แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Event แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Event แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Book Review: ประเมินมูลค่าหุ้น ฉบับใช้งานจริง


เพื่อให้ได้รับประโยชน์เต็มที่จากหนังสือ ประเมินมูลค่า ฉบับใช้งานจริง จึงขอสรุปเนื้อหาจากงาน Book Review ที่จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 ธ.ค. 61 เอาไว้ดังนี้



--------------------------------

เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 1 และ 2:

  • มูลค่าของบริษัทหรือสินทรัพย์ใด ๆ สามารถหาได้จาก “ผลตอบแทน” ทั้งหมดที่จะได้รับในอนาคต โดยคิดให้เทียบเท่าจำนวนเงินในปัจจุบัน
  • ในกรณีนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้าซื้อทั้งบริษัท มูลค่าที่พวกเขาได้รับ เรียกว่า มูลค่าการลงทุน ซึ่งจะรวมผลของการเสริมประโยชน์กับธุรกิจเดิมในเครือเข้าไปด้วย ส่วนมูลค่าในมุมมองของนักลงทุนรายย่อยทั่วไปอย่างเรา ๆ เรียกว่า มูลค่าตลาด หรือจะบอกว่าเป็นมูลค่าในแบบ stand-alone ก็ว่าได้
  • การประเมินมูลค่ามีสามแนวทาง ได้แก่ (1) วิธี DCF หรือการคิดลดกระแสเงินสด (2) วิธีอ้างอิงตลาด และ (3) วิธีสินทรัพย์สุทธิ โดยหลักแล้วทั้งสามแนวทางควรให้ผลลัพธ์ออกมาเท่ากัน เหมือนการจับคนคนเดียวกันไปชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั่งสามแบบ น้ำหนักควรออกมาเท่าเดิม
  • ประเด็นบวกต่อมูลค่าหุ้น ได้แก่ สภาพคล่องในการซื้อขาย (ยิ่งซื้อง่ายขายคล่อง ยิ่งมีมูลค่าดี) และการมีอำนาจควบคุมบริษัท (หนึ่งหุ้นในมือขาใหญ่ มีมูลค่าสูงกว่าหนึ่งหุ้นในมือรายย่อย)

เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 3 และ 4:

  • ในกรณีของนักลงทุนรายย่อย วิธีอ้างอิงตลาดจะเริ่มต้นจากการคัดเลือกบริษัทในตลาดหุ้น เพื่อนำมาสร้าง กลุ่มเปรียบเทียบ ที่เหมาะสม
  • โดยทั่วไปกลุ่มเปรียบเทียบควรประกอบไปด้วย 5-10 บริษัท จำนวนอาจมากหรือน้อยได้ขึ้นอยู่กับ “ความเหมือน” ระหว่างบริษัทที่คัดเข้ากลุ่มกับบริษัทที่เราสนใจ

เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 5:

  • “เงินทุน” ของบริษัทประกอบด้วย (1) เงินทุนจากผู้ถือหุ้น และ (2) เงินทุนจากเจ้าหนี้
  • เงินทุนดังกล่าวสามารถมี “มูลค่า” ได้ในสองรูปแบบ คือ มูลค่าตลาด และ มูลค่าทางบัญชี
  • มูลค่าตลาดของเงินทุนจากผู้ถือหุ้น เรียกว่า Price (P) หรือราคาหุ้น ส่วนมูลค่าตลาดของเงินทุนทั้งบริษัท (ผู้ถือหุ้น + เจ้าหนี้) เรียกว่า Enterprise Value (EV)
  • มูลค่าทางบัญชีของเงินทุนจากผู้ถือหุ้น เรียกว่า Book Value (BV) ส่วนมูลค่าทางบัญชีของเงินทุนทั้งบริษัท เรียกว่า Book Enterprise Value (BEV)
  • เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือก็คือ การหา P และ EV นี่เอง

เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 6-7:

