แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่า แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2562
ไฟไหม้มัดข้าว
ย้อนไป 164 ปีที่แล้วในช่วงเย็นวันหนึ่งก่อนสิ้นปี ขณะที่ชาวบ้านฮิโระมุระกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมงานเฉลิมฉลองเทศกาลเก็บเกี่ยว จนแทบไม่มีใครรู้สึกถึง "แผ่นดินไหว" ที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ
โกเรียว ฮามะกุจิ ผู้นำหมู่บ้านสังเกตว่าแผ่นดินไหวครั้งนั้นแม้ไม่รุนแรง แต่การสั่นไหวก็เกิดขึ้นช้าและยาวนานผิดประหลาด เมื่อออกจากบ้านและมองมาที่ทะเล เขาพบว่าระดับน้ำได้ลดลงจนเนินหินบริเวณชายฝั่งปรากฏขึ้น โกเรียวรู้ทันทีว่าสึนามิกำลังมาแล้ว
เพื่อช่วยชีวิตผู้คนในหมู่บ้าน เขาตัดสินใจจุดไฟเผากองฟ่อนข้าวที่เก็บเกี่ยวมาโดยทันที เมื่อไฟกองใหญ่ลุกลามขึ้นประกอบกับท้องฟ้าที่ค่อย ๆ มืดลงขณะที่ตะวันตกดิน ชาวบ้านที่หอสังเกตการณ์ก็ส่งสัญญาณเรียกทุกคนให้รีบมาช่วยกันดับไฟที่บ้านของโกเรียว พวกคนหนุ่มที่วิ่งมาถึงก่อนพยายามจะเข้าไปดับไฟ แต่โกเรียวก็ตะโกนห้ามไว้ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน
เมื่อชาวบ้านทยอยกันมาถึงบ้านโกเรียวที่เนินเขาจนครบแล้ว โกเรียวบอกให้ทุกคนมองไปที่ทะเล สิ่งที่ปรากฏต่อสายตา คือ แนวคลื่นยักษ์ที่ก่อตัวเป็นกำแพงทะมึนอยู่ตรงขอบฟ้า ไม่นานคลื่นสึนามิก็ถาโถมเข้าสู่หมู่บ้านและกวาดทุกอย่างจนราบเป็นหน้ากลอง อย่างไรก็ตาม โกเรียวสามารถรักษา 400 ชีวิตในหมู่บ้านเอาไว้ได้
-------------------------------------------
นี่เป็นเรื่องราวโดยย่อของเหตุการณ์ "ไฟไหม้มัดข้าว" (the fire of rice sheaves) ตามที่ปรากฏในหนังสือแบบเรียนชั้นประถมศึกษาของประเทศญี่ปุ่น โดยจุดเริ่มต้นในการค้นหาข้อมูลมาจากบทความในวารสารอินทาเนียที่ผมอ่านเมื่อไม่นานมานี้
ท่านทั้งหลายคิดอย่างไรบ้าง? ข้าวกองใหญ่แลกกับชีวิตชาวบ้านหลายร้อยคน
ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากจะบอกว่า "สุดแสนจะคุ้ม" เพราะหากใช้วิธีวิ่งไปบอกทุกคนตามบ้าน มันก็คงช้ามาก บางทีอาจมีคนมัวเก็บข้าวเก็บของไม่ยอมหนีภัยในทันที หรืออาจมีคนที่ออกไปธุระนอกบ้านจนตามหากันไม่เจอ ฯลฯ
แต่ในทางตรงข้ามคนอีกกลุ่มหนึ่งก็อาจจะอ้างว่า คนเรามีสิทธิ์เลือกรักษาทรัพย์สินของตนเองโดยชอบธรรม ส่วนการช่วยเหลือผู้คนก็เป็นความสำคัญลำดับรอง ๆ ลงมา
ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ คือ โลกของเรามีทั้งคนที่ถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ (แบบโกเรียว) และคนที่ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นใหญ่ การที่ใครจะเลือกเป็นแบบไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่าเขา "ให้คุณค่า" กับสิ่งใด
คนที่ให้คุณค่ากับความร่ำรวยจะใช้เงินเป็นไม้บรรทัด ถ้าท่านจนกว่าเขา เขาก็จะบอกว่าท่านด้อยกว่า หรือถ้าเอาวุฒิการศึกษาเป็นไม้บรรทัด หากท่านเรียนมาน้อยกว่าเขา เขาก็จะบอกว่าท่านด้อยกว่า
จุดสำคัญก็คือ ขอให้เราดีพอในโลกของเรา ตามไม้บรรทัดของเรา ส่วนจะยาวหรือสั้นในโลกของใครก็ไม่เป็นไร และในทางกลับกันเราก็ต้องระมัดระวังไม่ "ยัดเยียด" ไม้บรรทัดของเราให้กับคนอื่นด้วย
สุดท้ายที่ผมอยากให้ข้อสังเกตไว้ คือ การช่วยเหลือคนอื่น น่าจะเป็นไม้บรรทัดของหมู่บ้านฮิโระมุระนี้ - โกเรียวยอมสละข้าว ซึ่งอาจจะเป็นข้าวทั้งหมดของตัวเอง เพื่อช่วยเหลือคนอื่น ส่วนคนอื่นที่จริงก็เร่งรีบมาเพื่อจะช่วยโกเรียวดับไฟ
และในที่สุดแล้วความคิดที่จะช่วยเหลือคนอื่นนี่เองที่ทำให้ทุกคนรอดตาย
วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ชีวิตใหม่หลังถูกเลิกจ้าง
หากพูดถึงการถูกเลิกจ้างหรือ Lay Off ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านอาจคิดว่าเป็นเรื่อง "ไกลตัว" และคนที่ถูกเลิกจ้างนั้นน่าจะ "บังเอิญซวย" เหมือนกับการถูกสิ่งปฏิกูลของนกตกลงมาใส่หัว
ที่สำคัญสิ่งนี้คงไม่เกิดขึ้นกับเราง่ายๆ หรอกน่า!
ความคิดนี้ใกล้เคียงกับเรื่อง ปรากฏการณ์ขอบฟ้า ที่ผมเคยกล่าวถึง นั่นคือเราจะไม่มีวันเห็นหายนะที่รออยู่พ้นไปจากขอบฟ้า ไม่ว่ามันจะใหญ่โตมโหฬารเพียงใด ความเข้าใจอันฉาบฉวยและปราศจากการเตรียมรับมือส่งผลให้หลายคนเกิดอาการช็อก เมื่อรู้ว่าตัวเอง (หรือคนใกล้ตัว) ต้องพบเจอกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งที่จริงแล้วการถูกเลิกจ้างสามารถนำเราไปสู่ความยากไร้ หรือชีวิตบทใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้ ขึ้นอยู่กับการเลือกของตัวเราเอง
เศรษฐศาสตร์ของการจ้างงาน
ไม่ว่าท่านจะอยากเป็นลูกจ้างชั้นดีไปตลอดชีวิต หรือคิดจะพลิกบทบาทไปเป็นนายจ้างเข้าสักวัน ท่านควรเข้าใจเศรษฐศาสตร์ของการจ้างงานเสียก่อน จะได้รับมือกับ นายจ้าง/ลูกจ้าง ได้อย่างเหมาะสม
ตามมุมมองของทฤษฎีเกม การจ้างงาน จะเกิดขึ้นถ้าผลลัพธ์ของมันเป็นบวกต่อตัวบริษัท เช่น พนักงานสามารถผลิตสินค้า สร้างยอดขาย หรือดูแลระบบภายในบริษัทให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย หากต้นทุนของการจ้างงาน (ค่าจ้าง) ถูกกว่าผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้ มันก็มีความคุ้มค่าและการจ้างงานก็จะเริ่มขึ้น
เมื่อการจ้างงานเกิดขึ้นแล้ว ปัญหาที่ตามมาในแต่ละเดือน คือ บริษัทจะจ้างเราต่อไปหรือไม่? ตรงนี้เป็นสิ่งที่หลายท่านหลงลืม เพราะส่วนใหญ่แล้วเราก็จะรับเงินเดือนแล้วก้มหน้าทำงานต่อไป แต่ในความเป็นจริงที่บริษัทจ้างเราต่อเป็นเพราะว่า "ความคุ้มค่า" ของการจ้างงานนั้นยังคงมีอยู่ เขาจึงยังจ้างเราต่อไป
ในบางกรณีความคุ้มค่าอาจลดน้อยลง เช่น พนักงานได้รับการขึ้นเงินเดือนจนเริ่มมีค่าตัวแพงกว่าผลงานที่ทำได้ หรือพนักงานเริ่มออกอาการงอแงไม่อยู่ในระเบียบวินัย ทว่าบริษัทก็ยังคงเลี้ยงคนคนนั้นต่อไปอีก เพราะ ต้นทุนของการเลิกจ้าง (เช่น เงินชดเชย ค่าใช้จ่ายในการสรรหาและฝึกพนักงานใหม่ ชื่อเสียงของบริษัท ฯลฯ) มีสูง และยังไม่คุ้มที่จะแยกทางกันเดิน แต่เมื่อไรที่ความคุ้มค่าเกิดขึ้น การเลิกจ้างก็จะมาถึง
ด้วยมุมมองนี้ หากท่านทำประโยชน์ให้บริษัทได้มาก แถมยังมีต้นทุนการเลิกจ้างสูง เช่น ทำงานในตำแหน่งที่หาคนมาทดแทนได้ยาก หรือเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริษัท ไม่ว่าจะเป็นงานขายที่ทำเงินให้บริษัทโดยตรง หรืองานหลังบ้านประเภทปิดทองหลังพระ โอกาสถูกเลิกจ้างก็น่าจะน้อยลง
