แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิค แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

VI + เทคนิค = ?


บ่อยครั้งที่ได้ยินคนถามกันว่า "ใช้แนวทางไหนในการลงทุนหุ้น?" แล้วคำตอบหนึ่งที่ดูเหมือนคนตอบจะภาคภูมิใจ แต่กลับทำให้ผมมึนไปเลย เขาบอกว่า "ผมลงทุนแบบ VI แต่เข้า-ออกโดยใช้เทคนิค"


ฟังดูดีแต่...


เราทราบกันดีอยู่แล้วว่านักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI เน้นการมอง "ตัวธุรกิจ" มากกว่าราคาหุ้นที่ขึ้นๆ ลงๆ พวกเขาจำเป็นต้องดูงบการเงินให้เป็น(บ้าง) เพื่อที่จะสามารถประเมินมูลค่าของบริษัทได้ เพราะถ้าประเมินมูลค่าไม่ได้ พวกเขาก็คงไม่รู้ว่าต้องซื้อหุ้นที่ราคาเท่าไหร่ถึงจะ "ต่ำกว่ามูลค่า"

การบอกว่า "ลงทุนแบบ VI" จึงฟังดูดี แต่พอบอกว่า "เข้า-ออกโดยใช้เทคนิค" ผมชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าผู้พูดมีความเข้าใจหลักการมากน้อยแค่ไหน

นักลงทุนแบบ VI เน้นการซื้อของถูก นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาต้องมานั่งหา "มูลค่าที่แท้จริง" เหล่า VI ที่มีความอดทนจะจับตามองและรอคอย ระดับราคาที่น่าสนใจ ซึ่งจุดนี้ก็เปิดโอกาสให้แต่ละคนบรรจุตัวตนของตนเองลงไป เพราะแม้กระทั่ง VI สองคนที่คำนวณมูลค่าหุ้นออกมาได้เท่ากัน ก็อาจมี action ที่แตกต่างกันได้

คนที่ต้องการความปลอดภัยสูง (ต้องการ Margin of Safety เยอะ) จะรอ "ระดับราคา" ที่ต่ำกว่ามูลค่ามากๆ เช่น ถ้าคำนวณมูลค่าหุ้นได้ 50 บาท เขาอาจรอให้ราคาหุ้น discount ลงมาถึง 40% หรือเมื่อราคาหุ้นลดลงมาเหลือ 30 บาทเสียก่อนจึงจะเข้าซื้อ ส่วนคนที่ต้องการ Margin of Safety น้อยกว่า อาจรอให้ราคาหุ้นลดเหลือ 40 บาท ก็เข้าซื้อแล้ว นี่คือความสำคัญของระดับราคาหุ้นที่มีผลต่อการตัดสินใจของ VI แต่ละคน

ในทางตรงข้ามนักเก็งกำไรจะไม่สนใจระดับราคามากนัก พวกเขาพยายาม "อ่านตลาด" ด้วยเครื่องมือทางเทคนิคเพื่อจับสัญญาณว่าทิศทางราคาหุ้นจะเป็นอย่างไรต่อไป และจะยินดีซื้อถ้ามั่นใจหรือค่อนข้างมั่นใจว่าราคาหุ้นกำลังจะปรับตัวสูงขึ้น

เคยได้ยินคำว่า "buy low, sell high" และ "buy high, sell higher" มั็ยล่ะครับ?

นักเทคนิคคนหนึ่งอาจซื้อหุ้นที่ 20 บาท และขายที่ 22 บาท (กำไร 10%) ในขณะที่อีกคนซื้อที่ 30 บาท แล้วไปขายที่ 33 บาท กำไร 10% เท่ากัน สังเกตว่าราคาหุ้นถูกแพงไม่ว่ากัน ขอให้ราคาขยับถูกทิศถูกทางก็เป็นอันใช้ได้

ด้วยเหตุนี้ความจดจ่อของ VI จึงอยู่ที่ "price level" ในขณะที่นักเทคนิคไปอยู่ที่ "price movement" ...คนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง


ปัญหาไม่ได้จบแค่นั้น


ถึงตรงนี้บางคนอาจจะคิดว่า "แล้วไง? ทำอย่างไรก็ได้ ขอให้กำไรก็แล้วกัน" ซึ่งก็คงจะจริงครับ ถ้านักลงทุนโชคดีพอ

ที่บอกว่า "โชคดีพอ" ก็เพราะว่า วิธีเลือกหุ้นแบบ VI แล้วจับจังหวะเข้า-ออกด้วยเทคนิคนั้นจะทำงานได้ดีในภาวะอุดมคติ คือ หุ้นไหลลงมาชั่วคราวจนราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง จากนั้นก็รอสัญญาณซื้อทางเทคนิคเมื่อราคาหุ้นเริ่มดีดกลับและเข้าสู่ "ขาขึ้น" ครั้งใหม่ แล้วก็กำไรเละ บราโว่!

แต่เคยคิดไหมครับว่าในโลกของความเป็นจริง ราคาหุ้นมันไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นลูกคลื่นเนียนๆ พอสัญญาณซื้อมาได้แป๊บนึง จากนั้นหุ้นก็ลงต่อ เบรกสัญญาณขาย เผลอแป๊บเดียวก็หักขึ้นไปเบรกสัญญาณซื้ออีก ฯลฯ คุณจะทำยังไง

"ทางหนีทีไล่" ของนักเก็งกำไรมืออาชีพ คือ ต้อง cut loss ในขณะที่ทางหนีทีไล่ของนักลงทุนแบบ VI คือ การเข้าซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ ในระดับที่พวกเขาพอใจ ดังนั้น VI จึง ไม่ คัทลอส ...ถามว่าในเมื่อคุณโดดเข้าไปในฐานะ "ลูกครึ่ง" ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ คุณจะเลือกทางไหน?!

ถ้าเลือกคัทลอส ก็แปลว่าคุณไม่ได้ลงทุนแบบ VI แล้ว แต่ถ้าเลือกถือหุ้นต่อ ก็แปลว่าคุณเพิกเฉยต่อสัญญาณทางเทคนิค

หากว่าคุณยังโชคดีพอก็อาจจะกลิ้งไปกลิ้งมา แล้วก็หลุดออกมาได้ มีกำไรนิดหน่อยหรือขาดทุนไม่มาก แต่ถ้าโชคร้ายก็ขาดทุนยับ ยิ่งถ้าซื้อหุ้นด้วยมาร์จิ้น อันนี้ยิ่งนรกเลย เรื่องเงินๆ ทองๆ ผมว่าไม่ควรรอโชคดวง แต่ว่าควรเลือกทางให้เหมาะกับตัวเองตั้งแต่ต้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า