  • ในการหาค่า P และ EV นั้น เราจะหาผ่าน “อัตราส่วน” ไม่ว่าจะเป็นอัตราส่วนในตระกูล P หรือ EV
  • อัตราส่วน P ที่รู้จักกันแพร่หลายเช่น P/E, P/BV ส่วนอัตราส่วน EV ที่พอคุ้นหูบ้างก็อย่างเช่น EV/EBIT
  • อัตราส่วนเหล่านี้จะมีค่าสูงหรือต่ำอย่างเป็นเหตุเป็นผลตามปัจจัยบางอย่าง เช่น อัตราการเติบโต, อัตราการทำกำไร ฯลฯ ซึ่งเราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ปัจจัยผลักดันมูลค่า
  • พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าบริษัทแสดง “ความเก่ง” ในบางแง่มุมออกมาได้ ตลาดก็จะให้มูลค่าสูงขึ้น

เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 8:- ตัวอย่างวิธีอ้างอิงตลาด

  • ขั้นตอนที่ 1 – นำข้อมูลของทุกบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเปรียบเทียบมาพล็อต เพื่อหาเส้นแนวโน้มที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยผลักดันมูลค่า (การเติบโตของ EBIT) และ อัตราส่วนเปรียบเทียบ (EV/EBIT) ตามภาพประกอบ จากนั้นดูว่าถ้ามีบริษัทที่ “เก่ง” เท่ากับบริษัทของเรา ตลาดจะให้มูลค่าสูงแค่ไหน

  • ขั้นตอนที่ 2 – เมื่อได้อัตราส่วนที่เหมาะสมแล้ว นำค่าที่ได้ไปคูณกับตัวเลขของบริษัท เช่น นำ EV/EBIT 16.0 เท่า คูณด้วย EBIT ของบริษัท 255 ล้านดอลลาร์ จะได้ค่า EV ที่เหมาะสม 4,080 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ คือ มูลค่าตั้งต้น ของบริษัทที่เราสนใจ
  • ขั้นตอนที่ 3 – หากบริษัทที่เราสนใจมี “ความเสี่ยง” มากหรือน้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ จะต้องปรับมูลค่าให้สะท้อนความเสี่ยงตามจริงด้วย ในกรณีของบริษัทที่มีความคล้ายคลึงกัน (อย่าลืมว่าเราคัดเลือกกลุ่มเปรียบเทียบให้มีความคล้ายคลึงกับบริษัทที่เราสนใจมาระดับหนึ่งแล้ว) บริษัทขนาดเล็กจะมีความเสี่ยงสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ตามแนวคิดเรื่อง size premium
  • ดังนั้น เราจะลดทอนมูลค่าที่เหมาะสมลงโดยการ shift หรือเลื่อนเส้นลงมาให้พาดผ่านจุดของบริษัทที่ 10 ซึ่งมีขนาดพอ ๆ กันกับบริษัทที่เราสนใจ ทำให้ได้อัตราส่วน EV/EBIT ที่เหมาะสมใหม่ 12.2 เท่า

  • ขั้นตอนที่ 4 – คำนวณแบบขั้นตอนที่ 2 ด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสมตัวใหม่ จะได้ค่า EV ของบริษัท 12.2 x 255 = 3,111 ล้านดอลลาร์ และเมื่อลบด้วยหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสุทธิ 251 ล้านดอลลาร์ ก็จะได้มูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้น 3111 - 251 = 2,860 ล้านดอลลาร์ เป็นอันเสร็จพิธี [ตัวอย่างการคำนวณด้วยอัตราส่วนอื่น ๆ มีอยู่ในเล่ม]

  • ในบทนี้มีการปูพื้นสำหรับการทำ DCF ในบทถัดไป โดยอธิบายการคำนวณ กระแสเงินสดอิสระ และ ต้นทุนของเงินทุน ทั้งในระดับบริษัทและในระดับผู้ถือหุ้น


เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 9:- ตัวอย่างวิธี DCF และการตรวจสอบ

  • ขั้นตอนที่ 1 – คำนวณมูลค่าของบริษัทตามวิธี DCF โดยใช้ข้อมูลและสมมติฐานคงเดิม มูลค่าที่ได้ควรตรงกับผลลัพธ์จากบทที่ 8
  • ขั้นตอนที่ 2 – ตรวจสอบซ้ำโดยคำนวณมูลค่าของบริษัทด้วยวิธี DCF อีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ “สมมติ” ให้บริษัทมีคุณสมบัติอื่น ๆ (นอกเหนือจากปัจจัยผลักดันมูลค่าตัวหลัก) เทียบเท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่มเปรียบเทียบพอดี แล้วนำไปพล็อตในแผนภาพ ถ้าได้ตำแหน่งบนแผนภาพใกล้เคียงหรืออยู่บนเส้นแนวโน้ม ก็ถือว่าใช้ได้

เนื้อหาสำคัญจากบทที่ 10:

  • วิธีอ้างอิงตลาดที่ใช้ในบทที่ 8 ยืนอยู่บน “ตัวเลขปัจจุบัน” แต่ที่จริงแล้วเราสามารถคำนวณตัวเลขในอนาคต (เช่น ตัวเลขกำไรของบริษัทที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีที่ 2 หรือปีที่ 3) แล้วใช้ในการประเมินมูลค่าได้
  • หากประเมินถูกต้อง มูลค่าที่คำนวณได้ในบทที่ 8, 9 และ 10 ควรออกมาใกล้เคียงกัน



หมายเหตุ: เนื้อหาทั้งหมดในที่นี้เป็นเพียงส่วนที่ตัดตอนและสรุปเรียบเรียงมา เพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจหนังสือเล่มดังกล่าวได้ง่ายขึ้นเท่านั้น จึงไม่สามารถทดแทนการอ่านหนังสือทั้งเล่มได้

วันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2560

"กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการลงทุนหุ้น" - Part 2


[ต่อจาก Part 1]

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จในการลงทุน
  • ปัจจัยภายนอก - เปรียบเหมือนลมส่ง-ลมต้าน ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น นโยบายภาครัฐ, อัตราดอกเบี้ย, อัตราแลกเปลี่ยน และเศรษฐกิจในภาพรวม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสามารถคัดเลือกบริษัทที่ "แกร่ง" พอจะต้านทานปัจจัยเหล่านี้
  • ปัจจัยภายใน - เป็นเรื่องเฉพาะตัวของนักลงทุนเอง หลัก ๆ ก็คือ แก้ว 3 ประการ ซึ่งได้แก่
  1. เงินทุนตั้งต้น วิธีง่าย ๆ คือ ให้อดออม และรู้จักป้องกันตัวเองจาก "รายจ่ายก้อนใหญ่" ที่อาจเข้ามาโจมตี ซึ่งการทำประกันในระดับที่เหมาะสมสามารถช่วยได้

  2. อัตราผลตอบแทน สามารถเพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องเพิ่มความเสี่ยง แต่ต้องมีความรู้

  3. ระยะเวลา เมื่อการลงทุนให้ผลตอบแทนดีแล้ว นักลงทุนต้องอยู่ในการลงทุนนั้นให้ยาวนานและต่อเนื่องด้วย การติดดอยนาน ๆ มีค่าเสียโอกาสที่แพงกว่าการคัทลอส
  • ในส่วนของตัวนักลงทุนเองพึงจดจำไว้ว่า 1. อย่าหวังพึ่งนักวิเคราะห์ (เรื่องนี้คุณหมออรพรรณเคยทำมาแล้วในการลงทุนช่วงแรก ๆ ไม่เวิร์ก!) 2. หมั่นหาความรู้โดยการอ่านหนังสือหรือไปเรียนคอร์สหุ้น และ 3. ต้องรู้จักอดทน
  • ประเด็นเรื่องความอดทน เน้นย้ำว่าทุกอย่างมี Timing ของมัน อย่าให้เป็นเหมือน "ชาวนาใจร้อน" ที่พยายามดึงต้นกล้า เพียงเพราะหวังจะเห็นมันโตไว ๆ สุดท้ายต้นข้าวก็เลยตายยกแปลง... การลงทุนก็เช่นกัน
  • สำหรับทริกในการเลือกคอร์สลงทุน ควรพิจารณา "ชื่อผู้สอน" เป็นลำดับแรก คุณสมบัติที่ดี คือ 1) ต้องมีความรู้จริง และ 2) ต้องถ่ายทอดเก่ง นอกจากนี้ควรระวังคอร์สที่มีราคาแพงผิดสังเกต