อย่างไรก็ตาม ผมขอให้ข้อสังเกตว่าตัวแปรต่างๆ ในอสมการนี้มีบางอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ บางครั้งเราทำงานดีเท่าเดิม แต่สภาพอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป คุณค่าที่เป็นตัวเงินของผลงานเราอาจน้อยลงจนเกิดความไม่คุ้มค่าที่จะจ้างงานต่อ หรือมีกฎเกณฑ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นทำให้ต้นทุนการเลิกจ้างลดลง เช่น มีแรงงานหน้าใหม่ที่เก่งและไม่แพงไหลเข้ามาในระบบ หรือแม้แต่การที่บริษัทใจดีขึ้นเงินเดือนให้เรามากจนค่าตัวของเราแพงเกินไปเองก็ตาม ทั้งหมดนี้อาจส่งผลให้เราถูกเลิกจ้างได้
แต่อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นล่ะครับ การถูกเลิกจ้างไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป
เรื่องเล่าของเพื่อนรักสี่คน
ในบริษัทแห่งหนึ่งมีวิศวกร 4 คนถูกเลิกจ้างในเวลาไล่เลี่ยกัน เนื่องจากพิษเศรษฐกิจ
สรพงศ์ เป็นคนที่เศร้าที่สุด เขารู้สึกมืดแปดด้านเพราะยังต้องผ่อนทั้งบ้านและรถ เงินเก็บก็แทบไม่มี ด้วยความกลุ้มอกกลุ้มใจเขาจึงกินเหล้าและเที่ยวเตร่แก้เครียด ได้แต่หวังว่าจะมีงานดีๆ วิ่งชนเข้ามาในอนาคต สภาพของเขาไม่หลงเหลือวี่แววของคนหนุ่มอนาคตไกลอย่างที่เคยเป็น
ขณะที่ สัญญา ทำใจรับสภาพ และตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นหลายอย่างเพื่อความอยู่รอด เขานั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้านด้วยความเบื่อหน่าย พร้อมกับร่อนจดหมายสมัครงานไปตามบริษัทต่างๆ และเดินทางไปมาเพื่อสัมภาษณ์งานอยู่หลายรอบ จนในที่สุดเขาก็ได้งานใหม่ ถึงแม้จะกินเวลาเกือบหนึ่งปีและได้รับเงินเดือนที่น้อยลงกว่าเดิมมาก แต่เขาก็คิดว่าสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ได้แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง สุวัฒน์ เชื่อว่าการเลิกจ้างนี้จะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ในมุมมองของเขาการรีบร้อนสมัครงานในช่วงเวลานี้ยากที่จะได้งานดีๆ เพราะบริษัทแต่ละแห่งต่างก็พยายามลดคนกันทั้งสิ้น ดังนั้น แทนที่จะรีบร่อนใบสมัครเหมือนกับสัญญา เขากลับถอยออกมามองภาพกว้างพร้อมกับวางเป้าหมายว่าจะต้องขึ้นไปเป็นผู้บริหารให้ได้หลังจากที่เศรษฐกิจฟื้นตัว และนี่ก็คือช่วงเวลาดีที่เขาจะ "อัพเกรด" ตัวเอง
สุวัฒน์มองหัวหน้าเก่าของเขาเป็นต้นแบบ เขาพบว่าทักษะที่จำเป็นต่อการก้าวขึ้นไปเป็นหัวหน้าคือ ความรู้เรื่องการบริหารจัดการและทักษะการนำเสนองาน นอกจากนี้ เขาสังเกตว่าบริษัทเดิมของเขาต้องติดต่องานกับบริษัทญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง การเรียนภาษาญี่ปุ่นในระดับเบื้องต้นอาจช่วยให้เขามีความโดดเด่นขึ้นมาได้ หลังจากคิดได้ดังนี้แล้วเขาก็เริ่มเรียนรู้และฝึกฝนตัวเองอย่างมีวินัย
เมื่อเวลาผ่านไปเกือบสองปี ตำแหน่งผู้บริหารระดับต้นเริ่มกลับมาเป็นที่ต้องการ สุวัฒน์ก็ได้รับข้อเสนอให้เป็นรองผู้จัดการฝ่ายผลิตของบริษัทอีกแห่งหนึ่งสมอย่างที่ตั้งใจ
ขณะที่เพื่อนรักสามคนกำลังสาละวนอยู่กับการเป็นลูกจ้าง สมบัติ ถือได้ว่าแตกต่างจากคนอื่น เพราะแทนที่จะมองหางานใหม่เหมือนกับเพื่อนๆ เขากลับนำเงินเก็บที่อดออมไว้ รวมกับเงินชดเชยจากการเลิกจ้าง มาเปิดกิจการของตัวเอง โดยรับวิศวกรจบใหม่มาฝึกงานและรับเหมาก่อสร้างเล็กๆ น้อยๆ กิจการของเขาดำเนินไปด้วยดีเนื่องจากค่าตัวของวิศวกรไร้ประสบการณ์ในขณะนั้นถือว่าถูกมาก นอกจากนี้ลูกค้าก็เชื่อถือฝีมือและความซื่อตรงของสมบัติและทีมงาน ทำให้บริษัทค่อยๆ เจริญขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว
ในความเห็นของเขา การถูก Lay Off เป็นการ "ช่วยตัดสินใจ" ให้เขาออกมาทำตามความฝันของตัวเอง เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้วตัวเขาเองคงไม่กล้าออกมาทำกิจการส่วนตัวแบบนี้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในสายตาของเขา คือ การอดออมและเก็บเงินตั้งแต่เริ่มต้นทำงานพร้อมกับเพื่อนๆ ส่งผลให้เขามีเงินทุนในยามที่จำเป็น และมันก็คุ้มค่ากับความพยายามจริงๆ
คุณ ... คือ ใคร
เมื่อคนสี่คนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน และตอบสนองกับมันแตกต่างกันไป นั่นนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่มีทางจะเหมือนกัน แล้วคุณคิดบ้างหรือไม่ว่า ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไร
จมปลักกับความมืดมนเหมือนกับ สรพงศ์ ?
คิดแค่ประคองตัวรอดเหมือน สัญญา ?
หรือใช้โอกาสนี้พัฒนาตัวเองอย่าง สุวัฒน์ ในจังหวะที่คนอื่นๆ กำลังทอดอาลัยกับโชคชะตา?
หรือว่าบางทีคุณอาจใช้จังหวะนี้ "เปลี่ยนชีวิต" ตัวเองเหมือนกับ สมบัติ ก็ได้
ชีวิตหลังถูกเลิกจ้างคือ ชีวิตใหม่ ทั้งสิ้น ชีวิตใหม่นี้อาจดีขึ้นหรือเลวลง หรือบางทีมันอาจเหมือนเดิม แต่ทั้งหมดนี้อยู่ที่การออกแบบของตัวเราเอง โปรดจำไว้ว่า การถูกเลิกจ้างอาจไม่ใช่สิ่งที่คุณเลือกได้ แต่ชีวิตหลังถูกเลิกจ้างนั้น คุณเป็นคนเลือกเองแน่นอน
วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556
ล่องแพ
อารมณ์ของคนที่ออกไปชื่นชมธรรมชาติและเดินทางไปตามลำน้ำด้วยการ "ล่องแพ" แน่นอนว่าจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจกับการเปียกน้ำเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งก็คล้ายกับอารมณ์ของคนที่ลงทุนในหุ้นเช่นกัน
ธรรมชาติของหุ้นย่อมมีราคาขึ้นลง สร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนโดยเฉพาะมือใหม่ ซึ่งจะว่าไปก็คงคล้ายกับการยืนอยู่บนแพที่ล่องไปตามลำน้ำ แล้วก็ลุ้นไปด้วยว่าคลื่นน้ำจะซัดเราให้เปียกหรือไม่
พี่จ๋า ขอขี่คอหน่อย
หลายคนที่เป็นมือใหม่เกิดความหวาดกลัวว่าจะเปียกน้ำ จึงมองหาทางเลือกอื่นที่น่าสนใจ บางคนก็ไปจ้างคนมายืนให้ "ขี่คอ" ระหว่างที่ล่องแพไปด้วย ซึ่งถ้าเป็นโลกของการลงทุน นั่นก็คือการไปซื้อกองทุนรวมนั่นเอง
น้องมือใหม่อาจคิดไปว่า "รอดแล้ว ข้าไม่เปียกน้ำแล้วโว้ยยย" แต่ลืมไปว่าตัวเองก็ยังคงอยู่ในแพนั่นเอง ระหว่างที่คลื่นน้ำซัดแพไปมา คุณพี่กองทุนรวมก็โงนเงน แกว่งซ้ายแกว่งขวา น้องมือใหม่เริ่มคิดได้ว่า นี่มันก็น่ากลัวเหมือนกันนี่หว่า
มิหนำซ้ำพอผ่านไปซักพัก พี่กองทุนเริ่มห้าว กระโดดออกจากแพนี้ไปแพนั้น จนน้องมือใหม่ที่ขี่คออยู่เริ่มจะเวียนหัว ครั้นพอถามดูพี่กองทุนคนเก่งก็ชี้ไปที่พี่กองทุนคนอื่นๆ ที่กระโดดข้ามไปมาระหว่างแพกันเป็นว่าเล่น แล้วกระซิบบอกว่า "ถ้าไม่โดดตามคนอื่น พี่ก็ตกงานสิน้อง"
ความจริงแพที่พวกเขาโดดไปมา เปรียบไปก็เหมือนกับหุ้นแต่ละตัว บางแพแข็งแรงและแน่นหนาดี แต่บางแพก็ผูกขึ้นหลวมๆ ยืนแล้วก็โคลงเคลงอยู่เหมือนกัน ดูไปน่ากลัวว่าจะ "แพแตก" เอาได้ แต่พี่กองทุนก็ยืนยันจะกระโดดไป เพราะใครๆ เขาก็ทำ!