เฉลยดีกว่า


จากหัวข้อที่ผมตั้งไว้ว่า VI + เทคนิค เท่ากับอะไร เฉลยก็คือ

VI + เทคนิค  = ความสับสน

ในเมื่อวิธีคิดของทั้งสองเรื่องไม่ได้ไปด้วยกัน (เพราะมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ไปด้วยกันตั้งแต่แรก) การพยายาม mix and match จึงนำไปสู่ความสับสน ถ้าไม่อยากสับสนและต้องอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจแบบนี้ ก็อย่าหลงเชื่อแนวทางสวยๆ ฟังดูดี แต่มีมุมมืดรออยู่

อยากเป็น VI หรืออยากเป็นนักเก็งกำไรเก่งๆ ก็เป็นไปเลย มันเป็นหนทางที่ทำกำไรได้ทั้งคู่ แต่ถ้าเข้าสู่ "โหมดสับสน" เมื่อไหร่ หายนะก็ใกล้จะมาถึงครับ

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

เทรดหุ้นอย่างมีระบบ


สำหรับนักเล่นหุ้นมือสมัครเล่น การซื้อขายหุ้นอย่างมีระบบดูจะเป็นเรื่องเข้าใจยาก หรือแม้บางทีเราคิดว่าเข้าใจและมีหลักการแล้ว แต่เอาเข้าจริงมันจะเป็นหลักการที่ถูกต้องหรือไม่?!

บางคนเข้าใจว่า "ใจ" สำคัญที่สุด และที่ผ่านมาตัวเองล้มลุกคลุกคลานเป็นเพราะใจไม่ถึง ใจไม่นิ่ง ใจไม่สู้ ฯลฯ แต่แท้จริงแล้วใจก็เป็นเพียงแค่ 1 ใน 3 องค์ประกอบของ "ระบบ" การเทรดเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผมจะยังไม่เล่าถึงองค์ประกอบทั้งสามในตอนนี้ เพราะถ้าเล่าแล้วยาวแน่นอน ในชั้นนี้ผมขอชี้ให้เห็นก่อนว่า "ระบบ" มีแบบไหนบ้าง และแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร

วิธีการเทรดหุ้นอย่างมีระบบของมืออาชีพแบ่งออกเป็น 2 แบบ แบบแรกเรียกว่า mechanical trading ส่วนแบบที่สองเรียกว่า discretionary trading ถ้าคุณเป็นมืออาชีพ คุณก็ควรจะเทรดวิธีใดวิธีหนึ่งใน 2 วิธีนี้


Mechanical Trading

ในการเทรดแบบ mechanical นักเทรดจะประพฤติตัวเยี่ยงหุ่นยนต์ พวกเขามี "ระบบการเทรด" ที่เป็นกฏเกณฑ์ที่แน่นอนอยู่ ตัวอย่างเช่น ใช้การตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving average crossover) โดยเมื่อไหร่ที่เส้น MA(5) ตัดทะลุเส้น MA(10) ขึ้นไป ถือว่าเป็นสัญญาณซื้อ นักเทรดก็จะคีย์ซื้อทันทีโดยไม่หันกลับมาใคร่ครวญใดๆ อีก ในทางตรงข้าม ถ้าเส้น MA(5) ตัดทะลุเส้น MA(10) ลงมา ถือว่าเป็นสัญญาณขาย นักเทรดก็จะคีย์ขายทันทีเช่นกัน

กฏเกณฑ์ที่ผมยกตัวอย่างเป็นแบบง่ายๆ ในความเป็นจริงนักเทรดย่อมมีทางเลือกมากมาย เช่น ใช้เส้น moving average อื่นๆ อาจจะเป็น MA(8), MA(20) หรือ MA(40) เป็นต้น หรืออาจจะใช้ indicator ตัวอื่นอย่าง MACD, RSI หรือตัวอะไรก็ได้ บางทีเขาอาจจะใช้หลายตัวประกอบกันก็ยังได้

ปัญหาของนักเล่นหุ้นสมัครเล่น คือ จะใช้ indicator ตัวไหนดี?

สิ่งที่มือสมัครเล่นทำคือหยิบ indicator ที่สนใจขึ้นมาแล้วทดลองกับกราฟย้อนหลังไประยะหนึ่ง พอเห็นว่าได้กำไรดีก็เอามาใช้ แต่ตัวไหนที่ไม่ได้กำไรก็โยนทิ้งไป สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือเมื่อเวลาผ่านไปเจ้า indicator ที่เคยใช้การได้ดีเยี่ยมกลับแย่ลงๆ จนในที่สุดเขาก็โยนมันทิ้งไปแล้วหาตัวใหม่มาแทน วนเวียนเป็นวัฏจักรอย่างนี้เรื่อยไป

คุณอาจจะแปลกใจว่าที่จริงแล้วนักเทรดมืออาชีพไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เหตุผลก็คือ พวกเขาทดสอบระบบอย่างเข้มงวดก่อนที่จะเอามันมาใช้ และนั่นคือสิ่งที่มือสมัครเล่นไม่ได้ทำ

การทดสอบอย่างเป็นระบบทำให้นักเทรดทราบว่า "ในระยะยาว" ระบบการเทรดของเขาจะให้ผลอย่างไร พวกเขาทราบค่าสถิติต่างๆ ของระบบการเทรดเป็นอย่างดี เป็นต้นว่ากำไรเฉลี่ยต่อครั้ง เปอร์เซ็นต์จำนวนครั้งที่เทรดได้กำไร ผลขาดทุนสูงสุด ฯลฯ พวกเขามองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว ดังนั้นความลุ่มๆ ดอนๆ ระหว่างทางจะไม่ทำให้พวกเขาหันเหไปจากระบบที่พวกเขาคิดมาดีแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ ปฏิบัติตามระบบอย่างเคร่งครัดเท่านั้น

และนี่ก็คือวิธีการเทรดเยี่ยงหุ่นยนต์ หรือ mechanical trading


Discretionary Trading

อย่างไรก็ตาม นักเทรดจำนวนมากไม่ต้องการหลับหูหลับตาเทรดไปตามระบบราวกับตัวเองเป็นหุ่นยนต์ บางทีพวกเขาก็เชื่อมั่นว่าวิจารณญาณหรือสัญชาตญาณของเขามีประโยชน์ต่อการเทรด ซึ่งก็น่าจะดีกว่าการทำตามกฏไปเรื่อยๆ ดังนั้นพวกเขาอาจจะมีกฏไว้หลวมๆ หรือไม่ก็อาจจะไม่มีเลย

พวกเขาอาจจะอ่านกราฟ ดู indicator เช็คแนวโน้มใหญ่ เบ็ดเสร็จแล้วค่อยประมวลออกมาว่าจะทำอะไร พูดให้ชัดก็คือ "ตัวของเขาเอง" นั่นแหละที่เป็นระบบ นักเทรดกลุ่มนี้ทดสอบระบบการเทรดเช่นเดียวกับพวก mechanical traders เพียงแต่พวกเขาต้องทดสอบกับตัวของเขาเองว่าเมื่อเห็นข้อมูลทดสอบแล้วพวกเขาสั่งซื้อขายอย่างไร แล้วก็บันทึกไว้ เมื่อเรียบเรียงได้จำนวนครั้งการเทรดมากเพียงพอก็เอาสถิติมาดูในลักษณะเดียวกัน ซึ่งนั่นก็จะทำให้พวกเขาเห็นภาพได้ว่าในระยะยาวระบบการเทรดของเขาจะทำกำไรได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด

