แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รายการ TV แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รายการ TV แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

รายการ "VI สายดำ" เทปที่ 2 (ธุรกิจธนาคาร)


ออกอากาศทาง กรุงเทพธุรกิจ TV เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2556

ว่าด้วยธรรมชาติของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ตัวเลขที่เกี่ยวข้อง และทิศทางในอนาคตครับ




พยายามแปะวิดีโอแล้ว ไม่สำเร็จแฮะ เอาลิงก์ไปแทนแล้วกันนะครับ

http://www.youtube.com/watch?v=QGBV95hkIZY

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

รายการ "VI สายดำ" เทปที่ 1

ออกอากาศทาง กรุงเทพธุรกิจ TV เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2556

ว่าด้วยสไตล์การลงทุนและเทคนิคเลือกหุ้น "ตัวเก๋า-ตัวจี๊ด" ครับ



วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทำนา ตีระนาด


หากเราคิดว่า "การทำนา" เป็นเรื่องไกลตัว เพราะมันเป็นเรื่องของการปลูกข้าว เป็นเรื่องของชาวนา ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรา ซึ่งเป็นเพียงแค่ผู้ซื้อข้าวมากิน หรือคิดว่า "การตีระนาด" เป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจ เพราะเราไม่เล่นดนตรี แม้กระทั่งฟังเพลงเราก็ยังฟังเพลงฝรั่งเสียด้วยซ้ำ...

แต่ใครจะรู้ว่าการทำนาและการตีระนาด มีข้อคิดดีๆ ให้เอามาใช้ในชีวิตการลงทุนของเราด้วย และต้นทางของข้อคิดเหล่านั้นก็มาจาก "คำครู" ที่ผมได้ฟังผ่านมาในโทรทัศน์


ครูทำนา


เป็นความโชคดีของผมที่ได้ดูรายการ คนค้นฅน ตอน "ปริญญาทำนา" คุณชัยพล ยิ้มไทร คนต้นเรื่องเป็นหนุ่มร่างท้วมอายุ 27 ปี แม้เขาจะเรียนจนจบปริญญาตรีทางด้านกฎหมาย แต่ความฝันที่จะประกอบอาชีพโดยอิสระก็ดึงให้เขาไปเช่าพื้นที่รกร้างในจังหวัดปทุมธานี และเริ่มต้นอาชีพชาวนาแบบไม่ใช้ปุ๋ย ไม่ใช้ยา ท่ามกลางเสียงเย้ยหยันของชาวบ้านหลายๆ คน

ถึงวันนี้เขากลายเป็น "ชาวนาเงินล้าน" มีที่นาเป็นร้อยไร่ที่สร้างขึ้นมาจากสองมือ เสียงหัวเราะเยาะที่เคยมีบัดนี้ได้จางหายไป มีอยู่ช่วงหนึ่งของรายการที่ได้เปิดเผยถึงเคล็ดวิชาที่เขาได้มาจากอาจารย์ (อ.ชัยพร พรหมพันธ์) และสิ่งนั้นก็คือ "อย่าฝืนธรรมชาติ"

บางสิ่งบางอย่างในการทำนา เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น โรคระบาด แมลงศัตรูพืช สภาวะอากาศแปรปรวน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ชาวนาที่ฉลาดจะทำให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ดี ด้วยการไม่ฝืนธรรมชาติและทำให้ธรรมชาติหันมาเอื้อให้กับตัวเราเอง เป็นต้นว่าเลือกพันธุ์ข้าวที่ต้านทานโรคและแมลง ปลูกข้าวให้เหมาะสมตามฤดูกาล

การพยายามทำในสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ เช่น ปลูกข้าวผิดฤดูกาล หรือใช้พันธุ์ข้าวที่ไม่เหมาะกับสภาพน้ำและดิน เป็นต้น ย่อมนำมาซึ่งความยากลำบากในการทำงาน เหมือนกับการพยายามพายเรือทวนน้ำ ซึ่งเราอาจจะพายไปข้างหน้าได้บ้าง แต่ก็คงช้าและต้องเหนื่อยกว่าการพายเรือตามน้ำอย่างแน่นอน

ลองคิดถึงตัวอย่างใกล้ตัว ถ้าบ้านใครมีสวนหรือพื้นที่ปลูกต้นไม้นะครับ สังเกตหน้าร้อนเวลาที่เรารดน้ำต้นไม้ในตอนเช้า พอสายๆ แดดเปรี้ยง ผืนดินก็แห้งผากแล้ว นี่ก็เป็นเพราะเรากำลังต่อสู้กับธรรมชาติของแสงแดดและอุณหภูมิในหน้าร้อน ต่างกับช่วงฤดูฝนที่เราแทบไม่ต้องทำอะไร พื้นดินก็ชุ่มฉ่ำไปทั้งวัน

ทีนี้คงพอจะนึกออกนะครับว่าระหว่าง "สายยาง" กับ "ท้องฟ้า" ใครแน่กว่าใคร


อย่าฝืนธรรมชาติ


ในแง่ของการลงทุน หลายคนพยายามเลือกหุ้นที่เขาเห็นว่า "กำลังจะฟื้นตัว" ความหมายของผมก็คือ หุ้นของบริษัทที่มีผลการดำเนินงานตกต่ำ ราคาหุ้นอาจดิ่งลงมาเป็นเวลาหลายไตรมาสติดต่อกัน แต่ก็เป็นที่คาดหมายว่าบริษัทน่าจะฟื้นตัวและกลับมาทำกำไรได้ดีอีกครั้งหนึ่ง

หุ้นทำนองนี้ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นหุ้นที่อยู่ในขาลงมาอย่างยาวนาน อาจจะมีขยับๆ ทำท่าจะดีขึ้นมาบ้าง แต่แล้วก็ย่ำแย่ลงอีก การเข้าซื้อหุ้นแบบนี้เท่ากับเป็นการฝืนธรรมชาติ เพราะธรรมชาติของมัน ณ ปัจจุบันก็คือ "ขาลง"

จริงอยู่ว่าหุ้นลักษณะนี้ หากเราสามารถซื้อได้ก่อนที่มันจะกลับตัว เราก็คงจะทำกำไรได้มาก แต่เราลืมไม่ได้เป็นอันขาดว่า มีคนที่เคยคิดแบบเรามาก่อนหน้านี้แล้วมากมาย แต่พวกเขาก็ยังเห็น "New Low" ซ้ำแล้วซ้ำอีก และต้องเจ็บตัวอยู่จนถึงทุกวันนี้

"เหนือฟ้ายังมีฟ้า ต่ำกว่าเหวก็ยังมีเหว" แม้หุ้นอาจกลับตัวเป็นขาขึ้นในเดือนหน้าหรือไตรมาสหน้า แต่เราก็ได้แต่คาดหวังเท่านั้น

ในทางกลับกัน หากเราทำตามธรรมชาติด้วยการซื้อหุ้นที่มีผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ธรรมชาติของหุ้นลักษณะนี้คือ "อยู่ในระหว่างขาขึ้น" หากบริษัทยังคงยึดมั่นกับสิ่งที่ตัวเองเก่งและทำได้ดี เราก็ย่อมคาดเดาได้ว่า "ขาขึ้น" นี้ยังไม่จบลงง่ายๆ แน่ การลงทุนกับบริษัททำนองนี้ย่อมสอดคล้องกับธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ผมคงต้องเตือนว่า "บริษัทที่ดี" อาจไม่ใช่การลงทุนที่ดีเสมอไป โดยเฉพาะถ้าเรากัดฟันซื้อมันในราคาแพงเกินควร ผมเองมักจะยอมตัดใจ หากว่าหุ้นเทรดกันที่ P/E เกินกว่า 30 เท่า (เว้นแต่จะมั่นใจจริงๆ ว่าค่า P/E ที่สูงนั้นเป็นแค่เหตุการณ์ชั่วคราว) เพราะผมถือว่าโอกาสในหุ้นตัวอื่นๆ ก็ยังมีอีกถมไป


