัน บางทีจิตใจอาจหวั่นไหวไปกับข่าวสัพเพเหระพวกนี้ก็เป็นได้

ตอนกลางวันผมจะหาโอกาสออกไป "เดินห้าง" เพื่อซึมซับความรู้สึกของการเดินห้างวันธรรมดา ผู้คนไม่พลุกพล่าน ที่จอดรถหาง่าย พนักงานขายก็กุลีกุจอต้อนรับ แล้วเวลาขับรถกลับบ้านก็กะเวลาให้ถึงบ้านก่อนช่วงรถติดตอนเย็น บางทีก็ได้เห็นลุงๆ ป้าๆ แถวบ้านเดินออกกำลังกาย หรือไม่ก็ทักทายกับเพื่อนบ้านที่เริ่มทยอยกันกลับมาจากที่ทำงาน

พูดได้ว่าผม ออกแบบ ชีวิตให้ชิลล์สุดๆ ได้ อย่างน้อยก็ในวันพักร้อนนี้

จริงอยู่ว่า ผมอาจจะไม่มีรูปถ่ายเอาไว้อวดคนอื่น ไม่มีเรื่องราวเก๋ๆ อัพลงโซเชียล ไม่มีของฝากไว้แจกเพื่อนร่วมงาน แต่ถ้าถามว่า "แบต" ของผมเต็มหรือเปล่า ... ตอบได้ว่า "เต็มสุดๆ ครับ"

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

หนีชีวิตด้วย "เงิน"


เงิน ตามความหมายทั่วไป คือ สิ่งที่กำหนดให้ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนหรือชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผม "เงิน" ถือเป็นสื่อกลางที่ทำให้คนหลีกหนีออกจากสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ

ตัวอย่างเช่น เมื่อไปทำงานทุกวัน เราจ่ายเงินค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก็เพราะไม่ต้องการเดินเป็นระยะทางไกลๆ, จ่ายเงินค่าอาหารเช้า เพราะไม่อยากเสียเวลาทำอาหารทานเองที่บ้าน หรือวันเสาร์อาทิตย์ก็จ่ายเงินจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดบ้านให้ เนื่องจากรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากงานประจำจนไม่อยากปัดกวาดเช็ดถูด้วยตัวเอง เป็นต้น

กล่าวได้ว่า ยิ่งเรามีสิ่งที่ไม่อยากทำมากเท่าไหร่ เงินที่เราต้องจ่ายไปก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย


การจ่ายเงินไม่ใช่เรื่องเลวร้าย


คนเราไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น การจ่ายเงินเพื่อหลีกหนีออกจาก "บางกิจกรรม" ก็อาจเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เพียงแต่เราก็ต้องระวังหลุมพรางสำหรับเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

ประการแรก "บางกิจกรรม" ที่ว่านั้น เป็นกิจกรรมที่เราควรหลีกหนีจริงหรือไม่

สมมติว่าเราเป็นคนแพ้ฝุ่น การจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องก็อาจเป็นเรื่องจำเป็น แต่สำหรับคนทั่วไป การทำงานบ้านด้วยตัวเองนอกจากเป็นการประหยัดเงินแล้ว ยังเป็นการออกกำลังกายที่ดีวิธีหนึ่ง และถ้ามีลูก คุณก็สอนให้เขาช่วยงานบ้านได้ ถือเป็นการฝึกความรับผิดชอบและสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง

ประการที่สอง เงินที่จ่ายออกไปคุ้มค่าหรือไม่

เพื่อนของผมบางคนสมัครเรียนภาษาอังกฤษแบบ "บุฟเฟต์" คือ จะไปเรียนเมื่อไหร่ กี่ครั้งก็ได้ ภายในช่วงเวลาที่กำหนด เขาบอกว่าคอร์สแบบนี้แม้จะมีราคาแพง แต่ก็สะดวกและคุ้มค่า ... ทายสิครับว่าเขาไปเรียนกี่ครั้ง?

หลักสูตรลักษณะนี้เหมาะกับคนที่มีเวลาและมีความตั้งใจสูง แต่ในกรณีของเพื่อนผมที่ไม่ค่อยมีเวลาว่าง (แม้ออฟฟิศจะอยู่ใกล้สถาบันสอนภาษามากๆ แล้วก็ตาม) นี่คือการจ่ายเงินที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ความจริงแล้วด้วยเงินจำนวนเดียวกันนี้ เขาสามารถซื้อคอร์สเรียนแบบตัวต่อตัวกับฝรั่ง และนัดหมายตามเวลาที่ตนเองสะดวกได้สบายๆ

ประการที่สาม Alternative ของเงินจำนวนนั้นคืออะไร

ผมพยายามนึกคำในภาษาไทย แต่ก็นึกไม่ออก ความหมายของคำถามนี้คือ ถ้าไม่จ่ายเงินเพื่อหนีกิจกรรมดังกล่าว เราจะเอามันไปทำ "อะไร" ที่ดีกว่าได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น สมมติเราตัดสินใจไม่ซื้อคอนโดมิเนียมริมถนนใหญ่ แต่เลือกซื้อคอนโดฯ ที่หลบเข้าไปอยู่ในซอยตื้นๆ แทน ในกรณีนี้เราเลือกที่จะ "ไม่จ่าย" เพื่อหลีกหนีการเดินเข้าซอย 200 เมตร และอาจประหยัดเงินค่างวดไปได้เดือนละ 3,000 บาท

ด้วยเงินจำนวนนี้ เราสามารถพาคุณพ่อคุณแม่ไปทานข้าวนอกบ้านได้อาทิตย์ละหนสบายๆ หรือถ้ารวบรวมให้เป็นก้อนใหญ่ จะส่งตัวเองไปเที่ยวญี่ปุ่นปีละหนก็ยังได้ ... แค่เดินออกกำลังกายวันละ 200 เมตร เช้า-เย็น


ทางเลือกของเรา


ดังที่ผมบอกไปแล้วว่า การจ่ายเงินเพื่อหลีกหนีออกจากบางกิจกรรมเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล แต่เราจำเป็นต้องคัดกรองและเดินอยู่ในทางสายกลางด้วย การ แก้ปัญหา ด้วยการจ่ายเงิน อาจกลายเป็นการ สร้างปัญหา ขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะถ้าเป็นการจ่ายด้วยเงินในอนาคต (ก่อหนี้)

อีกอย่างที่น่าคิด คือ คนเราควรจะลงมือทำบางสิ่งบางอย่างด้วยตัวเอง เพื่อรักษาจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์หรือไม่ อย่างเช่น การล้างรถ ปลูกต้นไม้ หรือทำอาหาร เป็นต้น

... หรือจะปล่อยตัวเองให้ "ทำงานปั๊มเงิน" ลูกเดียว แล้วจ้างคนอื่นมา "ใช้ชีวิต" แทน

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เที่ยวต่างประเทศ


คนจำนวนไม่น้อยนิยมท่องเที่ยวต่างประเทศด้วยการ "ซื้อทัวร์" ซึ่งก็อาจจะเหมาะสมกับความชื่นชอบและข้อจำกัดของแต่ละคน แต่ในฐานะของนักลงทุน ผมคิดว่าการมีโอกาส "เที่ยวเอง" ช่วยเปิดมุมมองให้กับตัวเราได้มากกว่ากันมาก

โดยทั่วไปบริษัททัวร์มักเน้นไปที่สถานที่ท่องเที่ยวดังๆ ตามที่ใส่เข้ามาในรายการ คือ ได้เที่ยวหลายแห่ง แต่ละแห่งใช้เวลาน้อย พอหมดเวลาเที่ยวก็ขนคนกลับเข้าโรงแรม แล้ววันรุ่งขึ้นก็ตื่นนอนแต่เช้าเพื่อออกเดินทางต่อไป เป็นเช่นนี้จนกระทั่งเดินทางกลับบ้าน สรุปก็คือ ได้เที่ยวเยอะ จ่ายไม่มาก มีไกด์คอยดูแลความสะดวกให้ตลอดรายการ ซึ่งฟังดูก็น่าจะดี

อย่างไรก็ตาม การไปเที่ยวกับทัวร์นั้น เราขาดโอกาสสำคัญที่จะได้รับประสบการณ์และเรียนรู้วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เป็นต้นว่า เขากินอยู่กันอย่างไร เดินทางอย่างไร จับจ่ายใช้สอยที่ไหน ฯลฯ ทว่าสิ่งเหล่านี้สามารถซึมซับได้จากการจัดทริปไปเที่ยวด้วยตัวเอง ซึ่งเราจะได้เผชิญหน้ากับความท้าทายในต่างแดนพร้อมๆ กับครอบครัวหรือเพื่อนของเรา รับมือกับ "ความไม่รู้" ที่ทุกคนก็ไม่รู้พอๆ กัน รวมถึงได้สังเกตความเป็นไปของสิ่งรอบตัว และแน่นอนว่ามันมีประโยชน์สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆ

ผมขอยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นก็แล้วกัน

ประเทศญี่ปุ่นพัฒนาล้ำหน้ากว่าประเทศของเราไปมาก หลายอย่างที่เป็น "ของใหม่" สำหรับเรา ก็เป็นของเก่าสำหรับเขา กล่าวได้ว่าประเทศของเรากำลังเดินตามรอยเขาอยู่ห่างๆ คนที่รู้จักสังเกตและมองหาโอกาสทางธุรกิจก็อาจเห็นอะไรดีๆ และนำมาใช้กับการลงทุนของตัวเราเองได้


ภูมิประเทศก็สำคัญ


จากประสบการณ์ของผม การครอบครอง "ทรัพยากรที่มีจำกัด" นั้น เป็นสิ่งที่ดีเสมอ อย่างเช่น ในเมืองที่มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา และมีพื้นที่ราบเป็นส่วนน้อย ย่านการค้ามักมากระจุกตัวอยู่บนพื้นที่ราบ ซึ่งมีการคมนาคมสะดวก ราคาที่ดินบนพื้นที่ราบก็ย่อมสูงกว่าบนเนินเขา ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นเร็วกว่าด้วย

ในกรณีนี้ ความได้เปรียบของทำเลพื้นที่ราบ คือ การเดินทางที่สะดวกสบายและประหยัด แตกต่างจากคนที่อยู่อาศัยบนเนินเขาที่มีถนนคนเคี้ยว ซึ่งนอกจากต้องควักเงินซื้อบ้านแล้ว ยังจำเป็นต้องซื้อรถยนต์และขับขึ้นเขาทุกวัน สิ้นเปลืองทั้งเวลาและน้ำมัน หากจะเทียบไปแล้วก็อาจเหมือนกับคนกรุงเทพฯ ที่ซื้อบ้านอยู่ชานเมืองไกลๆ เลยต้องซื้อรถขับขึ้นทางด่วนฝ่ารถติดไปทำงานทุกวัน ซึ่งนั่นก็กระทบต่อวิถีชีวิตทั้งหมดในระยะยาว คิดๆ ดูแล้ว การยอม "จ่ายแพง" ซื้อทรัพยากรที่มีจำกัดตั้งแต่ต้นอาจจะคุ้มค่าในเชิงของการลดรายจ่าย ทั้งตัวของมันเองยังทวีมูลค่าได้เร็วอีกด้วย

อย่างไรก็ดี การทุ่มเงินซื้อทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อเอามา "ใช้สอย" อาจมองไม่เห็นเป็นตัวเงิน อย่างเช่น บ้านที่เราอยู่อาศัยถึงแม้จะเพิ่มมูลค่ามากขึ้น แต่ผมก็คิดว่าคนเราคงไม่ค่อยมีใครขายบ้านตัวเองเพื่อทำกำไร เพราะต้องวุ่นวายเรื่องขายบ้านเก่า สร้างบ้านใหม่ ย้ายโรงเรียนลูก ฯลฯ ความคุ้มค่าในกรณีดังกล่าวจึงมักเป็นในแง่ของการใช้สอยมากกว่าที่จะนับกันเป็นจำนวนเงิน และนี่ก็คงจะคำนวณออกมาได้ยาก

การซื้อทรัพยากรที่มีจำกัดให้คุ้มค่าในแง่ตัวเงินควรเป็นการซื้อเพื่อเอามา "ทำเงิน" อย่างเช่น ซื้อบ้านหรือคอนโดฯ เพื่อเอามาปล่อยเช่า หรือแม้แต่การซื้อที่ดินเปล่าในทำเลที่มีจำกัดเพื่อเอามาพัฒนาธุรกิจ อย่างที่ญี่ปุ่นก็มีการสร้างตึกเล็กๆ ในทำเลใจกลางเมืองสำหรับจอดรถโดยเฉพาะ และใช้อุปกรณ์จักรกลยกรถขึ้นไปเก็บบนตึกอย่างนุ่มนวล สร้างรายได้ให้กับเจ้าของธุรกิจได้เป็นกอบเป็นกำ

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราอาจไม่ทันสังเกตเรื่องของภูมิประเทศข้างต้น หากตัดสินใจไปเที่ยวกับคณะทัวร์ ซึ่งจะนัดเราแบบ 6-7-8 คือ ปลุก 6 โมง, ทานอาหาร 7 โมง และออกเดินทาง 8 โมงเช้า เพื่อนั่งรถโค้ชไปยังสถานที่ท่องเที่ยวให้ทันตามกำหนดการ

...แต่ถ้าคุณเดินท่อมๆ ไปในเมืองอย่างไม่เร่งรีบแล้วล่ะก็ คุณจะเห็นมันแน่


วิถีชีวิต


เมื่อเดินทางท่องเที่ยวไปกับคณะทัวร์ เรามักเดินทางด้วย "รถโค้ช" ซึ่งรวดเร็วและสะดวกสำหรับการท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ แต่นั่นก็เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมที่จะทำให้เรามองข้ามวิถีชีวิตของผู้คนไป

ในการเดินทางด้วยตัวเอง เรามีโอกาสที่จะได้ขึ้นรถเมล์ รถไฟ รถไฟใต้ดิน รถราง แท็กซี่ ฯลฯ และได้เดินทางพร้อมๆ กับคนพื้นที่นับหมื่นนับแสน เราจะได้เห็นว่า คนเหล่านั้นที่เดินทางไปทำงานในตอนเช้าแวะซื้ออะไรเป็นอาหารเช้า หนังสือพิมพ์ยังขายดีอยู่หรือไม่ ร้านกาแฟมีมากน้อยแค่ไหน พวกเขาซื้อกาแฟตามร้านหรือซื้อจากร้านสะดวกซื้อ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในเมืองเป็นอย่างไร

สิ่งหนึ่งที่ผมพบเห็นจากร้านสะดวกซื้อ คือ ร้านในญี่ปุ่นมีของหลากหลายกว่าในประเทศไทยมาก เบเกอรี่ดูสดใหม่น่ากิน กาแฟสำเร็จรูปแบบแช่เย็นก็มีขายหลายยี่ห้อ และก็อร่อยเสียด้วย เท่าที่ผมสังเกตมา ร้าน FamilyMart, ร้าน 7-Eleven และร้าน Lawson มีจำนวนมากมายไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน สิ่งนี้ทำให้ผมตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วแบรนด์เหล่านี้รู้วิธีต่อสู้ เพียงแต่เขาเลือกที่จะบุกหรือไม่เท่านั้นเอง

ประสบการณ์ที่ได้รับจากการเดินเข้าเดินออกร้านสะดวกซื้อและสังเกตผู้คนไปพร้อมๆ กัน ทำให้ผมพอจะมองเห็นว่าร้านสะดวกซื้อในเมืองไทยจะสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างไร ทั้งยังลบความคิดเดิมๆ ที่หลายคนบอกผมว่า "ร้านสะดวกซื้อในเมืองไทยพัฒนามามากแล้ว อิ่มตัวแล้ว ต่อไปนี้เป็นการขยายสาขาไปตามจังหวัดต่างๆ เท่านั้น"

ในแง่ของการเดินทาง ผมได้รับประสบการณ์จากการใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทบจะทุกรูปแบบ รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล และพอจะมองเห็นว่าระบบขนส่งของประเทศเราจะพัฒนาไปในทิศทางใดได้บ้าง เทคโนโลยีใดที่น่าจะ "เวิร์ก" หรือ "ไม่เวิร์ก" กับประเทศไทย เป็นต้น และถ้าจะมองกันในมุมของหุ้น เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหุ้นในกลุ่มขนส่งแต่เพียงเท่านั้น หากยังพาดผ่านไปถึงกลุ่มการเงิน, เทคโนโลยี, รับเหมาก่อสร้าง รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ด้วย ซึ่งถ้าเรามี ขอบข่ายแห่งความชำนาญ หรือ circle of competence ในกลุ่มเหล่านี้พอดี นี่ก็อาจเป็นมุมมองที่ดีสำหรับการลงทุนในอนาคต


เหมือน หรือ ไม่เหมือน?