และแน่นอน พวกเขาทดสอบระบบอย่างเข้มงวดก่อนที่จะลงมือเทรด นอกจากนี้พวกเขายังจดบันทึกเอาไว้ด้วยว่าได้ซื้อขายอะไรไปบ้าง ที่ราคาเท่าไหร่ มีเหตุผลอะไร ซึ่งทำให้พวกเขาวิเคราะห์ผลการเทรดและปรับตัวได้เมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนแปลงไป เมื่อทุกอย่างที่ทำกลายเป็นอัตโนมัติ ความสามารถของเขาก้าวเข้าสู่ภาวะไร้สำนึก และนี่คือสิ่งที่นักเทรดเทพๆ ชื่อดังระดับโลกไปถึง

จะเห็นว่า "ใจ" มีความสำคัญต่อระบบการเทรดแบบ discretionary มากกว่าแบบ mechanical ซึ่งเน้นหนักไปที่วินัย เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าใจมีผลต่อสมอง การที่เราใจไม่นิ่งหรือมีอาการวอกแวกจะทำให้การตีความกราฟหรือ indicator ต่างๆ ผิดเพี้ยนไป เราจึงมักได้ยินพวกมืออาชีพพูดเสมอว่า เวลาเทรดอย่าคิดถึงเงิน เทรดให้ดีแล้วเงินจะตามมาเอง


นักเล่นหุ้นสมัครเล่น

หากต้องการอัพเกรดตัวเองจากนักเล่นหุ้นมือสมัครเล่นไปเป็นนักเทรดมืออาชีพ สิ่งที่เราต้องทำอย่างแรกคือ ระบุให้ได้ว่าจะเทรดแบบ mechanical หรือ discretionary ในข้อนี้ผมแนะนำว่าคนที่ใจไม่ค่อยนิ่งควรเริ่มต้นจากการเทรดตามกฏเสียก่อน แต่การที่จะทำเช่นนั้นได้ก็จะต้องทดสอบระบบกับข้อมูลย้อนหลังอย่างเพียงพอ รวมทั้งทดสอบกับข้อมูล real time ไปสักระยะหนึ่งด้วย ก่อนที่จะเข้าสู่สนามจริงและเงินจริง

อย่าเทรดหุ้นไปตามสัญชาตญาณ! ... แม้แต่มืออาชีพยังใช้เวลาเรียนรู้กว่าจะไปถึงระดับความสามารถแบบไร้สำนึก หากคุณเทรดตามสัญชาติญาณหรือตามการนึกคิดในขณะที่ความสามารถของตัวเองยังไม่ถึงขั้น นั่นไม่ใช่วิทยาศาสตร์และไม่ใช่ระบบ ผมชอบที่ George Angell เทรดเดอร์ชื่อดังกล่าวไว้ว่า "Every day I go in without an opinion ... and I let the market tell me where it wants to go" ไม่ต้องบรรยายเพิ่มครับ

ประการต่อมาเราควรจดบันทึกการซื้อขายหรือทำ trade journal ด้วยเสมอ ระบุว่าซื้ออะไร จำนวนเท่าไหร่ มีเหตุผลอะไรหรือใช้ indicator ตัวใด จะขายเมื่อไหร่ ...ถ้าเราบอกตัวเองได้ว่าจะขายเมื่อไหร่ นั่นแปลว่าเราจะไม่ติดอยู่บนดอย อย่างไรก็ตาม การจดบันทึกอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ แต่เราจะต้องเอาผลมาวิเคราะห์ด้วย เช่น ตรวจสอบว่า %win ของระบบการเทรดยังสูงอยู่หรือไม่ ระบบของเราเริ่มจะเจ๊งแล้วหรือยัง เป็นต้น

การเทรดหุ้นอย่างมีระบบเป็นกิจกรรมที่ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เราต้องหมั่นทบทวนและตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราได้ทำตามระบบอย่างมีวินัย รวมทั้งระบบของเรายังคงดีอยู่ การอ่านหนังสือและหาความรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม วิธีการต่างๆ ที่หนังสือพูดถึงนั้นเราต้องเอามาทดสอบอย่างเข้มงวดก่อนที่จะนำมาใช้เสมอ แล้ววันหนึ่งเราก็จะพ้นจากสภาพแมงเม่าและกลายเป็นมืออาชีพเต็มตัวครับ

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มีปัญหาในการ cut loss?


ว่ากันว่าคนที่เล่นหุ้นส่วนมากในระยะยาวแล้วมักจะขาดทุน บางตำราถึงกับบอกว่า ถ้าบวกต้นทุนค่าคอมมิชชั่นเข้าไปด้วยแล้วจะมีเพียง 10% เท่านั้นที่ได้กำไร จากประสบการณ์เท่าที่ได้ยินได้ฟังมานักเล่นหุ้นส่วนมากคุยว่ากำไร แล้วตำราเอาที่ไหนมาบอกว่าขาดทุนล่ะ ...เรื่องนี้มีที่มาที่ไปครับ

โดยมากผลงานที่พูดคุยกันระหว่างนักลงทุนมาจากการ "จดจำ" ซึ่งโดยธรรมดาคนเราก็ไม่ค่อยอยากจำอะไรที่มันขาดทุน อันนี้ไม่ได้แกลังลืม แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่อยากลืมจริงๆ เราจึงมักได้ยินด้านกำไรบ่อยกว่าด้านขาดทุน กับอีกอย่างคือคนที่ขาดทุนมักเก็บตัวสงบปากสงบคำ เลยเสียงไม่ค่อยดัง

ความจริงที่ว่านี้ส่งผลไปถึงการเทรดด้วย นักเทรดมือสมัครเล่นมักติดค้างนิสัยที่ว่านี้และไม่ยอมขายตัดขาดทุนหรือ "cut loss" หลายครั้งหลายคราที่ปล่อยให้หุ้นห่วยๆ หรือการเทรดแย่ๆ ค้างอยู่ในพอร์ตจนฉิบหายวายวอดก็มีให้เห็นกันมานักต่อนักแล้ว

ปัญหาหลักๆ ในการ cut loss มีดังนี้


  1. ไม่รู้ว่าต้องมีการ cut loss -- มักเกิดกับมือสมัครเล่นตัวจริงเสียงจริง ที่เห็นกำไรหน่อยเดียวก็รีบขายทำกำไร แต่พอเห็นขาดทุนกลับเก็บซุกไว้รอวันกลับมา