การมัวแต่กระโดดไปมาทำให้พี่กองทุนไม่มีเวลาพินิจพิจารณาอะไรมากมายนัก ต่างจากเซียน VI ที่ยืนสงบนิ่งอยู่บนแพเดียวกัน พวกเขาให้ความสำคัญกับความแข็งแรงของแพ รวมทั้งความสามารถของผู้ควบคุมแพ แม้การกระโดดข้ามไปมาของพี่กองทุนและน้องแมงเม่าอีกหลายคนอาจทำให้เซียน VI เวียนหัวอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็พยายามไม่ใส่ใจ และหันมาจดจ่อกับ "ทิศทาง" และ "ความเร็ว" ของแพต่อไป
เดิมทีน้องมือใหม่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความเชี่ยวชาญ แล้วก็กลัวเปียกน้ำด้วย จึงไปขี่คอคนอื่น ทว่าตอนนี้กลับเริ่มรู้สึกแล้วว่า ที่จริงตัวเองก็พอดูเป็นเหมือนกันว่าแพไหนแข็งแรง แพไหนดูเปราะบาง แพไหนเคลื่อนที่ช้า และแพไหนพายมั่วไร้ทิศทาง! ที่สำคัญเมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้แล้ว การที่ "ขาเปียกน้ำ" มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย เมื่อเทียบกับการตกน้ำเพราะแพแตกและจมหายไปในกระแสน้ำ
ลงทุนในกองทุนรวม
ในทำนองเดียวกัน การลงทุนในกองทุนรวมก็ไม่ได้ช่วยให้เรารอดตัวไปจากความผันผวนของตลาดหุ้น เรายังคง "ถือหุ้น" อยู่ เพียงแต่ว่าถือผ่านกองทุนรวม และความผันผวนของหุ้นก็จะส่งต่อมาที่กองทุนรวมเช่นกัน
เราอาจคิดว่าผู้จัดการกองทุนมีความรู้เรื่องหุ้นมากกว่าเรา อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าเราเองก็สามารถพัฒนาตัวเองให้มีความรอบรู้ได้ หากมีความพยายามมากเพียงพอ
ผมเชื่อเสมอว่า แม้แต่เซียน VI เองก็เริ่มต้นจากศูนย์ เราจึงไม่มีเหตุผลที่จะท้อถอย หากเราจะต้องเริ่มจากศูนย์บ้าง
การที่เราเริ่มต้นลงทุนจาก "งูๆ ปลาๆ" จนกระทั่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถเลือกหุ้นที่เหมาะกับบุคลิกและความถนัดของเรา ไม่ว่ามันจะเป็นหุ้นตัวใหญ่หรือตัวเล็ก ที่สำคัญคือ ไม่มีใครจะมากะเกณฑ์ว่าเราต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวเราเพียงผู้เดียว!
ในทางกลับกัน ผู้จัดการกองทุนจำเป็นต้องตีกรอบตัวเองลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ และบ่อยครั้งที่ต้องซื้อขาย "ตามกระแสสังคม" หรือตามความนิยม ไม่เช่นนั้นหากผลการดำเนินงานของกองทุนด้อยกว่ากองทุนอื่น พวกเขาก็อาจลำบากหรือตกงานได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นกองทุนต่างๆ มีผลการดำเนินงานไล่เลี่ยและเกาะกลุ่มกัน รวมทั้งหากกะเทาะพอร์ตเปิดออกมาดูแล้ว เราก็จะเห็นรายชื่อหุ้นคล้ายๆ กันราวกับไปลอกกันมา
เหตุผลหนึ่งที่กองทุนรวมสามารถอยู่รอดได้ เป็นเพราะคนจำนวนไม่น้อยมีความ "กลัว" ที่จะเรียนรู้และ "เปียกน้ำ" ทั้งที่มันไม่ใช่สาระสำคัญของการลงทุน
"มอง" ที่จุดหมายปลายทาง
หากล่องแพแล้วขาเราเปียกน้ำนิดๆ หน่อยๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา การแพแตกและตกน้ำต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่ ... การลงทุนหุ้นก็เช่นเดียวกัน ความผันผวนของราคาหุ้นในระหว่างทางถือเป็น "เรื่องขี้หมา" โดยเฉพาะถ้าคุณซื้อหุ้นเพื่อกระแสเงินสด และไม่เคยมีความคิดจะขายมัน เพื่อเอากำไรระยะสั้นเล็กๆ น้อยๆ
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ "จุดหมายปลายทาง" เราต้องดูว่าแพนั้นจะนำเราไปที่ไหน และมันแข็งแรงพอที่จะพาเราไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เช่นเดียวกับที่เราต้องดูว่าหุ้นตัวนั้นแข็งแรงหรือไม่ และจะเติบโตได้แค่ไหน
คนสมัยนี้ชอบเอาเรื่องขี้หมามาเป็นอารมณ์ ไม่เว้นแม้แต่ในการลงทุน หากเราตั้งใจซื้อหุ้นเพื่อกระแสเงินสด เราจะแทบไม่คิดถึงการ "ขายหุ้น" เสียด้วยซ้ำ มีแต่จะ "เก็บหุ้น" เพื่อเพิ่มกระแสเงินสด ดังนั้น การที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจึงถือว่าเป็นข่าวดี มากกว่าที่จะตระหนกตกใจ
หลายคนลังเลที่จะลงทุนในหุ้นจึงเลือกที่จะเอาเงินไปฝากธนาคาร เพราะคิดว่าปลอดภัยและเงินต้นไม่หายแน่นอน อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าการเอาเงินฝากธนาคารเปรียบเสมือนกับการ "ลงเรือรั่วที่ผูกไว้กับท่า" คุณจะไม่มีวันได้ไปไหน และนับวันมีแต่จะจมลง
การโดยสารไปกับแพนั้น ขาของเราอาจเปียกน้ำนิดๆ หน่อยๆ แต่เรามีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน งานของเราก็เพียงแต่หาแพอันที่แข็งแรงเพียงพอเท่านั้น ส่วนการลงเรือที่ผูกไว้กับท่า จุดหมายปลายทางของเราก็คือ "ที่เดิม" เรียกว่า ไม่ไปไหนแล้วโว้ย จะขออยู่ตรงนี้แหละ อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุน
ทว่า...พวกเขาอาจลืมไป "เงินต้น" ที่ยังอยู่จะถูกเงินเฟ้อกัดกร่อนลงทุกวัน แม้จะได้ดอกเบี้ยแต่มันก็ยังแพ้เงินเฟ้ออยู่ดี คุณค่าของมันจึงค่อยๆ ลดลงโดยที่เราแทบไม่รู้สึกตัว เปรียบเหมือนกับเรือที่มีรูรั่วและค่อยๆ จมลง ซึ่งก็น่าแปลกใจที่คนจำนวนไม่น้อยยินดีที่จะจมลงไป "อย่างปลอดภัย"
"ปล่อยฉันไว้เถอะ"
เรื่องจริงของชีวิตก็คือ คนจำนวนมากยอมลงเรือรั่วที่ผูกไว้กับท่า และยอมจมน้ำอย่างปลอดภัย ดีกว่าจะไป "ปวดกบาล" เรียนรู้เรื่องการลงทุน ครั้นพอจะสอนให้ ง่ายๆ เบสิก ก็หันมาบอกว่า "ปล่อยฉันไว้เถอะ ฉันกลัว"
... ผมมองเท้าทั้งสองข้างของผมที่เปียกน้ำอยู่เป็นครั้งคราว มันไม่แย่นักเมื่อคิดว่าขณะนี้ผมกำลังเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ และนึกขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดลใจให้ผมก้าวข้ามความกลัวไร้สาระ แล้วหันมาเรียนรู้เรื่องการลงทุน
แม้ผมจะไม่สามารถชักชวนทุกคนให้ละทิ้งเรือรั่วได้ก็ตามที
วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ธรรมนิทาน TFEX
ในสายตาของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investor หรือ VI) ตราสารอนุพันธ์เป็นสิ่งที่อันตรายและไม่พึงเข้าไปยุ่งเกี่ยว แม้กระทั่งมหาเศรษฐีนักลงทุนอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังกล่าวว่า "ตราสารอนุพันธ์เป็นอาวุธทำลายล้างทางการเงิน" ทั้งยังเห็นว่าควรออกกฎหมายห้ามซื้อขายเสียด้วยซ้ำ