ถึงแม้ประเทศไทยจะเดินตามรอยประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ก็ไม่ใช่กับทุกสิ่ง เหตุผลก็คือ สภาพแวดล้อมของเราไม่ได้เหมือนกับต่างประเทศเสมอไป อย่างธุรกิจตึกจอดรถนั้น หากจะให้คุ้มค่ากับการลงทุนและค่าไฟฟ้า ความต้องการพื้นที่จอดรถจะต้องสูงมากจริงๆ ซึ่ง อาจจะ ยังไม่ใช่สำหรับประเทศไทยในตอนนี้

หรืออย่างธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงในประเทศญี่ปุ่น บางทีเราอาจวาดฝันว่าประเทศของเราจะมีร้านสะดวกซื้อเป็นหมื่นๆ ร้าน แต่ก็ต้องดูด้วยว่าความหนาแน่นของประชากรของเรามีมากพอหรือไม่ ประชากรในกรุงเทพฯ ยังคงอยู่อาศัยตามซอยหรือหมู่บ้านอีกไม่น้อย นี่ทำให้ "ความหนาแน่น" ของประชากรในบางพื้นที่ไม่สามารถสูงมากจนเปิดร้านสะดวกซื้อได้หลายๆ ร้านในบริเวณใกล้เคียงกัน

หรือในกรณีของรถไฟความเร็วสูง เราก็อาจคิดต่อไปได้ว่าอะไรเป็น "เงื่อนไขแห่งความสำเร็จ" ของประเทศญี่ปุ่น จากนั้นก็ย้อนกลับมาดูว่าประเทศของเรามีสิ่งเหล่านี้หรือไม่ ก็จะพอมองเห็นได้ว่า เมื่อทำแล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร อย่างรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่นนั้น คนญี่ปุ่นที่เดินทางข้ามเมืองในแต่ละวันมีจำนวนมาก และเป็นคนที่มีกำลังทรัพย์พอที่จะจ่ายค่าโดยสารแพงๆ รถไฟของเขาจึงสามารถเดินทางได้ถี่ ทั้งยังตรงเวลาอีกด้วย ก็ต้องถามว่าประเทศของเรามีคุณลักษณะเช่นนั้นหรือไม่ หากไม่มี เราก็ต้องปรับให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา ความสำเร็จจึงจะออกมาได้อย่างยั่งยืน

และนี่ก็คือเรื่องราวของการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศด้วยตัวเอง แล้วก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์กลับมามองในมุมของเจ้าของธุรกิจ ซึ่งผมมองว่ามันคุ้มไม่แพ้ความสนุกที่ได้จากการเดินทางอย่างอิสระ รูปถ่ายสวยๆ และของฝากที่ซื้อกลับบ้าน

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เซลส์แมน On the Street


เช้าวันหนึ่งขณะที่นั่งทานอาหารเช้าอยู่ในร้านฟาสต์ฟู้ด และมองดูผู้คนภายนอกที่เดินผ่านไปมาด้วยความเร่งรีบ ผมเห็นชายท่าทางคล้ายเซลส์แมนคอย "ดัก" และเสนอขายอะไรบางอย่างให้กับหนุ่มสาวออฟฟิศที่เดินผ่านมา ซึ่งถ้าไม่ใช่คอร์สฟิตเนส ก็คงเป็นคอร์สเรียนภาษา หรือไม่ก็เชิญชวนให้ทำบุญผ่านบัตรเครดิต

สิ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจก็คือ เท่าที่ผมสังเกตดู ผู้คนมักพยายาม "วิ่งหนี" เซลส์แมนที่คอยดักอยู่บนทางเท้า ฝ่ายเซลส์แมนก็มักใช้ลูกตื๊อเข้าสู้ ดูไปแล้วเหมือนสงครามที่ชิงไหวชิงพริบกัน

และนี่ก็ทำให้ผมนึกไปถึงพฤติกรรมของหลายๆ คนในตลาดหุ้นด้วย


เซลส์แมนไร้ประสบการณ์


ประสบการณ์เป็นความรู้ความชำนาญที่เกิดจากการสั่งสม ซึ่งต้องใช้เวลา แต่การใช้เวลามากๆ ก็ไม่ได้ทำให้เกิดประสบการณ์ขึ้นเสมอไป หากใช้แต่เวลาโดยปราศจากการเรียนรู้

เซลส์แมนบางคนแสดงออกถึงความไร้ประสบการณ์ ผมไม่รู้ว่าพวกเขาทำงานนี้มานานกี่ปี แต่อย่างที่ผมบอกไป เวลาไม่สำคัญเท่ากับการเรียนรู้ พวกเขาใช้ความพยายามในลักษณะ "วิ่งสู้ฟัด" คือ วิ่งเข้าหาทุกคนที่เดินผ่านมา และเดินตามตื๊อไปอีกราว 10 กว่าเมตร ก่อนที่จะถอดใจและมองหาเหยื่อรายใหม่ จากนั้นก็เดินตามตื๊อไปอีก

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขนาดผมนั่งทานอาหารเช้าอยู่แค่ครึ่งชั่วโมง ยังเห็นกระบวนการซ้ำๆ นี้ไม่รู้กี่สิบรอบ ประเมินได้คร่าวๆ ว่าใน 10 คนที่เขาวิ่งเข้าหา จะมี 7-8 คนที่ปฏิเสธอย่างแข็งขัน ไม่ว่าเขาจะเดินตามไปเสนออะไรหรือไกลแค่ไหนก็ตาม ส่วนอีก 2-3 คนที่เหลือจะเป็นพวก "ขี้เกรงใจ" ซึ่งที่จริงก็ทำท่าปฏิเสธอยู่เหมือนกัน แต่ก็มักจะยอมหยุดคุยด้วย ก่อนจะเดินจากไป

ลงท้ายแล้วคนที่ยอมเซ็นชื่อหรือให้เบอร์โทรติดต่อกับเซลส์แมน ก็คือพวกขี้เกรงใจเหล่านี้ และไม่มีสักครั้งเดียวที่เขาได้ลายเซ็นหรือเบอร์โทรจากคนที่ปฏิเสธอย่างแข็งขัน นี่คือสิ่งที่ผมสังเกตเห็นระหว่างที่นั่งกินไปดูไปอยู่ในร้าน

ตามความเห็นของผม กลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับเซลส์แมนก็คือ อย่าเดินตามตื๊อพวกใจแข็งให้เสียแรงเสียเวลา แต่ให้ทุ่มเทความพยายามไปกับกลุ่มคนขี้เกรงใจ ซึ่งเป็นพวกที่มีโอกาสตัดสินใจซื้อ


เหตุเกิดในตลาดหุ้น


ในตลาดหุ้นก็มีเรื่องราวคล้ายๆ กัน เพียงแต่ "เรา" สวมบทบาทของเซลส์แมนคนนี้ และสิ่งที่เดินเข้ามาหาเราก็ไม่ใช่หนุ่มสาวออฟฟิศ แต่ว่าเป็นหุ้นในตลาด

เท่าที่ผมสังเกตดู คนบางคนชอบหยิบหุ้นมาเล่นเป็นตัวๆ และเมื่อหยิบหุ้นตัวไหนมาแล้ว ก็จะพยายามรีดเอากำไรจากมันมาให้ได้ พวกเขามักมีหุ้นอยู่ในจอเรดาร์แค่คราวละ 1-2 ตัว และพอถึงเวลาซื้อก็มักจะจัดหนักกันเลยทีเดียว

นักเล่นหุ้นหลายคนคงจะพอมีประสบการณ์ว่า หุ้นบางตัวนั้น ซื้อแล้วได้กำไรง่าย ซึ่งอาจเป็นเพราะเราไปซื้อในช่วงที่อุตสาหกรรมนั้นเป็นขาขึ้น หรือไม่ก็เป็นเพราะตัวบริษัทมีผลประกอบการดี แต่จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม หุ้นพวกนี้ก็เหมือนกับ "พวกขี้เกรงใจ" ที่เดินอยู่บนถนน และพร้อมที่จะทำเงินให้กับเซลส์แมน ถึงแม้ว่าเซลส์แมนจะใช้ความพยายามเพียงนิดเดียว

ในทางกลับกันหุ้นบางตัวซื้อแล้วได้กำไรยาก บางทีซื้อแล้วหุ้นลง นักเล่นหุ้นก็ใส่เม็ดเงินใหม่ๆ เข้าไปอีก เพื่อช่วย "กู้ชีพ" และหาทางกลับมาเท่าทุนให้ได้ พวกเขาเวียนซื้อเวียนขายอีกหลายรอบ พอหุ้นเด้งหน่อยก็รีบแบ่งขาย พอหุ้นย่อลงก็ซื้อถัวกันใหม่ ซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ ดูแล้วเหมือนกับเซลส์แมนที่พยายามตามตื๊อ(ว่าที่)ลูกค้าใจแข็ง แต่ลงท้ายแล้วก็มักจะขายของไม่ได้อยู่ดี

ผมมองว่ากลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับนักเล่นหุ้นก็คือ อ่านเกมให้ออกว่าหุ้นตัวไหนซื้อแล้วกำไรง่าย จากนั้นก็ใส่เม็ดเงินลงไปอย่างชาญฉลาด อย่าเสียแรงเสียเวลาเดินตามตื๊อพวกหุ้นใจแข็ง

หุ้นตัวไหนศึกษาดูแล้วธุรกิจไปได้สวย ไม่สลับซับซ้อน อ่านงบการเงินแล้วไม่มีลับลมคมใน อย่างนี้คือหุ้นที่ซื้อแล้วกำไรง่าย เพราะผลประกอบการของมันจะเป็น "แกนหลัก" ที่ดึงราคาหุ้นให้สูงขึ้นไปในระยะยาว จะเหลือก็แต่รอซื้อในจังหวะที่หุ้นมีราคาถูกเท่านั้น

ตรงกันข้ามกับพวกหุ้นใจแข็ง ซึ่งมักจะมีผลประกอบการไม่สม่ำเสมอ บางทีก็ทำท่าจะโตเร็ว แต่เผลอแป๊บเดียวกำไรก็หด ราคาหุ้นก็มักสะท้อนไปตามนั้น และนี่ก็คือหุ้นที่คุณจะต้องตามตื๊อ ซื้อๆ ขายๆ จนกว่าจะหลุดออกมาเท่าทุน หรือไม่ก็ตัดสินใจ cut loss ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

สังเกตว่าการ "ทำการบ้าน" ตั้งแต่ต้น ก่อน ที่จะเข้าซื้อนั่นแหละที่เป็นตัวตัดสินว่า คุณกำลังเดินเข้าหาหุ้นใจแข็งหรือหุ้นที่ซื้อแล้วกำไรง่าย


หัวกับท้ายเหมือนกัน


ความจริงแล้วถ้าเราแบ่งเรื่องราวทั้งหมดเป็น input, process และ output แล้วเปรียบเทียบกัน ก็จะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น


เซลส์แมน:

สังเกตว่าสิ่งที่เซลส์แมนต้องใส่เข้าไป (input) และผลลัพธ์ที่เขาต้องการ (output) เป็นสิ่งเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะใช้วิธีไหน สิ่งที่แตกต่างกันมีเพียงกระบวนการ (process) เท่านั้น

หากสังเกตดีๆ กระบวนการจะเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพ กระบวนการแรกใช้ input มาก ให้ output น้อย ถือว่ามีประสิทธิภาพต่ำ ส่วนกระบวนการที่สองใช้ input น้อยกว่า แต่อาจจะให้ output เท่ากัน ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะฉะนั้นถ้าเซลส์แมนเห็นแววว่าคนไหนเป็นพวกใจแข็ง เขาก็ควรรีบยุติความพยายามในทันที เพื่อดึงตัวเองออกจาก low-efficiency process และแสวงหาโอกาสครั้งใหม่

อย่าลืมว่ายอดขาย 1,000 บาทจากพวกใจแข็ง ก็มีค่าเท่าๆ กับยอดขาย 1,000 บาทจากพวกขี้เกรงใจ แต่มันใช้เวลาและความพยายามที่สูงกว่ากันมาก


นักลงทุน:



ในทำนองเดียวกัน ถ้านักลงทุนประเมินหุ้นด้วยวิธี "วัดพลังหุ้น" และเห็นว่าหุ้นสามารถผ่านเกณฑ์ของตนเองได้อย่างสบายๆ แล้วล่ะก็ หุ้นตัวนั้นก็มีโอกาสทำกำไรได้ง่ายกว่าการเหวี่ยงแหซื้อหุ้นทุกตัวที่นักวิเคราะห์เชียร์ออกทีวี เพราะนี่คือ high-efficiency process

นักลงทุนต้องไม่ลืมว่ากำไร 10,000 บาทจากหุ้นกากๆ ก็มีค่าเท่ากันกับกำไร 10,000 บาทจากหุ้นชั้นดี แต่การรีดเอากำไรจากหุ้นเฮงซวยนั้น คุณต้องใช้ความพยายามอย่างมาก อาจเสียทั้งเงินและเวลา รวมไปถึงสุขภาพจิต ซึ่งที่สุดแล้วคุณจะบอกว่า "รู้งี้" ไม่ซื้อตั้งแต่แรกดีกว่า

ผมว่าประสบการณ์พวกนี้ นักลงทุนเจอกันมาแล้วเกือบทั้งนั้น จริงไหม?

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

คิดแบบพ่อครัว


วันหนึ่งผมออกไปทานอาหารนอกบ้านกับเพื่อน ขณะที่กำลังเลือกดูเมนูอาหารอยู่นั้น ผมก็พูดขึ้นมาว่า "เอาผัดผักรวมมิตรดีมั๊ย?" เพื่อนผมซึ่งเป็นคนทำกับข้าวเก่งก็รีบบอกว่า "อย่าเลย ผักพวกนี้กำนึงไม่กี่บาท ใส่หมูนิดเดียว ทำเองโยนลงกระทะโครมๆ เดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว สั่งอะไรยากๆ ดีกว่า ของพวกนี้เอาไว้ทำกินเองเหอะ"...

ผมคิดว่าคงมีหลายคนที่มีประสบการณ์ทำนองนี้ อาหารง่ายๆ อย่างเช่น ไข่เจียว ผัดผัก หรือหมูทอดกระเทียม บ่อยครั้งที่ถูกสกัดกั้นไม่ให้โผล่ขึ้นมาบนโต๊ะอาหารนอกบ้าน โดยเฉพาะเมื่อไปทานกับคนที่ทำกับข้าวเป็น นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาสวมหมวกพ่อครัวและมองว่า "ไม่คุ้ม"

เพื่อนของผมไม่เพียงสวมหมวกพ่อครัวในขณะที่เป็นลูกค้า แต่เขายังคงสวมมันในยามที่เป็นนักลงทุนด้วย เขาบอกว่าเขาชอบหุ้นที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เพราะถึงอย่างไรคนเราก็ต้องกิน และร้านพวกนี้ก็ขายอาหารได้แพงๆ ทั้งที่ต้นทุนจริงไม่เท่าไหร่ กำไรของร้านอาหารจึงน่าจะมากมายมหาศาล เขายังบอกอีกว่าเขาได้ซื้อหุ้นในกลุ่มอาหารบางตัวไว้และรู้สึกมั่นใจกับมันมาก


มุมมองเจ้าของร้าน


ผมไม่อยากทำให้อาหารมื้อนั้นหมดอร่อยจึงไม่ได้ว่าอะไรต่อ แต่ที่จริงแล้วผมอยากบอกเขาว่า มุมมองของ "พ่อครัว" กับมุมมองของ "เจ้าของร้านอาหาร" นั้น มีความแตกต่างกันอย่างมาก

มุมมองของพ่อครัวจับจ้องอยู่ที่อาหาร กำไรที่พ่อครัวคิดจึงเป็นการเอาราคาขายหักด้วยต้นทุนวัตถุดิบ หรืออย่างมากก็คิดค่าแก๊สเข้าไปด้วย (อย่างน้อยก็เพื่อนของผมคนนึงล่ะที่คิดแบบนี้) ทั้งที่จริงกิจการร้านอาหารยังมีต้นทุนอย่างอื่นอยู่อีกไม่น้อย ทั้งค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่าร้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายในการสร้างแบรนด์ ค่าตกแต่งร้าน ฯลฯ

ยิ่งไปกว่านั้น กิจการร้านอาหารยังมีต้นทุนแอบแฝงอยู่อีก เช่น วัตถุดิบที่เหลือทิ้งหรือเสื่อมสภาพ ค่าข้าวของเสียหาย ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ เป็นต้น ส่วนการทำกำไรก็จะมีบางวันหรือบางช่วงเวลาที่ขายดี อย่างบางวันฝนตกก็อาจขายได้น้อย การประเมินกำไรต้องมองให้รอบด้านและคิดภาพรวมให้ครบถ้วน ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมต้องอยู่ในใจของเจ้าของร้านทั้งสิ้น

นักลงทุนอยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของบริษัท จึงจำเป็นต้องฝึกฝนตัวเองให้รู้จักมองกิจการจากในมุมของเจ้าของ และในการที่จะทำเช่นนั้นได้พวกเขาก็ต้องมีความรู้ทางธุรกิจ แต่ที่ว่าอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องมีความรู้ฟิ๊ตเปรี๊ยะในระดับที่จะไปเปิดร้านอาหารได้เสียก่อนถึงจะตั้งต้นซื้อหุ้นกลุ่มนี้ได้ เราอาจค่อยๆ เรียนรู้ไปและสะสมหุ้นไปก็ได้ แต่คนที่ทำการบ้านมาก่อนก็จะมีความได้เปรียบและมีความปลอดภัยมากกว่าคนที่ลงทุนไปเรียนรู้ไป

การรู้ "ตื้นลึกหนาบาง" ในตัวกิจการเป็นทีเด็ดของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI และเป็นเสมือนเกราะคุ้มครองที่ทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อคนทั่วไปมีความรู้แค่ "ผิวๆ" ซึ่งได้จากการอ่านบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ หรือบางคนก็ไม่อ่านอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ

ในการลงทุนในตลาดหุ้นให้ได้ผลตอบแทนดีๆ คุณไม่จำเป็นต้องเก่งกาจผิดมนุษย์มนาแต่อย่างใด คณิตศาสตร์ที่จำเป็นก็อาจจะแค่เลขมัธยมต้น ความรู้บัญชีก็เอาแค่พื้นฐานก็พอ...