  2. รู้ว่าต้อง cut loss แต่ไม่รู้ว่าควรตั้ง cut loss ที่ตรงไหน -- แนะนำให้อ่านบทความก่อนหน้านี้ เรื่อง "Stop Loss ที่เหมาะสม" ซึ่งพอจะเป็นแนวทางให้ได้

  3. กำหนดจุด cut loss ไว้ในใจแล้ว แต่พอราคาไปถึงจริงกลับไม่ยอมทำ -- อันนี้เจอเยอะเหมือนกัน นี่เป็นปัญหาเรื่องของจิตวิทยาล้วนๆ
แนวทางการแก้ปัญหาอันดับแรก คือ เราต้องศึกษาหาความรู้มากๆ มากจนเราซึบซับเข้าไปว่าการ cut loss เป็นต้นทุนอันหนึ่งในการเทรด ถ้าเราไม่ยอม "ลงทุน" ในส่วนนี้ก็ไม่มีวันที่จะได้กำไรในระยะยาว อาจฟังดูแปลกว่าการยอมขาดทุนจะทำให้เราได้กำไรได้อย่างไร แต่ความจริงก็คือ ผลขาดทุนจากการไม่ cut loss มักใหญ่จนกลบกำไรก้อนอื่นๆ ที่เคยทำมาเสียหมด เราถึงต้อง "คัต" มันยังไงล่ะครับ

ปัญหาอันต่อมาได้แก่ การไม่ยอมลงมือ cut loss ในจังหวะที่ควรทำ มัวแต่อ้ำอึ้งลังเล จน loss เล็กขยายกลายเป็น loss ใหญ่ สุดท้ายก็มือสั่นไม่กล้าคัตในที่สุด ปัญหานี้สำหรับการเทรดฟิวเจอร์สเป็นเรื่องง่ายเพราะเราสามารถใช้คำสั่ง stop order ในการส่งคำสั่งล่วงหน้าแบบระบุราคาไว้ก่อน พอราคาฟิวเจอร์สมาแตะมันก็ cut loss ของมันเอง แต่ถ้าใครเทรดหุ้นก็อาจต้องเพิ่มวินัยให้ตัวเองหน่อย เขียนใส่กระดาษไว้ข้างๆ ตัวไว้คอยเตือนตัวเองก็ได้

ไว้คราวหน้าลองนำไปใช้ดูนะครับ การขาดทุนน้อยลงก็คือการได้กำไรมากขึ้นนั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Stop Loss ที่เหมาะสม


ปัญหาใหญ่สำหรับนักเทรดส่วนมากก็คือ ไม่รู้ว่าจะตั้ง stop loss หรือ cut loss ที่เท่าไหร่ดี

บางคนบอกว่ารู้แหละว่าจำเป็นต้องตั้ง stop loss แต่ไม่รู้ว่าควรตั้งไว้เท่าไหร่ ครั้นหันไปถาม "กูรู" บางท่านก็บอกว่าให้ตั้ง stop loss แคบๆ เข้าไว้ เวลาขาดทุนจะได้ขาดทุนเป็นเงินก้อนเล็ก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเทรดของเราได้

แต่นั่นเป็นความจริงหรือเปล่า?


Stop Loss ช่วยลดการขาดทุน


การ stop loss ก็คือการ cut loss เพียงแต่เมื่อเราใช้คำว่า cut มันไม่ได้ระบุวิธีการ ในขณะที่คำว่า stop มันจะกระเดียดไปในทางใช้คำสั่ง stop order เพื่อบริหารความเสี่ยงของหุ้นหรือฟิวเจอร์สที่เราถือครองอยู่ เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ในที่นี้ผมจะถือว่าทั้งสองคำนี้เหมือนกัน และผมก็จะเน้นไปในส่วนของฟิวเจอร์สซึ่งการบริหารความเสี่ยงถือว่าเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด!

กลับมาที่การเทรด สิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือ การถือครองสถานะฟิวเจอร์ส (long หรือ short ก็ตามที) แล้วไม่ยอมตั้ง stop loss บางคนพอผมถามว่าทำไม ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า "กลัวว่าจะโดน stop" เออ กลัวขาดทุนเล็กๆ แต่ไม่ยักกลัวขาดทุนใหญ่ๆ

เท่าที่ผมเห็น นักเทรดที่เจ๊งส่วนมากเจ๊งจากการขาดทุนครั้งใหญ่เพียงไม่กี่ครั้ง และก็แน่นอนว่าคนพวกนี้ไม่เคยตั้ง stop loss อยู่แล้ว ในอีกฟากหนึ่งนักเทรดที่รู้จักตั้ง stop loss ก็มีบางส่วนที่เจ๊งเหมือนกัน แต่พวกเขาเจ๊งแบบ "ค่อยเป็นค่อยไป"

ความจริงถ้าพวกเขาเป็นนักวิเคราะห์ที่ใส่ใจซักหน่อย การขาดทุนครั้งเล็กๆ ติดต่อกันบ่อยๆ ก็ควรจะดึงความสนใจให้เขากลับมาขุดค้นปัญหาของการเทรดได้แล้ว โดยมากปัญหาเกิดจาก 1 ใน 2 อย่างนี้ คือ ถ้าไม่ใช่เพราะระบบการเทรดของเขาไม่เวิร์ก ก็เป็นเพราะเขาตั้ง stop loss ไม่เหมาะสม

ปัญหาแรกค่อนข้างชัดเจน ถ้าระบบห่วยเทรดแล้วขาดทุน มันก็ต้องเจ๊ง แต่สำหรับปัญหาข้อหลังผมขอย้อนกลับไปที่คำแนะนำของกูรูบางท่านที่บอกว่าควรตั้ง stop loss แคบๆ เข้าไว้จะได้ลดความเสี่ยง เพื่อที่เราจะได้เข้าใจว่ามันเป็นปัญหาได้อย่างไร


Stop Loss แคบๆ ช่วยลดความเสี่ยงจริงหรือ?


ลองจินตนาการว่าคุณกำลังเห็นราคาฟิวเจอร์สพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงตัดสินใจเปิดสถานะ long (ซื้อ) ทันที เสร็จแล้วก็ยังรอบคอบหันมาตั้ง stop loss ไว้ด้วยโดยจำกัดการขาดทุนไว้ที่ 1 จุด

ผ่านไปแค่ 2 นาที ราคาฟิวเจอร์สขยับลงมาแตะจุด stop loss ทำให้คุณต้องปิดสัญญานั้นไปด้วยความหัวเสีย และยิ่งหัวเสียหนักขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าต่อจากนั้นไปฟิวเจอร์สยังคงวิ่งต่อจนถึงสิ้นวัน เบ็ดเสร็จแล้ววันนั้นชาวบ้านเขากำไรกันหมดในขณะที่คุณขาดทุน

เห็นปัญหาแล้วใช่มั๊ยครับ คุณตั้ง stop loss ไว้แคบเกินไปจนมันไม่สามารถทนกับการ "แกว่งตัว" ของราคาได้เลย ดังนั้น การตั้ง stop loss แคบๆ อาจไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงก็เป็นได้

