แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนุพันธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนุพันธ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ธรรมนิทาน TFEX

ในสายตาของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investor หรือ VI) ตราสารอนุพันธ์เป็นสิ่งที่อันตรายและไม่พึงเข้าไปยุ่งเกี่ยว แม้กระทั่งมหาเศรษฐีนักลงทุนอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังกล่าวว่า "ตราสารอนุพันธ์เป็นอาวุธทำลายล้างทางการเงิน" ทั้งยังเห็นว่าควรออกกฎหมายห้ามซื้อขายเสียด้วยซ้ำ

ในอีกมุมหนึ่ง นักเก็งกำไรกลับชื่นชอบตลาดอนุพันธ์ หรือ TFEX เพราะว่าใช้เงินลงทุนน้อยและสามารถทำให้ "รวยเร็ว" ได้ถ้าเก่งจริง ซึ่งก็แน่นอนว่ามีทั้งคนที่ทำได้และคนที่ทำไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ ทุกคนเข้ามาก็เพราะเชื่อว่าตัวเองจะทำได้

ผมเองมองเห็นทั้งสองมุมมอง จึงอยากแบ่งปันแง่คิดเกี่ยวกับอนุพันธ์ผ่านนิทานธรรมะ ซึ่งอาจจะช่วยให้เหล่า VI เปิดใจให้กว้างขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจทำให้นักเก็งกำไรตระหนักถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น


ทิ้งไร่เข้าป่า


อนุกรมานพ ทำไร่ทำสวนเลี้ยงชีพมาเป็นเวลาช้านาน วันหนึ่งมีสหายมาชักชวนให้เลิกทำไร่ "แกจะจับจอบเสียมทำไร่ไปอีกนานเท่าไรวะ ข้าเห็นผู้คนเข้าไปหาของป่า มีแต่มีดพร้าก็หาเงินได้โขอยู่"

แรกๆ อนุกรมานพก็ลังเล ด้วยไม่เคยเข้าไปหาของป่ามาก่อน อีกทั้งทำสวนทำไร่ก็หาเงินได้ไม่ขัดสน แต่ครั้นเห็นผู้คนที่เข้าป่ามาอวดร่ำอวดรวยบ่อยเข้าก็เกิดโลภขึ้นมาบ้าง จึงตัดสินใจทิ้งไร่สวนแล้วเข้าป่าไปกับเพื่อน

"แกแน่ใจรึว่าพวกเราจะทำตามอย่างอ้ายพวกนั้นได้" เขาถามเพื่อนขึ้นมาระหว่างทาง

"ได้สิ" เพื่อนตอบ "แต่พวกเราจักต้องเรียนรู้วิธีอยู่ป่า เมื่อทำถูกวิธีแล้วออกป่าไปได้ก็ร่ำรวยเอง"

"อ้อ นี่แกชวนข้ามา ตัวเองก็ไม่รู้จักวิธีเดินป่าหรอกรึ เวรกรรมแท้ๆ" อนุกรมานพบ่นยังไม่ทันขาดคำ ทั้งสองก็หล่นโครมลงไปในหลุมดักแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว


ในเงื้อมมือโจร


ทั้งสองคนติดอยู่ในหลุมทั้งคืน จนเช้าก็มีโจรป่าพวกหนึ่งผ่านมาพบเข้า พวกมันจึงจับอนุกรมานพและสหายไปทุบตีและขังไว้กลางป่าหมายจะให้นำทางกลับไปปล้นถึงบ้านเลยทีเดียว ครั้นนายโจรและพวกไม่อยู่แล้วทั้งสองคนก็ปรึกษากัน

"ทำไร่ทำสวนได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง แต่ก็ไม่ต้องพบภยันตรายเช่นนี้ เรานี้ช่างโง่นัก" อนุกรมานพโอดครวญ

แต่เพื่อนตอบว่า "คร่ำครวญไปแล้วจะได้อะไร ยามนี้โจรไม่อยู่เป็นโอกาสดีแล้ว ควรที่เราจะสบโอกาสหนีเอาชีวิตรอดเถิด ขืนอยู่ต่อจนพวกมันกลับไปปล้นบ้านจะได้เดือดร้อนไปจนถึงครอบครัวลูกเมียเชียว"

แล้วทั้งสองก็ช่วยกันหาเศษไม้ที่มีคมถากเชือกกันทีละน้อยจนขาดได้ ก่อนจะย่องออกมาอนุกรมานพก็คว้ามีดพร้าของตนเองออกมาด้วย เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์ในยามเดินป่าต่อไป


ธรรมะเตือนใจ


เมื่อหนีออกมาได้ไกลแล้วทั้งสองคนก็หยุดพักที่ริมลำธาร อนุกรมานพแลเห็นสมณะรูปหนึ่งกำลังสนทนาธรรมกับมานพอีกผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่า ธนปติมานพ จึงพากันเข้าไปนมัสการ ทั้งสองต้องประหลาดใจที่สมณะรูปนั้นทราบความเป็นไปของพวกเขาราวกับตาเห็น

"ที่มานพทั้งสองถูกจับตัวไปนั้นเป็นเพราะได้ย่างเข้าเขตแดนของโจร โจรพวกนี้มีเขตหากินของพวกมันอยู่ ผู้ใดอยู่นอกเขตก็หาได้มีอันตราย แต่ผู้ใดก้าวล่วงเข้าไป นายโจรก็ถือว่ากระโจนเข้ามาเล่นกับพวกมันเอง จึงได้ทุบตีให้ได้รับความเจ็บปวด" สมณะรูปนั้นกล่าว

"เป็นเพราะสหายของกระผมชักชวนจึงต้องมาพบเคราะห์กรรมเช่นนี้ อ้ายมีดพร้าเล่มนี้ก็เหมือนกัน ถ้ากระผมไม่หลงคิดว่ามันจะนำพาความร่ำรวยมาให้ก็คงไม่ต้องทุกข์ยากถึงเพียงนี้" อนุกรมานพกล่าวขึ้น แต่ธนปติมานพไม่เห็นด้วย

"กระผมค้าอนุพันธ์เพื่อเลี้ยงชีพ แม้เคยหลงเชื่อเพื่อนจนผิดพลาดเสียทรัพย์ไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยกล่าวโทษผู้ใด แล้วมีดพร้าของท่านก็เช่นกัน ท่านไม่ควรจะกล่าวโทษมันเลย" ธนปติมานพอธิบายต่อ "มีดพร้าเป็นแต่เครื่องมือ ท่านเป็นผู้ใช้มัน หากผิดพลาดประการใดก็ควรเป็นเรื่องของผู้ใช้ มิใช่โทษเครื่องมือ"

สมณะกล่าวต่อว่า "ดูก่อนอนุกรมานพ หากมีดพร้านี้อยู่ในมือโจรมันย่อมจะเป็นอาวุธทำร้ายผู้คน แต่เมื่อมีดพร้าอยู่ในมือท่านกลับเป็นเครื่องมือไว้หักร้างถางพง ท่านพึงจะเห็นข้อดีชั่วและใช้มันให้ถูกทาง หรือแม้ไม่คิดจะเดินป่าแล้ว จะกลับไปทำสวนทำไร่ก็แล้วแต่เถิด"


อนุพันธ์ก็คือผิวน้ำ


อนุกรมานพสงสัยนักว่าธนปติมานพผู้มีสติปัญญาและมีวิสัยรอบคอบเป็นปกติ เหตุใดจึงค้าอนุพันธ์ ทั้งที่มันสุ่มเสี่ยงไม่ต่างอะไรจากการที่ตัวเขาเดินป่าผจญอันตรายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

"อนุกรมานพ ท่านเห็นลำธารนั่นหรือไม่ โดยปกติน้ำในลำธารย่อมไหลและเกิดคลื่นกระเพื่อมอยู่เนืองๆ ปลาที่อยู่ก้นลำธารจะรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมนั้นมากหรือน้อย" ธนปติมานพถามขึ้น

"ย่อมจะน้อย เพราะผิวน้ำที่กระเพื่อมถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำที่ลึกถึง 3-4 ศอก" อนุกรมานพตอบ

"แล้วปลาที่ผิวน้ำจะรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมนั้นมากหรือน้อย" ธนปติมานพถามอีก

"พวกมันย่อมรู้สึกมากและตัวโยนไปมาตามแรงคลื่นเสียด้วยซ้ำ" อนุกรมานพว่า

"ค้าอนุพันธ์ก็เช่นกัน คนบางพวกวางเงินประกันน้อยและมองหาแต่กำไรที่จะได้ เมื่อตลาดผันผวนเหมือนระลอกคลื่น พวกเขาก็ถูกโยนไปมา คนพวกนี้จึงว่าอนุพันธ์นี้อันตรายนัก" ธนปติมานพหยุดนิดหนึ่งก่อนที่จะกล่าวต่อว่า "ขณะเดียวกันคนบางพวกคำนวณไว้ก่อนว่ามีโอกาสขาดทุนมากเพียงใด จึงวางเงินประกันไว้มากเพียงพอ พวกเขาเหมือนปลาที่อยู่ก้นลำธารและไม่สั่นไหวไปตามแรงกระเพื่อม"

เขากล่าวต่อไปว่า "ด้วยเหตุนี้ข้าจึงเลือกวิธีที่จะไม่สั่นไหวไปตามแรงกระเพื่อมของตลาด ข้าไม่เดินเข้าไปในเกมของเจ้ามือเหมือนดังที่ท่านเดินเข้าไปในเขตโจร และแม้พลาดท่าเสียทีประการใด ข้าก็จะ cut loss และรีบหนีออกมาเหมือนอย่างที่ท่านและเพื่อนหลบหนีออกมาจากรังโจร"

"ท่านคงไม่คิดดักรอตีหัวนายโจรเพื่อแก้แค้นก่อนที่จะออกมาใช่ไหม ข้าเองก็ไม่คิดจะ "เอาคืน" ก่อนแล้วค่อย cut loss เหมือนกัน เมื่อใดที่ต้องหนีข้าก็จะหนีอย่างไม่ลังเล" ธนปติมานพอธิบาย