ครูระนาด


ถัดจากครูทำนา ผมขอพูดถึงครูระนาดบ้างครับ

ปกติเวลานั่งทำงานผมก็จะเปิดทีวีไว้เป็นเพื่อน วันหนึ่งได้ยินรายการทีวีไปสัมภาษณ์ครูระนาดซึ่งมีอายุมากแล้ว ท่านพูดถึงการเรียนการสอนดนตรีไทยในสมัยปัจจุบัน แล้วท่านก็บอกว่า "ขอไว้เลย อย่าไปชมเด็กว่าตีระนาดเก่งหรือตีระนาดดี" ผมหันขวับมาทางทีวีด้วยความสงสัยทันที

ครูระนาดท่านนั้นกล่าวต่อไปว่า "เมื่อเห็นเด็กเล่นได้ดีก็ชมแค่ว่า ตีระนาดใช้ได้ หรือ ตีได้ดีพอใช้ ก็พอแล้ว" ท่านว่าคนสมัยก่อนเขาไม่ชื่นชมเด็กมากนัก เพราะกลัวว่าเด็กจะเหลิงหรือทะนงตัว แว้บแรกผมรู้สึกว่า เอ๊ะ! ทำไมครูถึงบอกอย่างนั้น ความคิดอย่างนี้ล้าสมัยไปแล้วหรือไม่... แต่เมื่อคิดทบทวนก็เริ่มเข้าใจ

สมัยก่อนครูบาอาจารย์เป็นที่นับถือบูชาจากลูกศิษย์ลูกหาเป็นอย่างสูง ศิษย์มีความเจียมเนื้อเจียมตัวว่ามาขอความรู้ ฝ่ายครูก็จะอบรมสั่งสอนให้จนสิ้นวิชาความรู้ที่ตนเองมีอยู่ จากนั้นครูก็จะแนะนำให้ศิษย์ไปร่ำเรียนกับครูที่เก่งยิ่งๆ ขึ้นไป

ด้วยเหตุนี้ครูในสมัยก่อนจึงไม่เคยบอกลูกศิษย์ว่า เจ้าเก่งแล้ว จีเนียส เพราะถ้าปลูกฝังความคิดอย่างนั้น บางทีเด็กหนุ่มอาจจะเหลิง สำคัญตัวเองว่าเก่งแล้ว และหมดสิ้นความถ่อมเนื้อถ่อมตัว ครูคนอื่นก็คงไม่มีใครอยากสอนวิชาให้กับเด็กอวดดี

ส่วนวิชาความรู้ของเด็กหนุ่มผู้นั้นก็คงกะพร่องกะแพร่ง ไม่มีทางเป็นเลิศและได้รับการยกย่องจากใครๆ กลายเป็นว่าคำชมของครูกลับเป็นการตัดอนาคตของศิษย์ไปได้โดยไม่ตั้งใจ

ในทางกลับกันเพียงชื่นชมว่า ตีระนาดใช้ได้ แค่นี้ศิษย์ก็ยิ้มหน้าบานแล้ว ครูอาจจะกำราบอยู่บ้างว่ายังมีจุดบกพร่องที่ต้องฝึกฝนต่อไป แต่ศิษย์ก็จะรู้ตัวเองว่านี่เราทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม และก็รู้ว่ายังมีอะไรที่ต้องพัฒนาอีก อันนี้ก็เป็น "สไตล์" ของคนสมัยก่อน


อย่าเหลิง


เรื่องของการ "ชมแล้วเหลิง" อาจไม่เกิดขึ้นเสมอไป

คนหัวสมัยใหม่เห็นว่าถ้าเด็กทำดีแล้วเราไม่ชม เด็กอาจรู้สึกเสียความมั่นใจ การชื่นชมเด็กเมื่อเขาทำดีจะทำให้เขาเห็นคุณค่าของตนเอง และเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กมีความพยายามยิ่งขึ้น ...อย่างไรก็ตาม นี่ก็อาจไม่เกิดขึ้นเสมอไปเช่นกัน

ตามความเห็นของผม การ "ชม" หรือ "ไม่ชม" อาจให้ผลดีผลเสียได้พอๆ กัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และลักษณะของเด็กด้วย แต่แน่นอนว่าการ "เหลิง" ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน และนี่ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะป้องปรามในมุมของนักลงทุน

หลังจากที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ตลาดหุ้นของเราก็เป็นขาขึ้นมาอย่างยาวนาน แม้จะมีบางช่วงที่มีการสะดุดให้เสียเส้นกันบ้าง แต่ภาพใหญ่จริงๆ ก็ถือว่าเป็น "ซุปเปอร์ขาขึ้น" อย่างไม่มีข้อกังขา เราจึงได้เห็นตลาดหุ้นคึกคักมากขึ้น เศรษฐีหุ้นรายย่อยเยอะขึ้น และคนคุยโวบ่อยขึ้น

ความจริงอย่างหนึ่งที่เราควรจำไว้ คือ นักลงทุนที่เป็น "ของจริง" เขาจะไม่โอ้อวดกันว่าได้กำไรจากหุ้นตัวไหนกี่บาท เขาไม่อยากรู้พอร์ตของคนอื่น พอๆ กับที่ไม่อยากให้คนอื่นมาสอดรู้สอดเห็นกับพอร์ตของเขา นี่คือสิ่งที่เราควรเอาเป็นแบบอย่าง แม้ว่าเราจะยังไม่เก่งเท่ากับนักลงทุนเหล่านี้ก็ตามที

การคุยโวเรื่องกำไรหุ้นอาจดูน่าสนุก แต่มันเป็นการหล่อหลอมความชื่นชมตัวเองและทำให้ตัวเราเองเชื่อว่า "เราเก่ง" ทั้งที่จริงมันอาจเป็นแค่เหตุบังเอิญหรือการฟลุ๊กในช่วงเวลาสั้นๆ

กำไร 200% หรือ 300% ที่มาจากหุ้นหนึ่งตัวในชั่วพริบตา แม้จะน่าดีใจ แต่ก็สู้กำไร 30% ต่อเนื่องกัน 5-6 ปีไม่ได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการ "ทำซ้ำ" เพราะหากว่าเราเก่งจริงก็ต้องทำกำไรอย่างนั้นซ้ำๆ ได้ ไม่ใช่ฟลุ๊กกำไร 2-3 เท่า จากนั้นก็ขาดทุนแทบหมดตัว

การเชื่อว่า "เราเก่ง" ทั้งที่ไม่ได้เก่งจริงๆ ทำให้เราเชื่อมั่นในการวิเคราะห์ของตัวเองมากเกินไป ซึ่งมันก็คือการเหลิงนั่นแหละ กว่าเราจะรู้ตัวและยอมรับความจริง บางทีอะไรๆ ก็อาจสายเกินไปเสียแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ผมเป็นห่วงมากๆ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่


จากคำครูทั้งสองท่าน การ "ไม่ฝืนธรรมชาติ" จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไร ส่วนการ "ไม่เหลิง" จะช่วยให้เรารู้จักบริหารจิตใจ และอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นได้ในระยะยาวครับ

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

วาดสีน้ำตามกูรู


หลังจากเปิดทีวีไปเจอรายการ "วาดสีน้ำตามกูรู" ช่อง True Explore 2 นับแต่นั้นผมก็จะติดตามรายการนี้อยู่เสมอ อย่างหนึ่งก็คือ "ทึ่ง" ความสามารถของจิตรกรที่วาดสดๆ จากกระดาษขาวว่างเปล่า แต้มๆ ปัดๆ จนเห็นวิวทิวทัศน์เป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าอัศจรรย์ ...โดยเฉพาะสำหรับคนที่วาดรูปไม่ค่อยเป็นอย่างผม

แน่นอนว่าผมไม่ได้มองเห็นมันเป็นศิลปะอย่างเดียวอยู่แล้ว แต่ยังมองเห็นธรรมชาติบางอย่างที่สอดคล้องกับชีวิตของนักลงทุนอีกด้วย และนี่ก็คือสิ่งที่ผมจะเล่าให้ฟังครับ


จินตนาการสำคัญไฉน?