แนะนำกลยุทธ์สำหรับผู้เริ่มต้น/ผู้มีข้อจำกัด
  • ผู้เริ่มต้นหรือมือใหม่มักมีอายุค่อนข้างน้อย จึงได้เปรียบในเรื่องระยะเวลาลงทุน รวมถึงได้เปรียบในแง่ความ "เฟรช" แต่ก็มักเสียเปรียบในแง่เม็ดเงินและประสบการณ์ลงทุนที่ยังมีน้อย
  • กลยุทธ์ที่เหมาะสม ได้แก่ การเพิ่มการออม และรู้จักหาตัวช่วยที่เหมาะสม (เช่น อ่านหนังสือ หรือไปเรียนคอร์สหุ้นที่มีคุณภาพ) เป็นการปิดจุดด้อย ขณะเดียวกันก็พยายามลงทุนให้ต่อเนื่องยาวนาน เพื่อใช้ประโยชน์จากจุดเด่น **ปัจจุบันวิทยากรทั้งสองท่าน ไม่มีท่านใดเปิดคอร์สสอนหุ้น จึงไม่มีประโยชน์ทับซ้อนจากคำแนะนำนี้
  • โดยปกติคนทั่วไปจะต้อง ออม ก่อน จึงจะมีเงินไป ลงทุน ยกเว้นคนที่พ่อแม่รวยก็อาจขอเงินจากทางบ้านเอามาลงทุนได้ (ลงทุนได้โดยที่ไม่ต้องออมก่อน) อย่างไรก็ดี คนที่ออมก่อนลงทุนมักมีความระแวดระวังมากกว่า และน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า
  • ผู้มีข้อจำกัดด้านเวลาควรใช้กลยุทธ์ลงทุนยาว หลีกเลี่ยงการเก็งกำไรระยะสั้น นอกจากนี้หากลงทุนหุ้นในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงช้า ก็จะช่วยลดภาระในการติดตามได้ แต่ถ้ามีข้อจำกัดด้านเวลาแบบสุด ๆ การลงทุนผ่านกองทุนรวมอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาคร่าว ๆ จากงานสัมมนา ซึ่งแน่นอนว่าผมคงเก็บมาได้ไม่ครบเท่ากับการไปนั่งฟังด้วยตัวเองแน่ ๆ เพราะฉะนั้นหากมีอะไรตกหล่นก็ขออภัยด้วย แต่ก็หวังว่าจะมีประโยชน์สำหรับทุกท่านตามสมควรครับ

"กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการลงทุนหุ้น" - Part 1


สรุปแง่คิดสำคัญจากงานสัมมนา "กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการลงทุนหุ้น" ซึ่งจัดขึ้นที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 ในวันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน 2560 โดยมีวิทยากร 2 ท่าน ได้แก่ คุณหมออรพรรณ คงพันธุ์วิจิตร ผู้เขียนหนังสือ คู่มือ Scan หุ้น และคุณสุภศักดิ์ จุลละศร ผู้เขียนและผู้แปลหนังสือ แต้มต่อในตลาดหุ้น และ เจาะแก่น P/E