ในอีกมุมหนึ่ง นักเก็งกำไรกลับชื่นชอบตลาดอนุพันธ์ หรือ TFEX เพราะว่าใช้เงินลงทุนน้อยและสามารถทำให้ "รวยเร็ว" ได้ถ้าเก่งจริง ซึ่งก็แน่นอนว่ามีทั้งคนที่ทำได้และคนที่ทำไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ ทุกคนเข้ามาก็เพราะเชื่อว่าตัวเองจะทำได้
ผมเองมองเห็นทั้งสองมุมมอง จึงอยากแบ่งปันแง่คิดเกี่ยวกับอนุพันธ์ผ่านนิทานธรรมะ ซึ่งอาจจะช่วยให้เหล่า VI เปิดใจให้กว้างขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจทำให้นักเก็งกำไรตระหนักถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น
อนุกรมานพ ทำไร่ทำสวนเลี้ยงชีพมาเป็นเวลาช้านาน วันหนึ่งมีสหายมาชักชวนให้เลิกทำไร่ "แกจะจับจอบเสียมทำไร่ไปอีกนานเท่าไรวะ ข้าเห็นผู้คนเข้าไปหาของป่า มีแต่มีดพร้าก็หาเงินได้โขอยู่"
แรกๆ อนุกรมานพก็ลังเล ด้วยไม่เคยเข้าไปหาของป่ามาก่อน อีกทั้งทำสวนทำไร่ก็หาเงินได้ไม่ขัดสน แต่ครั้นเห็นผู้คนที่เข้าป่ามาอวดร่ำอวดรวยบ่อยเข้าก็เกิดโลภขึ้นมาบ้าง จึงตัดสินใจทิ้งไร่สวนแล้วเข้าป่าไปกับเพื่อน
"แกแน่ใจรึว่าพวกเราจะทำตามอย่างอ้ายพวกนั้นได้" เขาถามเพื่อนขึ้นมาระหว่างทาง
"ได้สิ" เพื่อนตอบ "แต่พวกเราจักต้องเรียนรู้วิธีอยู่ป่า เมื่อทำถูกวิธีแล้วออกป่าไปได้ก็ร่ำรวยเอง"
"อ้อ นี่แกชวนข้ามา ตัวเองก็ไม่รู้จักวิธีเดินป่าหรอกรึ เวรกรรมแท้ๆ" อนุกรมานพบ่นยังไม่ทันขาดคำ ทั้งสองก็หล่นโครมลงไปในหลุมดักแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ทั้งสองคนติดอยู่ในหลุมทั้งคืน จนเช้าก็มีโจรป่าพวกหนึ่งผ่านมาพบเข้า พวกมันจึงจับอนุกรมานพและสหายไปทุบตีและขังไว้กลางป่าหมายจะให้นำทางกลับไปปล้นถึงบ้านเลยทีเดียว ครั้นนายโจรและพวกไม่อยู่แล้วทั้งสองคนก็ปรึกษากัน
"ทำไร่ทำสวนได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง แต่ก็ไม่ต้องพบภยันตรายเช่นนี้ เรานี้ช่างโง่นัก" อนุกรมานพโอดครวญ
แต่เพื่อนตอบว่า "คร่ำครวญไปแล้วจะได้อะไร ยามนี้โจรไม่อยู่เป็นโอกาสดีแล้ว ควรที่เราจะสบโอกาสหนีเอาชีวิตรอดเถิด ขืนอยู่ต่อจนพวกมันกลับไปปล้นบ้านจะได้เดือดร้อนไปจนถึงครอบครัวลูกเมียเชียว"
แล้วทั้งสองก็ช่วยกันหาเศษไม้ที่มีคมถากเชือกกันทีละน้อยจนขาดได้ ก่อนจะย่องออกมาอนุกรมานพก็คว้ามีดพร้าของตนเองออกมาด้วย เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์ในยามเดินป่าต่อไป
เมื่อหนีออกมาได้ไกลแล้วทั้งสองคนก็หยุดพักที่ริมลำธาร อนุกรมานพแลเห็นสมณะรูปหนึ่งกำลังสนทนาธรรมกับมานพอีกผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่า ธนปติมานพ จึงพากันเข้าไปนมัสการ ทั้งสองต้องประหลาดใจที่สมณะรูปนั้นทราบความเป็นไปของพวกเขาราวกับตาเห็น
"ที่มานพทั้งสองถูกจับตัวไปนั้นเป็นเพราะได้ย่างเข้าเขตแดนของโจร โจรพวกนี้มีเขตหากินของพวกมันอยู่ ผู้ใดอยู่นอกเขตก็หาได้มีอันตราย แต่ผู้ใดก้าวล่วงเข้าไป นายโจรก็ถือว่ากระโจนเข้ามาเล่นกับพวกมันเอง จึงได้ทุบตีให้ได้รับความเจ็บปวด" สมณะรูปนั้นกล่าว
"เป็นเพราะสหายของกระผมชักชวนจึงต้องมาพบเคราะห์กรรมเช่นนี้ อ้ายมีดพร้าเล่มนี้ก็เหมือนกัน ถ้ากระผมไม่หลงคิดว่ามันจะนำพาความร่ำรวยมาให้ก็คงไม่ต้องทุกข์ยากถึงเพียงนี้" อนุกรมานพกล่าวขึ้น แต่ธนปติมานพไม่เห็นด้วย
"กระผมค้าอนุพันธ์เพื่อเลี้ยงชีพ แม้เคยหลงเชื่อเพื่อนจนผิดพลาดเสียทรัพย์ไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยกล่าวโทษผู้ใด แล้วมีดพร้าของท่านก็เช่นกัน ท่านไม่ควรจะกล่าวโทษมันเลย" ธนปติมานพอธิบายต่อ "มีดพร้าเป็นแต่เครื่องมือ ท่านเป็นผู้ใช้มัน หากผิดพลาดประการใดก็ควรเป็นเรื่องของผู้ใช้ มิใช่โทษเครื่องมือ"
สมณะกล่าวต่อว่า "ดูก่อนอนุกรมานพ หากมีดพร้านี้อยู่ในมือโจรมันย่อมจะเป็นอาวุธทำร้ายผู้คน แต่เมื่อมีดพร้าอยู่ในมือท่านกลับเป็นเครื่องมือไว้หักร้างถางพง ท่านพึงจะเห็นข้อดีชั่วและใช้มันให้ถูกทาง หรือแม้ไม่คิดจะเดินป่าแล้ว จะกลับไปทำสวนทำไร่ก็แล้วแต่เถิด"
อนุกรมานพสงสัยนักว่าธนปติมานพผู้มีสติปัญญาและมีวิสัยรอบคอบเป็นปกติ เหตุใดจึงค้าอนุพันธ์ ทั้งที่มันสุ่มเสี่ยงไม่ต่างอะไรจากการที่ตัวเขาเดินป่าผจญอันตรายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
"อนุกรมานพ ท่านเห็นลำธารนั่นหรือไม่ โดยปกติน้ำในลำธารย่อมไหลและเกิดคลื่นกระเพื่อมอยู่เนืองๆ ปลาที่อยู่ก้นลำธารจะรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมนั้นมากหรือน้อย" ธนปติมานพถามขึ้น
"ย่อมจะน้อย เพราะผิวน้ำที่กระเพื่อมถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำที่ลึกถึง 3-4 ศอก" อนุกรมานพตอบ
"แล้วปลาที่ผิวน้ำจะรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมนั้นมากหรือน้อย" ธนปติมานพถามอีก
"พวกมันย่อมรู้สึกมากและตัวโยนไปมาตามแรงคลื่นเสียด้วยซ้ำ" อนุกรมานพว่า
"ค้าอนุพันธ์ก็เช่นกัน คนบางพวกวางเงินประกันน้อยและมองหาแต่กำไรที่จะได้ เมื่อตลาดผันผวนเหมือนระลอกคลื่น พวกเขาก็ถูกโยนไปมา คนพวกนี้จึงว่าอนุพันธ์นี้อันตรายนัก" ธนปติมานพหยุดนิดหนึ่งก่อนที่จะกล่าวต่อว่า "ขณะเดียวกันคนบางพวกคำนวณไว้ก่อนว่ามีโอกาสขาดทุนมากเพียงใด จึงวางเงินประกันไว้มากเพียงพอ พวกเขาเหมือนปลาที่อยู่ก้นลำธารและไม่สั่นไหวไปตามแรงกระเพื่อม"
เขากล่าวต่อไปว่า "ด้วยเหตุนี้ข้าจึงเลือกวิธีที่จะไม่สั่นไหวไปตามแรงกระเพื่อมของตลาด ข้าไม่เดินเข้าไปในเกมของเจ้ามือเหมือนดังที่ท่านเดินเข้าไปในเขตโจร และแม้พลาดท่าเสียทีประการใด ข้าก็จะ cut loss และรีบหนีออกมาเหมือนอย่างที่ท่านและเพื่อนหลบหนีออกมาจากรังโจร"
"ท่านคงไม่คิดดักรอตีหัวนายโจรเพื่อแก้แค้นก่อนที่จะออกมาใช่ไหม ข้าเองก็ไม่คิดจะ "เอาคืน" ก่อนแล้วค่อย cut loss เหมือนกัน เมื่อใดที่ต้องหนีข้าก็จะหนีอย่างไม่ลังเล" ธนปติมานพอธิบาย
"ข้าเห็นแล้วว่าการค้าอนุพันธ์ของท่านนั้นไม่ได้สุ่มเสี่ยงเท่ากับที่ข้าคิดมาก่อนเลย" อนุกรมานพกล่าวในที่สุด
ในอีกมุมหนึ่ง นักเก็งกำไรกลับชื่นชอบตลาดอนุพันธ์ หรือ TFEX เพราะว่าใช้เงินลงทุนน้อยและสามารถทำให้ "รวยเร็ว" ได้ถ้าเก่งจริง ซึ่งก็แน่นอนว่ามีทั้งคนที่ทำได้และคนที่ทำไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ ทุกคนเข้ามาก็เพราะเชื่อว่าตัวเองจะทำได้