"ข้าเห็นแล้วว่าการค้าอนุพันธ์ของท่านนั้นไม่ได้สุ่มเสี่ยงเท่ากับที่ข้าคิดมาก่อนเลย" อนุกรมานพกล่าวในที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ปรับเพิ่มหลักประกัน สัญญาณเตือนจากตลาดอนุพันธ์

วันนี้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์พบข่าวใหญ่สำหรับมืออนุพันธ์ทั้งหลายครับ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป ทางสำนักหักบัญชี หรือ TCH (Thailand Clearing House) จะปรับอัตราหลักประกันหรือที่เราเรียกกันว่า "มาร์จิ้น" ใหม่แล้ว

หลักๆ ก็จะเป็นการปรับเพิ่ม ยกเว้นก็แต่ฟิวเจอร์สโลหะเงินซึ่งมีการปรับลง ซึ่งอัตราล่าสุดจะเป็นดังนี้


  • SET50 futures จากเดิมวางมาร์จิ้น 38,000 บาทต่อ 1 สัญญา ปรับเพิ่มเป็น 53,200 บาท

  • Gold futures ขนาดสัญญา 50 บาท จากเดิม 47,500 บาทต่อสัญญา ปรับเพิ่มเป็น 62,700 บาท

  • Gold futures ขนาดสัญญา 10 บาท จากเดิม 9,500 บาทต่อสัญญา ปรับเพิ่มเป็น 12,540 บาท

  • Silver futures จากเดิม 29,450 บาทต่อสัญญา ปรับลดเป็น 21,850 บาท

หลายคนเข้าใจว่าตลาดอนุพันธ์หรือ TFEX เป็นคนปรับเพิ่มหลักประกัน (มาร์จิ้น) แต่ที่จริงแล้ว TCH เป็นคนคำนวณและปรับเพิ่มมาร์จิ้นนะครับ
ในการซื้อขายฟิวเจอร์สนั้น TCH รับหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อตัวจริงและผู้ขายตัวจริง โดย TCH เป็นคนออกหน้ารับแทนในกรณีที่มีฝ่ายใดเบี้ยวเงิน การที่ TCH ทำอย่างนี้ได้ก็เพราะว่าเขาบังคับให้ผู้ซื้อและผู้ขายวางเงินไว้เป็นหลักประกันส่วนหนึ่ง อย่างที่เราเรียกว่าวางมาร์จิ้นนั่นแหละ

ยกตัวอย่าง SET50 futures เดิมที TCH เห็นว่าให้วางมาร์จิ้นตั้งต้นไว้ 38,000 บาทก็พอ แล้วพอสิ้นวันก็มีการชำระราคาหรือ mark to market ถ้าหลักประกันของใครลดลงต่ำเกินไป TCH ก็จะให้รีบเอาเงินมาวางเพิ่ม (ปัจจุบันถ้าต่ำกว่า 26,600 บาทก็จะโดนเรียกครับ)

สังเกตว่าใครมีมาร์จิ้นเหลืออยู่ 26,600 บาทจะยังไม่โดนเรียก แต่อย่างที่เราเห็นๆ กัน ตลาดหุ้นทุกวันนี้ผันผวนมาก โอกาสที่ดัชนี SET50 จะเคลื่อนไหว 20 กว่าจุดนั้นมีมากทีเดียว ทีนี้เกิดตลาดวิ่งแรงๆ ซัก 30 จุด (คิดเป็นเงิน 30 x 1,000 = 30,000 บาท) แล้วมีคนเบี้ยวไม่ยอมเติมเงิน TCH ก็จะต้องควักเงินออกแทนให้ 3,400 บาท เจออย่างนี้ซัก3 พันสัญญาก็ร่วมๆ สิบล้านบาทแล้วนะครับ เมื่อเห็นความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เขาก็เลยขอเรียกหลักประกันเพิ่มซะหน่อย นักลงทุนก็ต้องพยายามเข้าใจ

ในภาวะที่ตลาดตกต่ำ สำนักหักบัญชีมักผ่อนปรนลดมาร์จิ้นลง เพราะเมื่อตลาดตกมาถึงจุดหนึ่งความผันผวนก็จะน้อยลง ตัวดัชนีเองก็ไม่ได้วิ่งแรงมากแล้ว สมมติดัชนีอยู่ที่ 300 จุด ต่อให้ตลาดวิ่งขึ้น 5% มันก็แค่ 15 จุดเท่านั้น (คิดเป็นเงิน 15 x 1,000 = 15,000 บาท) แต่ถ้าเป็นช่วงที่ดัชนีอยู่ที่ 800 จุด ตลาดวิ่งขึ้น 5% จะคิดเป็น 40 จุดเลยทีเดียว (คิดเป็นเงิน 40 x 1,000 = 40,000 บาท) จะเห็นว่าแม้ตลาดวิ่ง 5% เหมือนกัน แต่ความเสี่ยงที่เป็นตัวเงินของ TCH ไม่เท่ากัน

ในมุมของนักลงทุนการวางมาร์จิ้นด้วยจำนวนเงินที่สูงกว่าก็ทำให้อัตราผลตอบแทนลดลง ตัวอย่างเช่น เราได้กำไรจาก SET50 futures มา 10 จุด หรือ 10,000 บาท หากเราวางมาร์จิ้น 38,000 บาท กำไรนี้จะคิดเป็น 10000 / 38000 = 26.3% แต่เมื่อมาร์จิ้นปรับเพิ่มเป็น 53,200 บาท กำไรนี้จะลดลงเหลือ 10000 / 53200 = 18.8% อย่างไรก็ตาม ผมแนะนำว่านักลงทุนควรวางมาร์จิ้นไว้อย่างน้อย 2 เท่าของหลักประกันตั้งต้นนะครับ

ที่ผ่านมาถ้าจำไม่ผิด SET50 futures เปิดตัวมาพร้อมมาร์จิ้น 45,600 บาท ก่อนที่จะเจอวิกฤติซับไพร์ม หุ้นตกระเนระนาดจนต้องลดมาร์จิ้นลงมาเหลือ 38,000 บาท ในเวลานั้นผมก็ป่าวประกาศบอกเพื่อนๆ ของผมว่า "นี่เป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยงน้อย และเป็นเวลาที่ควรซื้อหุ้น" จำได้ว่าเพื่อนก็ทำท่าตื่นเต้นแต่ไม่เห็นมีใครทำตามซักคน

ถึงตอนนี้หุ้นขึ้นมามากแล้ว TCH ปรับเพิ่มมาร์จิ้นจาก 38,000 บาทไปเป็น 53,200 บาท ผมคงต้องบอกว่า "นี่เป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยงมาก ใครจะซื้อหุ้นตอนนี้ให้ระวังไว้"

...ดูซิว่าจะมีใครเชื่อบ้างครับ!!

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เกมของผู้ชนะ


เข้าสู่ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่ฟิวเจอร์สของดัชนี SET50 ซีรีส์ M หรือ S50M11 จะหมดอายุ ผมมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เรื่อยมา และเรียกมันว่า "เกมของผู้ชนะ"

โดยปกติในตลาดอนุพันธ์ไม่ว่าในประเทศไหนก็ตาม ฟิวเจอร์สตัวที่มีคนซื้อขายมากที่สุดมักจะเป็นตัวที่ใกล้หมดอายุมากที่สุด ส่วนตัวที่หมดอายุในลำดับถัดไปก็จะมีการซื้อขายมาเป็นอันดับรองลงมา ใครเป็นคนกำหนดเอาไว้แบบนี้ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แต่ว่าถ้าวันหนึ่งมีนักลงทุนรวมหัวกันเทรดฟิวเจอร์สซีรีส์รองๆ ลงมา อาทิ ตัวที่หมดอายุเดือนธันวาคมนู่น ผู้คนก็จะพากันแห่ไปเทรดซีรีส์นั้นด้วยเช่นกัน เพราะว่าสภาพคล่องดึงดูดสภาพคล่อง

ความจริงถ้ามีใครอุตริทำแบบนี้ก็จะ win-win กันถ้วนหน้านะครับ เพราะแทนที่เราจะเทรดตัวสั้นๆ แล้วต้องสลับตัวเทรดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสิ้นปี เสียเงินเสียทองค่าคอมมิชชั่นในการ "roll over" ไปยังซีรีส์ถัดไป ...สู้รวมหัวกันเทรดซีรีส์เดือนธันวาคมไปเลยซะดีกว่า นอกจากนี้การรวมตัวกันเทรดอย่างที่ว่าก็จะระดมพลพรรคนักเทรดและทำให้สภาพคล่องพุ่งกระฉูด ส่งผลให้ช่องห่างระหว่างราคา bid และราคา offer แคบลงมาอย่างมาก ซึ่งผลดีก็จะตกอยู่กับนักเทรดทุกท่านนั่นเอง ไม่ใช่ใครอื่นเลย แต่ก็น่าเสียดายที่เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นจริง

ถ้าแบ่งผู้เล่นในตลาดออกเป็น 2 พวก พวกแรกเป็นพวกแห่เทรดตามกัน เช่น เดือนนี้ซีรีส์ M ฮิตสุด เราก็เฮโลกันเทรดซีรีส์ M มันนี่แหละ ผู้เล่นกลุ่มนี้มีมาก ผมเรียกว่ากลุ่ม "ยักษ์" ส่วนอีกพวกเป็น "แจ๊ค" ซึ่งไม่แห่เทรดตามใคร สมมติว่าชาวบ้านเขาเทรดซีรีส์ M พวกแจ๊คกลับไปเทรดซีรีส์ Z เป็นต้น