หลายคนคิดว่าการลงทุนต้องเกี่ยวกับหุ้น เกี่ยวกับตัวเลข ไม่เห็นจะมีอะไรโรแมนติกหรือมีความเชื่อมโยงกับศิลปะได้เลยสักนิด แต่ความจริงแล้ว "จินตนาการ" นี่แหละคือสิ่งสำคัญสำหรับทั้งสองเรื่อง



ในการวาดรูป เช่น วิวภูเขาและแม่น้ำ จิตรกรย่อมต้องวางโครงร่างของภาพก่อนว่าจะเอาภูเขาไว้ตรงไหน ลำน้ำไว้ตรงไหน จากนั้นจะใส่รายละเอียดอะไรบ้าง เป็นต้น การจัดองค์ประกอบในภาพถือเป็นเงื่อนไขความสำเร็จเบื้องต้น เพราะถ้าเราจัดวางไม่สวย รูปก็จะออกมาไม่สวย ต่อให้ "ฝีแปรง" ดีเพียงใด ภาพที่ออกมาอย่างมากก็สวยแบบพิลึกๆ

การจัดองค์ประกอบเกิดขึ้นตั้งแต่รูปยังไม่ได้ถูกวาด คำถามก็คือ แล้วเราเห็นมันได้อย่างไร ...ใช่แล้วครับ เราใช้จินตนาการนั่นเอง

จินตนาการมีความสำคัญกับนักลงทุนไม่แตกต่างกัน เราต้อง "วาดภาพ" ไว้ในใจก่อนว่า ในที่สุดแล้วพอร์ตการลงทุนของเราจะเป็นอย่างไร จะเน้นหุ้นเติบโต หุ้นปันผล หรือจะถือเงินสดไว้ในสัดส่วนเท่าไหร่

เราต้องไม่ลืมว่าการถือเงินสดก็มีส่วนสำคัญ นึกถึงเวลาหุ้นตกแรงๆ ทั้งตลาด เราจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อหุ้น "On Sale" เหล่านั้น ถ้าเรารู้จักจินตนาการเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เราจะวาดภาพพอร์ตของเราได้อย่างรัดกุมมากขึ้น

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราอยากสร้างพอร์ตที่สร้างกระแสเงินสดเป็นหลัก ภาพสุดท้ายของเราก็คือพอร์ตที่มีหุ้นปันผลเป็นตัวหลักอย่างน้อยครึ่งพอร์ต หากเราระดมเงินไปซื้อ LTF หวังหักภาษีตั้งแต่แรก สัดส่วนของ LTF ในพอร์ตเราก็คงจะเยอะมาก หากเราจินตนาการถึงปีต่อๆ ไป ซึ่งอัตราภาษีของเราขยับขึ้นจาก 10% เป็น 20% ถึงเวลานั้นเราก็คงจะงกอีกและระดมซื้อ LTF อีกรอบ สุดท้ายกลายเป็นว่าพอร์ตของเรามีแต่ LTF และไม่ได้เน้นสร้างกระแสเงินสดอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก

หากเราไม่จินตนาการถึงภาพสุดท้ายปลายทางไว้ตั้งแต่ต้น สิ่งที่เราทำก็คงมั่วซั่ว พอเห็นอะไรเข้าท่าก็ลากมันเข้ามาในพอร์ต กลายเป็นว่าแต่ละแอ็คชั่นไม่ได้ส่งเสริมหรือนำพาเราไปสู่จุดหมายปลายทาง

อย่าลืมนะครับ ทุกแอ็คชั่นของเราควรมีความหมาย มันควรพาเราไปสู่เป้าหมายที่วางไว้!


ค่อยๆ วาดไปเรื่อยๆ


นักวาดภาพมือใหม่มักจะไม่รู้ว่าควรทำอะไรก่อนอะไรหลัง บางทีก็ไปวาดบ้านบนภูเขาก่อนลงสีพื้นหญ้า วาดเสร็จแล้วก็ต้องมานั่งกังวลว่าบ้านจะเลอะสีพื้น หรือบางทีก็พบว่าโทนสีมันไม่เข้ากัน

จิตรกรที่เก่งแล้วจะไม่มีปัญหานี้ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าจะวาดท้องฟ้าก่อน แล้วค่อยมาลงสีพื้นหญ้า รายละเอียดเอาไว้ทีหลัง เขามีเวลาสังเกต "ความสอดคล้องกัน" ขององค์ประกอบต่างๆ และหากเรานั่งมองเขาวาดภาพก็จะเห็นว่ามันค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ

ในทำนองเดียวกัน นักลงทุนที่พุ่งเข้าชาร์จทีละจุด เช่น "เดือนนี้ฉันจะซื้อ SE-PED ซึ่งเป็นหุ้นปันผลชั้นดี แล้วเดือนหน้าฉันจะซื้อ CDALL ซึ่งเป็นหุ้นเติบโตชั้นยอด" เขาจะรู้ได้ยังไงว่าเดือนนี้เดือนหน้าจะเป็นโอกาสดีสำหรับการซื้อหุ้นแต่ละตัว?

เราจะไปบังคับว่าโอกาสดีต้องมาตอนนั้นตอนนี้ไม่ได้ นักลงทุนจึงควรจะ "มองหาโอกาสไปเรื่อยๆ" ค่อยๆ สร้างพอร์ตให้เข้ารูปเข้ารอยในลักษณะเดียวกับที่จิตรกรทำกับภาพสีน้ำของเขา ถ้ายังวาดบ้านไม่ได้เพราะสีพื้นยังไม่แห้งดี เราก็ไม่ควรฝืนทำ ไม่อย่างนั้นภาพอาจจะออกมาเละเทะ ในทำนองเดียวกันถ้าหุ้นตัวนี้ยังไม่ถูก เราก็อย่าเพิ่งซื้อ คนที่ซื้อหุ้นแพงมีแนวโน้มที่จะอยาก "ซื้อถัว" เพื่อรักษาแผลในใจ แต่มันกลับจะทำให้การลงทุนของเขาผิดแผนไปหมด

ถ้าอยากให้พอร์ตของเรา "สวยขึ้นเรื่อยๆ" เหมือนอย่างที่ภาพวาดสวยขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจและลงมือทำเมื่อโอกาสผ่านเข้ามาครับ


สวยขึ้นอีกนิด หรือไม่ก็พังพาบไปเลย


ในตอนท้ายของการวาดภาพ จิตรกรมักใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น เพิ่มแสงเงาให้ต้นไม้ เพิ่มแกะในทุ่งหญ้า ฯลฯ ส่วนมากแล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้ภาพวาดมีเสน่ห์มากขึ้น แต่ก็บ่อยครั้งเหมือนกันที่มันออกมาแล้วไม่สวย ทำให้ภาพวาดโดยรวมด้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย

การเป็นนักลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นก็มีความเสี่ยงไม่แพ้จิตรกรเหล่านี้ การทำอะไรบางอย่างเพื่อเพิ่มกำไรให้กับพอร์ต "อีกนิด" อาจลงท้ายด้วยการทำลายกำไรให้หายวับไปกับตา

นักลงทุนส่วนมากทราบดีว่าการถือหุ้นผ่านช่วงขาขึ้นสามารถทำกำไรได้มหาศาล บางครั้งแม้หุ้นจะขึ้นมามาก "เกินมูลค่าที่แท้จริง" ไปแล้ว แต่ราคาหุ้นก็ยังขยับขึ้นได้อีก มีคนจำนวนไม่น้อยปฏิเสธที่จะขาย(หรือทยอยขาย)หุ้นเกินมูลค่าเหล่านั้น พวกเขายังรีรอขอทำกำไรอีกนิด ด้วยเห็นว่าหุ้นยังเป็นขาขึ้น ยังมีโมเมนตัม ยังไม่ถึงแนวต้าน ฯลฯ