สิ่งสำคัญจริงๆ ก็คือ ขอให้รู้จัก "ลงทุนลงแรง" ใส่ความพยายามเข้าไปในจุดที่เหมาะสม และเรียนรู้ธุรกิจด้วยมุมมองเจ้าของกิจการ


มุมมองเรื่องความยากง่าย


อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นจากสุดยอดพ่อครัวเพื่อนผมคือ บางทีคนเราก็มองข้ามอะไรที่มัน "ง่ายๆ แต่ได้ผล" อาหารอร่อยไม่จำเป็นต้องทำยากหรือซับซ้อน และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ "คุณจะสั่งของที่ไม่อยากกินเพียงเพื่อให้คุ้มค่าเท่านั้นน่ะหรือ?" ผมเคยเห็นคนไทยที่อยู่เมืองนอกเดินเข้าร้านอาหารไทยแล้วสั่งเมนูสุดแสนจะเบสิก เช่น ไข่เจียว หรือไก่ย่าง นั่งกินด้วยความปลาบปลื้ม

ในทำนองเดียวกัน นักลงทุนหลายคนที่ผมรู้จักก็เน้นลงทุนในกิจการง่ายๆ ตัวผลิตภัณฑ์ก็ง่าย ขายแบบเดิมไปทุกปี โครงสร้างบริษัทก็ง่าย ไม่มีการควบรวมหรือถือหุ้นไขว้ไปมาให้ปวดหัว โครงสร้างหนี้สินก็ง่าย ไม่ใช่กู้หนี้ก้อนนู้นโปะก้อนนี้ แถมมีหนี้ไม่รู้กี่สกุลเงิน ... พวกเขาไม่ยอมลงทุนในกิจการ "ชั้นเลิศ" ที่โบรกเกอร์หรือใครๆ เชียร์ พวกเขาจะสั่งเฉพาะอาหารที่พวกเขาอยากกินเท่านั้น! คนอื่นจะคิดเห็นอย่างไรก็ช่างเขา

นอกจากนี้ บริษัทชั้นเลิศของเขาไม่จำเป็นต้องใหญ่โตระดับ SET50 หรือ SET100 ก็ได้ ความจริงดีเสียอีก เวลาเงินทุนต่างชาติไหลเข้าไหลออกจะได้ไม่กระทบกับบริษัทมากนัก การที่บริษัทมีขนาดเล็กทำให้กองทุนจำนวนมากไม่สนใจ ข้อดีก็คือ ไม่ต้องมีคนมาแย่งซื้อหุ้น

บางคนบอกว่าซื้อหุ้นตัวใหญ่ถึงจะดี เพราะจะได้มีกองทุนมาคอยพยุงราคาไม่ให้ผันผวนมาก แต่มันก็ไม่แน่เหมือนกันนะครับ เพราะมีหุ้นบางตัวที่ผลการดำเนินงานแย่ลง กองทุนเลยพร้อมใจกัน "ทิ้ง" แบบไม่สนกำไรขาดทุน เล่นเอารายย่อยร้องจ๊ากกันเป็นแถว ป่านนี้ยังติดดอยกันสลอนก็มีให้เห็นเยอะแยะ

สรุปก็คือ ขนาดของกิจการเป็นเรื่องรอง แม้โดยส่วนตัวผมชอบกิจการที่ไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ที่สำคัญคือ กิจการต้องไม่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นตัวสินค้าหรือตัวบริษัทก็ตาม


หมวกของคุณ?...


หากคุณตกลงใจซื้อกิจการร้านอาหารเพียงเพราะคิดแบบพ่อครัว บางทีมันอาจลงท้ายด้วยการเจ๊ง เพราะนับแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่บทบาท "เจ้าของกิจการ" คุณจะคิดเหมือนตัวเองเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในห้องครัวไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องคิดในฐานะเจ้าของร้านที่เห็นภาพรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในร้านของคุณ และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราเห็นธุรกิจร้านกาแฟจำนวนมากเกิดขึ้นด้วยใจรัก แต่แล้วก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะเจ้าของร้านใส่หมวกผิดใบ ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

สิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นเมื่อคุณซื้อหุ้น ... จริงอยู่ คุณอาจยังมีรายได้หลักมาจากงานประจำ แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณโผล่หัวเข้าไปในตลาดหุ้น บทบาทของคุณก็คือ "เจ้าของบริษัท" ไม่ใช่พนักงานตัวเล็กๆ ที่รอฟังคำสั่งจากเจ้านาย และไม่ว่าสัดส่วนการถือหุ้นจะเล็กกระจ้อยร่อยแค่ไหนก็ตาม คุณก็ควรทำมันให้ดีที่สุด

อย่าประมาทคิดว่าเงินน้อยแล้วไม่ต้องใส่ใจนะครับ คนที่รวยในวันนี้ ก็คือคนที่ดูแลเงินของเขามาตั้งแต่ต้น และเงินมันก็ฉลาดครับ ใครดูแลมัน มันก็วิ่งไปหาคนนั้น ส่วนใครชอบส่งมันไปทำงานโง่ๆ มันก็วิ่งหนี เป็นสัจธรรมในโลกการเงิน

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

จิบกาแฟสอนหุ้น


หากได้ยินว่า "จิบกาแฟเล่นหุ้น" เราก็มักจินตนาการไปถึงการนั่งละเลียดจิบกาแฟอย่างรื่นรมย์ ในบรรยากาศร้านกาแฟที่หอมกรุ่นและผ่อนคลาย มือหนึ่งถือแก้วกาแฟ มือหนึ่งจิ้มโน้ตบุ๊กหรือแท็ปเล็ต และบนหน้าจอก็มีราคาหุ้นเขียวๆ แดงๆ กระพริบสลับกันไปมา...




คงต้องขออภัย เพราะผมไม่ได้มีเจตนาจะชักชวนหรือชี้นำให้ใครออกมาใช้ชีวิตอย่างเพ้อฝันแบบนั้น ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้นะครับ เพียงแต่โดยมากแล้วจินตนาการของเรามักจะ "ดีเกินจริง" และนักเทรดที่เป็นมืออาชีพจริงๆ ก็ต้องผ่านการฝึกฝนและค้นคว้ามาอย่างหนัก ไม่ใช่โผล่มาถึงก็ชิลล์เลย แล้วไปนั่งเทรดขำๆ อยู่ตามร้านกาแฟ

ในเมื่อจั่วหัวเอาไว้ว่า "จิบกาแฟสอนหุ้น" ไม่ใช่ "เล่นหุ้น" เพราะงั้นเราก็มาเรียนรู้เรื่องหุ้นจากกาแฟ และเรียนรู้เรื่องกาแฟจากหุ้น ส่วนใครฟังเสร็จแล้วอยากไปเล่นหุ้น อันนั้นก็ไม่ว่ากันครับ


กาแฟเจ้าประจำ


กาแฟเจ้าประจำของหลายๆ ท่านอาจเป็นร้านชื่อดังที่ใช้หลอดกาแฟสีเขียว บรรยากาศดี มีบาริสต้ารู้ใจ และพร้อมที่จะเข้าใจภาษาแปลกๆ ของท่าน เป็นต้นว่า "ควอด ใส่วานิลลาสองช็อต ฮาเซิลนัทแบบชูการ์ฟรีหนึ่งกับอีกเศษหนึ่งส่วนสี่ช็อต ริสเทร็ตโต้ลาเต้ใส่นมถั่วเหลืองเศษหนึ่งส่วนสี่ช็อต ใส่นมปลอดมันเนยครึ่งหนึ่ง นมออร์แกนิกเศษหนึ่งส่วนสี่ ร้อนมากเป็นพิเศษ ใส่น้ำแข็งสามก้อน และใส่วิปครีมด้วย"

คนที่ไม่ใช่คอกาแฟอาจเกาหัว แล้วพานคิดไปว่าทั้งลูกค้าและบาริสต้า (คนชงกาแฟ) เป็นมนุษย์ต่างดาวที่กำลังคุยกันเหมือนในหนังเรื่อง Men in Black แต่ที่จริงแล้วนี่เป็น "รายละเอียด" ที่อยู่ในเครื่องดื่ม 1 แก้ว ซึ่งผมหยิบยกมาจากหนังสือ พลังแห่งความสำเร็จสตาร์บัคส์

ผมมองว่าตัวเองโชคดีที่เป็นคนชอบอะไรธรรมดาๆ เลยไม่ต้องสรรหากาแฟที่มีรายละเอียดมากมายขนาดนั้น เพียงแค่กาแฟสำเร็จรูป "เจ้าประจำ" ก็รสชาติดีและหอมอร่อยเพียงพอแล้ว

แต่เรื่องราวยุ่งยากก็เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อผมพบว่า กาแฟช่องเขา เจ้าประจำที่ผมซื้อมันขึ้นราคา

หากเราซื้อของบางอย่างเป็นประจำก็จะจดจำได้ว่ามันมีราคาเท่าไหร่ และเมื่อมันขึ้นราคา เราก็ย่อมจะรู้ได้ในทันที

เรื่องนี้คล้ายคลึงกับการซื้อหุ้น ถ้าเราเป็นแฟนประจำของหุ้นบางตัว เราก็ย่อมจะจำได้ว่าหุ้นตัวนี้ปกติซื้อขายกันอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ และเมื่อราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างผิดสังเกต เราก็อาจเข้าไปเช็คดูว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งถ้าเราเป็นแฟนประจำที่ไม่เพียงซื้อๆ ขายๆ หุ้นเพื่อทำกำไรแบบฉาบฉวย แต่ว่ารู้จักตัวกิจการเป็นอย่างดี เราก็จะสามารถฉกฉวยประโยชน์ที่เกิดจากการตีความผิดๆ ของนักลงทุนได้

ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารแพลมออกมาว่าบริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้นมาก นักลงทุนจึงพากันเข้าไปไล่ซื้อจนหุ้นมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งที่จริงหากเช็คดูให้ลึกๆ ก็จะรู้ว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการขายบริษัทย่อยแห่งหนึ่งออกไป กำไรที่น่าจะเยอะนี้จึงเป็นกำไรพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และถ้าคิดให้ดี ในไตรมาสหน้าหรือปีหน้า บริษัทก็จะไม่สามารถรับรู้กำไรที่เกิดขึ้นจากบริษัทย่อยแห่งนั้นได้อีกแล้ว (เพราะว่าขายไปเรียบร้อยแล้ว)

นักลงทุนที่ฉลาดจึงไม่เพียงแต่หักกำไรพิเศษนี้ออกไป แต่ยังคิดไปข้างหน้าด้วยว่า บริษัทย่อยที่หายไปนี้จะกระทบกับกำไรของบริษัทมากน้อยแค่ไหน หากพิจารณาดูแล้วกำไรในอนาคตมีแววว่าจะสวนทางกับราคาหุ้นในปัจจุบัน มันก็อาจเป็นโอกาสขายที่ดีก็เป็นได้ ... นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่เราเป็นแฟนประจำของหุ้นตัวหนึ่ง และมองไปให้ไกลกว่าคนอื่นก้าวหนึ่ง


มองหาส่วนลด มองหายี่ห้อใหม่


ย้อนกลับมาที่กาแฟช่องเขา ทางออกแรกที่ผมคิดได้ก็คือ ลองเช็คราคาดูว่า มันขึ้นราคาเฉพาะห้างที่ผมซื้อหรือไม่ หรือว่าขึ้นราคาทุกห้าง หากมีห้างไหนที่ยังไม่ปรับราคา ผมก็อาจเข้าไปซื้อกาแฟนี้มาตุนไว้ก่อนที่มันจะปรับขึ้นราคา นี่คือการมองหาส่วนลด

โชคร้ายที่ผมพบว่า ทุกห้างที่ไปสำรวจต่างก็ขายกาแฟนี้ในราคาแพงกว่าที่ผมเคยซื้อ ดังนั้นผมจึงเริ่มคิดถึงการเปลี่ยนไปลิ้มลองกาแฟยี่ห้ออื่นดูบ้าง เผื่อว่าจะมีรสชาติดีและราคาไม่แพง

หลังจากตระเวนดื่มกาแฟมาหลายยี่ห้อ ผมก็พบว่าการเปลี่ยนตัวกาแฟทำให้ส่วนผสมน้ำตาลและครีมที่เคยเซ็ตไว้ "ลงตัว" กลับกลายเป็นต้องทดลองกันใหม่ และถึงแม้จะปรับจนดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยังสู้กาแฟช่องเขาเจ้าเดิมไม่ได้อยู่ดี เรื่องนี้ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่า "จะเสียเวลากินกาแฟไม่อร่อยอยู่เป็นเดือนๆ ทำไมเนี่ย?!"