ผมเองมองเห็นทั้งสองมุมมอง จึงอยากแบ่งปันแง่คิดเกี่ยวกับอนุพันธ์ผ่านนิทานธรรมะ ซึ่งอาจจะช่วยให้เหล่า VI เปิดใจให้กว้างขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจทำให้นักเก็งกำไรตระหนักถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น
ทิ้งไร่เข้าป่า
อนุกรมานพ ทำไร่ทำสวนเลี้ยงชีพมาเป็นเวลาช้านาน วันหนึ่งมีสหายมาชักชวนให้เลิกทำไร่ "แกจะจับจอบเสียมทำไร่ไปอีกนานเท่าไรวะ ข้าเห็นผู้คนเข้าไปหาของป่า มีแต่มีดพร้าก็หาเงินได้โขอยู่"
แรกๆ อนุกรมานพก็ลังเล ด้วยไม่เคยเข้าไปหาของป่ามาก่อน อีกทั้งทำสวนทำไร่ก็หาเงินได้ไม่ขัดสน แต่ครั้นเห็นผู้คนที่เข้าป่ามาอวดร่ำอวดรวยบ่อยเข้าก็เกิดโลภขึ้นมาบ้าง จึงตัดสินใจทิ้งไร่สวนแล้วเข้าป่าไปกับเพื่อน
"แกแน่ใจรึว่าพวกเราจะทำตามอย่างอ้ายพวกนั้นได้" เขาถามเพื่อนขึ้นมาระหว่างทาง
"ได้สิ" เพื่อนตอบ "แต่พวกเราจักต้องเรียนรู้วิธีอยู่ป่า เมื่อทำถูกวิธีแล้วออกป่าไปได้ก็ร่ำรวยเอง"
"อ้อ นี่แกชวนข้ามา ตัวเองก็ไม่รู้จักวิธีเดินป่าหรอกรึ เวรกรรมแท้ๆ" อนุกรมานพบ่นยังไม่ทันขาดคำ ทั้งสองก็หล่นโครมลงไปในหลุมดักแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ในเงื้อมมือโจร
ทั้งสองคนติดอยู่ในหลุมทั้งคืน จนเช้าก็มีโจรป่าพวกหนึ่งผ่านมาพบเข้า พวกมันจึงจับอนุกรมานพและสหายไปทุบตีและขังไว้กลางป่าหมายจะให้นำทางกลับไปปล้นถึงบ้านเลยทีเดียว ครั้นนายโจรและพวกไม่อยู่แล้วทั้งสองคนก็ปรึกษากัน
"ทำไร่ทำสวนได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง แต่ก็ไม่ต้องพบภยันตรายเช่นนี้ เรานี้ช่างโง่นัก" อนุกรมานพโอดครวญ
แต่เพื่อนตอบว่า "คร่ำครวญไปแล้วจะได้อะไร ยามนี้โจรไม่อยู่เป็นโอกาสดีแล้ว ควรที่เราจะสบโอกาสหนีเอาชีวิตรอดเถิด ขืนอยู่ต่อจนพวกมันกลับไปปล้นบ้านจะได้เดือดร้อนไปจนถึงครอบครัวลูกเมียเชียว"
แล้วทั้งสองก็ช่วยกันหาเศษไม้ที่มีคมถากเชือกกันทีละน้อยจนขาดได้ ก่อนจะย่องออกมาอนุกรมานพก็คว้ามีดพร้าของตนเองออกมาด้วย เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์ในยามเดินป่าต่อไป
ธรรมะเตือนใจ
เมื่อหนีออกมาได้ไกลแล้วทั้งสองคนก็หยุดพักที่ริมลำธาร อนุกรมานพแลเห็นสมณะรูปหนึ่งกำลังสนทนาธรรมกับมานพอีกผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่า ธนปติมานพ จึงพากันเข้าไปนมัสการ ทั้งสองต้องประหลาดใจที่สมณะรูปนั้นทราบความเป็นไปของพวกเขาราวกับตาเห็น
"ที่มานพทั้งสองถูกจับตัวไปนั้นเป็นเพราะได้ย่างเข้าเขตแดนของโจร โจรพวกนี้มีเขตหากินของพวกมันอยู่ ผู้ใดอยู่นอกเขตก็หาได้มีอันตราย แต่ผู้ใดก้าวล่วงเข้าไป นายโจรก็ถือว่ากระโจนเข้ามาเล่นกับพวกมันเอง จึงได้ทุบตีให้ได้รับความเจ็บปวด" สมณะรูปนั้นกล่าว
"เป็นเพราะสหายของกระผมชักชวนจึงต้องมาพบเคราะห์กรรมเช่นนี้ อ้ายมีดพร้าเล่มนี้ก็เหมือนกัน ถ้ากระผมไม่หลงคิดว่ามันจะนำพาความร่ำรวยมาให้ก็คงไม่ต้องทุกข์ยากถึงเพียงนี้" อนุกรมานพกล่าวขึ้น แต่ธนปติมานพไม่เห็นด้วย
"กระผมค้าอนุพันธ์เพื่อเลี้ยงชีพ แม้เคยหลงเชื่อเพื่อนจนผิดพลาดเสียทรัพย์ไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยกล่าวโทษผู้ใด แล้วมีดพร้าของท่านก็เช่นกัน ท่านไม่ควรจะกล่าวโทษมันเลย" ธนปติมานพอธิบายต่อ "มีดพร้าเป็นแต่เครื่องมือ ท่านเป็นผู้ใช้มัน หากผิดพลาดประการใดก็ควรเป็นเรื่องของผู้ใช้ มิใช่โทษเครื่องมือ"
สมณะกล่าวต่อว่า "ดูก่อนอนุกรมานพ หากมีดพร้านี้อยู่ในมือโจรมันย่อมจะเป็นอาวุธทำร้ายผู้คน แต่เมื่อมีดพร้าอยู่ในมือท่านกลับเป็นเครื่องมือไว้หักร้างถางพง ท่านพึงจะเห็นข้อดีชั่วและใช้มันให้ถูกทาง หรือแม้ไม่คิดจะเดินป่าแล้ว จะกลับไปทำสวนทำไร่ก็แล้วแต่เถิด"
อนุพันธ์ก็คือผิวน้ำ
อนุกรมานพสงสัยนักว่าธนปติมานพผู้มีสติปัญญาและมีวิสัยรอบคอบเป็นปกติ เหตุใดจึงค้าอนุพันธ์ ทั้งที่มันสุ่มเสี่ยงไม่ต่างอะไรจากการที่ตัวเขาเดินป่าผจญอันตรายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
"อนุกรมานพ ท่านเห็นลำธารนั่นหรือไม่ โดยปกติน้ำในลำธารย่อมไหลและเกิดคลื่นกระเพื่อมอยู่เนืองๆ ปลาที่อยู่ก้นลำธารจะรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมนั้นมากหรือน้อย" ธนปติมานพถามขึ้น
"ย่อมจะน้อย เพราะผิวน้ำที่กระเพื่อมถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำที่ลึกถึง 3-4 ศอก" อนุกรมานพตอบ
"แล้วปลาที่ผิวน้ำจะรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมนั้นมากหรือน้อย" ธนปติมานพถามอีก
"พวกมันย่อมรู้สึกมากและตัวโยนไปมาตามแรงคลื่นเสียด้วยซ้ำ" อนุกรมานพว่า
"ค้าอนุพันธ์ก็เช่นกัน คนบางพวกวางเงินประกันน้อยและมองหาแต่กำไรที่จะได้ เมื่อตลาดผันผวนเหมือนระลอกคลื่น พวกเขาก็ถูกโยนไปมา คนพวกนี้จึงว่าอนุพันธ์นี้อันตรายนัก" ธนปติมานพหยุดนิดหนึ่งก่อนที่จะกล่าวต่อว่า "ขณะเดียวกันคนบางพวกคำนวณไว้ก่อนว่ามีโอกาสขาดทุนมากเพียงใด จึงวางเงินประกันไว้มากเพียงพอ พวกเขาเหมือนปลาที่อยู่ก้นลำธารและไม่สั่นไหวไปตามแรงกระเพื่อม"
เขากล่าวต่อไปว่า "ด้วยเหตุนี้ข้าจึงเลือกวิธีที่จะไม่สั่นไหวไปตามแรงกระเพื่อมของตลาด ข้าไม่เดินเข้าไปในเกมของเจ้ามือเหมือนดังที่ท่านเดินเข้าไปในเขตโจร และแม้พลาดท่าเสียทีประการใด ข้าก็จะ cut loss และรีบหนีออกมาเหมือนอย่างที่ท่านและเพื่อนหลบหนีออกมาจากรังโจร"
"ท่านคงไม่คิดดักรอตีหัวนายโจรเพื่อแก้แค้นก่อนที่จะออกมาใช่ไหม ข้าเองก็ไม่คิดจะ "เอาคืน" ก่อนแล้วค่อย cut loss เหมือนกัน เมื่อใดที่ต้องหนีข้าก็จะหนีอย่างไม่ลังเล" ธนปติมานพอธิบาย
"ข้าเห็นแล้วว่าการค้าอนุพันธ์ของท่านนั้นไม่ได้สุ่มเสี่ยงเท่ากับที่ข้าคิดมาก่อนเลย" อนุกรมานพกล่าวในที่สุด
วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555
คนตัดไม้กับนักเล่นหุ้น
ในโลกของพนักงานประจำ บ่อยครั้งเราต้องก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนักจนแทบไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน แต่ทราบหรือไม่ครับว่าชีวิตของนักเล่นหุ้นเองก็เป็นเช่นนั้นอยู่บ่อยๆ
พักก่อนมั๊ย? วางแผนก่อนมั๊ย?