ในนิทานแจ๊คเป็นคนฆ่ายักษ์ (ความจริงแจ๊คเป็นคน set up ด้วยการฟันต้นถั่วให้ยักษ์ตกลงมาตาย น่าจะเรียกได้ว่าทั้งแจ๊ค-ยักษ์-และแรงโน้มถ่วงของโลก ต่างมีส่วนกับการตายของยักษ์) แต่ในตลาดจริงๆ ยักษ์กลับเป็นผู้ชนะด้วยความสามัคคี ส่วนแจ๊คเป็นวีรบุรุษผู้บุกเบิก แต่เอาตัวแทบไม่รอด

ครั้งหนึ่งผมพยายามเล่นแบบแจ๊ค คือ เข้าไปเทรดออปชั่น ซึ่งเราๆ ท่านๆ รู้ดีว่าสภาพคล่องของตลาดออปชั่นในเมืองไทยนั้นบางเฉียบขนาดไหน ผมพยายามตั้ง bid บ้าง offer บ้าง ด้วยความ active และหวังว่าตลาดจะกระชุ่มกระชวยตาม แต่... ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยครับ ในท้ายที่สุดผมก็ต้องเลิกทำตัวเป็นแจ๊คแล้วหันมาร่วมวงกับหมู่ยักษ์ จนตอนนี้กลับมาร่วมเป็น "ผู้ชนะ" แล้ว

เทรดได้กำไรหรือเปล่ายังไม่แน่ แต่ในแง่ของสภาพคล่อง ประสิทธิภาพราคา และ bid-offer spread นั้น เทรดกับยักษ์ก็ชนะไปครึ่งตัวแล้วครับ

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

House of Derivatives ตอนที่ 15 Spread Trading (3)


ความเดิมเราค้างกันไว้ว่ามีกรณีที่การทำ spread trading ได้กำไรในขณะที่ outright position ไม่ได้กำไร สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อตลาดมีมุมมองที่เปลี่ยนไปครับ

ยกตัวอย่างเช่นในภาวะตลาดขาขึ้นเดิมฟิวเจอร์สซื้อขายกันอยู่ที่ 670 จุด ต่อมาหุ้นยังคงขึ้นต่อเนื่องและลากฟิวเจอร์สไปทำ new high ที่ 700 จุด ครั้นแล้วเกิดมีแรงขาย(จากใครก็ไม่รู้)ทำให้หุ้นกระชากลงมาแรงๆ ภายในวันเดียว ฟิวเจอร์สกลับมาที่จุดเดิมคือ 670 จุด สภาพตลาดโดยรวมเริ่มอกสั่นขวัญแขวน นักลงทุนเริ่มกลัวกันมากขึ้นว่าตลาดจะเปลี่ยนเป็นขาลง

จากสถานการณ์นี้ ในตอนแรกมันเป็น 670 จุดในตลาดขาขึ้น ค่า basis (= S - F) มีค่าเป็นลบ ขณะที่ในตอนหลังเป็น 670 จุดในตลาดขาลง ค่า basis มีค่าเป็นบวก ซึ่งชัดเจนว่าหากเราเทรด spread จะได้กำไร แต่ถ้าเราทำ outright position จะไม่ได้กำไรเลย

ทริกมันเป็นอย่างนี้ครับ หากเราคิดว่าตลาดขาขึ้นกำลังแผ่วลง หรือกำลังจะกลับทิศ หรือไม่มีทาง bullish ไปกว่านี้ได้แล้ว ให้ short ฟิวเจอร์สตัวไกลและ long ฟิวเจอร์สตัวใกล้ เพราะเมื่อตลาดกลับทิศหรือแผ่วลงจริงๆ การลดลงของฟิวเจอร์สตัวไกลมักจะแรงกว่าฟิวเจอร์สตัวใกล้ นี่คือจุดที่เราทำกำไร สำหรับกรณีตลาดขาลงก็ใช้หลักการคล้ายคลึงกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมมักเห็นการใช้ spread กันแบบแปลกๆ ได้แก่ การเปิดซีรีส์หนึ่งขึ้นมาก่อน เสร็จแล้วพอถึงจุดที่ควร cut loss หรือ take profit แทนที่จะไปปิดสัญญาตามปกติกลับใช้วิธีเปิดอีกซีรีส์หนึ่งขึ้นมาในทางตรงกันข้าม ตัวอย่างเช่น long ซีรีส์ H ก่อนด้วยหวังว่าหุ้นจะขึ้น ปรากฏว่าหุ้นตก แทนที่จะปิดสัญญาเพื่อรับรู้ขาดทุน กลับถือไปก่อน แล้วก็เลยไป short ซีรีส์ M ด้วยความคิดที่จะเอากำไรจากการ short ขาลง(เผื่อว่ามันจะเปลี่ยนเป็นขาลง)มาหักกับขาดทุน...

ความจริงก็ทำได้ แต่ผมคิดว่านั่นเป็นการเพิ่มความเสี่ยง จริงอยู่ว่าเงินวางประกันลดลงจากการทำ spread แต่ก็ทำให้เราต้องคอยดูแลสัญญาทั้งสองขาแถมยังมีความเสี่ยงที่ค่า basis จะเปลี่ยน (basis risk) เพิ่มเข้ามาโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

House of Derivatives ตอนที่ 14 Spread Trading (2)


Spread ข้ามตัวหุ้นนั้นหรือ inter-commodity spread นั้นอาจจะยังเห็นกันน้อยในบ้านเรา คราวนี้เราจะมาดู spread ในแบบที่คุ้นเคยกันบ้าง นั่นก็คือการซื้อ SET50 futures ซีรีส์หนึ่งและขาย SET50 futures อีกซีรีส์หนึ่งไปพร้อมกัน

ตามปกติราคาของ SET50 futures (ซีรีส์ใดๆ ก็ตาม) จะเคลื่อนไหวไปกับตัวดัชนี SET50 แต่เราก็ควรทราบว่าฟิวเจอร์สแต่ละซีรีส์มีค่า basis ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดในขณะนั้นๆ

สมมติว่าดัชนี SET50 กำลังอยู่ที่ 700 จุด
S50H11 ซื้อขายกันที่ 708 จุด และ
S50M11 ซื้อขายกันที่ 710 จุด

สังเกตว่าค่า basis ของฟิวเจอร์สทั้งสองตัวเท่ากับ -8 และ -10 จุดตามลำดับ การที่ค่า basis จะติดลบมากๆ แบบนี้มักจะเกิดขึ้นในตลาดขาขึ้น บังเอิญ...ผมมองเห็นว่าตลาดกำลังเริ่มปรับตัวลงหรืออย่างน้อยก็ลดความร้อนแรง ผมจึง short spread โดยการขายซีรีส์ M (ตัวไกล) ซึ่งมีราคาแพงและซื้อซีรีส์ H (ตัวใกล้) ซึ่งมีราคาถูก


หากผมคาดการณ์ถูก ดัชนีจะปรับตัวลดลงพร้อมกับที่ค่า basis ของแต่ละซีรีส์ปรับตัวสูงขึ้น แต่โดยมากซีรีส์ไกลจะปรับตัวแรงกว่าทำให้ "ระยะวิ่ง" ของค่า basis ไม่เท่ากัน


เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สมมติว่าดัชนีหล่นไปอยู่ที่ 680 จุด ส่วน S50H11 ไปซื้อขายกันที่ 675 จุด และ S50M11 ไปซื้อขายกันที่ 672 จุด คราวนี้ค่า basis กลับไปเป็นบวกแล้ว (S - F = positive)

จำได้นะครับว่าผมทำอะไรไว้ ก่อนหน้านี้ผม short ซีรีส์ M ที่ 710 จุด ผมจึงปิดสัญญาที่ 672 จุด ได้กำไร (710 - 672) x 1000 = 38,000 บาท และจากที่ long ซีรีส์ H ที่ 708 จุดไว้ ผมก็ปิดสัญญาที่ 675 จุด ขาดทุน (708 - 675) x 1000 = 33,000 บาท
รวมความแล้วผมได้กำไร 5,000 บาทจากตัวอย่างนี้ (ประมาณ 3,000 บาทหลังหักค่าคอมมิชชั่น/VAT)
แรงจูงใจ
ฟังดูแล้วเราอาจคิดไปว่า "เฮ้! ถ้าคิดว่าหุ้นจะลง ทำไมไม่ short ฟิวเจอร์สไปเลยล่ะ?" ใช่ครับ ถ้ามั่นใจจริงๆ ว่าหุ้นจะลงก็ควร short ไปเลย แต่เมื่อไหร่ที่เรามั่นใจเพียงแค่ว่า "หุ้นขึ้นมาเร็วเกินไปแล้ว ที่ระดับราคานี้มันอาจจะปรับตัวลง หรือถ้าจะขึ้นต่อไปอย่างน้อยมันก็คงจะพักฐานก่อน" ถ้าเป็นแบบหลังก็ใช้ spread ปลอดภัยกว่า
การทำ spread เราวางเงินประกันน้อยกว่าการเปิดสถานะตามปกติถึง 1 ใน 4 แสดงว่าด้วยเงินเท่าๆ กัน เราสามารถเปิด spread ได้ถึง 4 คู่ ซึ่งก็หมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ในบางกรณีเราเทรดสถานะปกติหรือ outright position ยังไม่ได้กำไร แต่ถ้าเทรด spread กลับได้กำไรก็มีด้วย ไว้ค่อยว่ากันต่อครับ

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

House of Derivatives ตอนที่ 13 Spread Trading (1)


คนที่เทรดฟิวเจอร์ส เช่น SET50 Index Futures ส่วนมากเข้ามาด้วยมุมมองขาขึ้น (uptrend) หรือขาลง (downtrend) อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยผู้ที่คิดว่าหุ้นจะขึ้นก็จะ long (ซื้อ) ส่วนผู้ที่คิดว่าหุ้นจะลงก็จะ short (ขาย)

อย่างไรก็ตาม บางครั้งเราก็เทรดฟิวเจอร์สโดยไม่ได้มีมุมมองขาขึ้นหรือขาลงโดยตรง ตัวอย่างหนึ่งคือการทำ "spread trading"