ทีนี้ถามต่อว่า อ้าว แล้วต้องตั้งไว้ให้กว้างหรือแคบแค่ไหนล่ะ

ถ้ายังจำได้ผมเคยบอกแล้วว่านักเทรดมีหลายกลุ่ม เช่น day trader, swing trader, position trader ซึ่งก็มีกรอบเวลาที่จะเทรดเรียงกันมาจากน้อยไปมาก นั่นคือ

  • day trader - มีกรอบเวลาไม่เกิน 1 วัน
  • swing trader - มีกรอบเวลาตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 2 - 3 สัปดาห์
  • position trader - มีกรอบเวลาตั้งแต่ 2 - 3 วันไปจนถึงหลายเดือน

การตั้ง stop loss ของนักเทรดแต่ละกลุ่มก็ไม่เหมือนกัน แต่หลักการที่ยอมรับกันโดยทั่วไปก็คือ ยิ่งคุณเทรดยาว stop loss ยิ่งต้องกว้าง เหตุผลก็เพราะว่าคุณจะต้องอยู่ในตลาดหลายวันหรืออาจจะหลายสัปดาห์ คุณต้องพบเจอกับการแกว่งตัวของราคาวันแล้ววันเล่า หากตั้ง stop loss ไว้แคบ เผลอแป๊บเดียวก็โดน stop อีกแล้ว ทั้งที่จริงฟิวเจอร์สอาจกำลังแกว่งตัวไปในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้

ในทางกลับกันถ้าคุณเทรดสั้น เช่น day trade คุณก็ควรตั้ง stop loss ไว้ไม่ให้กว้างมากนัก เพราะกำไรคาดหวังของคุณในแต่ละวันไม่ได้มากมายอะไร หากตั้งตัดขาดทุนไว้กว้าง ทุกครั้งที่คุณขาดทุนมันจะขาดทุนเยอะ เผลอๆ กินกำไรเสียจนหมด แต่ก็ไม่ใช่ตั้งไว้แคบซะจนกระดิกอะไรไม่ได้เลย

ทั้งหมดนี้เป็นหลักการคร่าวๆ แต่ถ้าอยากรู้ตัวเลขชัดๆ แนะนำให้เปิดกราฟดูการแกว่งตัวของราคา แล้วทดลองดูว่า stop loss ในระดับต่างๆ เช่น 1%, 2%, 5% แค่ไหนถึงจะเหมาะสมกับสไตล์และกรอบเวลาของเรา แค่ไหนที่จะไม่ตื่นตูมเกินไป และแค่ไหนที่จะไม่ชิลล์เกินควร ซึ่งการจะรู้ตรงนี้ได้เราต้อง ทดสอบ ดูครับ แนะนำว่าควรทดสอบตามลำดับขั้นโดย

1) ทดสอบกับ ข้อมูลย้อนหลัง หากว่าผ่านค่อย...

2) ทดสอบกับ ข้อมูล real time โดยยังไม่ลงเงินจริง จากนั้นถ้าผ่านเราก็...

3) ทดสอบกับ เงินจริงจำนวนน้อยๆ...

เมื่อผ่านหมดทุกบททดสอบถึงค่อยเอาไปใช้งานจริงจัง ถ้าใครทำแล้วผ่านหมดตามนี้ โอกาสเจ๊งก็ยากแล้วล่ะครับ ที่เราเห็นเจ๊งๆ กันในตลาดเป็นเพราะว่าคนส่วนมากใจร้อนและไม่เคยทดสอบระบบและ stop loss ของตัวเองในขั้นตอนใดเลย!

ผมถือว่านักเทรดแต่ละท่านเป็นนายตัวเอง ดังนั้น "Stop Loss ที่เหมาะสมของเรา" ก็มีแต่ตัวเราที่จะตอบได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

วิถีของนักลงทุน


ความเดิมผมกล่าวไว้ใน "ทางเลือกของนักลงทุน" โดยแบ่งนักลงทุนออกเป็น 2 พวก ได้แก่ นักลงทุน(ตัวจริง) กับนักเทรด ในส่วนของนักเทรดผมแบ่งออกได้อีกเป็น 3+1 พวกตามเงื่อนไขเวลา คือ position trader, swing trader และ day trader (บวกกับ scalper อีกหนึ่งพวกด้วย)

นอกจากการแบ่งด้วยเรื่องของเวลาแล้ว เรายังสามารถแบ่งพวกเขาออกตามวิถีหรือแนวทางที่พวกเขาลงทุนอีกด้วย ในระดับสุดขั้วเราแบ่งแนวทางออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่
1. พวกที่วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (fundamental analysis)
ซึ่งก็ยังแบ่งย่อยออกไปได้อีกตามระดับความเข้ม คือ
  • วิเคราะห์ในระดับเข้มข้น - เน้นตัวกิจการและผลประกอบการ โดยศึกษาจากนโยบายบริษัท รายงานประจำปีและงบการเงินโดยละเอียด การเยี่ยมชมบริษัท รวมทั้งข่าวที่เป็นทางการ (งดข่าวลือ) นักลงทุนในสไตล์นี้ เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก

  • วิเคราะห์ในระดับปานกลาง - เน้นตัวกิจการและผลประกอบการเช่นกัน แต่ลดความเข้มข้นลงโดยศึกษาจากรายงานสรุปและสรุปตัวเลขทางการเงิน เช่น ยอดขาย กำไร เงินปันผล เป็นต้น โดยอาจศึกษาจากเอกสารของบริษัทเองหรือบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ก็ได้

  • วิเคราะห์ในระดับอ่อน - เป็นแนว screening เช่น พิจารณาเลือกหุ้นที่มีค่า P/E ที่ไม่เกิน 15 มีการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ เป็นต้น โดยทั่วไปไม่อ่านรายงานของตัวบริษัทเองแต่จะอ่านจากหนังสือพิมพ์และบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์

  • วิเคราะห์ข่าว - สนใจเฉพาะปัจจัยพื้นฐานที่มีข่าวและมีแนวโน้มที่ตลาดจะ "เล่นด้วย"

2. พวกที่วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (technical analysis)
คนกลุ่มนี้จะไม่สนใจปัจจัยพื้นฐาน สิ่งที่พิจารณาหลักๆ มีเพียง "ราคา" และ "ปริมาณการซื้อขาย" ซึ่งอาจนักเทรดอาจสนใจการทำรูปแบบ (pattern) หรือค่าตัวชี้วัด (indicator) ก็ได้ แต่โดยคร่าวๆ แล้วแบ่งออกได้เป็น 2 แนวทาง ได้แก่

  • trend follower คือ กลุ่มที่เทรดตามแนวโน้ม นักเทรดกลุ่มนี้จะสังเกตหรือวัดค่าว่ามีแนวโน้มเกิดขึ้นหรือยัง จากนั้นเขาจะพยายามเข้าเกาะ trend ทันที (คติประจำใจ "Trend is your friend")