หลายคนต้องแลกกำไร "อีกนิด" กับกำไรทั้งหมดที่ทำไว้ เมื่อหุ้นพวกนั้นถูกกระแทกลงมาไม่เป็นท่า พวกเขาลืมไปว่า ยิ่งหุ้นเกินมูลค่าไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเท่ากับยก "แต้มต่อ" ให้คนอื่นๆ มากระทืบเขามากขึ้นเท่านั้น

การจะดูว่าแต้มต่ออยู่ที่ใครก็ไม่ยาก ถ้าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่ามากๆ มี Margin of Safety เยอะ แต้มต่อก็อยู่ที่เรา แต่ถ้าราคาหุ้นขึ้นมาเร็วจนเกินมูลค่า แต้มต่อก็อยู่ที่คนอื่น ...ง่ายๆ แค่นี้


และนี่ก็คือข้อคิดดีๆ ที่ได้จาก "วาดสีน้ำตามกูรู" อย่าลืมออกไปสัมผัสธรรมชาติและสร้างสรรค์งานศิลปะบ้างนะครับ


ภาพประกอบจาก www.jwjonline.net เป็นเว็บสอนวาดสีน้ำสำหรับมือใหม่ครับ ข้อดีคือเขาโชว์ความผิดพลาดที่เขาเคยทำไว้ให้เราได้ดูและเรียนรู้ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หุ้นไม่น่าซื้อ 5 จำพวก


ถ้าลองนึกๆ ดูจะพบว่ามี "กูรู" จำนวนมากคอยบอกคอยสอนเราว่าหุ้นแบบไหนที่ควรซื้อ วิธีการดู "หุ้นดี" เป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าคนฟังก็อยากฟัง เพราะใครๆ ก็อยากรวยใช่มั๊ยครับ

ในทางกลับกัน ไม่ค่อยมีใครออกมาสอนเราว่าหุ้นแบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยง หรือถ้ามีก็คงคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่ากันมาก ทั้งที่ผมเองมองว่าการ "ไม่เสียเงิน" สำคัญยิ่งกว่าการ "ทำเงิน" เสียด้วยซ้ำ

และนี่ก็เป็นที่มาของ หุ้นไม่น่าซื้อ 5 จำพวก ซึ่งได้แก่ หุ้นที่...

เพิ่มทุน - อ่อนแอ - โตช้า - ซ่าผิดวิธี - CG ต่ำ

ต่อจากนี้เราจะมาว่ากันทีละตัว ดูว่ามัน "ห่วย" จริงหรือไม่ และเราสังเกตหุ้นเฮงซวยพวกนี้ได้อย่างไร


หุ้นที่มีการเพิ่มทุน


สำหรับบริษัทที่ขาดทุนจนกระทั่ง "ส่วนของผู้ถือหุ้น" ถูกกัดกินไปจนหมด การเพิ่มทุนก็ถือว่าเป็นภาคบังคับของบริษัท แต่ไม่ใช่ภาคบังคับของนักลงทุน เพราะนักลงทุนสามารถเลือก "ถมเงิน" ลงไปในกิจการที่ขาดทุน หรือเพียงแต่ "ขายทิ้งแล้ววิ่งหนี" ก็ได้

โดยมากผู้บริหารจะออกมาชวนเชื่อว่า บริษัทจะพลิกกลับมาทำกำไรได้ภายหลังการเพิ่มทุน แต่นั่นก็เป็นแค่ความคาดหวังเท่านั้น ขณะที่เรื่องจริงที่พิสูจน์แล้วก็คือ บริษัทขาดทุนเรื่อยมาจนถึงขั้นเข้าตาจน และโดยส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าปัญหาของบริษัทมันแก้ได้ง่ายๆ มันก็คงถูกแก้ไปนานแล้ว

ถ้าให้ชั่งใจระหว่าง "ความคาดหวัง" กับ "ความจริง" ผมคงเทใจให้อย่างหลังมากกว่า

ในทางตรงข้าม สำหรับบริษัทมีกำไรดีและต้องการเพิ่มทุนเพื่อนำไปสร้างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการขยายกิจการของตัวเองหรือเข้าซื้อกิจการอื่นก็ตาม แม้จะฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี แต่ผู้ถือหุ้นก็ต้องคิดดูก่อนว่าจะดีจริงหรือไม่ ผมขอยกตัวอย่างดังนี้ครับ

ซีฟู๊ดส์ เป็นบริษัทในธุรกิจอาหารที่มีแบรนด์แข็งแกร่งและทำกำไรดีมาก ซีฟู๊ดส์ต้องการขอเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นเพื่อเอาไปซื้อกิจการอาหารสัตว์ โดยให้เหตุผลว่าเป็นธุรกิจต้นน้ำ อย่างไรก็ดี เมื่อวิเคราะห์ดูเราก็พบว่ากิจการที่จะถูกซื้อมีส่วนต่างกำไร (profit margin) ต่ำกว่าของซีฟู๊ดส์เป็นอย่างมาก เนื่องจากอาหารสัตว์เป็น "สินค้าโภคภัณฑ์" ที่ไม่ต้องอาศัยแบรนด์ การซื้อกิจการนี้ย่อมดึงให้ส่วนต่างกำไรโดยรวมของซีฟู๊ดส์ลดลงไปด้วย

ว่ากันตามตรง มีความเป็นไปได้สูงที่ ROE ของซีฟู๊ดส์จะถูกฉุดให้ต่ำลง เท่ากับว่า "เม็ดเงิน" ของผู้ถือหุ้นจะทำเงินได้คุ้มค่าน้อยลง เมื่อเทียบกับก่อนซื้อกิจการ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วการเพิ่มทุนไปซื้อกิจการในครั้งนี้ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็ต้องชั่งใจระหว่าง "ความคุ้มค่าของเม็ดเงิน" ที่ลดลง กับ "ประโยชน์เกื้อหนุน" (synergy) ที่บริษัทอาจได้รับหลังซื้อกิจการ ว่าควรค่าแก่การควักเงินเพิ่มทุนหรือไม่

แต่ถ้าพูดแบบทั่วๆ ไป การเพิ่มทุนก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์ เพราะเราต้องการกิจการที่ "ผลิตเงิน" ไม่ใช่มา "ขอเงิน"

  

หุ้นอ่อนแอ


คำหนึ่งที่ผมคิดว่า "น่าเบื่อ" เวลาเปิดทีวีดูรายการหุ้น คือ คำว่า "หุ้นพื้นฐานดี" ซึ่งนักวิเคราะห์มักยกขึ้นมาอ้างลอยๆ เวลาจะเชียร์หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แต่ไม่เคยบอกว่าอะไรคือพื้นฐานดี อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า ถ้าเราระบุได้ว่า หุ้นอ่อนแอ และ หุ้นโตช้า เป็นอย่างไร "หุ้นพื้นฐานดี" ก็คือ สิ่งที่ตรงกันข้ามนั่นเอง (หุ้นแข็งแกร่ง + โตเร็ว)