 
  • การทำกำไรจากหุ้นมีหลายแนวทาง ถ้าเก่งจริงในแนวทางที่เลือก ก็สามารถทำกำไรได้ทั้งสิ้น
  • แนวเทคนิค มีความเชื่อพื้นฐานอยู่ 3 ข้อ
  1. ราคาหุ้นสะท้อนทุกสิ่ง
  2. ราคาหุ้นเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม
  3. ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยตัวเอง
  • ข้อแรกตอบคำถามว่า ทำไมดูกราฟอย่างเดียวก็พอ, ข้อที่สองตอบคำถามว่า เราจะทำกำไรได้อย่างไร (Trend vs Countertrend ถ้าจะตามเทรนด์ ก็ต้องจับการเริ่มต้นและสิ้นสุดของแนวโน้ม แต่ถ้าจะเคาน์เตอร์เทรนด์ ก็ต้องดูแนวรับ-แนวต้าน), ส่วนข้อสุดท้ายเป็นตัวที่ทำให้การดูกราฟในอดีตสามารถนำมาใช้ทำนายอนาคตได้
  • แนวพื้นฐาน มีความเชื่อว่า "ในระยะยาว" ราคาหุ้นจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของตัวกิจการ เพราะฉะนั้นการลงทุนตามแนวพื้นฐานจะไม่มีเล่นสั้น ถ้าเล่นสั้น นั่นคือการเก็งกำไรตามข่าว
  • การเก็งกำไรสามารถเล่นยาวหรือสั้นก็ได้ แต่การลงทุนต้องยาวเท่านั้น และถ้าเริ่มต้นอย่างไรก็ขอให้รักษาแนวทางนั้นไว้จนจบ จึงจะเรียกว่ามืออาชีพ
  • การลงทุนหุ้นสามารถทำได้ทั้งแบบ ทีมเวิร์ก และ ฉายเดี่ยว ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ขอให้เลือกตามความถนัด

  • สไตล์การลงทุนของคุณหมออรพรรณ เน้นการอ่านงบการเงิน
  • งบการเงินที่สำคัญ 3 งบ ได้แก่ งบแสดงฐานะการเงิน เป็นตัวบอกความแข็งแกร่ง รวมทั้งปัญหาของตัวกิจการ, งบกำไรขาดทุน เป็นตัวบอกความสามารถในการทำกำไร, งบกระแสเงินสด เป็นตัวบอกโฟลว์ของเงินสด
  • จุดสังเกต คือ บริษัทที่ดีมักจะมีงบการเงินที่ "คลีน" อ่านแล้วไหลลื่น เข้าใจง่าย
  • สำหรับบริษัทที่มีปัญหา ความเห็นของผู้สอบบัญชีมักจะยืดยาว และมีข้อความที่แสดงถึงความพยายามที่จะปกป้องตัวเอง (มาก ๆ)
  • บริษัทที่น่าสนใจตามความเห็นของคุณหมอ ควรมี ROE ไม่น้อยกว่า 15% รวมทั้งมี P/E และ P/BV ต่ำ อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้วบริษัทที่มี ROE สูง ค่า P/BV มักสูงด้วย
 
  • สไตล์การลงทุนของคุณสุภศักดิ์ เน้นให้น้ำหนักการลงทุนตามความชัดเจนของโอกาส (Probabilistic Investment)
  • "แต้มต่อ" เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีในทุกการลงทุน
  • บริษัทที่ลงทุนควรเป็น self-financing คือ สามารถอุ้มชูตนเองด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้ ไม่ต้องมาขอเพิ่มทุน
  • นักลงทุนไม่ควรหลงรักหุ้นที่ตนเองถือ ถ้าวิเคราะห์แล้วสมควรขายก็ขายซะ ตลาดหุ้นเปิดทำการแทบทุกวัน อยากได้เมื่อไหร่ค่อยไปซื้อใหม่
  • นักลงทุนอาชีพ "กำไรไม่คุยโว ขาดทุนไม่ซึมเศร้า" และที่สำคัญ คือ ไม่โชว์พอร์ต (ในปี 1978 โรเบิร์ต วิลสัน เปิดเผยสถานะการลงทุนของตนเอง สุดท้ายถูกผู้คนในตลาดรุมกระซวก ขาดทุนไปหลายล้านดอลลาร์)