  • countertrend trading คือ กลุ่มที่เทรดตามจังหวะการแกว่งตัวของราคา นักเทรดกลุ่มนี้จะมองหา "จุดเปลี่ยน" ที่ราคาหุ้นจะเด้งกลับ ไม่ว่าจะเป็นการเด้งขึ้นจากแนวรับหรือเด้งลงจากแนวต้าน ผมแนะนำให้นึกถึงลูกปิงปองที่เด้งกับพื้นหรือเพดาน (คติประจำใจ "Trend is your เวร" ...คือ คิดว่าจะเด้งแต่ดันไม่เด้ง กลับวิ่งต่อไปกลายเป็น trend)

ใครชอบแบบไหนก็เลือกเอาได้เลยครับ

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554

กลับมาจากอบรมเทรดเทคนิค

ว่ากันสั้นๆ วันนี้ผมไปอบรมของ UOB Bullion & Futures ซึ่งจัดได้ดีครับ

วิทยากรเป็นเทรดเดอร์จากสิงคโปร์ หัวข้อที่พูดก็ค่อนข้าง intermediate แล้วเนื่องจากผมไม่ได้ไปฟังตอนโมดูลแรกๆ แต่เฉพาะวันนี้ก็ถือว่าโอเคครับ
  • เนื้อหาหลักเน้นไปที่ trend และการนับคลื่น (wave) โดยมีการใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่กับเลขฟิโบนัชชี่ (Fibonacci number) มาช่วยหาแนวรับ-แนวต้าน
  • เทคนิค day trading การหา setup, trigger และ follow through
  • การเทรดในจำนวนเท่าของ 3 (เช่น 3, 6 หรือ 9 สัญญา เป็นต้น) เพื่อเอามาช่วยในตอน stop loss และ take profit
  • Indicator เช่น momentum และ stochastic เป็นต้น
ที่ขาดไปจากในเว็บคือเรื่อง money management ซึ่งผมรู้สึกว่าเขายังไม่ค่อยเน้นครับ มีบอกใน PowerPoint เพียงว่าให้เสี่ยงไม่เกิน 2% ของเงินที่มี แต่ฟังจากวิทยากรเห็นแกบอกแว๊บๆ ว่า 5%

ประมาณนี้ครับ

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554

เลือกให้ดี ทำให้ได้


คราวก่อนผมบอกทางเลือกของนักลงทุนเอาไว้ ถ้าไม่ได้กะจะถือหุ้นไว้ชั่วฟ้าดินสลายแบบ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (อันที่จริงถ้าบริษัทเริ่มไปผิดทาง บัฟเฟตต์เองก็ขายหุ้นทิ้งเหมือนกัน) เราก็คงจะต้องเป็นพวกใดพวกหนึ่งระหว่าง position trader/swing trader/day trader สุดแต่ว่าใครจะเลือกเป็นแบบไหน

ที่ผมจั่วหัวไว้ว่า "เลือกให้ดี ทำให้ได้" ก็เพราะว่าคนส่วนมากเลือกไม่ดี คือ เลือกแบบไม่รู้ใจตัวเอง พอเลือกเสร็จแล้วโดนย้อนถามกลับไปว่าแน่ใจหรือเปล่า บางคนก็อึ้งๆ กลับมาคิดทบทวนอีกรอบ นั่นแสดงว่ายังคิดไม่รอบคอบ

ขณะเดียวกันบางคนเลือกแล้วแต่ก็ทำไม่ได้ หมายความว่า รู้แล้วว่าชอบแบบไหนและจะต้องทำอะไร เสร็จแล้วพอเอาเข้าจริงๆ กลับทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่ตลอด

ตัวอย่างเช่น นายอ่อน เป็นคนอ่อนไหวทั้งต่อสภาพตลาดและบุคคลรอบข้าง เขาเชื่อว่าการ "เล่นหุ้น" จำเป็นต้องเข้าเร็วออกเร็ว ตัวเขาเองอ่านสัญญาณทางเทคนิคค่อนข้างแม่น จึงตัดสินใจเลือกที่จะ day trade ... อย่างไรก็ตาม เมื่อเทรดไปเขาก็พบว่าตัวเองเข้าผิดจังหวะหลายๆ ครั้ง จึงเริ่มไม่มั่นใจ ระยะหลังเขาไม่ค่อยกล้าตัดใจ cut loss ในตอนสิ้นวัน จึงถือหุ้นข้ามวันกลายสภาพเป็น swing trader ไปโดยปริยาย

โดยปกตินายอ่อนมักจะเทรดผ่านมาร์เก็ตติ้ง การ cut loss นอกจากทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองผิดพลาดแล้ว เขาคิดว่านั่นเป็นการเผยแพร่ความผิดพลาดของเขาให้มาร์เก็ตติ้งได้รับรู้ไปด้วย ในที่สุดเขาก็เลยเก็บหุ้นขาดทุนเอาไว้มากมายจนพอร์ตแดงเถือก เขาคิดว่าเขาจะรอจนกว่าจะถึงวันที่ตลาดฟื้นตัวแล้วค่อยขายหุ้นทิ้งให้หมด (ถึงจุดนี้เขาเกินเลยไปกว่าการเป็น swing trader ไปแล้วด้วยซ้ำ)

ตัวอย่างข้างต้นนี้ คุณคิดว่านายอ่อนผิดพลาดตรงไหนครับ เลือกไม่ดี? ทำไม่ได้? หรือทั้งสองอย่าง?

ในสายตาของผมเขาอาจจะเลือกถูกแล้ว เพราะจากข้อมูลเบื้องต้นเขาอ่านสัญญาณเทคนิคค่อนข้างแม่นและเชื่อในการเข้าเร็วออกเร็ว ซึ่งไม่ได้ผิดพลาดอะไรถ้าจะ day trade ผมคิดว่าเขาอาจจะเลือกได้ดีแล้ว แต่ปัญหาไปตกอยู่ที่ "ทำไม่ได้" แทน นั่นเป็นเพราะเขา "อ่าน" ตัวเองได้ไม่หมด

ในเมื่อรู้ว่าตัวเองอาจมีปัญหาในเรื่องการตัดสินใจ เขาควรเทรดแบบมีกฏ (mechanical trading) มากกว่าที่จะเทรดแบบตัดสินใจเอง (discretionary trading) อย่างน้อยก็ในระยะแรก ส่วนเรื่องกลัวเสียหน้าหรือรู้สึก fail นั้นต้องกลับมาทำความเข้าใจใหม่ว่าการ cut loss เป็นการกระทำที่กล้าหาญ และส่งผลให้เรายังรักษากลยุทธ์ของเราเอาไว้ได้ เทรดเดอร์ระดับแนวหน้าทุกคนต่างก็ cut loss