มาว่ากันด้วย หุ้นอ่อนแอ ก่อนก็แล้วกัน เราต้องตรวจดูว่าหุ้นที่เราสนใจมีความอ่อนแอในแง่มุมต่างๆ หรือไม่ ตัวอย่างที่ชัดเจน ได้แก่
  • ความอ่อนแอที่โครงสร้างเงินทุน - บริษัทมีหนี้มาก เมื่อเทียบกับทุน
  • ความอ่อนแอที่โครงสร้างรายได้ - บริษัทพึ่งพารายได้จากลูกค้ารายใดรายหนึ่งมาก หรือ "รายได้หลัก" ของบริษัทมีแนวโน้มลดลง
  • ความอ่อนแอในตัวธุรกิจ - สินค้าของบริษัทสู้ของคู่แข่งไม่ได้ หรือ บริษัทไม่มี pricing power
  • ความอ่อนแอของฝ่ายบริหาร - ผู้บริหารไม่เก่ง ไม่รู้จักปรับตัวและแก้ไขสถานการณ์
ความอันตรายของ หุ้นอ่อนแอ อยู่ที่พวกมันไม่มีความสามารถที่จะ "ต้านทาน" แรงกระทบ ไม่ว่าจากเศรษฐกิจโดยรวม สถานการณ์ไม่คาดฝัน หรือแม้แต่การแข่งขันที่อาจเข้มข้นขึ้น ที่สำคัญบางทีความอ่อนแอเหล่านี้ก็ไม่ได้สะท้อนในราคาหุ้น เราจึงไม่อาจรู้สึกถึงมันจนกว่าหุ้นจะ "ออกอาการ" ซึ่งป่านนั้นก็คงสายไปแล้ว


หุ้นโตช้า


ภาพหนึ่งที่หลายคนไม่เข้าใจ คือ "บริษัทดี" อาจเป็นการลงทุนที่แย่

ตัวอย่างสมมติของผม ได้แก่ บริษัท Paper & Pencil (P&P) ซึ่งทำธุรกิจขายเครื่องเขียน เราอาจพบว่าบริษัท P&P ทำรายได้อย่างมั่นคงมาเป็นเวลาช้านาน และที่ผ่านมาก็กำไรทุกปี ฟังดูเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งดีมากเลยใช่ไหมครับ

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของยอดขายในสาขาเดิม (same store sale growth) มีการเติบโตน้อยประมาณ 3-4% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งถ้าเราคิดเทียบกับเงินเฟ้อก็จะพบว่าที่จริงแล้ว "มันแทบไม่โตเลย" ส่วนสาขาใหม่ๆ ก็ทำยอดขายเพิ่มได้ใน "เฮือกแรก" ที่เปิดตัว หลังจากนั้นยอดขายก็ทรงตัวเหมือนกับสาขาอื่นๆ ที่ผ่านมา

ที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะสินค้าอย่างเครื่องเขียนมันก็ไม่มีอะไรหวือหวาอยู่แล้ว คนที่ซื้อบ่อยจริงๆ ก็คงจะเป็นนักเรียน นักศึกษา บางคนตั้งแต่เรียนจบมาก็ซื้อดินสอ ปากกา ยางลบ แทบจะนับครั้งได้

บริษัท P&P จึงเป็นตัวอย่างของธุรกิจที่เราไม่หวังอะไรมากไปกว่า "เงินปันผล" ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ส่วนเรื่องการเติบโตหรือโอกาสที่มันจะกลายเป็นหุ้น "หลายเด้ง" นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

หุ้นในจำพวกโตช้าอาจไม่ถึงกับ "เลวร้าย" แต่ก็ทำให้คุณรวยช้าลง หรือถ้าพูดแบบแรงๆ ก็คือ "มันการันตีได้ว่าคุณจะไม่รวย!" คุณอาจพอใจกับเงินปันผลในวันนี้ แต่มันก็จะไม่เพิ่มขึ้นไปกว่านี้มากนักเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งก็เป็นเพราะว่าตัวธุรกิจในเนื้อแท้มันไม่โตนั่นเอง ดังนั้นถ้าเราเปลี่ยนไปมองหาหุ้นปันผลที่เติบโตพอสมควรด้วยก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า


พวกซ่าผิดวิธี


แม้แต่คนไม่ติดตามฟุตบอลก็ยังน่าจะเคยได้ยินชื่อของ "คริสเตียโน่ โรนัลโด้" นักฟุตบอลระดับโลก อดีตซุปเปอร์สตาร์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ...แต่ถามว่าถ้าให้ โรนัลโด้ มาเล่น "บาสเกตบอล" เขาจะทำได้ดีเท่ากับเล่น "ฟุตบอล" มั๊ย? ก็ไม่น่า...ใช่มั๊ยครับ

ในทำนองเดียวกันเวลาที่เราคิดจะถือหุ้นยาวๆ อย่างสบายใจ เราคงไม่อยากให้บริษัทโผล่ไปจับธุรกิจใหม่ที่ตัวเองไม่ได้ถนัดมาก่อน ผมเรียกบริษัททำนองนี้ว่า "พวกซ่าผิดวิธี" จริงอยู่ว่าบริษัทอาจไปได้ดีกับธุรกิจใหม่ก็ได้ แต่มันก็ไม่แน่นอน ผมมองว่ามันคงดีกว่าหากบริษัทจะไปมุ่งเน้นกับสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีอยู่แล้ว แทนที่จะพยายามทดลองหาอะไรใหม่ๆ ทำไปเรื่อยเปื่อย

ผมไม่อยากตื่นขึ้นมาทุกเช้าแล้วต้องมาลุ้นว่า วันนี้บริษัทจะแลบไปหาอะไรแปลกๆ ทำอีกหรือไม่ แล้วคนเก่งๆ ในบริษัทเขาจะทำอย่างไร ถอดความเชี่ยวชาญที่ตัวเองมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมวางไว้ จากนั้นก็ไปศึกษาเรื่องใหม่ๆ "เผื่อว่า" จะทำได้ดีบ้าง หรือไม่ก็ลงทุนจ้างคนใหม่เพื่อมารองรับธุรกิจใหม่ จากนั้นก็จ้างคนใหม่เพื่อมารองรับธุรกิจใหม่อีก สุดท้ายแล้วองค์กรนี้จะเป็นอย่างไร แค่นึกก็เหนื่อยแล้ว

มีเพื่อนของผมถือหุ้นบริษัทขายสินค้าเทคโนโลยี ปรากฏว่ามีอยู่วันหนึ่งบริษัทส่งจดหมายแจ้งข่าวมาว่า บริษัทได้เข้าซื้อที่ดินไว้ผืนหนึ่งเตรียมก่อสร้างช้อปปิ้งมอลล์ ผมจึงให้คำปรึกษาเขาไปว่า "ถ้าชอบเรื่องเซอร์ไพร้ส์และไม่สนใจกำไร ก็ถือหุ้นตัวนี้ไว้ต่อไป" ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจขายหุ้นทิ้ง ซึ่งแสดงว่าเขาคงไม่ชอบให้ โรนัลโด้ ผันตัวมาเล่นบาสเกตบอลเหมือนกัน


พวก CG ต่ำ


เมื่อพูดถึง บรรษัทภิบาล หรือ Corporate Governance (CG) เราคงนึกถึงกิจการที่มีคุณธรรม รับผิดชอบสังคม และแสวงหากำไรอย่างยั่งยืน

เคยมีคนรวบรวมสถิติเอาไว้และพบว่า บริษัทที่มีธรรมาภิบาลดีมีแนวโน้มที่จะทำกำไรได้ดีอย่างต่อเนื่องมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ผมจำที่มาของเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว แต่ฟังดูก็น่าจะเป็นไปได้มาก เข้าทำนองว่า "ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน" บางบริษัทที่มี CG ต่ำ เผลอแป๊บเดียวก็มีข่าวโกงบัญชี ฝ่ายผู้บริหารก็บินหนีไปต่างประเทศตามระเบียบ ปล่อยให้บริษัทเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ส่วนผู้ถือหุ้นก็ตีอกชกหัวกันไป

สัญญาณเตือนภัยของพวก CG ต่ำ ได้แก่ การส่งรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์มีความล่าช้าหรือแก้ไขหลายครั้ง ผู้สอบบัญชีไม่ยอมรับรองงบการเงิน กรรมการอิสระลาออก ประชุมผู้ถือหุ้นไม่โปร่งใส มีการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างไม่เท่าเทียมกัน เป็นต้น