เมื่อผมเห็นเพื่อนถูกบีบให้ต้อง "ปั่นงาน" ส่งหัวหน้าให้ทันเวลา บอกให้พักก็ไม่พัก เสร็จแล้วงานก็ออกมาผิดๆ พลาดๆ ต้องแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่จริงหากเขาเพียงแต่จะหยุด... และวางแผนสักหน่อย เขาอาจจะพบวิธีบริหารเวลาและทำงานให้เสร็จเรียบร้อยตามเวลาได้ไม่ยากเลย
ผมเปรียบเทียบเรื่องนี้กับคนตัดไม้ที่ไม่ยอมลับขวานก่อนตัดไม้ ด้วยความที่มีเวลาจำกัด คนตัดไม้รีบคว้าขวานวิ่งเข้าไปฟันๆๆๆ ต้นไม้อย่างไม่คิดชีวิต แม้ชาวบ้านที่เดินผ่านมาจะท้วงว่าขวานของเขาทื่อจนไม่กินเนื้อไม้ คนตัดไม้ก็ไม่สนใจ เขาให้เหตุผลว่าหากเขาหยุดแม้เพียงหนึ่งนาที งานของเขาก็อาจไม่เสร็จ ในสมองของเขารู้แต่เพียงว่ายิ่งเขาเร่งมือเท่าไหร่ งานก็ยิ่งเสร็จเร็วเท่านั้น
ระบบความคิดของคนตัดไม้ คือ
[งาน] = [ความเร็วในการทำงาน] x [เวลา]
จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะรีบร้อน (เพิ่มความเร็วในการทำงาน) และไม่ยอมหยุดพัก (เพิ่มเวลาทำงาน) ทั้งที่จริงแล้วหากเขาเพิ่ม "ประสิทธิภาพ" ในการทำงานด้วยการคิดและวางแผน เขาอาจเพิ่มความเร็วในการทำงานขึ้นได้หลายเท่าและทำงานเสร็จได้โดยไม่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ทำ
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง สภาพของคนตัดไม้เหงื่อโทรมกาย แต่รอยขวานยังกินเนื้อไม้ไปไม่ถึงไหนเลยด้วยซ้ำ เขาหยุดดูผลงานตัวเองเพียง 2-3 วินาทีด้วยความระทดท้อ แต่ก็กลับมาเหวี่ยงขวานอย่างเดิมอีก
ยิ่งเล่นหุ้น ยิ่งเจ๊ง
ราวกับคนตัดไม้กลับชาติมาเกิด นักเล่นหุ้นมือใหม่หลายคนคิดว่าถ้าเขาทำกำไรจากหุ้นด้วยการ "เล่นรอบ" ซื้อถูกขายแพงรอบแล้วรอบเล่า ยิ่งเวียนซื้อได้บ่อยเท่าไหร่ก็ยิ่งรวยเร็วเท่านั้น พฤติกรรมนี้ไม่ต่างอะไรกับคนตัดไม้ที่ในใจคิดแต่จะเหวี่ยงขวานทื่อๆ
ระบบความคิดของนักเล่นหุ้นเหล่านี้ คือ
[กำไร] = [กำไรต่อรอบ] x [จำนวนรอบ]
พวกเขาจึงพยายามเล่นหุ้นทุกวันหรือเล่นรอบสั้นๆ บ่อยๆ และเข้าออกอย่างรวดเร็ว แตกต่างจากนักเก็งกำไรมือโปรที่ระบบความคิดของพวกเขา คือ
[กำไร] = [กำไรเฉลี่ย] x [จำนวนครั้งที่กำไร] - [ขาดทุนเฉลี่ย] x [จำนวนครั้งที่ขาดทุน]
สังเกตว่าพวกมืออาชีพเขาคิดทั้งกำไรและขาดทุน จึงมักอยู่รอดได้ในระยะยาว นอกจากนี้พวกเขายังคิดต่อว่าจะเพิ่มกำไรเฉลี่ยได้อย่างไร และพยายามไม่เทรดบ่อยครั้ง เพราะโจทย์ไม่ได้อยู่ที่ความบ่อย แต่อยู่ที่ความแม่น พวกเขาจึงมักอ่านหนังสือและใช้เวลาค้นคว้าอย่างจริงจังที่จะตีโจทย์เหล่านี้
ผิดกับนักเล่นหุ้นมือสมัครเล่นที่มักพร่ำสอนกันและกันว่า อ่านหนังสือไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้ลงมือเล่นหุ้นจริงๆ ไปเลยดีกว่า ถึงขาดทุนก็ถือว่าเป็น "ค่าเรียนรู้" ก็แล้วกัน ...แนวคิดนี้ส่งเสริมให้คนหลับหูหลับตาเล่นหุ้นต่อไปอย่างเมามันด้วยความหวังว่าการขาดทุนที่พวกเขาพบเจอจะทำให้ได้เรียนรู้
ในทำนองเดียวกับคนตัดไม้ที่หยุดลับขวานก่อนลงมือตัดไม้ นักเล่นหุ้นก็ควรเพิ่มพูนความรู้ก่อนซื้อหุ้นด้วยเช่นกัน ลองถามตัวเองดูก่อนว่า ถ้าเราสามารถเรียนรู้ความผิดพลาดของคนอื่นด้วยการอ่าน แล้วมีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องไปเปลืองเงินทองละลายไปในตลาดหุ้น เพียงเพื่อให้ได้เนื้อหาเดียวกันนั้น?
จริงอยู่ว่าความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดไม่ได้อยู่อย่างสมบูรณ์ในหนังสือ แต่ถ้าเราจะหา shortcut เรียนรู้ไปก่อนระดับหนึ่ง เราย่อมประหยัดเงินทองที่จะต้องเป็น "ค่าเรียนรู้" ไปได้มาก หนังสือ 200-300 บาท อาจเทียบเท่าค่าเรียนรู้ในตลาดหุ้นเป็นหมื่นเป็นแสนบาทนะครับ คนที่ประหยัดค่าหนังสือ (ที่จริงไปยืมห้องสมุดมารวยอ่านก็ได้) จึงมักจะเล่นหุ้นเจ๊ง ยิ่งเล่นก็ยิ่งเจ๊ง
คำแนะนำ
ผมแนะนำให้นักลงทุนทุกท่าน "ลับขวานก่อนตัดไม้" เพื่อให้แน่ใจว่าขวานที่คุณมีจะทำให้คุณตัดไม้ได้ง่ายและเร็วขึ้น อย่าลังเลที่จะหยุดเพื่อคิดและวางแผน รวมทั้งลับขวานอยู่เป็นระยะๆ แล้วปริมาณไม้ที่คุณตัดได้จะตามมาเอง
วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555
เทนนิสกับการลงทุน
ความจริงเทนนิสเป็นกีฬาที่ผมรู้สึกว่าค่อนข้างไกลตัว เพราะต้องมีคอร์ตมีสนามเป็นเรื่องเป็นราว ไม่เหมือนกับแบดมินตันที่คว้าแร็กเก็ตออกไปหน้าบ้านก็ตีได้แล้ว ส่วนมากผมจึงมักได้ดูเทนนิสผ่านหน้าจอทีวีเสียมากกว่า ระยะหลังพบว่าแม้กระทั่งสาวๆ ก็หันมาสนใจเทนนิสกันมากขึ้น แต่สอบถามไปมาแล้วพบว่าดูนักเทนนิสมากกว่าที่จะดูเกม
เชื่อว่าแม้แต่คนที่ไม่ได้ใส่ใจกับเทนนิสก็คงจะพอได้ยินชื่อ "โรเจอร์ เฟเดอเรอร์" หรือ "ราฟาเอล นาดาล" หรือถ้าย้อนไปไกลๆ ก็อาจจะเป็น "อังเดร อากัสซี" หรือ "พีท แซมพราส" ขึ้นอยู่กับอายุของคุณ นักเทนนิสเหล่านี้ต่างเคยขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกมาแล้วทั้งสิ้น แต่ละคนมีช่วงรุ่งเรืองและช่วงตกต่ำซึ่งไม่ต่างอะไรกับหุ้นในตลาดเลย
Biasness ในโลกของเทนนิส
ในปี 2003 ชื่อของ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ เริ่มฉายแสงเจิดจรัสด้วยชัยชนะในการแข่งขันที่วิมเบิลดัน ประเทศอังกฤษ จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ชนะรายการแล้วรายการเล่าและขึ้นครองมือ 1 ของโลกอย่างเหนียวแน่น ถ้ามีคนตั้งคำถามว่าเขาจะสามารถทำลายสถิติชนะแกรนด์สแลม 14 รายการของ พีท แซมพราส ได้หรือไม่ คนตอบทุกคนจะตอบว่า "แน่นอน!" แถมบางคนยังคิดไปไกลว่าเขาจะชนะได้ถึง 20 รายการด้วยซ้ำ
ในภาวะที่เฟเดอเรอร์กำลังขึ้นถึงจุดสูงสุดของอาชีพและก็ยังไม่แก่เสียด้วย ใครก็ต้องคิดว่าเขาจะ "ชนะไปได้เรื่อยๆ" ...ตราบจนกระทั่งมีดาวดวงใหม่ชื่อ ราฟาเอล นาดาล โผล่เข้ามา
นาดาลเป็นนักเทนนิสสไตล์วิ่งสู้ฟัด เขาโดดเด่นมากบนคอร์ตดิน (clay court) เมื่อไหร่ที่ไปดวลกับเฟเดอเรอร์บนคอร์ตดินเขาก็มักจะเอาชนะได้ ที่จริงแล้วเฟเดอเรอร์บนคอร์ตดินก็จัดว่าดี เพียงแต่ไม่ได้เด่นเท่ากับนาดาลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมแล้วเฟเดอเรอร์ก็เหนือกว่านาดาลเรื่อยมา ...เราคิดว่าเฟเดอเรอร์จะยังคง "ชนะไปได้เรื่อยๆ" ใช่มั๊ยครับ
ผิดแล้วล่ะครับ... นาดาลพัฒนาฝีมือของตัวเองบนคอร์ตประเภทอื่นจนกระทั่งขึ้นมาเทียบเคียงกับเฟเดอเรอร์ซึ่งในวงการถือว่าเป็น "ระดับเทพ" และสามารถแซงขึ้นเป็นมือ 1 ของโลกได้ในที่สุดชนิดที่ใครๆ ก็อ้าปากตาค้าง นาดาลพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งและชนะการแข่งขันรายการแล้วรายการเล่า ถึงตรงนี้ทุกคนก็คิดว่าหมอนี่เป็นเทพองค์ต่อไปและต่างก็คิดว่านาดาลจะ "ชนะไปได้เรื่อยๆ"
Biasness ในโลกของการลงทุน
เราอาจจะเคยพบหุ้นบางตัวที่อยู่ๆ ก็ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น ซึ่งอาจจะเป็นผลพวงจากการปั่นหุ้นธรรมดาหรืออาจจะเป็นหุ้นที่มีดีจริงๆ ก็ได้ หุ้นดังกล่าวดูเหมือนจะแพงแล้วแต่ก็ยังคงมีคนอยากซื้อ ผลักดันให้ราคาของมัน "แพงแล้วแพงอีก" ในระยะแรกผลประกอบการของบริษัทอาจยังพอรองรับความแพงนั้นได้ แต่เมื่อหุ้นวิ่งไปนานๆ ผลประกอบการก็ตามไม่ทันเหมือนกัน เมื่อประเมินมูลค่าหุ้นด้วยค่า P/E หรือวิธีอื่นใด จะมองมุมไหนมันก็แพง(ไปแล้ว) แต่เราก็รู้สึกว่ามันยังน่าจะไปต่อได้ เพราะแม้แต่โบรกเกอร์ก็ยังบอกว่ามันน่าจะไปต่อได้
ในตอนนั้นเองกรอบความคิดของเราไม่ต่างอะไรจากแฟนเทนนิสที่คิดว่าผู้เล่นคนโปรดของเขาจะยัง "ชนะไปได้เรื่อยๆ" ในทำนองเดียวกันเราก็คิดว่าหุ้นตัวนั้น "น่าจะไปต่อได้"
ถ้าคิดจากพื้นฐานของบริษัท มันชัดเจนว่าหุ้นนี้ไม่ใช่แค่เริ่มแพง แต่ว่ามันแพงมานานแล้ว ทว่าการที่เราพล็อตกราฟและมองเห็นแนวโน้มขาขึ้นหรือ uptrend ที่แข็งแกร่งส่งเสริมทัศนคติที่บอกว่าราคาหุ้นน่าจะไปต่อได้ ผลที่เกิดขึ้นคือเราตัดปัจจัยพื้นฐานออกไปโดยไม่รู้ตัวและตัดสินใจซื้อ
ไม่มี Cut Loss
หากคุณเป็นนักเล่นหุ้นแนวเทคนิคและตัดสินใจซื้อที่แนวโน้มขาขึ้น ผมคิดว่ามันก็โอเคครับ ซื้อด้วยเทคนิค ออกด้วยเทคนิค แล้วก็ตั้งจุด cut loss เอาไว้ด้วย ซึ่งมันก็เป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม คนที่ซื้อด้วยทัศนคติ (ที่ว่าหุ้นน่าจะไปต่อได้) มักไม่มีการตั้งจุด cut loss อาจเป็นเพราะว่ามันขัดกับทัศนคติของเขา (ก็เขาเชื่อว่าหุ้นยังไปต่อได้นี่)
สิ่งที่ผมเรียนรู้จากเรื่องนี้คือ biasness ในโลกของการลงทุนจะดึงเราออกจากเหตุผล (ปัจจัยพื้นฐานหรือปัจจัยเทคนิคก็ตามที) อย่าใช้มันในการลงทุน
วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555
พรานโซรอส นิทาน Anti-VI
แม้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะถือเป็นสุดยอดนักลงทุนแนว VI และเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก แต่ถ้านับกันเป็น "ต่อปี" แล้วก็ยังแพ้ผู้จัดการกองทุนเฮ็ดจ์ฟันด์นามว่า จอร์จ โซรอส อยู่พอสมควร (บัฟเฟตต์ทำผลตอบแทนได้ 24.7% ต่อปี ระหว่างปี 1956-2002 ขณะที่โซรอสทำได้ 28.6% ต่อปี ระหว่างปี 1969-2002) นอกจากนี้เรื่องราวของโซรอสในนิทานก็ยังโลดโผนกว่ามาก...