[มีต่อ Part 2]

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

สรุปเนื้อหาจากงานเปิดตัวหนังสือ "แต้มต่อในตลาดหุ้น" (2)


ต่อจากบทความก่อนนะครับ

ใน session ที่สองของการเปิดตัวหนังสือ “แต้มต่อในตลาดหุ้น” เป็นการอบรมในหัวข้อ “กลไกราคาหุ้น” โดย สุภศักดิ์ จุลละศร มีการสอดแทรกกิจกรรมทดลองง่ายๆ เพื่อให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมและได้รับประสบการณ์ตรง

เนื้อหาโดยสรุปมีดังนี้


ความเชื่อของนักลงทุน


"ความเชื่อ" เป็นสิ่งที่ตัดสินพฤติกรรมและจำแนกนักลงทุนออกเป็นประเภทต่างๆ สำหรับแนว ป๊อบปูล่า ได้แก่ แนวปัจจัยพื้นฐาน แนวเทคนิค และแนวเจ้ามือหุ้น

  • แนวปัจจัยพื้นฐาน เน้นไปที่การศึกษาตัวกิจการ และพยายามประมวลออกมาเป็น มูลค่า หรือ ราคาที่เหมาะสมของหุ้น (VI หรือ Value Investment ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวนี้)

  • แนวเทคนิค ไม่ปฏิเสธเรื่องมูลค่าหุ้น เพียงแต่พวกเขา "ไม่สนใจ" เพราะถือว่าทุกอย่างสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นแล้ว จึงเน้นไปที่การศึกษาพฤติกรรมของ ราคาหุ้น บนกระดาน

  • แนวเจ้ามือหุ้น มองว่าราคาหุ้นเป็นผลมาจากการกระทำของคนบางกลุ่ม ซึ่งรู้จักกันในนาม เจ้ามือหุ้น นักลงทุนแนวนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การคาดเดาพฤติกรรมของเจ้ามือหุ้น


ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะผสมผสานแนวทางต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่โดยส่วนตัวแล้ววิทยากรไม่เห็นด้วย เพราะปรัชญาการลงทุนของแต่ละแนวทางมีความแตกต่างกัน สุดท้ายแล้วนักลงทุนก็ต้องเลือกแนวใดแนวหนึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวอยู่ดี

นอกเหนือจากแนวป๊อบปูล่าทั้งสามนี้แล้ว ยังมีแนวทางอื่นๆ อีก เช่น แนวปรัชญา ของ จอร์จ โซรอส หรือ แนว Quant (คว้อนท์) ของ จิม ไซมอนส์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเฮ็ดจ์ฟันด์ชื่อ Renaissance Technologies แต่บทสรุปของเนื้อหาส่วนนี้ก็คือ ไม่ว่าแนวไหนก็สามารถรวยได้ ถ้าลงทุนอย่างมีแต้มต่อจริงๆ


กลไกที่ผลักดันราคาหุ้น


ในระยะยาวราคาหุ้นมักจะสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะ "กำไร" แต่ว่าในระยะสั้น แนวโน้มราคาหุ้นอาจแตกต่างไปจากปัจจัยพื้นฐานอย่างมากก็ได้ เพราะฉะนั้นนักลงทุนต้องตระหนักว่า กลไกหลัก ที่ผลักดันราคาหุ้นในแต่ละกรอบระยะเวลานั้นเป็นคนละตัวกัน อย่าพากเพียรแกะงบ แล้วไปเล่นหุ้นสั้นๆ เพราะมันเหนื่อยเปล่า แถมทำให้เราหงุดหงิดและสับสนได้