สุดท้ายนี้ผมขอเล่าเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการลงทุน แต่เป็นอุทาหรณ์ที่ดีให้แก่บรรดานักลงทุนครับ

ในการแข่งรถ Formula One มีอยู่ปีหนึ่งสมัยที่ บาร์ริเคลโล่ นักขับชาวบราซิลเลียนของทีมเฟอร์รารี รับบทเป็นนักขับมือ 2 ของทีม รองจากนักขับขั้นเทพ มิชาเอล ชูมัคเกอร์ (ในการแข่งแต่ละสนาม ทีมหนึ่งจะส่งรถลงแข่งได้ 2 คัน)

มีอยู่สนามหนึ่งที่นักขับเกือบทุกคน ซึ่งก็รวมทั้งชูมัคเกอร์ด้วย เข้าเติมน้ำมัน 3 ครั้ง ขณะที่บาร์ริเคลโล่ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าทีมให้เข้าเติมน้ำมันเพียง 2 ครั้ง (แต่ครั้งละเยอะๆ หน่อย) ซึ่งนั่นทำให้รถของบาร์ริเคลโล่ "หนัก" มากกว่าชาวบ้าน แต่ก็มีข้อดีคือเขาไม่ต้องชะลอและจอดรถบ่อยเท่าคนอื่นๆ บาร์ริเคลโล่รู้ว่ารถของตัวเองหนักและช้ากว่าคนอื่นจึงก้มหน้าก้มตาขับไป แม้ระหว่างแข่งจะถูกชาวบ้านแซงเป็นว่าเล่น แต่นี่คือ "different strategy" ที่เขาต้องมีวินัย

ในท้ายที่สุดเขาเข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่เท่าไหร่ผมไม่แน่ใจ แต่จำได้ว่าไม่เกิน top 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวินัยและความอดทนของเขาสัมฤทธิ์ผลได้ในที่สุด
ขอให้นักลงทุนเข้าใจและจดจ่อกับ "YOUR OWN strategy" ไม่มัวคิดถึงแมวที่ไหน หรือสนใจว่านกกาจะว่าอะไรเรา เพราะเวลารวยหรือขาดทุน แมว-หมา-นกกา ไม่ได้มามีส่วนร่วมอะไรกับเราครับ

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทางเลือกของนักลงทุน


หลายคนอยู่ในระหว่างตัดสินใจว่าจะเป็นนักลงทุนแบบไหน ผมมีทางเลือกให้ครับ

ผมเคยเล่าให้ฟังถึงบุคคล 3 ประเภทในตลาดมาแล้ว
  • พวกแรกคือ hedger ซึ่งมาเพื่อใช้ตลาด (ตลาดหุ้น ตลาดโภคภัณฑ์ หรือตลาดอะไรก็แล้วแต่) ป้องกันความเสี่ยงให้กับตัวเอง
  • พวกที่สองคือ speculator หรือนักเก็งกำไร ใครก็ตามที่มา "take risk" เพื่อหาลำไพ่ เอ๊ย หากำไร ก็ตกอยู่ในกลุ่มนี้หมดแหละครับ
  • พวกที่สามคือ arbitrageur หรือนักทำกำไรแบบไร้ความเสี่ยง พวกนี้คล้ายพวกนักเก็งกำไรเพียงแต่เขาจะหากำไรแบบไม่ยอม take risk เท่านั้นล่ะครับ
อันนั้นเป็นทางเลือกในเชิงวัตถุประสงค์ แต่ผมก็เชื่อเหมือนกันว่าเราๆ ท่านๆ ส่วนมากก็ตกอยู่ในพวกนักเก็งกำไร แม้ว่าหลายคนอาจไม่ค่อยชอบถูกเรียกว่าเป็นนักเก็งกำไร ...โดยเฉพาะนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ value investor เพราะคิดว่านักเก็งกำไรเป็นพวกซื้อมาขายไป เข้าออกเร็ว อะไรทำนองนั้น

ผมต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พวกเราต่างก็ซื้อมาขายไป เพียงแต่บางคนซื้อและขายแทบจะในวันเดียวกัน บางคนซื้อหุ้นมาเก็บไว้ 2-3 ปีแล้วค่อยขาย พวกเราเก็บเอาความเสี่ยงมาถือไว้ และหวังว่ามันจะตอบแทนเราออกมาเป็นกำไร

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เราจะเรียกทุกคนในตลาดรวมๆ ว่า investor แต่ส่วนมากก็มักจะแบ่งคนในตลาดออกเป็น 2 พวก ได้แก่ investor กับ trader

ทางเลือกในเชิงของเวลาจึงเป็นดังนี้ครับ
  • Investor (นักลงทุน) ซึ่งมักจะถือครองหุ้นไว้นานๆ อาจจะเป็นหลายปี ตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ ได้แก่ วอร์เรน บัฟเฟตต์
  • Trader (นักค้าหุ้น แต่ผมมักถนัดปากเรียกว่า นักเทรด มากกว่า) ซึ่งก็แบ่งออกตามระยะเวลาที่ถือครองหุ้นได้อีกดังนี้
  1. Position trader คล้ายคลึงกับ investor แต่ระยะเวลาถือครองสั้นเกินกว่าจะเป็น investor คนพวกนี้อาจจะดูหรืออาจจะไม่ดูกราฟแล้วแต่ความถนัด ส่วนมากถือครองหุ้นเป็นสัปดาห์หรืออาจจะหลายเดือนก็ได้
  2. Swing trader เป็นนักเทรดที่มีระยะเวลาถือครองสั้นกว่า ส่วนมากจะถือครองได้ตั้งแต่ศูนย์วัน(ซื้อขายภายในวันเดียวกัน)ไปจนถึงหลายวัน หรือเป็นสัปดาห์ก็ได้
  3. Day trader เป็นนักเทรดที่ไม่มีการถือหุ้นข้ามวัน สิ่งนี้เป็นกฏเหล็กที่ทำให้เราเรียกพวกเขาว่า "day" trader พวกเขาไม่ต้องการเห็นพอร์ตของตัวเองเจ๊งคามือในตอนเปิดตลาดวันรุ่งขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ในช่วงที่ตลาดปิดอยู่
นอกจากนี้ยังมีคนอีกกลุ่มที่เรียกว่า scalper ซึ่งคล้ายกับ day trader แต่พวกเขาจะจดจ้องอยู่กับหน้าจอ เทรดสั้นๆ อาจสั้นแค่ 2-3 นาที หากำไรเล็กๆ น้อยๆ ตอดเอาไปเรื่อยจากส่วนต่างราคา bid-offer
ความจริงยังอยากพูดเรื่องวิธีของคนแต่ละกลุ่มอีก แต่เก็บเอาไว้เล่าให้ฟังคราวหน้าดีกว่าครับ

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Slippage (2)


ความเดิมจากตอนที่ 1 ผมได้กล่าวถึง slippage ว่าคืออะไร และทำให้กำไรของเราหดหายไปได้อย่างไร คราวนี้ผมจะบอกข้อสังเกตดีๆ เกี่ยวกับมันบ้าง