Spread คืออะไร

spread คือ สถานะการ long ไปพร้อมๆ กับการ short ฟิวเจอร์ส ในทางเทคนิคเราสามารถทำได้ทั้ง


  • Inter-commodity spreads ซึ่งเป็นการทำ spread ข้ามตัวหุ้น เช่น การ long ฟิวเจอร์สของ JBANK และ short ฟิวเจอร์สของ SCCB เป็นต้น

  • Intra-commodity spreads ซึ่งสินค้าอ้างอิง (underlying asset) เป็นตัวเดียวกัน เช่น การ long SET50 futures ซีรีส์เดือนมีนาคมและ short ซีรีส์เดือนมิถุนายนไปพร้อมๆ กัน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วมันจะ long ไป short ไปทำไม อันนี้ตอบได้ไม่ยาก เราไล่พื้นฐานทีละอันเลยก็แล้วกัน

ในกรณีของการ "ซื้อ" JBANK futures และ "ขาย" SCCB futures สะท้อนมุมมองของเราที่ว่าหุ้น JBANK น่าจะ outperform หุ้น SCCB สถานการณ์อาจเป็นดังนี้


  1. หุ้น JBANK ขึ้น และหุ้น SCCB ลง --> ได้กำไรจากการซื้อ JBANK futures และได้กำไรจากการขาย SCCB futures

  2. หุ้นขึ้นทั้งสองตัว แต่หุ้น JBANK ขึ้นแรงกว่า SCCB --> กำไรที่ได้จากการซื้อ JBANK futures มากกว่าที่ขาดทุนจากการขาย SCCB futures

  3. หุ้นตกทั้งสองตัว แต่หุ้น JBANK ตกน้อยกว่า SCCB --> ขาดทุนจากการซื้อ JBANK futures แต่ได้กำไรจากการขาย SCCB futures มาชดเชย เบ็ดเสร็จแล้วได้กำไรด้วย

ในกรณีของการ "ซื้อ" SET50 futures ซีรีส์เดือนมีนาคมและ "ขาย" ซีรีส์เดือนมิถุนายนนั้นชัดเจนน้อยกว่า คงต้องว่ากันทีหลังครับ

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

House of Derivatives ตอนที่ 12 วิพากษ์ตลาดอนุพันธ์


คราวนี้ขอเปลี่ยนจากแนวให้ความรู้มาเป็นแนววิพากษ์วิจารณ์บ้าง ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้มีเจตนาตำหนิองค์กรใดๆ อย่างไม่รับผิดชอบ หรือต้องการแสดงตัวว่าเก่งกว่าคนที่ทำงานจริง ผมเพียงแต่มีมุมมองที่อาจจะมีประโยชน์และผู้อ่านก็อาจจะนำไปต่อยอดหรือวิพากษ์อีกต่อหนึ่งก็ได้

ในเมืองไทยตลาดอนุพันธ์ถือว่ายังค่อนข้างหน่อมแน้ม ความจริงเรามีตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าหรือ AFET ก่อนที่จะมีตลาดอนุพันธ์หรือ TFEX ตามมาทีหลัง แต่ถ้าพูดในแง่ความสำเร็จของทั้งสองตลาด ผมคิดว่ายังไม่ค่อย...

เพราะในตลาด AFET ก็มีเพียงยางพารา (ยางแผ่นรมควันชั้น 3) ที่มีการเทรดกัน "บ้าง" ส่วนสินค้าตัวอื่น เช่น ข้าวหอมมะลิ มันสำปะหลัง แต่ละวันแทบจะไม่กระดิกครับ ใกล้ตัวเข้ามาหน่อย ตลาด TFEX เองก็ยังไม่ค่อยโต ความจริงสินค้ามีหลายสิบตัวแต่ที่มีการซื้อขายเยอะหน่อยก็มีเพียง SET50 futures กับ gold futures แต่ก็เฉพาะซีรีส์ที่ใกล้ที่สุดเท่านั้นนะครับ ซีรีส์ที่หมดอายุเดือนอื่นมีซื้อขายกันหงอยๆ

สำหรับ single stock futures ตอนนี้เรามีฟิวเจอร์สของหุ้นรายตัวอยู่ 14 ตัว แต่มีการเทรดกันจริงจังแค่ไม่กี่ตัว SET50 option ก็มีแต่ก็เทรดกันหรอมแหรม ล่าสุดมีฟิวเจอร์สของอัตราดอกเบี้ยหรือ interest rate futures แต่ก็ไม่เห็นจะมีใครเค้าเทรดกัน

สรุปว่าสินค้าเรามีเยอะ แต่หาคนเทรดยาก

ผมดูจากในทีวี ผู้บริหารของตลาดฯ มองว่านักลงทุนไม่เข้ามาซื้อขายเพราะยังขาดความรู้ และตลาดฯ มีสินค้าน้อย แต่ตามมุมมองของผม นักลงทุนพร้อมลุยแน่นอนขอเพียงแค่มีโอกาสทำกำไรเท่านั้นเอง ความรู้ไม่เกี่ยว จำนวนสินค้าไม่เกี่ยว เอาเป็นว่าผมขอวิพากษ์รายตัวเลยแล้วกัน

Single stock futures:
ขาดคู่สัญญา ควรจัดให้มีโบรกเกอร์บางรายมาทำหน้าที่เป็นคู่สัญญา และการนำฟิวเจอร์สของหุ้น 14 ตัวโผล่เข้ามาพร้อมกันมันมากเกินไป ความจริงควรใส่เข้ามาทีละ 3-4 ตัว ให้ฮิตก่อนแล้วค่อยเพิ่มจำนวนจะดีกว่า

SET50 option:
ค่าคอมมิชชั่นแพงเกินไป นักลงทุนส่วนมากชอบเทรดออปชั่นที่ราคาถูก ถ้าซื้อออปชั่น 10 สัญญาที่ราคา 1.0 จุด (200 บาท) เจอค่าคอมฯ 91 บาทต่อสัญญาบวกเข้าไปก็อ้วกแล้วครับ

Interest rate futures:
ยังไม่มีดีมานด์ และยังขาดคู่สัญญาด้วยเช่นกัน

ความจริงนักลงทุนสถาบันน่าจะเป็นคนที่มีบทบาทสร้างสภาพคล่องได้มาก ตลาดคึกคักรายย่อยก็กล้าเข้ามา ยิ่งตลาดโตโบรกเกอร์ก็ยิ่งได้ค่าคอมมิชชั่นมาก เมื่อตลาดอนุพันธ์พัฒนาการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนก็จะยิ่งก้าวหน้า อยากจะเห็นวันนั้นครับ

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

House of Derivatives ตอนที่ 11 Overtrading


ในการลงทุนไม่ว่าจะเป็นซื้อหุ้น ซื้อกองทุน ซื้อทอง หรือลงทุนในตราสารอนุพันธ์ (derivatives) สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนจะต้องตระหนักอยู่เสมอ คือ "จะต้องไม่ลงทุนเกินตัว" หรือเรียกเป็นภาษาเท่ๆ ว่าอย่า "overtrade" นั่นเอง

โดยเฉพาะในกรณีของ futures หากเรา overtrade ก็จะเจ๊งได้เร็วและเจ๊งได้ชัวร์

เหตุผลน่ะหรือครับ สมมติว่าผมลงทุนในหุ้น 1 ล้านบาท แล้วหุ้นตกลงมา 50% ผมก็จะขาดทุนไป 50,000 บาท ทำให้เหลือเงิน 950,000 บาท ซึ่งถือว่าเจ็บตัวนิดหน่อยแต่ก็ยังไม่ตายครับ เพราะว่า 950,000 บาทก็ยังเอาไปเทรดต่อได้สบายๆ

แต่ในกรณีที่ผมเอาเงินไปลงทุนใน SET50 futures จากเงินลงทุน 1 ล้านบาทก็จะเปิดสัญญาได้ประมาณ 20 สัญญา (คิดเงินประกันสัญญาละ 45,600 บาท หรือเอาง่ายๆ ก็ 5 หมื่นบาท) ถ้า SET50 อยู่ที่ 700 จุด แล้วหุ้นตกลงมา 5% ก็เท่ากับตกไป 35 จุด

ในกรณีของ futures ตัวคูณสัญญาเท่ากับจุดละ 1,000 บาท ดังนั้น หุ้นตก 35 จุดก็คือ 35,000 บาทนั่นเอง รวมความแล้วเราจะขาดทุน 35,000 x 20 = 700,000 บาท! นี่แค่ผลจากการที่หุ้นตกแค่ 5% นะครับ

ถามว่าแล้วควรทำอย่างไร ตอบง่ายๆ ว่าก็อย่า overtrade ครับ ถ้าเรามีเงิน 1 ล้านบาท เราก็ซอยเงินออกเป็นก้อนเล็กๆ เช่น 10 ก้อน ก้อนละ 1 แสนบาท แล้วก็เอาเงินนี้ไปเทรดทีละก้อน เป็นวิธีในการบริหารเงินหน้าตักแบบหนึ่ง ถ้าเราจะเจ๊งก็ต้องเจ๊งติดต่อกัน 10 ครั้งรวดเราถึงจะ "หมดตูด" ครับ

ในทางปฏิบัติทั่วไป นักเทรดมืออาชีพจะแบ่งเงินออกมาย่อยกว่านี้มาก บางคนแบ่งเป็น 30 หรือ 40 ก้อน แต่หลักๆ ก็ไม่ควรน้อยกว่า 20 ก้อนนะครับ

การที่เราจะขาดทุนติดต่อกันหลายๆ ครั้งนั้นฟังดูเหมือนจะยาก แต่เกิดขึ้นจริงเสมอ อย่าได้ประมาทเป็นอันขาดเชียว โดยเฉพาะกับ futures ซึ่งลักษณะการขาดทุนไม่เหมือนกับหุ้นครับ

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

House of Derivatives ตอนที่ 10 Futures ของเราจับคู่กับใคร


การลงทุนใน futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เราอาจเป็นฝ่าย long (ซื้อ) หรือ short (ขาย) แต่ที่ปลายอีกข้างของสัญญานั้นเป็นใครกันเราเคยสงสัยหรือไม่ ผมขออธิบายดังนี้ครับ

การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในทางปฏิบัติแม้การซื้อขายจะยังไม่เกิดขึ้นแต่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างก็มีภาระผูกพันโดยทันที สมมติว่านายเด๋อเป็นฝ่าย long และนายดู๋เป็นฝ่าย short ดูเผินๆ เหมือนว่านายเด๋อกับนายดู๋จะจับคู่กันเป็นคู่สัญญา แต่ว่า...