โลกของหุ้นและกาแฟอาจไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ที่แน่ๆ การมองหา "ส่วนลด" เป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการมองหา "ยี่ห้อใหม่"

ในมุมของกาแฟ การแวะเวียนไปเช็คราคาบ่อยๆ ก็ทำให้ผมรู้ว่า มีบางครั้งเหมือนกันที่ห้างจะลดราคากาแฟช่องเขา และเป็นโอกาสให้ผมได้ซื้อของถูกใจในราคาลด โอเค มันอาจไม่ต่ำเท่ากับที่เคยซื้อได้ในอดีต แต่มันก็ทำให้ผมมีกาแฟอร่อยๆ ดื่ม ซึ่งคิดดูแล้วก็ง่ายกว่าการทดลองกาแฟยี่ห้อใหม่เรื่อยไป

นอกจากนี้เมื่อนึกย้อนดู บางทีผมอาจหลอกตัวเองอยู่ก็ได้ เพราะกาแฟยี่ห้อใหม่ก็อาจปรับราคาขึ้นมาแล้วเหมือนกัน เพียงแต่ผมไม่รู้ เพราะไม่เคยได้ติดตาม

ในส่วนของหุ้นนั้น หากเราเรียนรู้ตัวธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนตัวหุ้นบ่อยๆ เราก็มีโอกาสที่จะเห็น "ส่วนลด" ในระดับที่น่าพอใจ และกล้าที่จะลงมือซื้อหุ้นด้วยความเชื่อมั่น กล่าวได้ว่าการยึดมั่นอยู่กับ "ยี่ห้อเดิม" ช่วยทำให้การมองหาส่วนลดเป็นเรื่องง่ายขึ้น


ย้ำส่งท้าย อย่าเข้าใจผิด


แน่นอน นี่ไม่ได้หมายความว่าห้ามเปลี่ยนตัวหุ้น เพียงแต่เราจะไม่เปลี่ยนบ่อยๆ และในทำนองเดียวกัน การรอซื้อหุ้นที่มีส่วนลดก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องรอซื้อหุ้นราคาเดิมที่เคยซื้อเมื่อสองปีที่แล้ว

นักลงทุนควรรู้ว่า "มูลค่า" ของหุ้นเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา เพราะฉะนั้นส่วนลดก็ย่อมเปลี่ยนไปตามเวลาเช่นกัน ราคาหุ้น 20 บาทอาจถือเป็นราคาที่มีส่วนลดแจ่มแจ๋วเมื่อสองปีที่แล้ว แต่พอถึง พ.ศ. นี้ ราคาหุ้น 28 บาทก็อาจเรียกได้ว่า "ถูกเหลือเชื่อ" แล้วก็ได้ การยึดมั่นถือมั่นอยู่กับสิ่งที่แปรผันไปตามเวลา จึงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ไม่ว่าจะในโลกของกาแฟหรือหุ้นก็ตาม

อย่างผมเองถ้าขืนรอซื้อกาแฟช่องเขาที่ราคาเดิม ชาตินี้ก็อาจไม่มีวันได้กินอีกเลย จริงไหมล่ะครับ


หมายเหตุ ภาพประกอบจาก thaifranchisecenter.com

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

รวยขึ้น...เมื่อเวลาผ่านไป


เคยสังเกตสิ่งของที่อยู่รอบตัวเราบ้างไหมครับ บางชิ้นยิ่งอยู่นานยิ่งมีมูลค่า แต่บางชิ้นอยู่ไปนานๆ ก็กลายเป็นขยะ แม้เรื่องแบบนี้จะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ความฉลาดและรู้เท่าทันก็ช่วยให้เรา "รวยเร็วขึ้น" ได้ง่ายๆ ครับ

ทั้งนี้ ผมจะยกตัวอย่างของใช้ที่มูลค่าของมันมีความอ่อนไหวกับเวลา และมีรูปแบบ (pattern) ที่แตกต่างกันไป จากนั้นจะชี้ให้เห็นว่าความมั่งคั่งของคุณหายไปไหน ซึ่งถ้าเข้าใจแนวคิดนี้ คุณก็ย่อมรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะอุดช่องว่างและรวยได้เร็วขึ้น ในตอนท้ายผมจะบอกว่าซื้ออะไร ยิ่งซื้อยิ่งรวย และเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

เรามาเริ่มกันที่ของใช้ก่อนเลย


รถยนต์


รถยนต์เป็นตัวอย่างที่ดี โดยเฉพาะรถยนต์ใหม่ เพราะทันทีที่คุณถอยรถออกมาจากโชว์รูม รถยนต์ราคา 600,000 บาท จะมีราคาลดฮวบลงในบัดดล และยิ่งคุณใช้งานมันนานไป มูลค่าของมันก็ยิ่งลดลง แต่จะเป็นอัตราที่ไม่เร็วมากนักเมื่อเทียบกับตอนที่ออกรถใหม่


สิ่งหนึ่งที่คุณอาจลืมไป คือ รถยนต์ของคุณจะยิ่งมีมูลค่าลดลง ถ้ามันชนบ่อยหรือเคยเกิดอุบัติเหตุรุนแรง นั่นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความมั่งคั่งของคุณลดลงเร็วกว่าที่ควร ลองเทียบเส้นประสีน้ำเงินกับสีแดงดูนะครับ


เมื่อควักเงินซื้อรถยนต์ คุณเอาความมั่งคั่งของตัวเองส่วนหนึ่งไปฝากไว้ที่รถ (และสำหรับคนส่วนใหญ่ก็มักจะคิดเป็นสัดส่วนที่มากด้วยเมื่อเทียบกับความมั่งคั่งทั้งหมด) ดังนั้น ถ้าตัวคุณหรือญาติมิตรมีความรู้หรือเปิดร้านซ่อมรถ ก็อาจเลือกซื้อรถมือสองสภาพดีและไม่เก่ามากนัก ซึ่งจะทำให้หลีกเลี่ยงการสูญเสียความมั่งคั่งหลังออกรถใหม่ได้

ในขณะเดียวกัน คุณก็ควรรู้ว่าเมื่อรถเก่ามากๆ ค่าซ่อมก็จะแพง เพราะฉะนั้น กลยุทธ์ที่ดีจึงอาจเป็นการซื้อรถมือสองสภาพดีอายุ 2-3 ปี และขายทิ้งเมื่ออายุรถขึ้นไปถึง 12-13 ปี ระหว่างนั้นก็พยายามขับอย่างระมัดระวัง เพื่อลดความเสี่ยงในการเฉี่ยวชน

การเฉี่ยวชนนอกจากเป็นการลดมูลค่าของรถยนต์แล้ว ยังอาจต้องจ่ายค่าซ่อม และยังทำให้ค่าเบี้ยประกันแพงขึ้นอีกด้วย คิดไปคิดมาแล้วเสียหลายเด้งเลยนะครับ


สินค้าเทคโนโลยี


ความจริงสินค้าเทคโนโลยีในยุคนี้กินความหมายค่อนข้างกว้าง เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า กล้องถ่ายรูปดิจิตอล ฯลฯ แต่ผมขอเน้นไปที่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีการเปลี่ยนรุ่นกันค่อนข้างเร็ว

คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเป็นสินค้าที่เปลี่ยนรุ่นเร็ว การซื้อโน้ตบุ๊ก "รุ่นล่าสุด" เป็นการซื้อเทคโนโลยี ถ้าคุณไม่มีความจำเป็นต้องใช้ชิพเซ็ตใหม่สุดๆ หรือตัวเครื่องที่เบาสุดๆ ก็น่าจะหลีกเลี่ยงการจ่ายแพงเกินควรด้วยการขยับจุดซื้อจากจุด A ไปเป็นจุด B หรือพูดอีกอย่างก็คือ ซื้อรุ่นใหม่ แต่ไม่ต้องซื้อรุ่นล่าสุด


นอกจากนี้ถ้าคุณไม่ใช่คนที่ชอบโหลดนู่นโหลดนี่มาเก็บไว้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อหน่วยความจำเยอะๆ มาเพิ่ม เพราะมีโอกาสสูงที่ซื้อเพิ่มแล้วก็ไม่ได้ใช้

ทั้งนี้รวมถึงข้อเสนอที่ให้ซื้อประกันเพิ่ม เช่น จ่ายเพิ่ม 2,000 บาท เพื่อประกันโน้ตบุ๊กเพิ่มอีก 1 ปี ซึ่งมีโอกาส "ไม่คุ้ม" สูงมาก เมื่อเทียบกับราคาเครื่องและโอกาสที่จะได้ใช้บริการ อย่าลืมว่ากรอบเวลาของความคุ้มครองมีแค่ 1 ปี และที่จริงคุณสามารถเก็บเงินนั้นไว้กับตัว แล้วค่อยจ่ายถ้าโน้ตบุ๊กพังจริงในช่วงเวลาดังกล่าวก็ได้

ถ้าไม่อยากสูญเสียความมั่งคั่งโดยไม่จำเป็น ผมแนะนำให้เก็บมันไว้ในรูปเงินสด ดีกว่าเก็บไว้ในรูปของสินค้าเทคโนโลยี

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ โทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะสินค้าในตระกูล ไอ...

Pattern หรือรูปแบบของสินค้าตระกูลไอ มีความแตกต่างจากสินค้าเทคโนโลยีอื่นๆ เพราะมันเป็นอุปกรณ์กึ่งเทคโนฯ กึ่งแฟชั่น วงจรชีวิตของมันสั้นกว่าขีดความสามารถที่แท้จริงของตัวฮาร์ดแวร์ เนื่องจากระยะเวลาวางขายขึ้นอยู่กับการเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ๆ ตลอดจนระบบปฏิบัติการที่ขยับให้ทันสมัยขึ้นไปเรื่อยๆ มากกว่า


สมมติคุณซื้อโทรศัพท์ "ไอคอล 4" มาใช้ ในช่วงแรกมูลค่าของมันจะลดลงช้าๆ แต่ทันทีที่บริษัทผู้ผลิตเปิดตัวโทรศัพท์ "ไอคอล 4S" มูลค่าโทรศัพท์ของคุณก็จะลดฮวบทันที ค่าที่คนหันไปสนใจและอยากซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่มากกว่า และยิ่งต่อมามีการเปิดตัว "ไอคอล 5" คราวนี้มูลค่าก็ยิ่งตกลงไปอีก

นี่ยังไม่นับแผ่นกันรอย เคสกันกระแทก และสินค้ากระจุกกระจิกอื่นๆ ที่คุณจะต้องเตรียมเงินไว้ซื้อตามไป โดยเฉพาะถ้าคุณชอบ "อัพเดต" ตัวเองให้ทันสมัยและใช้ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา


ยิ่งซื้อยิ่งรวย


ของใช้ที่ลดความมั่งคั่งบางอย่างเป็นของ "จำเป็น" หรือไม่ก็ช่วยให้ประหยัดในด้านอื่นได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนมากแล้วมันก็เป็นแค่ของที่เรา "อยากได้" เสียมากกว่า

มีของบางอย่างเหมือนกันที่เรา "ยิ่งซื้อยิ่งรวย"... นั่นก็คือ สินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าได้ตามเวลา หรือสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดได้ ตัวอย่างชัดๆ คือ อสังหาริมทรัพย์ กับอีกอย่างก็คือ หุ้น


อสังหาริมทรัพย์


เริ่มจากอสังหาริมทรัพย์ ผมแบ่งออกเป็น ที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง

ในส่วนของที่ดินจัดว่ามีค่าดูแลรักษาต่ำ อาจจะมีค่าล้อมรั้ว จ้างคนมาเฝ้า จ้างคนมาตัดหญ้า ฯลฯ แต่ก็ต้องถือว่าน้อยกว่าการบำรุงรักษาบ้านหรืออาคารอยู่มาก และโดยปกติถ้าเราไม่ทะลึ่งไปซื้อตอนฟองสบู่จริงๆ เมื่อซื้อมาแล้วราคาก็มักจะมีแต่สูงขึ้น

ที่ดินเปล่ามีโอกาสสร้างกระแสเงินสดได้น้อย ปล่อยเช่าก็ไม่ค่อยคุ้ม ส่วนมากเราจึงมองที่ดินเป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าตามเวลาเป็นหลัก

หันมาดูสิ่งปลูกสร้างกันบ้าง แม้ใครหลายคนจะบอกว่า "บ้าน" นับวันมีแต่จะแพงขึ้น แต่ที่จริงแล้ว ส่วนที่แพงขึ้นนั้นเป็นเพราะ "ที่ดิน" ที่บ้านไปยืนอยู่เสียมากกว่า ลำพังตัวอาคารเองเมื่อเวลาผ่านไปก็ย่อมเก่าลง หรือพูดแบบนักบัญชีก็บอกว่ามีการ "เสื่อมราคา" อีกทั้งต้องมีค่าบำรุงรักษาอีกด้วย

สิ่งปลูกสร้างที่เป็นอาคาร ไม่ว่าจะเป็นตึกแถว บ้าน คอนโดมิเนียม โชว์รูม ฯลฯ สามารถปล่อยเช่าเพื่อสร้างกระแสเงินสดได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน และส่วนมากจะชนะค่าเสื่อมราคากับค่าบำรุงรักษาได้ด้วย จะมีก็แต่สิ่งปลูกสร้างที่เราใช้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ (แต่ก็ต้องมีไว้!) และบ้านที่เราอยู่อาศัยนั้น แม้ที่ดินจะมีราคาสูงขึ้นเราก็มักจะไม่ขาย มีแต่จะนั่งทับความมั่งคั่งไว้เฉยๆ ผมจึงบอกกับญาติมิตรเสมอว่า ซื้อบ้านอยู่เองไม่ต้องหรูมาก เอาให้อยู่สบายก็พอ

เมื่อผนวกเอาคุณสมบัติของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเข้าด้วยกัน เราก็จะเห็นว่า อสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าตามเวลาและสร้างกระแสเงินสดได้ด้วย


หุ้น


หุ้นก็เช่นเดียวกัน หุ้นของบริษัทที่มีผลกำไรเติบโตในระยะยาวก็จะมีราคาสูงขึ้น นี่คือคุณสมบัติของการเพิ่มมูลค่าตามเวลา และในขณะเดียวกันหากมันเป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผล มันก็มีคุณสมบัติของการสร้างกระแสเงินสดควบคู่ไปด้วย

สิ่งที่เป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ คือ พวกเขาคิดว่าตลาดหุ้นมีความไม่แน่นอน ราคาหุ้นมีขึ้นมีลง แล้วคุณสมบัติ "การเพิ่มมูลค่าตามเวลา" ของหุ้นจะยังเป็นจริงอยู่หรือ?

คีย์เวิร์ดของเรื่องนี้อยู่ที่คำว่า "ระยะยาว" ครับ

จริงอยู่ในระยะสั้นหุ้นอาจตกฮวบฮาบหรือวิ่งทะลุฟ้า แต่เชื่อไหมว่าการเคลื่อนไหวที่ไร้เหตุผลนั้นคงอยู่ได้ไม่นานหรอก การผลักดันราคาหุ้นที่ฝืนธรรมชาติหรือสวนทางกับผลประกอบการ ในไม่ช้าก็ต้องพ่ายแพ้ เหมือนกับการพยายามกดลูกปิงปองให้จมน้ำ ถ้าคุณเคยทำก็จะรู้ว่ามวลอากาศที่อยู่ในลูกปิงปองมัน "สู้" กับคุณขนาดไหน

เพราะฉะนั้นถ้าผลกำไรของบริษัทดีจริง ในระยะยาวมันจะกดดันให้ราคาหุ้นต้องสูงขึ้น ระวังแค่ว่าอย่าไปซื้อตอนที่มันแพงอย่างบ้าคลั่งเท่านั้นเอง

กลับมาดูในแง่ของการสร้างกระแสเงินสด คนจำนวนไม่น้อยตกหลุมพรางของบริษัทที่จ่ายเงินปันผลหนักๆ แต่จ่ายไม่สม่ำเสมอ ถ้าเป็นเรื่องนี้ คีย์เวิร์ดอยู่ที่ความ "สม่ำเสมอ" ครับ

การที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอนั้นขึ้นอยู่กับ 2 ประเด็น ซึ่งอย่างแรกคือ นโยบาย การจ่ายเงินปันผลว่าจะจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิ เราก็ต้องย้อนกลับไปดูว่า 5-6 ปีที่ผ่านมา บริษัทจ่ายได้ตามที่ระบุไว้หรือไม่ จากนั้นก็มาดูประเด็นที่สองว่า บริษัทมี ผลกำไร ที่สม่ำเสมอดีหรือไม่ ต่อเมื่อผ่านทั้งสองประเด็น จึงจะวางใจได้ว่ากระแสเงินสดมีความมั่นคง

และนี่ก็คือสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าตามเวลาและสร้างกระแสเงินสดอีกประเภทหนึ่ง หุ้นลักษณะนี้มีอยู่ในตลาดเกือบตลอดเวลา เพียงแต่มันอาจจะไม่เร้าใจหรือเตะตาสักเท่าไหร่


ต่อจากนี้...


มาถึงตรงนี้ก็คงเห็นกันแล้วว่า มีช่องว่างให้อุดมากมายรอบๆ ตัวเรา และแนวคิดของการ "รวยขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป" ก็ต้องอาศัยการลงมือทำ ไม่ใช่ว่าแค่ฟังๆ แล้ว เออ ดีนะ แต่ไม่ลงทุนลงแรงอะไรเลย ถ้าแบบนั้นมันไม่รวยน่ะครับ

เริ่มจากก้าวแรกช้าๆ ...แต่มุ่งสู่เป้าหมาย อย่าปล่อยให้กิเลสหรือความขี้เกียจดึงเราไว้

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขนมปังแพ็คคู่


คนไทยโดยปกติกินข้าวเป็นอาหารหลัก ถ้าจะกิน "ขนมปัง" ก็คงเป็นอาหารเช้าหรือไม่ก็อาหารว่าง ขนมปังจึงเป็นสิ่งที่เราบริโภคไม่มากนัก เมื่อเทียบกับข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว

มองในแง่ดีตลาดขนมปังยังมีโอกาสโตอีกมากในประเทศไทย แต่ถ้ามองในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและ "การกิน การอยู่" ของคนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ห้างซุปเปอร์สโตร์บางแห่งใช้วิธีจูงใจให้คนหันมากินขนมปังมากๆ ด้วยการบรรจุหรือจัดชุดเป็น "ขนมปังแพ็คคู่" แล้วขายในราคาที่ถูกลง

และขนมปังแพ็คคู่ก็นำแง่คิดดีๆ มาให้เราครับ


ถูกกว่า = คุ้มกว่า (?)