ในด้านของ "ราคาหุ้น" บริษัทที่มี CG ต่ำ มักมีการปล่อยข่าวลือทำราคาหุ้น ผู้บริหารสนใจ "เล่น" กับราคาหุ้นมากกว่าที่จะไปจดจ่อกับการบริหารงาน ขณะเดียวกันก็มักเอาเปรียบผู้ถือหุ้นด้วยการใช้ข่าววงในดักซื้อ-ดักขาย ก่อนที่จะมีการประกาศข่าวบริษัทอย่างเป็นทางการ และพอใกล้จะประกาศผลประกอบการรายไตรมาสทีไร "งบรั่ว" ฉุดราคาขึ้นลงก่อนเสียทุกครั้ง รวมไปถึงบริษัทที่ชอบ "เล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน" ด้วย ลองอ่านดูนะครับ http://www.monkeyfreetime.com/2012/02/blog-post_26.html


...และนี่ก็คือ "หุ้นไม่น่าซื้อ 5 จำพวก" ซึ่งผมคิดว่าอย่าไปยุ่งกับมันตั้งแต่ต้นจะดีกว่า หุ้นอื่นดีๆ มีอีกถมไป

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ถามหุ้นในทีวี


เปิดทีวีดูรายการหุ้นทีไร เราก็มักจะเห็นคอหุ้นโทรศัพท์เข้ามาในรายการเพื่อถามหาแนวรับ-แนวต้าน หรือไม่เช่นนั้นก็ถามเอาดื้อๆ เลยว่า "ติดหุ้น" ตัวนั้นตัวนี้อยู่ จะทำอย่างไรดี

ดูเหมือนว่านักวิเคราะห์และรายการทีวีจะกลายเป็นที่พึ่งของนักเล่นหุ้นจำนวนหนึ่ง แต่สิ่งที่แย่ก็คือพวกเขาถามไม่ตลอดรอดฝั่ง ส่วนมากตอนซื้อจะซื้อเอง แต่จะมาถามก็ตอนที่ติดดอยแล้ว หรือบางครั้งก็กลับกันคือมาถามตอนซื้อ แต่พอหุ้นตกก็ตัดสินใจกอดหุ้นติดดอยเอง ด้วยเหตุนี้กลยุทธ์หุ้นที่ออกมาจากมันสมองของนักวิเคราะห์จึงทำงานได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ และไม่ทำกำไร

นักวิเคราะห์ในทีวี


คำถามหนึ่งที่น่าสนใจ คือ หากเราทำตามกลยุทธ์ของนักวิเคราะห์หุ้นในทีวีแบบ "เต็มสูบ" แล้วจะได้กำไรจริงหรือไม่? ถ้าเราลงทุนหุ้นตัวที่เขาเชียร์ ซื้อและขายตามจังหวะที่เขาแนะนำ เราจะได้กำไรหรือเปล่า

คำตอบง่ายๆ คือ "ไม่รู้" เพราะในการที่จะยืนยันคำตอบนี้...

1) เราต้องตามซื้อหุ้น "ทุกตัว" ที่นักวิเคราะห์รายนี้แนะนำและลงทุนในลักษณะของพอร์ตโฟลิโอแทนที่จะมองกำไรจากหุ้นเป็นตัวๆ ไป การฟันธงว่านักวิเคราะห์แม่นหรือไม่แม่นด้วยผลลัพธ์จากหุ้นเพียง 2-3 ตัว ดูไม่ค่อยเป็นวิทยาศาสตร์สักเท่าไหร่

2) เราต้องซื้อใน "ทุกจังหวะ" ที่เขาแนะนำให้ซื้อ และขายในทุกจังหวะที่เขาแนะนำให้ขาย ปัญหาหลักๆ ของเรื่องนี้ก็คือ คนส่วนมากตามซื้อตามขายได้เพียงบางจังหวะ ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่สามารถติดตามผลงานของเขาได้อย่างสม่ำเสมอ หรือไม่ก็เกิดจากเงินทุนที่จำกัดของเราเอง พอช้อนซื้อตามคำแนะนำไป 2-3 รอบก็หมดหน้าตักแล้ว

3) เราต้องมีการ "จดบันทึก" การซื้อขายทุกครั้งและจำแนกไว้ด้วยว่าครั้งไหนบ้างที่มาจากคำแนะนำของนักวิเคราะห์รายนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือ นักเล่นหุ้นจำนวนมากไม่ได้จดบันทึกอย่างมีระบบระเบียบเพียงพอ และบางทีก็จดไว้เฉยๆ โดยไม่เอาผลมาประมวลและวิเคราะห์ต่อ

ในเมื่อเป็นแบบนี้เราก็ไม่สามารถสรุปได้ว่ากลยุทธ์ของนักวิเคราะห์ในทีวีใช้งานได้จริงหรือไม่ แต่ถ้าจะว่าตามจริง บางทีตัวนักวิเคราะห์ที่ให้คำแนะนำเองเขาก็ไม่ได้จดไว้เหมือนกันว่าตัวเองแนะนำอะไรไปบ้าง

อย่าถามต้นทุน


คำถามสำคัญอันหนึ่งของการแนะนำกลยุทธ์หุ้นทางทีวีก็คือ "ต้นทุนอยู่ที่เท่าไหร่?"

แม้มันจะฟังดูดีมีเหตุผลที่เราควรรู้ก่อนว่านักลงทุนเคยซื้อหุ้นมาที่ราคาเท่าไร ติดหุ้นมานานหรือยัง ฯลฯ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นแค่ "การทำบัญชี" ในสมองเท่านั้น

นักจิตวิทยาการลงทุนอธิบายเรื่องนี้ว่า การทำบัญชีในสมองเป็นกลไกที่เกิดขึ้นมาเอง เราอาจจดจำเอาไว้ว่าต้นทุนหุ้นของเราอยู่ที่ 10 บาท เมื่อราคาหุ้นลดลงเราย่อมรู้สึกว่ากำลังขาดทุน แม้บางคนจะถือคติ "ไม่ขายไม่ขาดทุน" แต่ที่จริงในสมองก็ยอมรับกลายๆ อยู่ว่าขาดทุน จุดที่เราซื้อหุ้น (10 บาท) ถูกมาร์กหรือกำหนดเอาไว้เป็นจุดอ้างอิง และนักเล่นหุ้นส่วนมากจะยอมติดหุ้นไปก่อนเพื่อลดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ตราบจนหุ้นกลับขึ้นมาที่ 10 บาทอีกครั้ง สมองจะถูกกระตุ้นให้ "ล้างขาดทุน" ด้วยการขายหุ้นออกไป

กลไกดังกล่าวรวมทั้งจุดอ้างอิงที่เป็นต้นทุน อาจมีความสัมพันธ์ในเชิงอารมณ์ แต่มันไม่มีความสัมพันธ์ในเชิงกำไร! หุ้นอาจวิ่งผ่าน 10 บาทแล้วไปไกลถึง 20 บาทก็ได้ มันไม่ได้สนใจว่าคุณมีต้นทุนอยู่ที่เท่าไหร่หรือ cut loss ไปหรือยัง ถ้าสถานการณ์มันเหมาะสมที่จะลง มันก็ลง ถ้าเหมาะสมที่จะขึ้น มันก็ขึ้น ถ้าเรามัวแต่ห่วงต้นทุน เราจะพบว่าในพอร์ตของเรามีแต่หุ้นเน่าๆ เหมือนกับของกินเก่าๆ ที่อยู่ในตู้เย็น

สิ่งที่เราควรทำ คือ วิเคราะห์ตามสถานการณ์ไป ต้นทุนไม่เกี่ยว

ส่งท้าย


โดยส่วนตัวผมไม่เคย(แม้แต่จะคิด)ถามหุ้นทางทีวี ซึ่งไม่ใช่ไม่เชื่อว่านักวิเคราะห์ไม่เก่ง แต่เพราะนักวิเคราะห์ไม่มีทางรู้ใจเราได้เท่ากับตัวเราเอง ความอึดอัด ความสบายใจ เป้าหมายในการลงทุนของเรา เขาก็ไม่มีทางรู้ อีกประการหนึ่งคือ ในโลกยุคนี้ข้อมูลข่าวสารของรายย่อยไม่ได้ด้อยกว่านักวิเคราะห์มืออาชีพแล้ว ทำการบ้านเสียหน่อย อ่าน annual report, เข้าฟัง Opp Day, พูดคุยกับลูกจ้าง ฯลฯ เผลอๆ จะรู้มากกว่ามืออาชีพเสียด้วยซ้ำ


หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นตัวอย่างรายการหุ้นทางโทรทัศน์เท่านั้น ไม่มีการพาดพิงถึงตัวบุคคลหรือตัวรายการแต่อย่างใด

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เรียนหุ้นจากเชฟกระทะเหล็ก

 

เชื่อว่าหลายคนคงเคยดูรายการ "เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย" ที่ได้รับลิขสิทธิ์มาจากญี่ปุ่น ผมเองก็ชอบดูรายการนี้เช่นกัน และมักคิดเสมอว่ารายการนี้มันออกอากาศมายั่วน้ำลายเราก่อนนอนแท้ๆ ...แต่ก็มีอยู่คราวหนึ่งที่รายการนี้ได้ให้ไอเดียการลงทุนที่ดีกับผม

หากจำไม่ผิดในการแข่งขันทำอาหารครั้งนั้น เชฟเอียน (พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย) เชฟกระทะเหล็กอาหารตะวันตก ต้องรับมือกับ เชฟฟิลิปป์ ซึ่งเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง เชฟฟิลิปป์เป็นพ่อครัวที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์และเป็นฝรั่งที่(ดัน)พูดไทยได้ เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่ามีอะไรจะพูดกับคู่แข่งหรือไม่ เชฟฟิลิปป์คงต้องการข่มขวัญคู่ต่อสู้จึงหันไปถามว่า "เชฟเอียน คุณพร้อมจะแพ้มั๊ย?" ในห้องส่งก็ส่งเสียงฮือฮา...

รู้มั๊ยครับว่าเชฟเอียนตอบว่าอย่างไร

เขาตอบว่า "ผมพร้อมเสมอครับ"


นัยยะของการ "พร้อมพ่ายแพ้"


หากเราศึกษาประวัติและวิธีคิดของเชฟผู้นี้ก็จะรู้ว่าทำไมเขาถึงตอบไปอย่างนั้น เชฟเอียนเคยเป็น Executive Chef ประจำโรงแรมห้าดาวมาก่อน ร้านอาหารของเขาได้รับการยกย่องติดอันดับว่าเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก ปัจจุบันเขามีร้านอาหารอยู่ในต่างประเทศหลายแห่งและเป็นผู้ดำเนินรายการทีวีเกี่ยวกับอาหารอีกด้วย

เชฟเอียนในวัยเด็กค่อนข้างลำบาก แม่ต้องเข็นรถขายข้าวแกง ส่วนตัวเขาต้องช่วยงานที่บ้านทั้งก่อนไปโรงเรียนและหลังเลิกเรียน แต่ที่สุดแล้วทางบ้านก็กู้เงินส่งเสียให้ไปเรียนเมืองนอก โดยตัวเขาเองก็ต้องทำงานเสิร์ฟอาหารและช่วยงานครัว เชฟเอียนมีทัศนคติของการจริงจังและทุ่มเทกับสิ่งที่ทำ เขาได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองจนชนะการแข่งขันทำอาหาร International Cooking Competition  ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงอาหาร ทัศนคติของการพร้อมรับความพ่ายแพ้กลับเป็นการเปิดใจให้เรียนรู้สิ่งใหม่และทำให้เขาเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไต่เต้าขึ้นมาจนถึงตำแหน่ง Executive Chef ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของเชฟได้ในที่สุด

การพร้อมที่จะพ่ายแพ้หาใช่เหตุที่เราจะพ่ายแพ้... การพร้อมเปิดรับความพ่ายแพ้ เท่ากับเรากำลังบอกตัวเองว่าเรายังไม่ดีที่สุด เรายังต้องเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้เชฟเอียนจึงทิ้งเงินเดือนมหาศาลในตำแหน่ง Executive Chef ไปเปิดร้านอาหารของตัวเองและกลายเป็นเชฟเอียนทีเรารู้จักในทุกวันนี้


แล้วการ "พร้อมขาดทุน" ล่ะ?


ข้อคิดที่ผมได้จากเชฟเอียนก็คือ ในฐานะของนักลงทุน เราเองก็ควรพร้อมรับการขาดทุนเช่นเดียวกัน มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะซื้อแล้วหุ้นขึ้นทุกครั้งไป การขาดทุนในระยะสั้นที่เกิดจากความผันผวนของตลาดหุ้นจึงถือเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อเรามั่นใจว่าตัวบริษัทยังไปได้ดี ที่สุดแล้วราคาหุ้นในระยะยาวก็จะต้องสะท้อนความจริงอันนี้

เมื่อบอกให้เตรียมพร้อมรับการขาดทุน นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI ที่เคยได้ยินกฏเหล็กของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งบอกว่า "อย่าขาดทุน" อาจเริ่มสับสนขึ้นมา ผมจะขออธิบายอย่างนี้ครับ

บัฟเฟตต์บอกว่ากฏการลงทุนของเขามีอยู่ว่า "ข้อ 1 อย่าขาดทุน" และ "ข้อ 2 อย่าลืมกฏข้อแรก"

อย่างไรก็ตาม คำว่าขาดทุนของบัฟเฟตต์นั้นมีความหมายไม่เหมือนกับเราๆ ท่านๆ ในสายตาของบัฟเฟตต์แล้วราคาหุ้นเป็นเพียงแค่มายา แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาได้จากการซื้อหุ้นคือความเป็นเจ้าของกิจการหรือ "มูลค่า" ของบริษัท นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขากล่าวประโยคที่ชัดเจนและแจ่มแจ้งที่สุดในความเป็น VI

"Price is what you pay. Value is what you get."

การขาดทุนในความหมายของบัฟเฟตต์จึงเป็นการเสื่อมมูลค่า หรือพูดง่ายๆ ก็คือบริษัทเลวลง เขาไม่ได้มองว่าการที่ราคาหุ้นลดลงเป็นการขาดทุนเหมือนอย่างคนทั่วไป ที่จริงแล้วเขาให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นน้อยมากและถึงกับกล่าวไว้ว่า "ใครทนเห็นหุ้นที่ตัวเองถืออยู่มีราคาลดลง 50% ไม่ได้ก็ไม่ควรซื้อหุ้น"

กลับมาที่ความหมายแบบ "บ้านๆ" การขาดทุนที่วัดกันด้วยราคาหุ้นจึงเป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมใจเอาไว้ ไม่ว่าหุ้นที่ถืออยู่นั้นจะเทพขนาดไหนก็ตามที นักลงทุนที่มีประสบการณ์ย่อมทราบดีว่าตลาดสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทาง ทางหนึ่งอาจจะวิ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ส่วนอีกทางหนึ่งอาจจะดิ่งลงอย่างบ้าคลั่งเช่นเดียวกัน ถ้าบ้ามากหุ้นก็จะ over- หรือ undervalue และเป็นโอกาสให้เข้าซื้อขาย ส่วนถ้าบ้าน้อยก็เป็นแค่ความผันผวนเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งผมไม่ใส่ใจ เมื่อเราซื้อหุ้นตามแนว VI อย่างแท้จริง โอกาสที่ซื้อแล้วหุ้นลงมีไม่มาก หรือต่อให้ลงมันก็ยังกลับมาได้ในระยะยาว เพราะ "มูลค่า" ของธุรกิจเป็นตัวบังคับ

ดังนั้น ถ้ามีใครมาถามผมว่าพร้อมที่จะขาดทุนหรือไม่ ผมคงต้องตอบแบบเชฟเอียนครับ "ในระยะสั้น ผมพร้อมเสมอ"