ในทางเทคนิคแล้ว จะมีหน่วยงานที่เรียกว่าสำนักหักบัญชีเข้ามาเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทุกคน อย่างเช่นในตัวอย่างข้างต้นสถานการณ์จะเป็นดังนี้

นายเด๋อ (long) ------- (short) สำนักหักบัญชี

นายดู๋ (short) -------- (long) สำนักหักบัญชี

หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน นายดู๋เกิดเบี้ยวขึ้นมา นายเด๋อจะไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากมีสำนักหักบัญชีทำหน้าที่เหมือน buffer ที่รับความเสี่ยงนั้นแทนไปแล้ว (ความเสี่ยงด้านเครดิตหรือ credit risk) ซึ่งย่อมดีกว่าการที่นายเด๋อและนายดู๋เป็นคู่สัญญากันโดยตรง ว่ากันตามจริงแล้วในเมื่อมีสำนักหักบัญชีมาเป็นคู่สัญญาให้ เราก็ไม่ต้องสนใจด้วยซ้ำว่ามีใครอยู่ที่ปลายอีกข้างหนึ่งของสัญญาครับ

การมีสำนักหักบัญชีทำให้เราๆ ท่านๆ สามารถซื้อขายกันได้อย่างคล่องตัวและไม่ต้องคอยระมัดระวังความเสี่ยงด้านเครดิตของนักลงทุนแต่ละราย สำหรับรายละเอียดของสำนักหักบัญชีหรือ Thailand Clearing House (TCH) สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก http://www.thaiclearing.com/

ในการบริหารความเสี่ยง สำนักหักบัญชีจะเรียก "หลักประกัน" จากบริษัทหลักทรัพย์(บล.) หรือโบรกเกอร์ที่เราใช้บริการอยู่ แล้วโบรกเกอร์ก็จะมาเรียกเงินประกันจากเราอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น ถ้าอยากทราบว่าเราจะต้องวางเงินประกันเท่าไหร่ก็ให้ไปดูที่เว็บไซต์ของโบรกเกอร์ที่เราใช้บริการหรือถามเจ้าหน้าที่การตลาด(มาร์เก็ตติ้ง)ของเราครับ

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

House of Derivatives ตอนที่ 9 กำไรจาก futures


สิ่งหนึ่งที่ทำให้การซื้อขาย futures แตกต่างจากการซื้อขายหุ้น คือ กำไรจากหุ้นโดยทั่วไปเกิดจากการ "ซื้อถูก แล้วขายแพง" ขณะที่กำไรจาก futures สามารถเกิดจากการ "ขายแพง แล้วซื้อถูก" ก็ได้ด้วย ซึ่งก็คือสามารถขายก่อนซื้อ หรือซื้อก่อนขายก็ได้นั่นเอง

เหตุผลก็คือ futures เป็นสัญญาระหว่างเรากับอีกฝ่ายหนึ่ง (ซึ่งเรียกว่าคู่สัญญา) ถ้าเราเป็นคนซื้อ อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องเป็นคนขาย

เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ครับ สมมติว่าตลาดอนุพันธ์เพิ่งเปิดเป็นวันแรกและผมก็เป็นคนแรกที่เข้ามาสู่ตลาด ผมเปิดฉากด้วยการตั้งเสนอ "ขอซื้อ" SET50 futures ที่ราคา...บาท นาย ก โผล่เข้ามาสู่ตลาดเป็นคนที่สองและเห็นข้อเสนอของผมพอดี นาย ก จึงรับข้อเสนอของผม เท่ากับว่าผม "เปิดสถานะ" ด้วยการเป็นผู้ซื้อ ขณะที่นาย ก เองก็ "เปิดสถานะ" ด้วยการเป็นผู้ขาย

อย่างนี้คือผมทำสัญญาซื้อ ขณะที่นาย ก ทำสัญญาขาย ถ้าว่ากันตามตรงในแวดวง futures นี่ไม่ใช่การซื้อหรือขายแต่อย่างใด แต่เป็นการทำสัญญาซื้อหรือทำสัญญาขายเท่านั้น สังเกตว่าเขาใช้คำว่า "long" และ "short" ไม่ได้ใช้คำว่า buy หรือ sell

แต่...ถ้าใครไม่ชินหรือถนัดจะใช้คำว่า buy หรือ sell ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะคนส่วนมากก็จะเข้าใจครับ

การเปิดสถานะอาจจะเป็นฝั่งซื้อแบบผม หรือเป็นฝั่งขายแบบนาย ก ก็ได้ ที่สำคัญคือ เปิดสถานะแล้วก็ต้องไปปิดสถานะในภายหลัง การปิดสถานะก็ไม่ยากอะไรเพียงแต่เราไปทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เช่น ถ้าเปิดสถานะไว้ด้วยการซื้อ ก็ให้ไปปิดสถานะด้วยการขาย เป็นต้น ทั้งนี้เราไม่ต้องห่วงว่าจะลืมปิดสถานะ เพราะถ้าเราเปิดสถานะค้างทิ้งไว้ เมื่อ futures หมดอายุทางตลาดอนุพันธ์เขาก็จะปิดสถานะให้เราโดยอัตโนมัติเพื่อคำนวณกำไรขาดทุนครับ

กำไรจาก futures ก็คำนวณในลักษณะเดียวกับหุ้น คือ เอาราคาขายลบด้วยราคาซื้อ ไม่ว่าจะซื้อก่อนขายหรือขายก่อนซื้อก็ตาม

กำไร = ราคาขาย - ราคาซื้อ

เช่น ผมเข้าซื้อ SET50 futures จำนวน 2 สัญญาที่ราคา 658 จุด และขายออกไปทั้ง 2 สัญญาที่ราคา 662.5 จุด ผมจะได้กำไรเท่ากับ 662.5 - 658 = 4.5 จุด อันนี้เป็นกำไรต่อ 1 สัญญานะครับ ถ้าเราซื้อขายมากกว่า 1 สัญญาก็ให้เอาจำนวนสัญญาคูณเข้าไป และในกรณีของ SET50 futures ก็ให้คูณด้วยตัวคูณดัชนีด้วย ซึ่งดัชนี 1 จุดเท่ากับเงิน 1,000 บาท

ในตัวอย่างนี้ผมจะได้กำไร 4.5 x 2 x 1000 = 9,000 บาทครับ

จะเห็นว่าการคิดกำไรจาก futures ไม่ยากเลย แต่ถ้าใครอยากคิดกำไรเป็นเปอร์เซ็นต์ก็จะมีขั้นตอนเพิ่มอีกนิด เพราะเราจะต้องเทียบกำไรกับเงินลงทุน ในทางปฏิบัติเงินลงทุนก็คือเงินหลักประกัน ซึ่งผมขอยกยอดไปอธิบายในตอนต่อไปครับ

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

House of Derivatives ตอนที่ 8 คำนวณราคา Futures


ในชีวิตจริง ตลาดเป็นคนกำหนดราคา futures เช่น ถ้าตลาดซื้อขายกันที่ 110 บาท มันก็คือ 110 บาท (ใครจะเถียง!?)

แต่ในตำรา เรามีวิธีคำนวณหาราคา futures โดยสิ่งที่เรียกว่า cost of carry model ซึ่งแม้ผลที่คำนวณได้อาจจะตรงหรือไม่ตรงกับที่ซื้อขายกันอยู่จริง แต่มันก็ไม่ได้ไร้สาระหรอกนะครับ ผมจะเล่าให้ฟัง

สมมติว่าหุ้น QQ ซื้อขายกันในตลาดที่ 100 บาทต่อหุ้น คำถามคือ ซื้อหุ้นตอนนี้กับซื้ออีก 1 ปีข้างหน้ามันต่างกันตรงไหน

  • ซื้อตอนนี้ ผมต้องจ่ายเงินทันที 100 บาท
  • ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ ... ก็ดี ... ผมจะเอาเงิน 100 บาทที่ว่าไปฝากแบงก์ก่อน ผ่านไป 1 ปีค่อยถอนออกมา สมมติว่าได้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี เมื่อผมถอนเงินออกมาก็จะได้เงินทั้งสิ้น 103 บาท จากนั้นค่อยเอาเงิน 100 บาทไปซื้อหุ้น เก็บ 3 บาทตุนไว้ในกระเป๋า ฉลาดจัง
ดูๆ แล้ว เป็นใครก็คงเลือกทางเลือกที่สอง จริงมั๊ยครับ

ธรรมชาติของโลกจะปรับสมดุลให้ futures ของหุ้น QQ มีราคา 103 บาท ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คนที่เลือกทางแรกกับทางที่สองไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้หาก futures ซื้อขายกันสูงหรือต่ำกว่า 103 บาท ผมจะมีวิธีทำกำไรโดยปราศจากความเสี่ยง (arbitrage) ทันที

ตัวอย่าง

ถ้า futures ดันซื้อขายกันที่ 101 บาท ผมจะมองว่าราคาถูกเกินจริงและเข้าซื้อ futures ตัวนี้ทันที อย่าลืมนะครับว่านี่เป็นการตกลงซื้อขายกันในอนาคต ดังนั้น ผมยังไม่ต้องใช้เงินสดในวันนี้

ขณะเดียวกัน ผมจะขายหุ้น QQ ออกไปที่ราคาตลาด 100 บาท (ขายโดยที่ไม่ต้องมีหุ้นก็ได้ เรียกว่า ทำ short sell แต่ครบกำหนดก็ต้องไปหาหุ้นมาคืนเขานะ) เงินที่ได้มาจากการขายหุ้น ผมจะเอาไปฝากธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย 3%

---> ผ่านไป 1 ปี --->

ขั้นตอนที่ 1 ผมถอนเงินจากธนาคารได้เงินมาทั้งสิ้น 103 บาท
ขั้นตอนที่ 2 เนื่องจากผมซื้อ futures เอาไว้ ผมจึงเอาเงินที่ถอนออกมาแบ่งไปซื้อหุ้น QQ ได้ที่ราคา 101 บาท และยังเหลือเงินอีก 2 บาท
ขั้นตอนที่ 3 ผมต้องเอาหุ้นไปคืน (เพราะผมทำ short sell ไว้)

สรุปว่าผมไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ได้เงินมาเปล่าๆ 2 บาท ถ้าผมทำ arbitrage ในลักษณะนี้ด้วยสเกลที่ใหญ่ขึ้น ผมก็จะรวยได้ง่ายๆ หนทางเดียวที่จะหยุดยั้งผมเอาไว้ ราคาของ futures ต้องเท่ากับ 103 บาท

นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ความจริงมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงอีกมากครับ

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

House of Derivatives ตอนที่ 7 Futures ของคุณชื่ออะไร?