เรารู้แล้วว่าการได้ซื้อแพงกว่าที่อยากจะซื้อ(หรือขายได้ถูกกว่าที่อยากจะขาย) ทำให้เกิด slippage ขึ้น เชื่อว่าหลายท่านคงจะเริ่มรังเกียจเจ้า slippage นี้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ผมอยากให้ข้อสังเกตว่าการเกิด slippage ขึ้นในการซื้อขายหุ้นหรือฟิวเจอร์สนั้นเป็นสัญญาที่ดีประการหนึ่งว่าเรากำลังมาถูกทาง

สมมติว่าตลาดกำลังเป็น sideway คือวิ่งอยู่ในกรอบ ไม่ได้เป็นขาขึ้นหรือขาลงที่ชัดเจน ผมหาแนวรับและแนวต้าน (จะด้วยการใช้กราฟหรือ indicator อะไรก็แล้วแต่) และกำหนดจุด long (ซื้อ) ฟิวเจอร์สไว้ โดยคาดหวังว่ามันจะเด้งขึ้นหากมันลงมาแตะที่แนวรับ

สังเกตว่าผมไม่ได้ซื้อที่แนวรับ แต่จะซื้อเหนือแนวรับเล็กน้อยเพื่อรอการยืนยันว่าราคาจะเด้งขึ้น สมมติว่าแนวรับอยู่ที่ 712.0 จุด ผมอาจตั้งซื้อไว้แพงกว่านั้นเล็กน้อยที่ 712.2 จุด

ปรากฏว่าราคาของฟิวเจอร์สเด้งขึ้นจริงตามที่คาด แต่พอมันแตะแนวรับปุ๊บ มันไปเลย เช่นอาจจะวิ่งไปแถวๆ 712.4/712.5 จุด (bid = 712.4, offer = 712.5) สิ่งที่ผมจำเป็นต้องทำหากคิดว่าแนวรับนี้รับอยู่จริงๆ ก็คือตามไปซื้อที่ราคา 712.5 จุด ซึ่งเท่ากับว่าผมยอมรับ slippage เท่ากับ 712.5 - 712.2 = 0.3 จุด ซึ่งก็น่าจะดีกว่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปเพราะ "วิเคราะห์ถูก แต่ไม่ได้ซื้อ"

หากเราวิเคราะห์ดูดีๆ การเกิด slippage ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดมองเห็นแนวรับเดียวกับเราและเชื่อเหมือนที่เราเชื่อว่าราคาจะต้องขึ้น คำสั่งของเราเลยไม่สามารถจับคู่ได้เพราะผู้ขายมองว่าราคานั้นมันถูกเกินไป (จึงไม่มีใครเสนอขายที่ 712.2 ไง)

Slippage นิดๆ หน่อยๆ จึงน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีว่าเราวิเคราะห์มาถูกทางครับ

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Slippage (1)


ขออภัยหากชื่อเรื่องทำให้งงๆ ว่าจะพูดถึงเรื่องอะไรนะครับ

Slippage เป็นคำนาม อ่านว่า สลิป-พิจ เราถือว่าเป็นของคู่กันกับนักเทรด อธิบายให้ง่ายที่สุดโดยยกตัวอย่าง เช่น แนวรับของหุ้น MKY อยู่ที่ราคา 16.5 บาท ผมต้องการซื้อที่แนวรับนี้จึงตั้ง bid ไว้รอด้วยใจจดจ่อ

ในที่สุดปรากฏว่าหุ้นลงมาแตะที่ราคานี้จริงๆ ครับ อย่างไรก็ตาม เมื่อชะโงกดูบนหน้าจอ ผมยังคงเห็นราคา bid อยู่ที่ 16.5 และ offer อยู่ที่ 16.6 แต่คำสั่งของผมก็ยังไม่ match แสดงว่ามันยังรอคิวอยู่ที่ราคา bid นั่นแหละ

หากงกหน่อยผมอาจจะใจเย็นแล้วรอให้คำสั่งที่ผมตั้งไว้ match เองตามธรรมชาติ แต่ถ้าผมต้องการซื้อให้ได้ทันทีก่อนที่หุ้น MKY จะเด้งกลับไป ผมอาจจะส่งคำสั่งใหม่โดยเคาะซื้อที่ราคา 16.6 บาทเลยก็ได้ วิธีนี้จะการันตีว่าผมไม่พลาดที่จะได้หุ้นตัวนี้แต่จะทำให้ผมต้องจ่ายแพงขึ้นกว่าที่ตั้งใจไว้ 0.1 บาท

เจ้าสิบสตางค์นี่แหละครับที่เรียกว่า slippage

บางท่านอาจสงสัยว่าทำไมต้องรีบร้อนซื้อให้ได้ด้วย สู้อยู่เฉยๆ รอให้คำสั่งมัน match เองก็ไม่ต้องมี slippage แล้ว แต่ถ้าแนวรับนี้เป็นแนวรับสำคัญ บางทีการที่ผม "งก" กับเงิน 0.1 บาท อาจทำให้ผมเสียโอกาสและได้แต่มองหุ้นตัวนี้พุ่งขึ้นไปเป็น 18 บาท 19 บาท หรือแม้แต่ยี่สิบกว่าบาท

ในฐานะที่เราเป็นนักเทรด ถ้าเราสามารถจับแนวรับหรือแนวต้านสำคัญได้อย่างแม่นยำ แต่ไม่สามารถทำเงินจากมันได้นั้นถือเป็นความสูญเปล่าที่ไม่น่าให้อภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการเสียโอกาสนั้นเกิดจากการงกเล็กๆ น้อยๆ ฝรั่งเขามีวลีเด็ดโดนใจว่า "penny wise and pound foolish" แปลเป็นไทยประมาณว่า "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย" หรือถ้าแปลตรงตัวแบบบาดใจก็คือ เก่งนักเรื่องเศษสตางค์ แต่โง่ทีเป็นบาท (อย่าทำนะครับ)

เราๆ ท่านๆ มองแล้วจะเห็นว่าเจ้า slippage นี้ดูเหมือนจะเป็นต้นทุนอีกตัวหนึ่งที่ตอดเล็กตอดน้อยและกัดกินกำไรของเรา ซึ่งก็จริงอยู่เหมือนกัน สมมติว่า slippage ครั้งละ 0.1 / 16.5 = 0.6% ซื้อขายไป-กลับ กำไรของผมจะลดลง 1.2% ถ้าผมซื้อและขายแค่เดือนละรอบ (ปีละ 12 หน) กำไรของผมจะหดไป 14.4% แล้วลองคิดดูว่าที่เราซื้อๆ ขายๆ หุ้นปีนึงนั้นจะเหลือกำไรซักกี่เปอร์เซ็นต์

อย่างนี้คงมองข้ามไม่ได้แล้วมั้งครับ!?