เรามักจะคุ้นตากับขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ในถุงสีแดง กลัดด้วยพลาสติกบอกวันหมดอายุ แต่ถ้าใครเดินเข้าไปในแผนกเบเกอรี่ของซุปเปอร์สโตร์ต่างๆ ก็มักจะเห็นขนมปังพวก "เฮ้าส์แบรนด์" (House Brand) หรือขนมปังที่ห้างนั้นๆ ผลิตขึ้นมาเอง วางขายอยู่ใกล้ๆ กัน

ขนมปังเฮ้าส์แบรนด์อาจจะด้อยกว่าในแง่ของชื่อเสียงตราสินค้า ขณะที่บางคนก็บอกว่ามาตรฐานการผลิตและรสชาติก็มีความสม่ำเสมอน้อยกว่าแบรนด์ดัง แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ขนมปังเฮ้าส์แบรนด์มีความสดใหม่และมีราคาถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อจัดชุดขายเป็นแพ็คคู่


คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวของผมก็คือ ซื้อแพ็คคู่แล้ว "คุ้มกว่า" จริงหรือ

หากพยายามคิดเหมือนกับนักเรียนในวิชาเศรษฐศาสตร์ เราก็คงจะคำนวณ "ราคาต่อหน่วย" โดยอาจจะเอาราคาขนมปังหารด้วยจำนวนแผ่น (หรือน้ำหนัก) แล้วพอได้ตัวเลขออกมา เราก็จะคิดว่า โอ้ สุดยอด ประหยัดกว่าแบรนด์ดังเยอะเลย

อย่างไรก็ตาม นี่คือการเทียบ "what you pay" กับ "what you get" ณ เวลาที่ซื้อ ซึ่งแตกต่างกับการเปรียบเทียบ ณ เวลาที่คุณกินมัน

สมมติขนมปังแถวหนึ่งมี 10 แผ่น ปกติเรากินขนมปังวันละหนึ่งคู่ (2 แผ่น) ขนมปังหนึ่งแถวก็จะกินหมดใน 5 วัน ถูกมั๊ยครับ ดังนั้นถ้าซื้อขนมปังแบบแพ็คคู่ เราก็จะใช้เวลากินถึง 10 วัน แน่นอนว่าความสดใหม่ของขนมปังย่อมลดลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป ถึงแม้เราจะเอาขนมปังใส่ไว้ในตู้เย็นก็ตาม


การซื้อขนมปังทีละแพ็คอาจจะแพงกว่า แต่เราก็จะได้กินของใหม่กว่า รวมทั้งลดความเสี่ยงที่ขนมปังจะขึ้นราและต้องโยนทิ้งให้เสียของ เพราะฉะนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เราต้องเอาประเด็นเหล่านี้มาคิดด้วย

บางที "ถูกกว่า" อาจจะไม่ "คุ้มกว่า" เสมอไปก็ได้


Economy of Scale


หลายคนเคยได้ยินแล้วว่า "เหมาโหลถูกกว่า" หรือ "ซื้อแพ็คใหญ่ประหยัดกว่า" นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการประหยัดจากขนาด หรือ economy of scale

ต้นทุนในการผลิตหรือการขาย รวมทั้งอำนาจการต่อรอง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด economy of scale

แทนที่เราจะผลิตน้ำยาล้างจานขวดเล็ก 20 ขวด ขายให้ลูกค้า 20 คน เตรียมที่วางสินค้าบนชั้นมากมาย พนักงานขายต้องคิดเงิน 20 ครั้ง ใช้เวลาขายนานกว่าจะขายหมด... เราอาจจะผลิตขวดใหญ่เพียงแค่ 3 ขวด และขายใน "ราคาต่อหน่วย" ที่ลดลงได้ เพราะต้นทุนมันถูกลง คนขายก็แฮปปี้ คนซื้อก็แฮปปี้

อย่างไรก็ดี คนซื้อต้องคิดไว้ด้วยว่าขวดใหญ่ๆ ที่ซื้อมานั้น หยิบใช้สะดวกหรือไม่ บางทีมันอาจจะหนักเกินไป วางแล้วเกะกะ จนมือไปปัดน้ำยาหกเลอะเทอะ และทำให้ชีวิตลำบากขึ้นหรือเปล่า

จำไว้เสมอว่า "ความคุ้มค่า" ต้องรวมต้นทุนที่มองไม่เห็นเข้าไปด้วย อย่าคิดแค่ราคาต่อหน่วย


ซื้อถัวหุ้น เพื่อต้นทุนที่ถูกลง?


นักเล่นหุ้นจำนวนไม่น้อยชอบซื้อหุ้นเพิ่มในขณะที่หุ้นมีราคาลดลง หรือที่เราได้ยินว่าซื้อถัวเฉลี่ยขาลง เพราะมองว่า "ต้นทุนต่อหน่วย" ของหุ้นจะถูกลง เรื่องนี้ก็คล้ายๆ กับขนมปังแพ็คคู่หรือน้ำยาล้างจาน

สิ่งหนึ่งที่เรามักลืมก็คือ "ความน่าสนใจ" หรือ "คุณค่า" ที่เรามองเห็นจากหุ้นตัวหนึ่งนั้น สามารถเปลี่ยนไปตามเวลาและข่าวสารที่เข้ามาใหม่ได้ การมองว่าหุ้น บ้านปลาทู ที่ราคา 400 บาท คุ้มค่ากว่าหรือเป็นโอกาสที่ดีกว่าตอนที่หุ้นราคา 700 บาท จึงอาจเร็วและฉาบฉวยเกินไป

การมองหุ้นเพียงแค่ราคาและตัดสินใจซื้อถัว เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง อาจทำให้เราถลำลึกเข้าสู่ปัญหา กลายเป็นว่า "ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่" หรือถ้าเป็นคนจีน เขาจะมีสำนวนว่า "กินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ" ก็เลยหาเรื่องใส่ตัว

ถ้าเราอยากให้สมองของเราทำงานโดยไม่เฉไฉหรือมีอคติ ผมแนะนำว่าพยายามอย่าไปคิดถึงต้นทุนเดิมมากนัก หากเราเห็นว่าหุ้นตัวนี้ถูก เมื่อเทียบกับคุณค่าของมัน ณ ตอนนี้ ก็ซื้อได้ หรือหากเห็นว่าตัวกิจการแย่ลงในระยะยาว จนราคาปัจจุบันแพงมากแล้ว เราก็น่าจะขายทิ้ง ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนกับมันอยู่ ถ้าทำแบบนี้รับรองว่าไม่มีติดหุ้น ติดดอย

สำคัญอยู่ที่ว่าเราประเมินคุณค่าของหุ้นเป็นหรือเปล่า และอย่าลืมมองพอร์ตในภาพรวมด้วย

ถ้าเห็นราคาหุ้นลดลง ให้มองก่อนว่าที่ผ่านมานั้น คุณค่าของหุ้นลดลงเหมือนกับขนมปังที่เก่าลงหรือเปล่า? หรือการซื้อหุ้นบ้านปลาทูเพิ่มอาจทำให้พอร์ตของคุณเทอะทะ และกระจุกตัวอยู่ที่หุ้นตัวนี้มากเกินไปหรือไม่? มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่วันหนึ่งมันอาจถูกปัดล้มและหกเลอะเทอะเหมือนกับน้ำยาล้างจานขวดยักษ์ คุณจะทำอย่างไร? นี่คือสิ่งที่เราต้องถามเอง-ตอบเอง และควรจะตอบให้ได้ก่อนลงมือทำอะไรลงไป

อย่าคิดว่า "ซื้อเยอะ ถูกกว่า" เพราะมันอาจไม่คุ้มค่าที่จะทำเช่นนั้นเสมอไปครับ

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

รีบซื้อหุ้น (ไปทำไม)


ในยามที่ตลาดเป็นขาขึ้น คนไหนมีหุ้นอยู่ก็มักจะดีใจและรู้สึกว่าตัวเองรวยขึ้น ส่วนคนที่ไม่มีหุ้นอาจจะรู้สึกตรงกันข้าม และเสียดายที่ไม่ได้ "รีบซื้อหุ้น" ตั้งแต่ตอนที่มันยังมีราคาถูก

พอคิดแบบนี้การรีบซื้อหุ้นน่าจะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเรามองจากอีกมุมหนึ่ง การรีบซื้อหุ้นอาจไม่ใช่เรื่องดีก็ได้ หากว่าเราซื้อแล้วหุ้นกลับเป็นขาลง มาถึงตรงนี้เราอาจเริ่มสงสัยว่าการรีบร้อนซื้อหุ้นจะให้ผลดีหรือผลเสียกันแน่ ผมว่าเราลองมาดูความรีบร้อนในรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันก่อนดีกว่า


จะเอาหรือไม่เอา!?


คำถามนี้คล้ายๆ เวลาที่เราต้องตัดสินใจซื้อของลดราคา พนักงานขายจะบอกเราว่า "วันนี้ลดราคาวันสุดท้ายนะคะ" ผมสังเกตเอาจากคนรอบตัว (โดยเฉพาะสุภาพสตรี) ส่วนมากจะแพ้ใจตัวเองและยอมควักกระเป๋าในที่สุด พวกเธอจะบอกว่า "ถึงอย่างไรเราก็คงซื้อมันอยู่ดี" ก่อนที่จะเปิดกระเป๋าและหยิบบัตรเครดิตยื่นให้กับคนขาย

ในเวลาที่เราต้องตัดสินใจภายใต้เวลาที่กำหนด ความคิดของเราจะรอบคอบน้อยลง ดูเหมือนสมองของเราจะรู้ตัวว่าเวลามีน้อยจึงลัดขั้นตอนบางอย่างไป ความคิดจึงมักตกๆ หล่นๆ ส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่ที่การซื้อหรือไม่ซื้อ ได้ส่วนลดหรือจ่ายราคาเต็ม แทนที่จะมองว่าของชิ้นนี้ต้องรีบใช้หรือไม่ หรือซื้อไปแล้วจะได้ใช้บ่อยหรือเปล่า

เคยเห็นหรือเปล่าครับ คนที่ซื้อเครื่องออกกำลังกายมาไว้ที่บ้าน พอผ่านไปครึ่งปี มันกลายเป็นที่ตากผ้าไปซะแล้ว!

การรีบซื้อเพียงเพราะเห็นว่าเงื่อนไขดี หรือ "กลัว" ว่าถ้าไม่รีบก็จะต้องซื้อในราคาปกติ อาจทำให้เราควักกระเป๋าซื้อในสิ่งที่ไม่สมควรจะซื้อ บางครั้งนอกจากเสียเงินแล้วยังได้ความเดือดร้อนรำคาญใจตามมาด้วย หากว่าสิ่งของนั้นไม่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเราจริงๆ

คำขู่ของคนขายในลักษณะนี้ใช้ไม่ได้กับผม เพราะผมจะบอกว่า "ยังไม่เอาครับ ขอบคุณ" พนักงานขายมักประหลาดใจเวลาที่ไม้ตายของเขาใช้ไม่ได้ผล บางครั้งก็ทวนคำอีก 2-3 รอบ ว่าส่วนลดมีถึงวันนี้เท่านั้นนะ ไม่รับไปก่อนเหรอ ฯลฯ

ภาษาอังกฤษมีประโยคคล้ายๆ กันบอกว่า "Take it or leave it" แปลเป็นไทย (แบบบ้านๆ) ก็คือ "ถ้าจะเอาก็เอาซะ หรือจะไปไหนก็ไป!" ซึ่งเมื่อไหร่ที่เจอแบบนี้ผมจะตอบว่า "So I will leave it"


แล้วถ้าเป็นหุ้น


ย้อนกลับมาเรื่องหุ้น บางคนรู้สึกใจสั่นเมื่อเห็นหุ้นราคาถูก พวกเขาเห็นมันเป็นของลดราคาและคิดอยู่ว่า การรีรอในวันนี้อาจทำให้พวกเขา "พลาดกำไร" ในวันพรุ่งนี้หรือไม่... อย่างไรก็ตาม ผมขอให้ข้อคิดดังนี้

อย่างแรก ราคาหุ้นที่เราคิดว่าถูกหรือเป็นราคาลดนั้น "ลดจริง" หรือ "ถูกจริง" หรือไม่ บางครั้งเราเพียงแต่เห็นว่าราคาหุ้นมีการย่อตัวลงมาจากจุดพีค แล้วก็คิดเอาเองว่านี่คือหุ้นมีราคาถูกแล้ว ซึ่งมันอาจไม่จริงก็ได้

อย่างที่สอง การพลาดกำไรนั้นยังไม่เกิดขึ้น หรือต่อให้เกิดขึ้นจริงในเวลาต่อมา เราก็เพียงแต่สูญเสียในแง่ของ "โอกาส" เท่านั้น ยังไม่ได้เสียเงินออกไปเลยแม้แต่บาทเดียว พูดง่ายๆ ก็คือ มันเป็น opportunity loss ไม่ใช่ real loss

เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว ผมจึงไม่รู้สึกเดือดร้อนและตะกุยตะกายไขว่คว้าโอกาสที่ลอยผ่านหน้ามากมายนัก ผมอยากจะใช้เวลาคิด วิเคราะห์ และทบทวน ก่อนที่จะลงมือทำอะไรลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ

หากว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว พอร์ตหุ้นของเราก็ไม่ควรต้องรีบร้อนสร้างขึ้นเช่นกัน พึงคิดไว้เสมอว่าเรามีโอกาสที่จะ "ทำความรู้จัก" บริษัท รวมถึงฝ่ายบริหาร แต่เราก็ต้องใช้เวลาที่มากเพียงพอ อย่าลืมว่าเราต้องการซื้อบริษัทที่ "ดี" ไม่ใช่แค่ "ดูดี"

อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไปก็คือ บางธุรกิจมีวัฏจักร (cycle) หรือช่วงฤดูกาล (seasonality) หากเราซื้อหุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เราอาจมีโอกาสได้เห็นสิ่งเหล่านี้และทำความเข้าใจธุรกิจมากขึ้น และนี่คือสิ่งที่ นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ Value Investor ควรทำไม่ใช่หรือ

การรีบร้อนซื้อหุ้นแบบตูมเดียวจบเป็นการริดรอนเวลาและกดดันตัวเราเองโดยไม่จำเป็น ลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเราถือหุ้นไว้เต็มมือแล้ว จากนั้นค่อยมารู้ว่าบริษัทนี้ดูดีแค่เปลือกนอก หรือไม่ก็ดูดีเพียงเพราะว่ามันเป็นช่วงพีคของธุรกิจพอดี!?


ปัญหาอยู่ที่...


โดยส่วนตัวแล้วผมอาจจะ "ซื้อหุ้น" หรือ "ค่อยๆ ซื้อหุ้น" แต่ว่าผมจะไม่ "รีบซื้อหุ้น" เด็ดขาด ก็ในเมื่อตลาดหุ้นเปิดทำการอยู่ทุกวัน อยากซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ซื้อ อยากขายเมื่อไหร่ก็ได้ขาย คิดให้ดีก่อนค่อยซื้อก็ยังทันถมเถ ส่วนใหญ่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ซื้อไม่ทัน" หรอกครับ

แต่อยู่ที่ "คิดไม่ทัน" และ "ไม่ทันคิด" ต่างหาก

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

วาดสีน้ำตามกูรู


หลังจากเปิดทีวีไปเจอรายการ "วาดสีน้ำตามกูรู" ช่อง True Explore 2 นับแต่นั้นผมก็จะติดตามรายการนี้อยู่เสมอ อย่างหนึ่งก็คือ "ทึ่ง" ความสามารถของจิตรกรที่วาดสดๆ จากกระดาษขาวว่างเปล่า แต้มๆ ปัดๆ จนเห็นวิวทิวทัศน์เป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าอัศจรรย์ ...โดยเฉพาะสำหรับคนที่วาดรูปไม่ค่อยเป็นอย่างผม

แน่นอนว่าผมไม่ได้มองเห็นมันเป็นศิลปะอย่างเดียวอยู่แล้ว แต่ยังมองเห็นธรรมชาติบางอย่างที่สอดคล้องกับชีวิตของนักลงทุนอีกด้วย และนี่ก็คือสิ่งที่ผมจะเล่าให้ฟังครับ


จินตนาการสำคัญไฉน?