ปกติเรารู้จัก "ชื่อหุ้น" อยู่แล้ว เช่น หุ้นธนาคารกรุงเทพ มีชื่อในทางการเทรดหุ้นว่า BBL หรือหุ้นบริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีชื่อว่า LH เป็นต้น แล้ว futures มีชื่อว่าอะไรล่ะ

ข้อแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างการซื้อหุ้นกับการซื้อ futures ก็คือ หุ้นไม่มีการหมดอายุ ในทางเทคนิคแล้วเราสามารถ "ถือไปเรื่อยๆ" และรับเงินปันผลไปเรื่อยๆ ขณะที่ futures นั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่มีการระบุวันหมดอายุไว้ด้วย ชื่อของ futures จึงต้องบ่งบอกให้ชัดเจนว่าเรากำลังหมายถึงตัวไหน

ขอยกตัวอย่าง SET50 index futures ตัวหนึ่งนะครับ


S50U10

S50 หมายถึง ดัชนี SET50 ซึ่งเป็นสินค้าอ้างอิงหรือ underlying asset นั่นเอง
U หมายถึง ซีรีส์ หรือเดือนที่ futures จะหมดอายุ
10 หมายถึง ปี 2010 ซึ่งเป็นปีที่ futures จะหมดอายุ

ผมเชื่อว่าเรื่องของสินค้าอ้างอิงกับปีที่หมดอายุนั้นเข้าใจค่อนข้างง่าย แต่คนจะงงกับเรื่องซีรีส์มากกว่า เพราะว่าเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งผมขออธิบายดังนี้ครับ

โดยปกติตลาดอนุพันธ์หรือ TFEX (Thailand Futures Exchange) มีการสร้าง futures ในซีรีส์ต่างๆ ไว้รองรับ ได้แก่

ซีรีส์ H คือ futures ที่หมดอายุเดือนมีนาคม
ซีรีส์ M คือ futures ที่หมดอายุเดือนมิถุนายน
ซีรีส์ U คือ futures ที่หมดอายุเดือนกันยายน
ซีรีส์ Z คือ futures ที่หมดอายุเดือนธันวาคม

สรุปว่ามีครบทุกไตรมาส และทางตลาดอนุพันธ์จะมีการสร้างหรือผลิต futures ในซีรีส์ต่างๆ เอาไว้ให้พวกเราซื้อขายกัน โดยผลิตออกมาล่วงไปข้างหน้า 1 ปี เช่น ตอนนี้เดือนสิงหาคม 2010 นับไปข้างหน้า 1 ปีก็จะไปถึงเดือนสิงหาคม 2010 ใช่มั๊ยครับ ซีรีส์ที่ผลิตออกมาแล้วในตอนนี้ก็จะมี 4 ตัวด้วยกัน

S50U10 ... หมดอายุเดือนกันยายนนี้
S50Z10 ... หมดอายุเดือนธันวาคมนี้
S50H11 ... หมดอายุเดือนมีนาคมปีหน้า และ
S50M11 ... หมดอายุเดือนมิถุนายนปีหน้า

S50U11 ซึ่งจะหมดอายุเดือนกันยายนปีหน้านั้นยังไม่เกิดครับ ฉะนั้น futures ตัวใกล้สุด ณ ตอนนี้ก็คือตัวที่หมดอายุเดือนกันยายน 2010 โดยปกติแม้เราจะมีให้ซื้อขายกัน 4 ซีรีส์ แต่คนส่วนมากจะชอบเล่นตัวที่ใกล้ที่สุด (ซึ่งตอนนี้คือ S50U10) เรียกว่ามีสภาพคล่องสูงสุดครับ ส่วนถ้าผมอยากซื้อ futures ของหุ้นก็เอาชื่อหุ้นใส่ข้างหน้าไป เช่น KTBU10 ก็เป็นซีรีส์ที่หมดอายุเดือนกันยายน 2010 ของหุ้นธนาคารกรุงไทยหรือ KTB เป็นต้น

งวดนี้มีสาระเยอะ รกสมองหน่อยแต่รับรองว่าเอาไปคุยกับมาร์เก็ตติ้งได้สบายปากครับ

แถมท้ายด้วยทิปส่วนตัวในการจำชื่อซีรีส์ของแต่ละไตรมาส ตอนแรกผมก็จำไม่ได้แต่ตอนนี้สบายมาก
ลองจำเล่นๆ ว่า H-M-U-Z มาจาก He Meets Us at Zimbabwe (เขามาเจอพวกเราที่ซิมบับเว่ ...แม่เจ้า! มาเจอกันไกลจังเว้ย อุตส่าห์แอบมาเที่ยวแล้วเชียว 555)

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

House of Derivatives ตอนที่ 6 Leverage


เสน่ห์อย่างหนึ่งของ futures คือการที่เราลงทุนน้อยแล้วสามารถทำกำไรได้มากๆ ภาษาทางการเงินเขาเรียกว่า leveraging หรือ gearing ซึ่งทำให้คนมีตังค์น้อยแบบผม (อะแฮ่ม!) มีโอกาสได้ลุ้นเหมือนกับคนมีตังค์มาก ตัวอย่างเช่น

ถ้าผมชอบบริษัท ABC และเชื่อว่าหุ้นจะขึ้นในอนาคตอันใกล้ ผมอยากซื้อหุ้นตัวนี้ที่ราคาตลาดหุ้นละ 100 บาท จำนวน 10,000 หุ้น ผมต้องมีเงิน 1,000,000 บาท ใช่มั๊ยครับ ... แต่มันเป็นแค่ความฝันครับ เพราะผมไม่มีเงินหนึ่งล้านบาท

ผมมีทางเลือกสองทาง
ทางแรก คือ รวบรวมเงินเท่าที่มีอยู่ไปซื้อหุ้น สมมติว่าผมมีแค่ 100,000 บาท ซึ่งก็จะซื้อได้เพียง 1,000 หุ้นเท่านั้น
ทางเลือกที่สอง คือ ซื้อ futures ของหุ้น ABC สมมติว่า
- หนึ่งสัญญา เทียบเท่ากับหุ้น ABC 1,000 หุ้น (1 สัญญา = 1,000 หุ้น = 100,000 บาท ที่ราคาตลาดปัจจุบัน)
- ทุกหนึ่งสัญญา ต้องวางเงินประกันหนึ่งหมื่นบาท หรือ 10% ของมูลค่าสัญญา

ดังนั้น ถ้าผมมีเงินอยู่ 100,000 บาท ผมสามารถวางเป็นเงินประกันเพื่อซื้อ futures ได้ 10 สัญญา

ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปครับ สองอาทิตย์ถัดมาบริษัท ABC ประกาศผลประกอบการ ส่งผลให้หุ้นมีราคาสูงขึ้น 6% คือขึ้นจาก 100 บาทเป็น 106 บาท หากผมเลือกใช้เงินซื้อหุ้นตรงๆ ผมจะได้กำไร (106 - 100) x 1,000 = 6,000 บาท

ในทางตรงกันข้าม หากผมเลือกใช้การซื้อ futures แทนการซื้อหุ้น ผมจะได้กำไรสัญญาละ (106 - 100) x 1,000 = 6,000 บาท แต่! ผมซื้อไว้ 10 สัญญานี่นา โอ้ว ไม่! ผมได้กำไรถึง 60,000 บาทเชียวหรือนี่

สังเกตว่าทั้งสองทางเลือกใช้เงินลงทุน 100,000 บาทเท่ากัน แต่ทางเลือกแรกได้กำไรเพียง 6% ขณะที่ทางเลือกที่สองได้กำไรถึง 60,000/100,000 = 60% เห็นความแตกต่างระหว่างการซื้อหุ้นโดยตรงกับการซื้อ futures หรือยังครับ นี่แหละ leveraging ที่ผมพูดถึง

Leveraging กับความเสี่ยง

จากตัวอย่างที่ผมยกมา ถ้าเรามีความแม่นยำในการคาดการณ์ราคาหุ้น การซื้อ futures จะทำให้ได้กำไรมากมายมหาศาล ... แต่ถ้าเราไม่แม่นล่ะ

ความเสี่ยงบนอีกด้านหนึ่งของเหรียญ หากผมคาดการณ์ผิดและหุ้น ABC กลับตกลง 6% ในกรณีที่ผมซื้อหุ้นก็จะขาดทุน 6% เช่นกัน แต่ถ้าผมซื้อ futures เอาไว้ผมจะขาดทุน 60,000 บาท หรือ 60% เท่ากับว่าผมจะมีเงินเหลือเพียง 40,000 บาทเท่านั้น

เห็นทั้งด้านดีและด้านแย่แล้ว ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกทางเลือกไหนครับ?

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

House of Derivatives ตอนที่ 5 Basis คืออะไร


เมื่อไหร่ที่พูดถึง futures แต่ไม่พูดถึง basis ก็คงกระไรอยู่

อธิบายง่ายๆ basis ก็คือค่าที่แสดงมุมมองของตลาด เรากำหนดว่า

basis = S - F

จากตัวอย่างในบทความที่แล้ว SET50 กำลังอยู่ที่ 585 จุด (S = 585) และ SET50 Futures ซื้อขายกันที่ 582 จุด (F = 582) ดังนั้นค่า basis (เบซิส) ก็จะเท่ากับ 3

ในตัวอย่างนี้ค่า basis เป็นบวกแสดงว่าตลาดมองว่าหุ้นน่าจะตก ยิ่งบวกมากก็ยิ่งตกมาก สมมติว่าดัชนีไม่เคลื่อนไปไหนเลย แต่ดันมีข่าวลือในกลุ่มผู้ลงทุน derivatives ทำให้เกิดความกลัวถึงอนาคตของหุ้น ผลก็คือนักลงทุนเหล่านี้จะยอมขาย futures ในราคาที่ลดลง เมื่อค่า S เท่าเดิมแต่ F ลดลง ค่า basis ก็ยิ่งถ่างออกเป็นบวกมากขึ้น ลองย้อนไปมองสมการจะเข้าใจครับ

ตามปกติค่า basis ควรจะค่อยๆ แคบลงเมื่อ futures เข้าใกล้วันหมดอายุ (ผมเคยบอกหรือยังว่า futures เป็นสัญญาที่หมดอายุได้ด้วย?)











จากกราฟนี้ ผมใช้เส้นหนาเป็นดัชนี SET50 ซึ่งมีการเคลื่อนไหวโดยตัวของมันเอง ขณะเดียวกัน SET50 Futures (กราฟเส้นบาง) ก็มีการเคลื่อนไหวล้อไปตามดัชนีไปด้วย สังเกตว่าค่า basis จะห่างอยู่ในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ค่อยๆ ลดลงจนเมื่อถึงวันที่ futures หมดอายุ ทั้ง S และ F จะกลับมาเท่ากันเสมอ เพราะอนาคตกลายเป็นปัจจุบันไปเสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม basis เป็นของไม่แน่นอน แม้ S และ F จะต้องกลับมาบรรจบกันก็จริง แต่ระหว่างทางอาจเกิดเรื่องราวอะไรขึ้นก็ได้ หากนักลงทุนเกิดอาการแตกตื่น ช่องว่างที่ว่าก็อาจจะถ่างออกอย่างมากก็เป็นได้
สมมติว่า SET50 ตกทันที 30 จุดภายในวันเดียว มันก็มักจะมีนักลงทุนผู้มองการณ์ไกล(?) ฟันธงทันทีว่าหุ้นจะต้องลงอีกยาว SET50 Futures จึงอาจจะตกถึง 40 จุด ถ่างให้ basis กว้างกว่าเดิมถึง 10 จุดก็ได้
ดังนั้นในการซื้อขาย futures นอกจากจะต้องมองตัวดัชนีแล้ว การผันผวนของค่า basis ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่ไม่สามารถละเลยได้เช่นเดียวกัน

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

House of Derivatives ตอนที่ 4 SET50 Futures


หลังจากเล่านู่นเล่านี่มานาน ผมว่าได้เวลาแล้วครับที่เราจะมาทำความรู้จักกับ futures ตัวที่ฮิตที่สุดของประเทศไทยในเวลานี้ เรากำลังพูดถึง SET50 Futures ซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องนี้

ที่ผ่านมาเราปูพื้นด้วย futures ของข้าว ความจริงแล้วผมชอบอธิบายเรื่องของ derivatives โดยไปตั้งต้นที่สินค้าเกษตรเพราะว่ามันเห็นภาพได้ชัดเจน ผมสามารถจินตนาการการซื้อขายข้าวเป็นกระสอบๆ หรือเป็นเกวียน มากกว่าที่จะจินตนาการถึงหุ้นหรือดัชนี (ซึ่งมันเป็นอากาศธาตุมากเพราะว่าเราคำนวณขึ้นมา) นอกจากนี้ประเทศของเราก็ปลูกข้าวส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก มีเพื่อนชาวจีนของผมคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าพ่อของเขาสอนว่าข้าวไทยเป็นข้าวที่ดีที่สุด "ข้าว" จึงน่าจะเป็นสินค้าอ้างอิงที่คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้

ในกรณี futures ของข้าว เราเรียกข้าวว่าเป็น "สินค้าอ้างอิง" หรือ underlying asset เมื่อเราบอกว่าราคาข้าวปัจจุบันอยู่ที่เกวียนละ 8,000 บาท และทำสัญญาว่าจะส่งมอบในอนาคตที่ราคา 10,000 บาท ก็เรียกเป็นศัพท์เท่ๆ ว่า spot price อยู่ที่ 8,000 บาท และ futures price อยู่ที่ 10,000 บาท

SET50 Futures

สินค้าอ้างอิง ได้แก่ ดัชนี SET50

ในแต่ละวันดัชนีมีการเคลื่อนไหวขึ้นลง ดัชนี SET50 ในแต่ละวันถือว่าเป็น spot price ของวันนั้นๆ เช่น วันนี้ดัชนีอยู่ที่ 585 จุด ผมจะเขียนให้เข้าใจง่ายๆ ว่า

S = 585

ในวันเดียวกัน futures ที่ส่งมอบ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2553 มีการซื้อขายกันอยู่ที่ 582 จุด

F = 582

สังเกตว่าราคา futures ต่ำกว่า spot (F น้อยกว่า S) แสดงว่าตลาดมีความคาดหวังว่าสิ้นเดือนกันยายนนี้เราจะเห็นดัชนี SET50 ลดลงไปอยู่ที่ 582 จุด สมมติผมไม่เชื่อว่าหุ้นจะตกจึงตัดสินใจซื้อ futures ที่ราคานี้แล้วเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงดัชนียังคงอยู่ที่ 585 จุดอยู่ ผมจะได้กำไร 585 - 582 = 3 จุด (ซื้อที่ 582 แต่ขายได้ที่ 585 ...ได้กำไร)

ถ้าถามว่ากำไรที่ได้คิดเป็นกี่บาท เนื่องจาก SET50 Futures ใช้ตัวคูณดัชนีเท่ากับ 1,000 บาท ดังนั้นผมจะได้กำไร 3,000 บาทครับ

ในทางกลับกันถ้าตลาดทำนายแม่น ดัชนีลดลงไปอยู่ที่ 582 จุดจริงๆ งานนี้ผมก็เสมอตัว (582 - 582 = 0) ไม่ได้และไม่เสียอะไร อ้อ แต่ในความเป็นจริงผมจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชันด้วยนะครับ ปัจจุบันโบรกเกอร์เขาคิดที่ 450 บาทต่อหนึ่งสัญญาครับ ผมซื้อ 1 ครั้งและขาย 1 ครั้งต้องเสียไป-กลับรวมแล้ว 900 บาท รวมกับ VAT 7% กลายเป็น 963 บาทแล้วครับ ดังนั้นถ้าผมจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าไม่ขาดทุน ผมต้องทำกำไรให้ได้ก่อนประมาณ 1 จุด ซึ่งคิดเป็นเงิน 1,000 บาท เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าคอมมิชชันพอดี

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

House of Derivatives ตอนที่ 3 ราคาของ futures บอกอะไร


จาก House of Derivatives ตอนที่ 2 ผมยกตัวอย่างชาวนาที่ได้ "บริหารความเสี่ยง" ในการทำนาโดยใช้ futures ซึ่งน่าทึ่งมากๆ ชาวนาสามารถวางแผนเพิ่มหรือลดผลผลิตให้สอดคล้องกับภาวะตลาดได้... ยังไงน่ะหรือครับ ก็เขาสามารถอ่านตลาดได้คร่าวๆ จากราคา futures นั่นไง

สมมติว่าราคาข้าวปัจจุบันอยู่ที่เกวียนละ 8,000 บาทแต่ราคา futures ของข้าวที่จะต้องส่งมอบในอีก 4 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 10,000 บาท ก็แสดงว่าตลาดส่งสัญญาณว่าในอีก 4 เดือนข้างหน้าข้าวจะมีราคาสูงขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงราคาข้าวอาจขยับขึ้นไปที่ 9,500 บาทเท่านั้นก็ได้ แต่ก็ต้องบอกว่าการคาดการณ์ของตลาดโดยมากจะใกล้เคียงทีเดียว

เราลองมาดูกลไกว่าตลาดสามารถคาดการณ์อนาคตได้ใกล้เคียงความจริงได้ยังไง สมมติว่ามีเจ้าของโรงสีกลุ่มหนึ่งวิเคราะห์สภาพตลาดได้ผลออกมาว่าราคาข้าวมีแนวโน้มจะขยับจาก 8,000 บาทไปเป็น 9,000 บาทจึงตั้งราคาซื้อข้าวในอนาคต (ตั้งราคา futures) ไว้ที่ 9,000 บาท แต่เดี๋ยวก่อน! มีพ่อค้าข้าวรายใหญ่อีกรายเห็นว่าข้าวในตลาดโลกทำท่าจะขาดแคลนจึงเชื่อว่าราคาจะสูงกว่านั้น เขาเลยตั้งราคารับซื้อข้าวในอนาคตไว้ที่ 10,000 บาท ชาวนาจำนวนมากจึงหันมาทำสัญญากับพ่อค้าข้าวรายใหญ่ ในที่สุดกลุ่มเจ้าของโรงสีก็จำต้องขยับราคา futures ของตนเองขึ้นมารับซื้อที่ราคา 10,000 บาทบ้าง