ในเรื่องของกลไกราคาหุ้น มีประเด็นที่ต้องพิจารณาหลักๆ อยู่ 2 ประเด็น ได้แก่
  1. กิจการนั้นเป็น value creation หรือไม่

  2. ราคาหุ้นอยู่ห่างจากมูลค่าหุ้นมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งประเด็นที่สองนี้เป็นกลไกที่เรียกว่า "Margin of Safety" และวิทยากรก็ได้สอดแทรกการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ให้ประสบการณ์เลียนแบบสิ่งที่เกิดขึ้นจากกลไกนี้ จากนั้นได้อธิบายการสร้างแต้มต่อจากทั้งสองประเด็นพร้อมๆ กัน รวมทั้งนำกลไกดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับตัวอย่างในชีวิตจริง และชี้ให้เห็นว่าการผสมผสานแนวทางที่แตกต่างกันจะก่อให้เกิดความลักลั่นในการลงทุนได้อย่างไร



เราปิดท้ายด้วยการประยุกต์ความรู้เรื่อง ข้อต่อของการลงทุน และ กลไกราคาหุ้น เข้าด้วยกัน คือ ให้สร้างแต้มต่อทั้งตอน ซื้อ-ถือ-ขาย โดยอาศัยกลไกของ Margin of Safety สร้างความได้เปรียบในการซื้อและขาย ส่วนกลไก Value Creation ใช้สร้างความได้เปรียบในการถือ เพื่อนำไปสู่ "แต้มต่อแบบไม่เหนื่อย" ซึ่งท่านที่ได้นั่งเรียนในวันนั้นคงพอเห็นภาพว่า เนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบนั้นเรียงร้อยต่อเนื่องกันมา ไม่มีอะไรสูญเปล่า เหมือนภาพยนตร์ที่ทุกฉากล้วนเข้มข้นและมีความหมาย เพียงแต่มาเฉลยกันในตอนท้ายเท่านั้น


... และนี่ก็คือ เนื้อหาอย่างคร่าว ๆ ในงานเปิดตัวหนังสือวันนั้นครับ

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

สรุปเนื้อหาจากงานเปิดตัวหนังสือ "แต้มต่อในตลาดหุ้น" (1)


ขอแบ่งปันเนื้อหาดีๆ จากงานสัมมนาเนื่องในโอกาสเปิดตัวหนังสือ “แต้มต่อในตลาดหุ้น” ซึ่งเป็นสัมมนาฟรีที่จัดขึ้นสำหรับแฟนหนังสือ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2558




ใน session แรกเป็นการเสวนาในหัวข้อ “ไม่รวยสักที เพราะไม่มีแต้มต่อ” โดยผู้เขียน (สุภศักดิ์ จุลละศร) และบรรณาธิการ (คุณประภาคาร ภราดรภิบาล) สามารถสรุปประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

  • รวย หมายถึง มีเงินทองมาก ... อย่าสับสนระหว่าง “มีเงินมาก” กับ “มีรายได้มาก”

  • มีเงินมาก เรียกว่า “รวย” แต่ถ้าใช้เงินมาก เรียกว่า “ดูรวย” 

  • คิดดีๆ ว่าเราต้องการอะไร บางคนอยากดูรวยก็ไม่ได้ถือว่าผิด แต่ต้องเข้าใจว่าสองสิ่งนี้อยู่ตรงข้ามกัน เพราะโดยปกติถ้าเราใช้เงินมาก เงินที่เรามีก็จะลดลง

วิธีรวยมากๆ (ระดับร้อยล้านหรือพันล้านบาท) เรียกว่า Code R-I-C-H ซึ่งดัดแปลงมาจากสัมมนาโดยคุณ Sebastien Leblond ที่จัดขึ้นโดย British Council และผู้เขียนได้เข้าฟังเมื่อหลายปีก่อน