หลายคนคิดว่าการลงทุนต้องเกี่ยวกับหุ้น เกี่ยวกับตัวเลข ไม่เห็นจะมีอะไรโรแมนติกหรือมีความเชื่อมโยงกับศิลปะได้เลยสักนิด แต่ความจริงแล้ว "จินตนาการ" นี่แหละคือสิ่งสำคัญสำหรับทั้งสองเรื่อง



ในการวาดรูป เช่น วิวภูเขาและแม่น้ำ จิตรกรย่อมต้องวางโครงร่างของภาพก่อนว่าจะเอาภูเขาไว้ตรงไหน ลำน้ำไว้ตรงไหน จากนั้นจะใส่รายละเอียดอะไรบ้าง เป็นต้น การจัดองค์ประกอบในภาพถือเป็นเงื่อนไขความสำเร็จเบื้องต้น เพราะถ้าเราจัดวางไม่สวย รูปก็จะออกมาไม่สวย ต่อให้ "ฝีแปรง" ดีเพียงใด ภาพที่ออกมาอย่างมากก็สวยแบบพิลึกๆ

การจัดองค์ประกอบเกิดขึ้นตั้งแต่รูปยังไม่ได้ถูกวาด คำถามก็คือ แล้วเราเห็นมันได้อย่างไร ...ใช่แล้วครับ เราใช้จินตนาการนั่นเอง

จินตนาการมีความสำคัญกับนักลงทุนไม่แตกต่างกัน เราต้อง "วาดภาพ" ไว้ในใจก่อนว่า ในที่สุดแล้วพอร์ตการลงทุนของเราจะเป็นอย่างไร จะเน้นหุ้นเติบโต หุ้นปันผล หรือจะถือเงินสดไว้ในสัดส่วนเท่าไหร่

เราต้องไม่ลืมว่าการถือเงินสดก็มีส่วนสำคัญ นึกถึงเวลาหุ้นตกแรงๆ ทั้งตลาด เราจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อหุ้น "On Sale" เหล่านั้น ถ้าเรารู้จักจินตนาการเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เราจะวาดภาพพอร์ตของเราได้อย่างรัดกุมมากขึ้น

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราอยากสร้างพอร์ตที่สร้างกระแสเงินสดเป็นหลัก ภาพสุดท้ายของเราก็คือพอร์ตที่มีหุ้นปันผลเป็นตัวหลักอย่างน้อยครึ่งพอร์ต หากเราระดมเงินไปซื้อ LTF หวังหักภาษีตั้งแต่แรก สัดส่วนของ LTF ในพอร์ตเราก็คงจะเยอะมาก หากเราจินตนาการถึงปีต่อๆ ไป ซึ่งอัตราภาษีของเราขยับขึ้นจาก 10% เป็น 20% ถึงเวลานั้นเราก็คงจะงกอีกและระดมซื้อ LTF อีกรอบ สุดท้ายกลายเป็นว่าพอร์ตของเรามีแต่ LTF และไม่ได้เน้นสร้างกระแสเงินสดอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก

หากเราไม่จินตนาการถึงภาพสุดท้ายปลายทางไว้ตั้งแต่ต้น สิ่งที่เราทำก็คงมั่วซั่ว พอเห็นอะไรเข้าท่าก็ลากมันเข้ามาในพอร์ต กลายเป็นว่าแต่ละแอ็คชั่นไม่ได้ส่งเสริมหรือนำพาเราไปสู่จุดหมายปลายทาง

อย่าลืมนะครับ ทุกแอ็คชั่นของเราควรมีความหมาย มันควรพาเราไปสู่เป้าหมายที่วางไว้!


ค่อยๆ วาดไปเรื่อยๆ


นักวาดภาพมือใหม่มักจะไม่รู้ว่าควรทำอะไรก่อนอะไรหลัง บางทีก็ไปวาดบ้านบนภูเขาก่อนลงสีพื้นหญ้า วาดเสร็จแล้วก็ต้องมานั่งกังวลว่าบ้านจะเลอะสีพื้น หรือบางทีก็พบว่าโทนสีมันไม่เข้ากัน

จิตรกรที่เก่งแล้วจะไม่มีปัญหานี้ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าจะวาดท้องฟ้าก่อน แล้วค่อยมาลงสีพื้นหญ้า รายละเอียดเอาไว้ทีหลัง เขามีเวลาสังเกต "ความสอดคล้องกัน" ขององค์ประกอบต่างๆ และหากเรานั่งมองเขาวาดภาพก็จะเห็นว่ามันค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ

ในทำนองเดียวกัน นักลงทุนที่พุ่งเข้าชาร์จทีละจุด เช่น "เดือนนี้ฉันจะซื้อ SE-PED ซึ่งเป็นหุ้นปันผลชั้นดี แล้วเดือนหน้าฉันจะซื้อ CDALL ซึ่งเป็นหุ้นเติบโตชั้นยอด" เขาจะรู้ได้ยังไงว่าเดือนนี้เดือนหน้าจะเป็นโอกาสดีสำหรับการซื้อหุ้นแต่ละตัว?

เราจะไปบังคับว่าโอกาสดีต้องมาตอนนั้นตอนนี้ไม่ได้ นักลงทุนจึงควรจะ "มองหาโอกาสไปเรื่อยๆ" ค่อยๆ สร้างพอร์ตให้เข้ารูปเข้ารอยในลักษณะเดียวกับที่จิตรกรทำกับภาพสีน้ำของเขา ถ้ายังวาดบ้านไม่ได้เพราะสีพื้นยังไม่แห้งดี เราก็ไม่ควรฝืนทำ ไม่อย่างนั้นภาพอาจจะออกมาเละเทะ ในทำนองเดียวกันถ้าหุ้นตัวนี้ยังไม่ถูก เราก็อย่าเพิ่งซื้อ คนที่ซื้อหุ้นแพงมีแนวโน้มที่จะอยาก "ซื้อถัว" เพื่อรักษาแผลในใจ แต่มันกลับจะทำให้การลงทุนของเขาผิดแผนไปหมด

ถ้าอยากให้พอร์ตของเรา "สวยขึ้นเรื่อยๆ" เหมือนอย่างที่ภาพวาดสวยขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจและลงมือทำเมื่อโอกาสผ่านเข้ามาครับ


สวยขึ้นอีกนิด หรือไม่ก็พังพาบไปเลย


ในตอนท้ายของการวาดภาพ จิตรกรมักใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น เพิ่มแสงเงาให้ต้นไม้ เพิ่มแกะในทุ่งหญ้า ฯลฯ ส่วนมากแล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้ภาพวาดมีเสน่ห์มากขึ้น แต่ก็บ่อยครั้งเหมือนกันที่มันออกมาแล้วไม่สวย ทำให้ภาพวาดโดยรวมด้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย

การเป็นนักลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นก็มีความเสี่ยงไม่แพ้จิตรกรเหล่านี้ การทำอะไรบางอย่างเพื่อเพิ่มกำไรให้กับพอร์ต "อีกนิด" อาจลงท้ายด้วยการทำลายกำไรให้หายวับไปกับตา

นักลงทุนส่วนมากทราบดีว่าการถือหุ้นผ่านช่วงขาขึ้นสามารถทำกำไรได้มหาศาล บางครั้งแม้หุ้นจะขึ้นมามาก "เกินมูลค่าที่แท้จริง" ไปแล้ว แต่ราคาหุ้นก็ยังขยับขึ้นได้อีก มีคนจำนวนไม่น้อยปฏิเสธที่จะขาย(หรือทยอยขาย)หุ้นเกินมูลค่าเหล่านั้น พวกเขายังรีรอขอทำกำไรอีกนิด ด้วยเห็นว่าหุ้นยังเป็นขาขึ้น ยังมีโมเมนตัม ยังไม่ถึงแนวต้าน ฯลฯ

หลายคนต้องแลกกำไร "อีกนิด" กับกำไรทั้งหมดที่ทำไว้ เมื่อหุ้นพวกนั้นถูกกระแทกลงมาไม่เป็นท่า พวกเขาลืมไปว่า ยิ่งหุ้นเกินมูลค่าไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเท่ากับยก "แต้มต่อ" ให้คนอื่นๆ มากระทืบเขามากขึ้นเท่านั้น

การจะดูว่าแต้มต่ออยู่ที่ใครก็ไม่ยาก ถ้าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่ามากๆ มี Margin of Safety เยอะ แต้มต่อก็อยู่ที่เรา แต่ถ้าราคาหุ้นขึ้นมาเร็วจนเกินมูลค่า แต้มต่อก็อยู่ที่คนอื่น ...ง่ายๆ แค่นี้


และนี่ก็คือข้อคิดดีๆ ที่ได้จาก "วาดสีน้ำตามกูรู" อย่าลืมออกไปสัมผัสธรรมชาติและสร้างสรรค์งานศิลปะบ้างนะครับ


ภาพประกอบจาก www.jwjonline.net เป็นเว็บสอนวาดสีน้ำสำหรับมือใหม่ครับ ข้อดีคือเขาโชว์ความผิดพลาดที่เขาเคยทำไว้ให้เราได้ดูและเรียนรู้ด้วย

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

หุ้นตกขอบ


เมื่อพูดถึงคน "ตกยุค" เราก็มักนึกถึงคนที่ล้าหลังไม่ทันยุคทันสมัย ถ้าย้อนไปในวัยเรียน คนที่ "สอบตก" ก็จะต้องเรียนซ้ำ สอบซ่อม หรือไม่ก็ทำรายงานเพิ่ม อะไรก็ว่ากันไป ส่วนในตลาดหุ้น "ตกรถ" ก็หมายถึง เหตุการณ์ที่หุ้นขึ้น! แต่เราไม่ดีใจ เพราะไม่ได้ซื้อไว้

ดูเหมือนว่าการ "ตก" อะไรซักอย่างน่าจะเป็นเรื่องไม่ค่อยดี แต่นั่นอาจไม่ใช่สำหรับ "หุ้นตกขอบ" ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังครับ



ตกขอบแบบ "รอเข้าก๊วน"


หุ้นตกขอบมีหลายรูปแบบ แต่รูปแบบหนึ่งที่ชัดเจนมากๆ คือ "หุ้นที่รอเข้าก๊วน" ในที่นี้ผมจะยกตัวอย่างก๊วนของดัชนี SET50 ก็แล้วกัน

หลายคนคงรู้จักดัชนี SET50 กันดีอยู่แล้วว่าเป็นหุ้นตัวใหญ่ 50 ตัวแรกของตลาด หุ้น 50 ตัวที่ว่านี้ไม่ใช่ว่าอยู่แล้วอยู่เลยนะครับ โดยปกติตลาดหลักทรัพย์เขาจะจับหุ้นมาเรียงลำดับและ "เลือกใหม่" ทุกๆ 6 เดือน จึงเป็นโอกาสให้หุ้นตัวใหม่ๆ ได้มีการหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาใน SET50 บ้าง

ทั้งนี้การได้อยู่ในดัชนี SET50 จัดได้ว่าเป็นมงคลต่อผู้ถือหุ้นเป็นอย่างมาก เพราะหลายกองทุนกำหนดเกณฑ์ไว้ว่าจะลงทุนเฉพาะหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET50 เท่านั้น ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติซึ่งมองหา "บริษัทใหญ่ในตลาดเล็ก" ก็อาจตีกรอบตัวเองไว้กับดัชนี SET50 เช่นเดียวกัน หุ้นที่อยู่ใน SET50 จึงเป็นที่หมายตาของนักลงทุนสถาบัน และนั่นก็ย่อมทำให้หุ้นเป็นที่ต้องการของตลาด (และมักจะส่งผลดีต่อราคาหุ้น รวมทั้งสภาพคล่องในการซื้อขายด้วย)

หุ้นตกขอบ สำหรับกรณีนี้ก็คือ หุ้นที่ "เกือบ" ได้ร่วมก๊วนเข้าไปอยู่ในดัชนี SET50 (เช่น หุ้นที่มาจ่ออยู่ในลำดับที่ 51-52) คิดแบบชาวบ้านๆ ก็ต้องบอกว่าเจ้าหุ้นพวกนี้แหละมีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่ SET50 ในครั้งต่อไป

ความแตกต่างก็คือ หุ้นที่อยู่ในก๊วนตั้งแต่แรก นั้น ฝรั่งและสถาบันเขาเห็นมันมานานแล้ว ใครอยากซื้อก็อาจจะซื้อไปแล้ว ไม่มีอะไรใหม่น่าตื่นเต้น ในขณะที่ หุ้นที่เพิ่งเข้าก๊วน เป็นสินค้าตัวใหม่ ถ้าคุณตื่นเต้นกับกระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นล่าสุดหรือโทรศัพท์ผลไม้รุ่นล่าสุด ไม่ว่าจะซื้อมันหรือไม่ อย่างน้อยคุณก็คงให้ความสนใจกับมันใช่มั๊ยล่ะครับ

...และโอกาสที่คุณจะซื้อหุ้นเข้าก๊วนใหม่ได้ "ก่อน" ที่ราคาจะวิ่งขึ้น ก็คือ ซื้อตั้งแต่ตอนที่มันยังเป็น "หุ้นตกขอบ" อยู่


หุ้นตกขอบ กับ นักฟุตบอล


นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมเปรียบเทียบเรื่องหุ้นกับฟุตบอลครับ หากเราดูฟุตบอลแมทช์หนึ่งๆ ก็จะเห็นว่านักฟุตบอลแต่ละทีมที่วิ่งอยู่ในสนามมี 11 คน ทว่าพอมองไปที่ข้างสนามเราจะเห็นนักฟุตบอลอีก 6-7 คนนั่งเป็นตัวสำรองและรอคอยโอกาสของพวกเขาอยู่

11 คนในสนามนั้นได้โอกาสไปแล้ว โดยปกติพวกนี้เป็นนักฟุตบอลที่มีค่าตัวแพงระยับ เป็น "ตัวจริง" ที่กำลังโชว์ฝีเท้าให้สมราคา ในขณะที่ "ตัวสำรอง" มักเป็นนักฟุตบอลฝีเท้ารองๆ ลงมา ค่าตัวก็มักจะถูกกว่าพวกตัวจริง ทั้งที่ฝีเท้าอาจไม่ต่างกันเท่าไหร่

นักเตะตัวสำรองอาจต้องนั่งรอโอกาสอยู่เป็นนานสองนาน หวังอยู่ในใจว่าจะได้ลงไปโชว์ฝีเท้าบ้าง ซึ่งบางเกมพวกเขาก็ถูกเปลี่ยนตัวลงไปวาดลวดลาย แต่บางทีก็ต้องนั่งแกร่วจนเกมจบก็มีบ่อยไป

สิ่งสำคัญ คือ ไม่ใช่ตัวสำรองทุกคนที่จะได้ลงสนาม ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าเราจะตาแหลมพอที่จะมองออกหรือเปล่าว่า ตัวสำรองคนไหนที่มักจะได้โอกาสลงสนาม? และตัวสำรองคนไหนที่จะก้าวขึ้นมาจับจองตำแหน่งตัวจริงได้อย่างถาวร!?

ถ้านักฟุตบอลซื้อขายได้เหมือนหุ้น คุณคงอยากซื้อ เดวิด เบคแคม เก็บไว้ตั้งแต่สมัยที่ยังนั่งสำรองและยังมีค่าตัวไม่แพง ซึ่งนั่นก็คงทำกำไรได้มากกว่าจะมาซื้อตอนที่กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ไปแล้วจริงมั๊ยครับ เวลาที่ซื้อหุ้น คุณก็น่าจะอยากมองหาหุ้นที่ "กำลังจะ" เปล่งประกาย เพราะคุณต้องการ "ว่าที่" หุ้นหลายเด้ง ไม่ใช่หุ้นที่ทำหลายเด้งไปเรียบร้อยแล้ว


ตกขอบจาก "Analyst Coverage"


นอกจากดัชนี SET50 แล้ว ยังมีก๊วนอื่นๆ ที่น่าสนใจอีก เช่น ดัชนี SET100, ดัชนี MSCI รวมทั้งหุ้นกลาง-เล็กที่บรรดานักวิเคราะห์ไม่ได้ cover ไว้ในรายชื่อ ซึ่งนี่ก็เป็นหุ้นตกขอบอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

หลายคนซื้อหุ้นตามบทวิเคราะห์ หากเราพบหุ้นดีที่ไม่มีโบรกฯ ไหนให้ความสนใจเลยก็เท่ากับว่าเราตัดคู่แข่งออกไปได้ไม่น้อย

หุ้นบางตัวผลประกอบการ "ดีมาก" แต่มีสภาพคล่องน้อย แบบนี้โบรกฯ มักจะไม่วิเคราะห์ เพราะเมื่อปริมาณการซื้อขายน้อย ค่าคอมมิชชั่นก็น้อยตามไปด้วย วิเคราะห์ไปก็ไม่คุ้ม อย่างหุ้นขนมปังที่มีผลกำไรเติบโตต่อเนื่อง ราคาหุ้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าคลิกดู Analyst Consensus คุณก็อาจแปลกใจที่ไม่เห็นมีใครวิเคราะห์มันเลย

ที่ว่ามานี้อยากให้เห็นว่าหุ้นที่อยู่นอก Analyst Coverage อาจมีของดีซุกซ่อนอยู่ ถ้าเราขยันกว่าคนอื่นและวิเคราะห์เป็นก็อาจจะพบมันก่อนใครๆ