เราไม่ต้อนรับพรานโซรอส!
ในเมืองเล็กๆ ท่ามกลางขุนเขา ผับดูเหมือนจะเป็นที่รวมของผู้คน ทั้งพรานหนุ่มซึ่งเปี่ยมด้วยกำลังและพรานเฒ่าซึ่งเปี่ยมด้วยประสบการณ์ ต่างก็ดื่มเบียร์พูดคุยกันอย่างออกรส บ้างก็โม้กันเรื่องล่าสัตว์ บ้างก็ปรึกษาหาวิธีล่าสัตว์ใหม่ๆ แต่ครั้นเสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น เสียงพูดคุยก็เงียบลงราวกับปิดสวิตซ์
"มีอะไรหรือครับ" พรานหนุ่มคนหนึ่งกระซิบถาม
"จะอะไรซะอีก ก็ไอ้พรานโซรอสน่ะสิ! พูดแล้วของขึ้น" พรานเฒ่าตอบแบบไม่สบอารมณ์ พลางมองตามเด็กในร้านที่ถือเบียร์ 3-4 กระป๋องเดินออกไปข้างนอก "อันโตนิโอ แกจำไว้นะ พรานโซรอสมันเก่งก็จริงแต่มันล่าสัตว์ด้วยวิธีชั่วร้าย พวกเราในที่นี้เกลียดมันทุกคน"
พรานอันโตนิโอเดินออกมาหน้าร้าน เห็นป้ายเขียนไว้ตัวโต "ยินดีต้อนรับทุกท่าน ยกเว้นพรานโซรอสกรุณารอข้างนอก" พรานหนุ่มเกาหัวด้วยความงุนงง เขายังเห็นหลังของใครบางคนไวๆ บางทีอาจจะเป็นพรานโซรอสก็ได้ เขาจึงรีบตามไปโดยทันที
"ท่านคือพรานโซรอสหรือ" พรานหนุ่มถาม น้ำเสียงยังกระหืดกระหอบอยู่
"ข้าจะเป็นใครไปได้" พรานเฒ่าตอบเรียบๆ "ผู้คนไม่ค่อยต้อนรับข้านักหรอก เข้าไปในผับคราวล่าสุดคนก็โห่ไล่ ทั้งขวดทั้งแก้วปลิวว่อน"
เรื่องเล่ารอบกองไฟ
พรานโซรอสเดินนำไปจนถึงกลางป่าที่หนาวเย็น มีใครบางคนก่อกองไฟรออยู่ เขาแนะนำให้พรานอันโตนิโอรู้จักกับพรานครักเคนมิลเลอร์ ที่จริงอันโตนิโอเคยได้ยินเรื่องราวของสองคนนี้อยู่เหมือนกัน พรานโซรอสได้ชื่อว่าเป็นนายพรานที่ช่ำชองการล่าสัตว์ "แปลกๆ" เป็นอย่างมาก ขณะที่พรานดรักเคนมิลเลอร์จัดได้ว่าเป็นลูกมือชั้นยอดที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
ครั้งหนึ่งพรานดรักเคนมิลเลอร์เห็นช่องทางที่จะจับหมีซึ่งจะทำเงินได้มหาศาล จึงขุดหลุมดักไว้ถึง 30 หลุม ทว่าพรานโซรอสกลับบอกว่า "แค่นี้เหรอที่คุณเรียกว่าการดักสัตว์" และคำถามนี้ก็เป็นที่โจษจัณฑ์ไปทั่วทั้งป่า พรานโซรอสบอกว่า ถ้าคุณมั่นใจสุดๆ ว่าจะจับหมีได้และพวกมันจะทำเงินมหาศาล คุณต้องเทกระเป๋าซัดให้เต็มที่ มันไม่สำคัญหรอกว่าจะผิดหรือถูก สิ่งสำคัญคือคุณทำเงินได้เท่าไหร่เมื่อคุณถูก และคุณเสียเงินเท่าไหร่เมื่อคุณผิด
จับสิงโต ล้มช้าง
บางทีวีรกรรมของพรานโซรอสที่เลื่องลือที่สุดคือการที่เขาจับสิงโตได้เมื่อปี 1992 "ผมไม่ควรได้เครดิตถึงขนาดนั้นหรอก สิงโตฝูงนั้นอ่อนแรง ใครๆ ก็เห็น" ที่จริงมีพรานหลายคนแลเห็นว่าสิงโตอ่อนแรงและต่างยิงลูกดอกใส่พวกมัน แต่มีเพียงโซรอสที่บ้าระห่ำพอที่จะคว้าตาข่ายและกระโจนใส่ตัวจ่าฝูง ที่สุดแล้วการจับสิงโตครั้งนั้นทำกำไรให้เขาอย่างงดงาม
"แล้วจริงหรือที่คุณเผาป่าจับช้าง" พรานอันโตนิโอถามขึ้นแบบเกรงๆ
"บ้าสิ" พรานโซรอสสวนทันที "ข้าไม่เคยเผาป่าต้อนสัตว์ที่ไหน มีแต่คนคิดและกล่าวโทษข้าไปเอง"
สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 1997 คือ อากาศร้อนและแห้งแล้งได้ปกคลุมป่า พรานโซรอสมั่นใจว่าไฟป่าจะต้องเกิดขึ้น เขาเดินสำรวจเส้นทางที่สัตว์ป่าใช้และวางแผนจับช้างเพื่อเอางาไปขาย เขาสุมกองใบไม้แห้งตีกรอบให้มั่นใจว่าช้างจะไม่หลุดรอดไปทางอื่น และแล้วเมือไฟไหม้ป่า ช้างก็กรูกันมาตามทางที่โซรอสวางไว้และตายอยู่ในกองเพลิงถึง 56 ตัว
พรานอันโตนิโอฟังแล้วถึงกับอึ้ง ถึงพรานโซรอสจะไม่ได้เป็นคนจุดไฟ แต่ก็เซ็ตอัพเตรียมล้มช้างซะขนาดนี้ แล้วจะไม่ให้คนเกลียดชังเขาได้ยังไงกันเล่า
ทฤษฎีการล่าสัตว์
การล่าสัตว์ของพรานโซรอสไม่ใช่การซุ่มรอกวางเหมือนอย่างพรานบัฟเฟตต์ ไม่ใช่การซุ่มยิงกระต่ายป่าเหมือนอย่างพรานทั่วไป แต่เขามีทฤษฎีที่เชื่อมโยงพฤติกรรมของสัตว์ใหญ่ๆ และทำให้เขารู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะเป็นเวลาที่ดีที่จะ "ลงมือ"
"เมื่อสัตว์กระหายน้ำ มันย่อมไปที่ลำธาร... เมื่อสัตว์หิวโหย มันย่อมไร้เรี่ยวแรง... เมื่อตื่นตระหนก พวกมันย่อมแตกฝูง" พรานโซรอสกล่าว "ถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เจ้าจะเสี่ยงน้อยกว่าที่ใครๆ นึก"
"ลืมเรื่องการล่าสัตว์แบบสะเปะสะปะที่เหล่าพรานไร้ฝีมือแนะนำเสีย ไม่มีพรานเก่งๆ คนไหนเตรียมกระสุนหรือกับดัก 10 แบบสำหรับล่าสัตว์ 10 ชนิดในคราวเดียวกันหรอก เจ้าต้องมุ่งเน้นและหมั่นฝึกฝน"
"ต้องมุ่งเน้นและหมั่นฝึกฝน" พรานอันโตนิโอพึมพำ
วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554
พรานบัฟเฟตต์ นิทาน VI
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตำนานนักลงทุนแนว VI (Value Investment) ระดับโลกเคยเปรียบเทียบสไตล์การลงทุนของตนเองว่าเป็นเหมือนสิงโตที่ซุ่มอยู่ในพงหญ้า (a lion in the tall grass) เพื่อรอตะครุบเหยื่อเมื่อมันเข้ามาใกล้ แต่ผมเองกลับคิดว่าบัฟเฟตต์มีความคล้ายคลึงกับนายพรานในนิทานต่อไปนี้เสียยิ่งกว่า...