R – Real Estate คือ รวยจากอสังหาริมทรัพย์
ให้นึกถึงมหาเศรษฐีตระกูลดังๆ เช่น ภิรมย์ภักดี กาญจนพาสน์ เตชะณรงค์ สิริวัฒนภักดี ฯลฯ ซึ่งหันเหจากธุรกิจเดิมเข้าสู่ “ตัว R” นี้ เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่ง

I – Investor คือ รวยจากการลงทุน
ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์, จอร์จ โซรอส, ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

C – Company Owner คือ รวยจากการสร้างบริษัท
ในยุคปัจจุบันมีตัวอย่างบริษัทที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้ผู้ก่อตั้งร่ำรวยมหาศาล เช่น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แห่ง Facebook, เซอร์เกย์ บริน และ ลาร์รี เพจ แห่ง Google

H – High Income Earner คือ รวยจากการมีรายได้มหาศาล
ตัวอย่างเช่น นักกีฬาดังๆ อย่าง ไทเกอร์ วูดส์ และ คริสเตียโน โรนัลโด หรือ เจ. เค. โรว์ลิง ผู้เขียนหนังสือแฮรี่ พอตเตอร์ 



การสร้างความร่ำรวยสไตล์ ดร.นิเวศน์ ใช้หลักที่เรียกว่า “แก้ว 3 ประการ” ซึ่งผู้เขียนเคยเรียบเรียงไว้ในหนังสือ “ปลุกความคิด พิชิตการลงทุน” โดยสำนักพิมพ์วิง มีเดีย ประเด็นคือ เราควร maximise สามอย่างนี้ให้ได้พร้อมๆ กัน สำหรับแก้ว 3 ประการนั้นประกอบด้วย

  1. เม็ดเงินลงทุน สามารถสร้างแต้มต่อได้โดยการเก็บออมให้มาก พยายามอดใจไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย รวบรวมเงินที่เรามีอย่าให้เป็นเบี้ยหัวแตก ชักชวนพ่อแม่หรือญาติๆ มาร่วมลงทุน

  2. ผลตอบแทนทบต้น สามารถสร้างแต้มต่อได้โดยการเปิดใจให้กว้าง มองหาโอกาสในการลงทุน แสวงหาความรู้ ถ้ารู้น้อยก็อย่าเพิ่งโลภมาก

  3. ระยะเวลาลงทุน สามารถเพิ่มแต้มต่อได้โดยการเริ่มลงทุนเร็ว ตายช้าๆ (คือ ให้รักษาสุขภาพ) รู้จักส่งต่อความมั่งคั่งไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน มุมมองที่สำคัญอีกอย่าง คือ ถ้าลงทุนหุ้นแล้วชอบ “เล่นรอบ” เข้าๆ ออกๆ พอตกรถปุ๊บ การลงทุนก็ไม่ต่อเนื่อง ทำให้ระยะเวลาลงทุนกะพร่องกะแพร่ง เกิดแต้มต่อไม่เต็มที่

สุดท้ายเป็นเรื่องข้อต่อของการลงทุน ประกอบด้วยการ “ซื้อ–ถือ–ขาย” เราสามารถหาแต้มต่อได้จากทุกท่อน โดยหากเป็น VI ท่อนที่เป็นการ ถือ จะเด่นขึ้นมา ขณะที่แนวเก็งกำไรระยะสั้น ท่อน ถือ อาจสั้นจนแทบไม่มีประโยชน์ นั่นเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ

สำหรับเนื้อหาใน session ที่สอง ผมจะมาเล่าให้ฟังอีกทีนะครับ

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

งานเปิดตัวหนังสือ ... ที่นั่งเต็มแล้ว



ขณะนี้ที่นั่งในงานเปิดตัวหนังสือ "แต้มต่อในตลาดหุ้น" และอบรมหุ้น Mini Course ได้เต็มแล้ว


ขอขอบคุณสำหรับการตอบรับ และหวังว่าจะมีโอกาสได้นำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับทุกท่านอีกครับ