ผมจึงมักดีใจเสมอถ้าพบ "หุ้นตกขอบ" ชั้นดีที่นักวิเคราะห์ไม่ค่อยสนใจ ข้อดีคือมันเป็นหุ้นชั้นเยี่ยมที่ไม่ค่อยมีคนแย่งซื้อ กับอีกอย่างคือหากวันหนึ่งผู้คนเริ่มหันมาสนใจมัน ราคาหุ้นและค่า P/E ก็อาจพุ่งขึ้นเกินกว่าที่เราคาดฝันเลยทีเดียว


...เขียนมาซะยืดยาวก็ยังไม่จบ ไว้มาว่าต่อเรื่องหุ้นตกขอบรูปแบบอื่นๆ คราวหน้าแล้วกันครับ

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ปลาใหญ่ ปลาเล็ก


ถ้าเปรียบหุ้นทั้งหมดในตลาดเป็น "ปลา" ที่แหวกว่ายไปมารอให้คนมาซื้อ สิ่งที่เราในฐานะนักลงทุนทำก็คือ ซื้อปลามาเพื่อเลี้ยงและขายต่อให้ได้ราคาดีๆ


ผมคงต้องยอมรับว่าเป็นคนไม่ชอบลงทุนกับ "ปลาใหญ่" แม้จะรู้ว่าปลาใหญ่แข็งแรงกว่า ทนกว่า และเนื้อเยอะกว่า ในทางตรงข้ามผมกลับชอบซื้อ "ปลาเล็ก" ที่แคล่วคล่องว่องไวและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่ความชอบส่วนตัวเท่านั้น

ที่จริงแล้วสำหรับคนที่เลือกปลาเก่งๆ ไม่ว่าปลาจะตัวใหญ่หรือตัวเล็กก็สามารถทำกำไรได้ทั้งสิ้น


ปลาใหญ่


ปลาใหญ่ หรือ หุ้นตัวใหญ่ จำพวกที่อยู่ใน SET50 หรือ SET100 นั้นเป็นที่หมายปองของนักลงทุนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น "ขาเล็ก" อย่างพวกรายย่อย หรือ "ขาใหญ่" อย่างนักลงทุนสถาบัน

นักลงทุนสถาบัน เช่น ผู้จัดการกองทุน หรือเฮ็ดจ์ฟันด์ต่างๆ มักมีข้อจำกัดที่ทำให้พวกเขาต้องจดจ่ออยู่กับหุ้นตัวใหญ่ แม้ที่จริงในกรณีของเฮ็ดจ์ฟันด์จะสามารถดิ้นไปลงทุนใน "อะไรก็ได้" แต่การจับหุ้นตัวเล็กก็ทำให้พวกเขามีอาวุธไม่ครบมือ อย่างน้อยก็ไม่สามารถช็อตเซลล์ (short sell) หุ้นก่อน แล้วค่อยไปซื้อกลับในราคาถูกๆ เพื่อทำกำไร ด้วยเหตุนี้นักลงทุนขาใหญ่จึงถูกบังคับให้ซื้อ "ปลาใหญ่" ไปอย่างช่วยไม่ได้

แต่ในมุมของนักลงทุนรายย่อยนั้นแตกต่างออกไป พวกเขาสามารถ "เลือก" ปลาใหญ่หรือปลาเล็กก็ได้ อย่างไรก็ตาม ผมจะพูดถึงพวกที่ชอบปลาใหญ่ก่อนก็แล้วกัน

ในรายที่เลือกซื้อปลาใหญ่ หลายคนเลือกเพราะความเชื่อใจและความสบายใจ ความเชื่อใจที่ว่านี้ก็คือ หุ้นตัวใหญ่ หรือ หุ้นบลูชิป เป็นหุ้นดีและปลอดภัย พวกเขาตัดสินใจซื้อแม้จะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับธุรกิจของมันเลย รู้แต่ว่า "ปลาใหญ่ไม่มีวันจม" และ "หุ้นบลูชิปไม่มีวันเจ๊ง"

ขณะที่รายย่อยอีกหลายคนก็พยายาม "เล่นหุ้น" แบบเน้นคุณค่า พวกเขาเข้าใจว่านักลงทุนแบบ VI ต้องซื้อหุ้นแล้วถือยาว ต้องซื้อหุ้นพื้นฐานดี แล้วก็เข้าใจต่อไปว่าหุ้นบลูชิปคือหุ้นพื้นฐานดี ก็เลยสรุปว่า "เป็น VI ต้องซื้อหุ้นบลูชิปแล้วถือยาว" ...ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปมาก

ปลาใหญ่อาจไม่ทำกำไรก็ได้ หากว่ามัน "ป่วย" หลังจากที่คุณซื้อมา การอนุมานว่าปลาใหญ่ต้องแข็งแรงจึงไม่ถูกต้องเสมอไป

นอกจากนี้ปลาใหญ่นั้นมักจะโตมาเป็นเวลายาวนานแล้ว โอกาสที่เลี้ยงไปแล้วมันจะโตขึ้นก็มีอยู่จำกัด อีกทั้งปลาใหญ่ย่อมเป็นที่หมายตาของนักลงทุนทั้งขาใหญ่ขาเล็ก โอกาสที่เราจะได้ซื้อมันในราคา "เจ๋งๆ" ก็มีอยู่ไม่มาก ผมจึงมองว่าทั้ง "ศักยภาพ" และ "โอกาส" ไม่ค่อยเอื้อให้กับนักลงทุนรายเล็กๆ อย่างผมสักเท่าใดนัก ผมเลยมักจะเบี่ยงตัวเองออกไปมองหาปลาเล็กเสียมากกว่า


ปลาเล็ก


การมองหาปลาเล็กถือได้ว่าเป็นเรื่องสนุกกว่ากันมาก แต่เมื่อไหร่ที่คุณมองเห็นปลาเล็กตัวแจ๋วๆ รับรองว่ามันจะทำกำไรให้คุณได้ชนิดอ้าปากตาค้างเลยล่ะ

ปลาเล็ก หรือ หุ้นตัวเล็ก อยู่นอกจอเรดาร์ของเหล่าผู้จัดการกองทุน ซึ่งมักมีข้อจำกัดในการเลือกตัวหุ้น "โอกาส" ของเราที่จะซื้อมันได้ในราคาดีๆ จึงมีอยู่เสมอ นอกจากนี้ปลาเล็กยังมี "ศักยภาพ" ที่จะเติบโตได้อีกมาก ถ้าเราสามารถเลือกปลาเล็กที่แข็งแรงและโตไว

อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อหุ้นตัวเล็กมีข้อควรระวังอยู่มากเหมือนกัน ข้อแรก คือ คุณภาพของมัน หุ้นตัวใหญ่จัดได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวพิสูจน์ตัวเองมาปีแล้วปีเล่า จนกลายเป็นบริษัทใหญ่อย่างในทุกวันนี้ ในขณะที่หุ้นตัวเล็กอาจแทบไม่เคยผ่านศึกหนักมาเลย การมองหาหุ้นตัวเล็กที่เจ๋งจริงๆ จึงต้องใช้สายตาที่แหลมคมอยู่พอสมควร

ข้อสอง ความที่หุ้นตัวเล็กเป็นการ "เล่นกันเอง" ในระหว่างรายย่อยด้วยกัน สภาพคล่องของหุ้นจึงค่อนข้างน้อย แม้กระทั่งรายย่อยที่มีเม็ดเงินมากหน่อยก็อาจกลายเป็น "เจ้ามือหุ้น" ที่สามารถลากหรือทุบราคาหุ้นได้แล้ว เราจึงต้องระวังไม่เข้าไปเล่นในเกมเดียวกับเจ้ามือหุ้นเหล่านั้น

ข้อสาม สืบเนื่องจากสภาพคล่องที่ค่อนข้างน้อย การซื้อหรือขายหุ้นอย่างรวดเร็วอาจทำให้เราได้ราคาแย่กว่าที่ควร เพราะช่วงห่างระหว่างราคา bid กับ offer ที่ห่างกันมาก ในเวลาที่จะซื้อถ้าเราอ้อยอิ่งใจเย็นเกินไป ราคาหุ้นก็ขยับขึ้นทุกวัน เราก็อาจต้องตามซื้อในราคาที่แพงอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งนั่นก็ส่งผลเสียต่อต้นทุนของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อสุดท้าย ผมขอย้อนกลับไปในกรณีที่เราพลาดไปซื้อ "ปลาป่วย" หากเป็นเคสของปลาใหญ่เรายังตัดใจขายทิ้งได้ทันทีโดยไม่เจ็บปวดมากนัก แต่ในเคสของปลาเล็ก เราอาจ "โดน" ตั้งแต่ข้อแรกจนถึงข้อสามกลับมาเล่นงานอ่วมได้ เพราะตลาดของปลาเล็กนั้นจัดว่าเป็น niche market หรือตลาดที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง

ด้วยเหตุนี้ผมจึงเตือนตัวเองเสมอว่า "รักจะซื้อปลาเล็ก สายตาต้องแหลมคม" และ "ต้องเฉียบคมขึ้นอยู่เสมอ" จะหยุดพัฒนาตัวเองไม่ได้เลย

นี่คือข้อคิดที่อยากฝากไว้สำหรับคนรักปลาเล็กทุกคนครับ


เครดิต ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Big Fish Little Fish Swim School

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อยากซื้อมั๊ย หุ้นตัวนี้

ผมมีคำถามน่าสนใจมาถามครับ ผมจะเล่าเรื่องของหุ้นตัวหนึ่งให้ฟัง จากนั้นลองคิดดูว่า "คุณอยากซื้อมันมั๊ย?"

หุ้นตัวนี้เป็นหุ้นนอกตลาดครับ มันเป็นบริษัทที่มีอนาคตสดใส อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกหุ้นตัวนี้จะยังไม่สามารถจ่ายเงินปันผลให้กับคุณได้ มิหนำซ้ำคุณยังต้อง "เพิ่มทุน" ให้กับมันอยู่เป็นประจำ ก่อนที่กระแสเงินสดของบริษัทจะกลับมาเป็นบวกและยืนบนขาของตัวเองได้ ซึ่งก็น่าจะราวๆ 20 ปี

หลังจากที่ตั้งตัวได้แล้ว บริษัทก็อาจจะจ่ายหรือไม่จ่ายเงินปันผลให้คุณก็ได้ แล้วแต่การตัดสินใจของฝ่ายบริหาร

ดูจากแนวโน้มอุตสาหกรรม เมื่อบริษัทเริ่มมีฐานะทางการเงินมั่นคงก็จะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ "ควบรวมกิจการ" ซึ่งก็อาจจะต้องขอเพิ่มทุนจากคุณอีกรอบ รวมถึงอาจมีการออกมาตรการ "ลด" อัตราการจ่ายเงินปันผลประกอบไปด้วย เพราะบริษัทต้องนำเงินสดไปใช้ในการวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

ที่สำคัญคุณไม่สามารถขายมันทิ้งได้ เพราะมันเป็นหุ้นนอกตลาด พูดแบบบ้านๆ ก็คือ "ต้องถือมันไปเรื่อยๆ"

มาถึงตรงนี้คุณอาจจะคิดว่าหุ้นตัวนี้ช่างไม่น่าซื้อเอาเสียเลย...

เสียดายที่ผมต้องบอกว่าหุ้นตัวนี้ก็คือ "ตัวเรา" นั่นเองครับ

ในช่วงแรกของชีวิตที่เรายังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องมี "ใครบางคน" คอยใส่ใจดูแล ป้อนข้าวป้อนน้ำ หาเงินส่งเสียให้เราเรียน จนถึงวันที่เราเริ่มทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้

หลายคนแบ่งเงินเดือนออกมาให้ "ใครบางคน" นั้น เพื่อตอบแทนพระคุณ มากบ้างน้อยบ้างตามกำลังที่มี ขณะที่อีกหลายคนก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะทำเช่นนั้นได้ ยิ่งใครแต่งงานแยกครอบครัวออกมาก็จะรู้ว่า ภาระทางการเงินในช่วงอายุ 30-40 ปี หนักหนาสาหัสขนาดไหน โดยเฉพาะคนที่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เลี้ยงลูก จ่ายค่าเทอม ฯลฯ แต่ "ใครคนนั้น" ก็พร้อมจะเข้าใจ

ความรักที่บริสุทธิ์ทำให้เขายินดีซื้อหุ้นตัวนั้น แม้จะรู้ว่ามันไม่มีทางคุ้ม!

การเป็นพ่อเป็นแม่คนนั้น ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ใดๆ หากลองย้อนขึ้นไปดูตัวอย่างหุ้นข้างต้นก็จะเห็นว่า ผู้ถือหุ้น "แทบจะไม่ได้อะไรเลย" นอกจากความชื่นอกชื่นใจและความสุขในชีวิต ผมถึงคิดว่า นั่นแหละ! คือสิ่งที่เราควรทำให้กับพ่อแม่ของเรา

ลูกคนใดที่ทำให้พ่อแม่ "ชื่นใจ" และ "ภูมิใจ" ไม่มีทางที่จะเสื่อม ... ขอจรรโลงสังคมฉลองวันแม่ สั้นๆ แค่นี้แหละครับ

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผ้าขนหนูสีตก

หลังจากผ่านการใช้งานมาหลายปี ผ้าขนหนูผืนเดิมของผมก็หมดสภาพลงและต้อง "เปลี่ยนสถานะ" ไปเป็นผ้าเช็ดเท้าตามระเบียบ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสอนใจในตลาดหุ้นเรื่องนี้

ด้วยความที่เป็นคนใช้ของค่อนข้างทน เมื่อต้องซื้อผ้าขนหนูผืนใหม่มาทดแทน ผมจึงคิดว่า "เอ้า! ซื้อของคุณภาพดี ใช้ได้นานๆ ไปเลยดีกว่า" เลยตัดสินใจไปเดินเลือกซื้อผ้าขนหนูในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง โลโก้สีแดงๆ แต่ไม่ขอบอกว่าชื่อห้างอะไร ปรากฏว่ากำลัง "on sale" อยู่พอดี จากพันกว่าเหลือ 600 บาท ก่อนเอามาใช้ก็ต้องซักใช่มั๊ยครับ ปรากฏว่า...

เหมือนชื่อเรื่องแหละ ผ้าขนหนูยี่ห้อดัง สีฟ้าสวย ดัน... "สีตก!"

บัดนี้ผมมีผ้าขนหนูใหม่เอี่ยม ซักครั้งแรกตามปกติ (ไม่ใช้น้ำยาฟอกสี แถมแยกซักกับผ้าสีอ่อนแล้วด้วย) กลับกลายเป็นสีฟ้ากับรอยด่างขาวๆ ดวงเบ้อเริ่ม นี่ยันไม่ทันได้ปฏิบัติหน้าที่ผ้าขนหนูเลยซักเปี๊ยะเดียว ผมนึกถึงเงิน 600 บาทที่ลอยออกไปด้วยความเสียดาย

เฮ้อ! "รู้งี้" ซื้อในห้างไฮเปอร์มาร์ทแถวบ้านดีกว่า ถูกกว่าเยอะ


หุ้นของคุณ "สีตก" หรือไม่?!