จะเห็นได้ว่าจุดสมดุลของราคา futures เกิดขึ้นจากความเห็นชอบของคนส่วนใหญ่ในตลาด จากตัวอย่างที่ผ่านมาถ้าชาวนาพากันเห็นว่าราคาข้าวควรขยับขึ้นไปสูงกว่า 10,000 บาท ก็อาจจะไม่ยอมขายข้าวล่วงหน้าให้ใครเลย แต่ไปวัดดวงขายเอาตอนที่ผลผลิตออกทีเดียวเลยก็ได้ ความจริงแล้วราคามันก็เป็นเรื่องของ demand-supply เพียงแต่ตอนนี้เราต้องพยายามคิดไปถึงอนาคตเท่านั้น

ในปัจจุบันประเทศไทยของเราก็มี futures ที่อ้างอิงกับพืชผลทางการเกษตรหลายตัว ได้แก่ ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ผมไม่แน่ใจว่าจะมีชาวไร่ชาวนาสมัยใหม่ที่ใช้ประโยชน์จาก futures เหล่านี้มากน้อยเพียงใด แต่ถ้าวันหนึ่งมีคนเอาอินเตอร์เน็ตไปถึงหมู่บ้านที่ห่างไกลและมีคนไปให้ความรู้ เราคงจะได้เห็นม็อบชาวไร่ชาวนาน้อยลง พร้อมๆ กับเห็นเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ... อันนี้ฝันล่วงหน้านะครับ เพราะส่วนมาก futures ที่ดังจริงๆ ของประเทศเราคือ futures ที่ผูกอยู่กับตลาดหุ้นต่างหาก ในตอนหน้าเราจะพา futures กระโจนเข้าสู่ตลาดหุ้นกัน

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

House of Derivatives ตอนที่ 2 Futures เกิดขึ้นง่ายๆ


เวลาที่เราซื้อขายข้าวของต่างๆ เรายื่นเงินให้แม่ค้าและแม่ค้าก็ยื่นของให้กับเรา การซื้อขายในรูปแบบนี้เกิดขึ้น ณ เวลาปัจจุบัน ถ้าจะเรียกว่า "หมูไปไก่มา" ก็คงไม่ผิดนัก สมมติว่ามีร้านขายกาแฟสดร้านหนึ่ง ทุกเช้าจะมีคนเข้าคิวยาวเพื่อรอซื้อกาแฟก่อนเข้าออฟฟิศไปทำงานซึ่งผมเองก็เป็นลูกค้าประจำกับเขาเหมือนกัน เย็นวันหนึ่งผมไปบอกกับคุณป้าจุ๊เจ้าของร้านว่าในวันรุ่งขึ้นผมจะซื้อมอคค่าเย็นอร่อยๆ สักแก้วให้คุณป้าทำเตรียมไว้ได้เลย ในวันต่อมาผมก็ไม่ต้องไปเข้าคิวรอ ... เยี่ยมมาก

สิ่งที่ผมทำคือการไป "สัญญา" กับป้าจุ๊ว่าจะซื้อกาแฟ สังเกตนะครับว่าการซื้อขายยังไม่ได้เกิดขึ้นในตอนเย็นวันนั้น เพียงแต่ว่ามีการสัญญาหรือตกลงกันไว้เฉยๆ คุณป้าก็ต้องเชื่อใจผมว่าจะมาซื้อจริง ส่วนผมก็ต้องเชื่อใจคุณป้าว่ามาถึงแล้วจะได้ของ เรื่องราวแบบนี้แหละครับเป็นที่มาของ derivative ตัวหนึ่งที่ชื่อว่า futures และที่มันได้ชื่ออย่างนั้นก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องของอนาคตนั่นไง

เปลี่ยนจากภาพเล็กอย่างร้านกาแฟมาเป็นภาพใหญ่ในประเทศไทยที่ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร ชาวนามีหน้าที่ปลูกข้าว ปัญหาประจำของชาวนาคือ "ควรปลูกมากน้อยแค่ไหนดี?" ถ้าจะกู้หนี้ยืมสินมาปลูกข้าวให้มากๆ ก็กลัวว่าปลูกเสร็จแล้วราคาข้าวจะตกต่ำ ขายข้าวก็ไม่ได้ราคา หนี้สินก็ต้องจ่าย เผลอๆ จะจนยิ่งกว่าเก่า ครั้นจะปลูกน้อยก็จะไม่พอกิน คิดแล้วก็กลุ้มใจ แต่แล้วทันใดนั้นเจ้าของโรงสีมีคุณธรรมยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจ

เจ้าของโรงสี: "ตอนนี้ข้าวเกวียนละ 8,000 บาท แต่ผมได้ข่าวมาว่าปีนี้ข้าวจะแพงขึ้น เอางี้แล้วกัน ลุงกับญาติปลูกข้าวไป พอเก็บเกี่ยวได้มาส่งให้ผม 20 เกวียน ผมให้ราคาเกวียนละ 10,000 บาท"
ชาวนา: "แล้วถ้าถึงตอนนั้นราคาข้าวมันต่ำกว่าหมื่นล่ะ"
เจ้าของโรงสี: "ผมก็รับซื้อที่ 10,000"
ชาวนา: "งั้นถ้ามันสูงกว่าหมื่นล่ะ"
เจ้าของโรงสี: "ผมก็รับซื้อที่ 10,000 เหมือนกัน"

ชาวนาคิดใคร่ครวญดูแล้วเห็นว่าดีกว่าปลูกแบบเดาสุ่มไป อย่างน้อยก็ได้เงินตั้ง 200,000 บาท น่าจะพอค่าปุ๋ยค่ายาจึงตอบตกลง เหตุการณ์ต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ แต่เราเห็นแล้วว่าความทุกข์ของชาวนาได้หมดไป เพราะอนาคตที่ไม่แน่นอนได้กลายเป็นสิ่งที่แน่นอน และนี่คือกลไกการทำงานของ futures ... สิ่งที่เจ้าของโรงสีสัญญาไว้กับชาวนาก็คือ futures นั่นเอง สังเกตว่าเจ้าของโรงสีและชาวนาตกลงราคา futures ตัวนี้ไว้ที่ 10,000 บาท ก็เพราะเชื่อว่าเป็นราคาที่น่าจะเหมาะสมในอนาคต

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

House of Derivatives: ตอนที่ 1 บทส่งท้ายของความไม่รู้


ผมตั้งใจจะเขียนบทความในซีรีส์ 'House of Derivatives' เพื่อเล่าเรื่องของตราสารอนุพันธ์หรือ derivatives อย่างง่ายๆ ในรูปแบบที่เราไม่ค่อยพบเห็นกัน จากประสบการณ์ของผมคนที่รู้เรื่อง derivatives มากๆ ส่วนใหญ่มักพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง บทความในซีรีส์นี้จึงน่าจะมา "ปิดช่องว่าง" ได้เป็นอย่างดีสำหรับคนที่สนใจ

ใน พ.ศ. นี้ ผมคิดว่าถ้าเราเดินเข้าไปหาโบรกเกอร์ (เวลาเราซื้อขายหุ้นหรืออนุพันธ์ก็ตาม เราต้องส่งคำสั่งผ่านบริษัทหลักทรัพย์หรือที่เรียกกันว่าโบรกเกอร์) เพื่อเปิดบัญชีหรือขอคำแนะนำเกี่ยวกับการซื้อขาย derivatives ลักษณะที่เราจะพบมีอยู่ 2 แบบใหญ่ๆ คือ

  1. "อนุพันธ์เสี่ยงมากนะครับ ลูกค้าผมเคยเปิดพอร์ตเล่นจาก 10 ล้าน ตอนนี้ขาดทุนจนเหลือแค่ 2-3 ล้าน ผมว่าพี่เล่นเฉพาะหุ้นอย่างเดียวน่าจะดีกว่า" หรือ
  2. "คุณพี่ก็เล่นเหมือนกับหุ้นน่ะค่ะ เพียงแต่ว่าเวลากำไรจะได้เร็วกว่ามาก หุ้นขึ้น 10% คุณพี่จะได้กำไรถึง 100% เชียวนะคะ"
สรุปว่ารายแรกไล่แขกส่วนรายหลังก็ให้ข้อมูลไม่ครบ ผมไม่ได้บอกว่าโบรกเกอร์ที่ "เก่ง" และ "ดี" ในเรื่องของ derivatives ไม่มีจริง แต่ผมสามารถยืนยันได้ว่าถ้ามาร์เก็ตติ้งหรือเจ้าหน้าที่การตลาด (คนที่ทำงานอยู่กับโบรกเกอร์ ที่เราโทรไปส่งคำสั่งซื้อขายนั่นแหละครับ) มีใบอนุญาตประเภท ข คือ สามารถขายอย่างเดียว มีโอกาสสูงที่เขาจะไม่ได้รู้เรื่อง derivatives อย่างลึกซึ้งเพียงพอ
ใบอนุญาตของ กลต. มี 2 แบบ ได้แก่
  • ประเภท ก --- สามารถส่งคำสั่งซื้อขาย และเขียนบทวิเคราะห์ได้
  • ประเภท ข --- สามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้เท่านั้น
โดยปกติโบรกเกอร์จะติวพนักงานของตัวเองก่อนส่งไปสอบใบอนุญาตประเภท ข ซึ่ง(มักจะ)แค่เพียงพอที่จะทำให้ "สอบผ่าน" และสิ่งที่ลูกค้าซึ่งก็คือเราๆ ท่านๆ มักจะได้รับคือคำแนะนำในลักษณะเดียวกับการซื้อขายหุ้นเท่านั้น สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อ คือ เราจะหวังพึ่งมาร์เก็ตติ้งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ดังนั้น หากต้องการมรรคผลจริงๆ ในการซื้อขาย derivatives เราควรยึดหลัก "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ดีที่สุดครับ
คราวหน้าของ House of Derivatives เราจะมาพูดถึงที่มาที่ไปของ futures กัน