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

ทวิภพ











ปกติผมไม่ใช่คนที่ชอบดูละคร อาจจะดูบ้างบางเรื่องแต่คงต้องบอกว่าไม่ถึงกับติดชนิดว่ารีบกลับบ้านเพื่อมาดูในทีวีให้ทัน เรียกว่าทันดูก็ดู ไม่ทันก็ไม่ดู และไม่เปิด YouTube เพื่อดูย้อนหลังด้วย เรื่องล่าสุดที่ดูก็คือ “ทวิภพ” ซึ่งจะว่าไปก็ทำเป็นละครหลายรอบแล้ว ทั้งละครทีวีหลังข่าว ละครเพลง และยังเคยเอาไปทำเป็นภาพยนตร์แล้วด้วยซ้ำ


ล่าสุดที่ออกอากาศอยู่ทางช่อง 7 นำแสดงโดยแพนเค้ก เขมนิจ (แสดงเป็นมณีจันทร์หรือแม่มณี) และอ๋อม อรรคพันธ์ (แสดงเป็นหลวงอัครเทพวรากรหรือหลวงเทพ) เนื้อเรื่องยังคงเดิมแต่บทโทรทัศน์ก็มีเปลี่ยนไปตามยุคสมัยบ้าง แต่ฉากหนึ่งที่ทำให้ผมสะดุดใจและเอามาเทียบกับการลงทุนก็คือฉากที่ “แม่มณี” ซึ่งทะลุข้ามกระจกเงาไปโผล่ในยุครัชกาลที่ 5 กำลังโดนคุณหญิงสรเดช เพื่อนสนิทของแม่หลวงเทพ สั่งสอนให้มีกิริยามารยาทสมกับเป็นกุลสตรี


ในละครคุณหญิงสรเดชบอกให้แม่มณีเดินช้าๆ และอย่าเดินลงส้นเท้า ขณะที่แม่มณีเองก็งุ่นง่านบอกว่าเดินช้ามันไม่ทันอย่างที่ใจคิด คือ สมองคิดไปไกลแล้วแต่ต้องมาเดินเนิบนาบ ทำอะไรก็ไม่ทันใจ พานจะเป็นลมซะงั้น


สิ่งสิ่งเดียวกันแต่คนสองคนมองไม่เหมือนกัน


คนหนึ่งเกิดในยุคสมัยเราเห็นว่าการเดินช้าเคลื่อนไหวช้าไม่ทันกิน คนสมัยนี้ต้องว่องไว multitasking แล้ว วิธีไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์ ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ได้งานก็แล้วกัน ส่วนคนที่เกิดในยุค ร.๕ ก็บอกว่าใครๆ เขาก็เดินกันแบบนี้ เดินช้ามีสติ ทำอะไรก็มีเวลาคิดไม่ทำผิดพลาด


สังเกตว่าทั้งสองคนต่างมี “biasness” ที่โน้มเข้าหาแนวทางที่ตัวเองคุ้นเคย ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่เรื่องการเดิน การพูด แต่ในเรื่องการลงทุนเองก็เป็นอย่างนี้เช่นเดียวกัน


ผมรู้จักกับนักลงทุนคนหนึ่งที่ลงทุนในแนว “แมงเม่าสามัญ” เขาบอกว่าหนทางเดียวที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้นคือการมี insider หรือรู้ข่าววงใน เราต้องรู้ให้เร็วกว่าคนอื่นและอย่าโลภ เมื่อไหร่ที่ได้กำไรแล้วต้องรีบออกทันที ผมเองเชื่อว่านักเล่นหุ้นจำนวนมากก็มีความคิดเช่นนี้ ในเมื่อคนที่พวกเขารู้จักต่างทำกำไรได้จากแนวทางนี้แล้วมันจะเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร


ขณะเดียวกันผมรู้จักนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ value investment (VI) ที่รอจังหวะซื้อหุ้นในราคาถูก บางครั้งเขาไม่ซื้อหุ้นเลยเป็นเวลาหลายปีเพื่อรอให้ตลาดเกิดภาวะตกต่ำจนนักเล่นหุ้นส่วนมากยอม “สารภาพบาป” และขายหุ้นออกมาทุกราคา เพียงเพื่อที่จะล้างพอร์ตเอาตัวเองออกมาจากตลาดแล้วถือเงินสด(จำนวนน้อยนิดเท่าที่ยังเหลืออยู่)ไว้ หุ้นที่นักลงทุน VI คนนี้ถือจึงมีต้นทุนต่ำมาก จวบจนเมื่อตลาดฟื้นกลับมาเขาก็ทำกำไรได้มหาศาลเพราะเขาเข้าซื้อโดยมีส่วนต่างเพื่อความปลอดภัยหรือ margin of safety นักลงทุนคนนี้เองก็เชื่อว่านี่เป็นแนวทางที่เยี่ยมยอด


ทั้งสองคนเคยเห็นและอาจจะเคยได้กำไรมหาศาลจากแนวทางที่ตัวเองเชื่อมั่น ต่างคนต่างมีความเอนเอียงที่จะสนับสนุนแนวทางที่ตนเองเชื่อ


ทุกสิ่งจะเป็นอย่างที่มันเป็น ไม่ว่าคุณจะเชื่ออย่างไร


ความเอนเอียง (biasness) ของเราไม่ช่วยอะไร หากเรามีประสบการณ์เลวร้ายจากตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเคย “เจ๊งหุ้น” ด้วยตัวเอง มีเพื่อนขาดทุนย่อยยับจากหุ้นเล่าให้ฟัง หรือได้ยินข่าวคนโดดตึกเพราะเล่นหุ้นแล้วหมดตัว ความเชื่อความคิดเหล่านั้นไม่ได้มีผลอะไรต่อหุ้นหรือบริษัทเลย ถ้าบริษัทดำเนินกิจการดีก็ย่อมมีกำไรและจะสะท้อนไปในราคาหุ้นไม่ช้าก็เร็ว


ความสำเร็จในตลาดหุ้นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเอนเอียงไปทางไหน แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจโลกความจริงหรือไม่ หากเราสามารถจำแนกบริษัทดีๆ ออกจากบริษัทปานกลางหรือแย่ และซื้อหุ้นของมันได้ในราคาที่ไม่แพงโดยไม่หวั่นไหวไปกับคำพูดของ “กูรู” เก๊ๆ รายใดที่พยายามจะบอกเล่า biasness ของตนเองและชักจูงให้เราเชื่อตามไปด้วย แน่นอนว่าเราจะกระโดดขึ้นมาเป็นนักลงทุนแถวหน้าได้อย่างแน่นอน


ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การตัด biasness ออก ไม่ว่าจะเป็นของเราหรือของใคร และลงทุนจากสิ่งที่เป็นจริง ผมจึงเน้นเสมอถึงปรัชญาการลงทุน (investment philosophy) ซึ่งจะสะท้อนสิ่งที่เป็นจริงออกมา และเมื่อเราลงทุนตามปรัชญาอย่างเคร่งครัดก็จะประสบความสำเร็จ


บทสรุป Antonio's นักลงทุนไม่ได้ต่างไปจากแม่มณีและคุณหญิงสรเดช ซึ่งต่างคนต่างมองคนละด้านและต่างก็พยายามมองจากมุมที่ตนเองเชื่อ จึงไม่มีใครมองเห็นในมุมของอีกฝ่ายหนึ่ง ความเอนเอียงที่เกิดขึ้นไม่ได้ช่วยให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจเราแต่อย่างใด และเมื่อไหร่ที่ทั้งสองฝ่าย “เห็น” อย่างที่มัน “เป็น” ทั้งสองฝ่ายก็จะเห็นในสิ่งเดียวกัน เช่นเดียวกับนักลงทุนหลายกลุ่มที่เชื่อมั่นไปคนละทิศละทางสุดแต่ biasness ของตน แต่ว่าตลาด(หรือหุ้น)มีเพียงทิศเดียวที่มันจะมุ่งไป และนั่นคือความเป็นจริง