อย่าเพิ่งคิดว่านี่คือคำถามเพี้ยนๆ นะครับ ผมเพียงแต่ถามเปรียบเทียบว่า คุณเคยเจอประสบการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้กับการซื้อหุ้นหรือเปล่า

คุณ "เชื่อ" ว่าหุ้นตัวที่กำลังจะซื้อเป็นหุ้นพื้นฐานดี

คุณ "รู้อยู่แก่ใจ" ว่าราคาที่ซื้อเป็นราคาที่ไม่ถูกเลย

คุณ "คาดหวัง" ว่าหุ้นชั้นดีเยี่ยงนี้ ถึงอย่างไรราคาก็ต้องขึ้น

ทั้งหมดนี้ก่อนที่จะพบว่าหุ้นตัวนี้...ซัก...แล้ว...สี...ตก... ความหมายของผมก็คือ มันไม่ได้ดีเหมือนอย่างที่เราคิดไว้ในตอนแรก มันเซอร์ไพรส์เราด้วยผลกำไรที่ลดลง หรือบางทีหนักหน่อยก็ขาดทุนแรงๆ เลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้โชว์กำไรมาตลอดหลายไตรมาส แน่นอนว่าราคาหุ้นร่วงไม่เป็นท่า หลายคนมองซ้ายมองขวา อ้าว! "ดอย" แล้วนี่หว่า


หุ้นเติบโตชั้นดี


ที่จริงต้องเข้าใจก่อนว่า หุ้นหน้าไหนก็ส่งเราไปอยู่ "ดอย" ได้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่าคนส่วนมาก "ทำใจได้" ถ้าต้องไปดอยกับหุ้นปั่น หลายคนตระหนักถึงความเสี่ยงนี้จึงตัดใจ cut loss ไปตั้งแต่ต้นมือ เพราะรู้วิธีรับมือหุ้นปั่นเป็นอย่างดี

แต่สำหรับหุ้นเติบโตชั้นดีนั้นต่างออกไป คนจำนวนมากมองมันเป็นหุ้นที่มีอนาคต เมื่อราคาตกก็รอแต่จะเก็บเพิ่มเสียด้วยซ้ำ บ่อยครั้งมันไต่ราคาขึ้นจนแทบไม่มีจังหวะย่อลงมาให้ซื้อ บางคนจึงกัดฟันซื้อในราคาค่อนข้างแพงและก็พบว่าราคามันขึ้นต่อไปได้จริงๆ จนถึงกับมีคำกล่าวว่า "หุ้นเติบโตไม่เคยแพงเกินไป" เพราะในไม่ช้ากำไรก็จะโตตามมาจนทัน

นักลงทุนยินดีจ่ายเงินซื้อหุ้นในราคาแพง เช่น ซื้อหุ้นที่มีค่าพีอี (P/E หรือ price-to-earning) สูงๆ โดยเชื่อว่ากำไรที่เติบโตจะช่วยให้ค่าพีอีในอนาคตลดลงมาเอง ซึ่งก็จริง "ถ้ามันยังเติบโต" ดังนั้น เราจึงเห็นคนยอมซื้อหุ้นที่มีค่าพีอี 40 เท่า แล้วราคาก็ยังคงขึ้นต่อไป

ปัญหาก็คือ หุ้นเติบโตจะยังดีตราบเท่าที่มันเติบโต เมื่อใดที่มันหยุดหรือชะลอการเติบโต เมื่อนั้นหายนะก็มาถึง


อะไรทำให้หุ้นสีตก


เคยนึกกันบ้างหรือไม่ว่า คนยินดีซื้อหุ้นที่ค่าพีอี 40 เท่าก็เพราะคาดหวังการเติบโตในระดับ "สูงมาก" หากวันไหนที่หุ้นตัวนั้นลดลงมาเติบโตในระดับ "ปานกลาง" หรือ "ค่อนข้างสูง" บางทีมันอาจเทรดกันที่ค่าพีอี 20 เท่าก็ได้ พูดง่ายๆ ก็คือ

ราคาหุ้นอาจลดลงมาเหลือครึ่งเดียว!

นี่แค่ผลจากการชะลอตัวของอัตราการเติบโตนะครับ ถ้าเกิดบริษัทพลิกกลับไปขาดทุน ทีนี้ค่าพีอีอาจร่วงลงไปเหลือ 10-15 เท่าก็เป็นได้ นั่นคือ ราคาหุ้นอาจลดลงมาเหลือแค่ 1 ใน 4 จากจุดสูงสุด ผมรับรองได้เลยว่าคุณหลับไม่สบายแน่ๆ ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น

นี่คือความน่ากลัวของการซื้อหุ้นที่มีค่าพีอีสูงๆ หรือการยอม "จ่ายแพง" เพื่อบริษัทชั้นเยี่ยม ซึ่งถ้าเป็นสถานการณ์ปกติก็แล้วไป แต่เมื่อไหร่เกิดการพลิกล็อก โอกาสเจ๊งยับก็มีสูง เพราะเรายอมให้ "แต้มต่อ" ไปกับตลาดเสียแล้ว

ตรงข้ามกับเซียน VI ตัวจริงซึ่งซุ่มรอโอกาสและจะเข้าซื้อต่อเมื่อมี "ส่วนต่างแห่งความปลอดภัย" หรือ margin of safety ที่มากเพียงพอ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เขาต่อรองขอ "แต้มต่อ" จากตลาด


อย่างมาก - อย่างน้อย


เมื่อเราซื้อในจังหวะที่อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด ทุกอย่างที่เราเห็นคือ "อย่างมาก" เท่าที่บริษัทจะทำได้ ตัว E (earning) เป็นค่า maximum เท่าที่มันจะเป็นได้ ค่าพีอีที่สูงๆ มันจึง "สูงจริงๆ"

ในทางกลับกัน หากเราซื้อในจังหวะที่อะไรๆ ก็ดูแย่ นักวิเคราะห์ต่างใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้น สมมติฐานที่ใช้ก็อนุรักษ์นิยมมากขึ้น ตัว E จึงแทบจะเป็นค่า minimum สิ่งที่เราเห็นเป็น "อย่างน้อย" ที่บริษัทจะทำได้ และเมื่อประกาศกำไรออกมา บริษัทก็มักทำได้ดีกว่าที่คาดจริงๆ ตัว E ก็จะพองขึ้นและทำให้ค่าพีอีลดลงมาเอง ค่าพีอีที่ดูเหมือนจะสูง ที่แท้มัน "สูงไม่จริง"

ผมคงฝากไว้เพียงเท่านี้ สำหรับผมคงต้องกลับไปใช้ผ้าขนหนูด่างดวงผืนใหม่เอี่ยมต่อไป ส่วนทุกท่านจะทำอย่างไรกับหุ้นสีตก หรือคราวหน้าจะหลีกเลี่ยงอย่างไร ก็ลองนึกกันดูนะครับ

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทเรียนจากถังเก็บน้ำ

ไม่นานมานี้ผมพบว่าน้ำประปาในบ้านไม่ค่อยไหล และกลับพ่นออกมาเป็นลมแทนที่จะเป็นน้ำ ที่สุดแล้วก็พบความจริงว่าต้นเหตุเกิดจากถังเก็บน้ำที่บ้านของผมนั่นเอง หลังจากที่ผมอธิบายเรื่อง "น้ำ" แล้ว เดี๋ยวจะฝากข้อคิดดีๆ เป็นเรื่อง "หุ้น" ให้ฟังกันบ้างนะครับ

เหตุเกิดจากถังเก็บน้ำ


ในการใช้น้ำประปา เดี๋ยวนี้บ้านสมัยใหม่มักจะไม่ต่อท่อของการประปาเข้าสู่บ้านโดยตรงแล้ว เนื่องจากแรงดันน้ำของการประปาไม่เพียงพอสำหรับเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น เป็นต้น โดยทั่วไปเราจึงต่อท่อของการประปาเข้ามาพักไว้ที่ถังเก็บน้ำก่อน จากนั้นค่อยปั๊มน้ำเข้าสู่ตัวบ้านต่อไป

ปัญหาของผมเกิดขึ้นเมื่อก๊อกน้ำเข้าของถังเก็บน้ำเกิดอุดตัน ทำให้น้ำไหลเข้าถังช้ามาก ขณะที่คนในบ้านก็ยังใช้น้ำตามปกติ น้ำในถังเก็บจึงค่อยๆ ลดลงโดยที่เราไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งวันหนึ่งที่น้ำหมดถังนั่นแหละ ดูจากภาพ (ถังหมายเลข 1) น่าจะพอนึกออกครับ


การจับจ่ายใช้สอย


เมื่อเทียบเคียงเรื่องนี้กับการจับจ่ายใช้สอยของคนเรา (ถังหมายเลข 2) จะเห็นว่าคนทั่วไปซึ่งมีรายได้ประจำ เช่น เงินเดือน และมีรายจ่ายต่างๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าเดินทาง ฯลฯ เงินที่เหลือจากการจับจ่ายก็ย่อมกลายเป็นเงินเก็บ ไม่ต่างอะไรจากถังเก็บน้ำ

คนที่จับจ่ายใช้สอยน้อยกว่าเงินที่หามาได้ย่อมมีเงินเก็บมากขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นคนรวยในที่สุด ในทางกลับกัน คนที่จับจ่ายใช้สอยมากกว่าเงินที่หามาได้ ถึงจุดหนึ่งเงินเก็บก็หมดและอาจต้องถึงกับกู้หนี้ยืมสิน และแน่นอนว่าถ้าพฤติกรรมดังกล่าวยังไม่ถูกแก้ไข เขาก็ไม่มีวันพ้นสภาพ "ลูกหนี้" ได้

คนฉลาดจะไม่ยอมอยู่ในฐานะของ "คนจ่ายดอกเบี้ย" หรืออย่างน้อยก็พยายามออกจากสภาพนั้นโดยเร็ว เขาจะพยายามอยู่ในฐานะของ "คนรับดอกเบี้ย" ซึ่งนั่นก็ทำให้เขารวยขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากให้คิด คือ การเปิดก๊อกบนให้แรงขึ้นนั้นยากกว่าการหรี่ก๊อกล่างให้เบาลง

หากคุณมีเงินเดือน 30,000 บาท ใช้จ่ายเดือนละ 28,000 บาท เท่ากับว่ามีเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาท เพียงแค่ลดค่าใช้จ่ายลงได้ 5% หรือ 1,400 บาท ในแต่ละเดือนคุณจะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นเป็น 3,400 บาท มากขึ้นกว่าเดิมถึง 70% น่าทึ่งใช่มั๊ยล่ะ!


การลงทุนในหุ้น


พลิกกลับไปที่การลงทุนในหุ้น (ถังหมายเลข 3) คราวนี้เงินที่ไหลเข้ามาเกิดจากกำไรหุ้น ขณะเดียวกันเงินที่ไหลออกไปเกิดจากการขาดทุน วิธีรวย คือ เราต้องทำให้ในภาพรวมแล้วผลขาดทุนน้อยกว่าผลกำไร เมื่อกำไรพอกพูนขึ้น เราก็จะรวยขึ้น

สิ่งที่ผมพบโดยทั่วไป คือ คนส่วนมากเอาเงินเดือนหรือรายได้อื่นๆ เทเข้ามาสู่พอร์ตหุ้นอยู่ตลอดเวลา การทำแบบนั้นทำให้พวกเขาไม่รู้ตัวว่าที่จริงแล้วถังเก็บน้ำของเขากำลังสูญเสียความสมดุล และที่ทุกวันนี้ถังเก็บน้ำของพวกเขาไม่แห้งขอดก็เป็นเพราะว่าพวกเขามี "ก๊อกพิเศษ" ด้านบนขวาคอยเติมเข้ามา นี่คือสิ่งที่น่ากลัว เพราะมันทำให้พวกเขาเทเงินทิ้งไปในตลาดหุ้นโดยไม่สำเหนียกตัวเสียด้วยซ้ำ และที่จริงเขาจะรวยกว่านี้มากถ้าเพียงแต่ปล่อยเงินพวกนั้นไว้เฉยๆ

จะเห็นว่าระดับน้ำมีสองสี สีเข้มแสดงให้เห็นระดับน้ำที่แท้จริง หากว่าไม่มี "ก๊อกพิเศษ" และสีอ่อนแสดงให้เห็นถึงระดับน้ำที่รวมเอาเงินเติมอื่นๆ เข้าไปด้วยแล้ว ผมเข้าใจดีว่าเงินนั้นมันไม่มีการ "แปะป้าย" ว่าก้อนนี้มาจากไหน ก้อนนั้นมาจากไหน เมื่อเอามันเทรวมกัน เราก็จะงงๆ แล้วมองมันเป็นก้อนเดียวไปเลย

วิธีง่ายๆ ที่ผมอยากแนะนำ คือ ให้สรุปพอร์ตการลงทุนเป็นประจำ ใครที่ซื้อขายไม่บ่อยอาจสรุปทุก 1 ปี ส่วนใครซื้อขายบ่อยอาจสรุปเป็นรายไตรมาสก็ได้ ส่วนเงินนอกที่เติมเข้าไปในแต่ละช่วงก็จดบันทึกไว้ด้วย เมื่อสรุปพอร์ตจะได้หักเงินก้อนนั้นออกก่อน ทีนี้ก็จะรู้แล้วว่าตกลงได้กำไรหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหน

ใครอยาก advance มากขึ้นก็คำนวณด้วยวิธี Modified Dietz Method ก็ได้ เสิร์ชหาเอาในเว็บไม่ยาก ส่วนใครไม่อยากปวดหัว ทำอย่างที่ผมบอกก็โอเคแล้วครับ


ข้อคิดดีๆ ที่คุณได้


คุณอาจจะนึกไปว่าสิ่งที่แย่ที่สุด คือ "การขาดทุน" แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่แย่ที่สุด คือ "การไม่รู้ตัวว่าขาดทุน" เพราะเมื่อคุณรู้ว่าขาดทุน อย่างน้อยก็ยังทบทวนหาทางแก้ไขได้ แต่เมื่อคุณไม่รู้ว่าตัวเองกำลังขาดทุน คุณก็คงจะทำในสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ และทำให้การขาดทุนนั้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก มิหนำซ้ำยังเอาเงินออมที่หามาได้เทลงมาในตลาดหุ้น พอกพูนความขาดทุนให้ใหญ่โตขึ้นไปอีก

ลองทบทวนดูนะครับว่า ถังเก็บน้ำของคุณกำลังจะแห้งขอดหรือไม่... อย่าให้มาคิดได้ตอนหลังว่า "ไม่น่าเลยเรา"

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

6 พฤติกรรมละลายเงิน


พอดีไปอ่านเจอข้อเขียนของ Rose Raymond จาก Bankrate.com เห็นว่าน่าสนใจดี

http://finance.yahoo.com/news/6-ways-conventional-wisdom-wastes-080048041.html

เรื่อง "6 Ways Conventional Wisdom Wastes Money" มีใจความประมาณนี้

หลายอย่างที่เราเชื่อหรือฟังตามกันมาทำให้เงินในกระเป๋าของเราหายไปโดยไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งได้แก่

1. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์บ่อยเกินจำเป็น - ตามบทความเขาบอกว่าคนจำนวนมากเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 3,000 ไมล์ หรือถ้ากรณีของคนไทยก็คงประมาณ 5,000 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันเกรดน้ำมันเครื่องรวมทั้งสเปกเครื่องยนต์ดีขึ้นมากแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเปลืองเงินเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องบ่อยขนาดนั้น รถยนต์รุ่นหลังๆ สามารถอยู่ได้ถึง 10,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ไปศึกษาคู่มือประจำรถของเราก่อนเพื่อความแน่ใจ

2. ใช้ชุดเครื่องนอน เช่น ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ซึ่งมีจำนวนเส้นด้าย (thread count) มากเกินไป - เขาบอกว่าคนทั่วไปมักคิดว่ายิ่งมากยิ่งดี แต่ที่จริงจำนวนเส้นด้ายที่ไม่มากเกินไปกลับมีข้อดีทั้งในแง่ของการซักและตาก เพราะซักง่ายแห้งไว เวลานอนก็สบายตัวกว่าเพราะมีช่องว่างให้อากาศผ่าน แต่คนก็มักซื้อแบบที่ทอถี่เพราะเห็นว่ามีราคาแพงเลยคิดว่าดี

3. เปิดพัดลมเพดานทิ้งไว้ในห้องที่ไม่มีคนอยู่ - พัดลมไม่ได้ทำให้มวลอากาศเย็นลง มันเพียงแต่พัดให้ลมเคลื่อนที่และทำให้เรารู้สึกสบาย ดังนั้นการเปิดพัดลมทิ้งไว้ในห้องที่ไม่มีคนอยู่จึงไม่เกิดประโยชน์แถมยังเปลืองไฟ

4. ดื่มน้ำบรรจุขวดแทนที่จะดื่มน้ำประปา - อันนี้คงหมายถึงเมืองนอกซึ่งน้ำประปามีมาตรฐานดี สำหรับเมืองไทยคิดว่าน้ำกรองตามบ้านก็น่าจะโอเค หมั่นเปลี่ยนไส้กรองก็แล้วกัน

5. จัดโปรแกรมเที่ยวสุดหรู - การนั่งเครื่องบินไปเที่ยวต่างประเทศเป็นตัวสูบเงินชั้นดี ทั้งค่าตั๋ว ค่าที่พัก ค่าอาหาร ลองเปลี่ยนมาเป็นเที่ยวใกล้ๆ แล้วแวะเยี่ยมญาติมิตรก็ได้ความสุขไม่แพ้กัน

6. ดูเคเบิลทีวีแพงๆ - ค่ารายเดือนของเคเบิลทีวีที่สูงเกินจำเป็นเป็นตัวดูดเงินชั้นดีอีกตัวหนึ่ง เทียบกับในเมืองไทยสมมติเราดู T___Visions แพ็คเกจที่มีบอลพรีเมียร์ลีก ตกเดือนละ 1,500-1,600 บาท หรือปีละร่วมๆ สองหมื่นบาท ซึ่งถ้าบ้านไหนดูคุ้มก็แล้วไป แต่ถ้าดูไม่คุ้มก็น่าจะลองทบทวนดูว่าเปลี่ยนเป็นแพ็คเกจอื่นหรือเป็นจานที่ขายขาดดีกว่าหรือไม่

ทั้งนี้ออกตัวก่อนว่าเนื้อหาผมปรับให้เข้ากับบริบทในเมืองไทยบ้าง ไม่ใช่การแปลหรือเรียบเรียงมา