พราน VI
บนภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ การหาของป่าหรือล่าสัตว์เป็นเรื่องยากสำหรับนายพรานทั้งหลาย และหนึ่งในนั้นก็คือพรานหนุ่มแววดีผู้มีนามว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์
พรานบัฟเฟตต์เรียนรู้ศาสตร์แห่งการล่าสัตว์จากพรานเบนซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์ของเขา อาจารย์บอกบัฟเฟตต์ว่า "เจ้าเห็นพรานไร้ฝีมือพวกนั้นมั๊ย พวกเขาเสียเวลา เสียกระสุน แต่กลับล่าได้เพียงกระต่ายป่าตัวกระจ้อย"
เบนสอนบัฟเฟตต์ว่า กระต่ายตัวเล็กและว่องไว ยิงถูกยาก และต่อให้ยิงได้ พอเอาไปขายในเมืองก็ไม่ค่อยได้ราคา พรานส่วนมากได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ แค่พอซื้อกระสุนล็อตใหม่กับเงินติดตัวอีกหน่อย จากนั้นก็ขึ้นเขามาล่ากระต่ายอีก นายพรานพวกนี้ไม่ยิงกวาง เพราะกวางหายาก ขณะที่กระต่ายมีเยอะกว่ามาก และพวกเขาไม่อดทนพอที่จะรอให้กวางผ่านมา
"เราต้องล่ากวาง" พรานเบนย้ำ "และกวางต้องตัวไม่ใหญ่มาก ไม่เช่นนั้นเจ้าจะต้องใช้กระสุนหลายนัดเพื่อหยุดมัน"
คำสอนนี้บัฟเฟตต์ปฏิบัติตามมาระยะหนึ่ง แต่เมื่อเรียนรู้เพิ่มจากพรานฟิลซึ่งเป็นนายพรานที่มีชื่อเสียง บัฟเฟตต์ก็พบว่าหากเขายอมเสียกระสุนหลายนัดล่ากวางตัวโต เมื่อเอาไปขายจะได้ราคากว่ากวางผอมๆ ตัวเล็กมากมายนัก
"เราพบหนทางรวยแล้ว!" พรานบัฟเฟตต์กล่าวกับตัวเองด้วยความเชื่อมั่น
Circle of Competence
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พรานต่างๆ เดินผ่านไปพร้อมกับลังบรรจุกระต่ายป่า บัฟเฟตต์ยังคงซุ่มรอให้กวางผ่านมา บางครั้งเขาซุ่มรออยู่ทั้งวันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เขาก็ไม่คิดจะเปลี่ยนไปล่ากระต่ายป่า
วันหนึ่งมีม้าป่าหลุดเข้ามาในบริเวณที่พรานบัฟเฟตต์และเพื่อนซุ่มอยู่ เพื่อนสะกิดเขาบอกว่า "เราล่ากวางยังไม่ได้ ตอนนี้จับม้าป่านี่ไปขายเสียก่อนดีกว่า น่าจะได้เงินดีเหมือนกัน" บัฟเฟตต์ตอบโดยทันที "ไม่มีทาง เราชำนาญแต่การล่าสัตว์ ตอนนี้จะให้โดดออกไปจับม้าป่า เดี๋ยวโดนม้าเตะคางเหลืองไปจะว่าไง" ว่าแล้วพรานบัฟเฟตต์ก็ซุ่มอยู่ในพุ่มไม้เช่นเดิม ขณะที่เพื่อนไม่ฟังเสียวิ่งออกไปพร้อมเชือก กะว่าจะจับม้าไปขาย ทันไดนั้นเขาก็โดนม้าดีดเข้าให้ โครม! แล้วมันก็วิ่งหนีเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว
"บอกแล้วไม่ฟัง" บัฟเฟตต์ส่ายหัวอย่างระอา
นายพรานผู้ร่ำรวย
พรานบัฟเฟตต์ล่ากวางไปขาย ได้เงินมาก็เอาไว้ใช้สอยเพียงเล็กน้อย ที่เหลือก็เอาไปซื้อกระสุนล็อตใหม่ แล้วก็กลับมาล่ากวางไปขายอีก วนเวียนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เขาร่ำรวยขึ้นมาเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่เขาไปซื้อกระสุนในเมือง มิตรสหายที่เจอต่างพร่ำบอกให้เขาซื้อเสื้อใหม่บ้าง รองเท้าใหม่บ้าง นาฬิกาใหม่บ้าง
"มีเงินแล้วแต่งตัวให้มันสมฐานะหน่อย" ใครบางคนพูด แต่บัฟเฟตต์ตอบว่า "ของพวกนั้นมันช่วยให้ผมล่าสัตว์ได้มากขึ้นหรือเปล่าล่ะ เสื้อผ้าและรองเท้าของเดิมก็อุ่นดี นาฬิกาก็ยังเดินตรง ตอนนี้ผมแฮปปี้มากพออยู่แล้ว" ก่อนจะวางกระป๋องเชอร์รี่โค้กของโปรดลงและหยิบวอชิงตันโพสต์ขึ้นมาอ่าน
การใช้ชีวิตของเขาแตกต่างกับพรานคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง พรานส่วนมากได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ ก็เอามาซื้อกระสุนส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็เอาไปซื้อรองเท้าใหม่ เสื้อคลุมใหม่ หรือไม่ก็เอาไปกินไปเที่ยวจนหมด พวกเขาจึงไม่เคยสร้างเนื้อสร้างตัวได้อย่างแท้จริง
วิธีล่าสัตว์ระดับเทพ
แม้วิธีล่าสัตว์ในช่วงต้นของพรานบัฟเฟตต์จะเน้นไปที่กวางตัวผอมๆ ตามแบบฉบับของพรานเบนผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งสอนให้เขากะประมาณขนาดเขากวางเทียบกับส่วนสูง สัดส่วนระหว่างหัวกับลำตัว ฯลฯ เพราะพรานเบนให้ความสำคัญกับเชิงปริมาณอยู่ค่อนข้างมาก แต่เมื่อชำนาญมากขึ้นบัฟเฟตต์กลับเลือกที่จะให้ความสำคัญกับเชิงคุณภาพมากกว่า ตามแนวทางของพรานฟิล ผู้เป็นเสมือนอาจารย์อีกคนหนึ่งของเขา
เคล็ดลับของพรานบัฟเฟตต์ คือ
1. ล่ากวางเท่านั้น ไม่ล่ากระต่ายป่า
2. กวางต้องตัวโต ขายได้ราคาดี
3. ใช้กระสุนอย่างคุ้มค่า
4. ไม่ซื้อข้าวของไร้สาระ
5. อดทนเฝ้ารออย่างใจเย็น ถ้าไม่มีกวางที่ตรงตามเกณฑ์ก็จะไม่ยิงเด็ดขาด และไม่ทำนอกแผน (เช่น จับม้าป่ามาขาย) เป็นอันขาด
และที่สำคัญ ต้องแยกแยะให้เป็นว่าตัวไหนเป็นกวาง ตัวไหนเป็นกระต่าย ...แล้วเราล่ะ แยกแยะเป็นไหมครับ?
วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554
หมู่บ้านของมะลิน
ล้อมรอบด้วยขุนเขาในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ มะลินเติบโตขึ้นมาพร้อมกับสังเกตว่าหมู่บ้านของเธอค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป วันหนึ่งเด็กน้อยจึงถามแม่ว่า “แม่คะ ทำไมหมู่บ้านเราถึงได้แห้งแล้งนัก”
“ก็หมู่บ้านเราไม่มีต้นไม้ใหญ่นี่ลูก พอเที่ยงก็แดดร้อน ลมไม่ค่อยมี ฝนก็ไม่ค่อยตก” แม่ตอบ
“แต่หนูจำได้ว่าแต่ก่อนเรามีต้นไม้เยอะกว่านี้” มะลินแย้ง
“เราเคยมีจ้ะ” แม่นิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะว่าต่อ “สมัยก่อนบนเขามีต้นไม้ใหญ่มาก แต่ก็มักจะถูกชาวบ้านตัดไปขายอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งเราตกลงกันว่าจะไม่ตัดต้นไม้ใหญ่ ...ถึงวันนี้เราจึงไม่มีต้นไม้ใหญ่อีกแล้ว”
“เกิดอะไรขึ้นหนอ... ก็เราไม่ตัดต้นไม้ใหญ่ แล้วจะไม่มีต้นไม้ใหญ่ได้ยังไง” เด็กน้อยรำพึง “หรือมีใครแอบมาตัดต้นไม้นะ”
มะลินเดินออกมานอกชาน เห็นต้นไม้ต้นเล็กต้นน้อยกิ่งก้านเหี่ยวเฉากระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ไม่มีต้นไม้ใหญ่จริงๆ ด้วย ทันใดนั้นเด็กน้อยตาโต “โอ้โห! ฉันนึกออกแล้ว” มะลินวิ่งเข้าไปหาแม่อย่างลิงโลด “แม่ขา หนูรู้แล้ว! ชาวบ้านเขาไม่ตัดต้นไม้ใหญ่หรอก เขาตัดต้นเล็ก!!”
-----------------------------------------
บ่อยครั้งที่การแก้ปัญหากลับเป็นการซ้ำเติมปัญหา ชาวบ้านคิดว่าเขาต้องรักษาต้นไม้ใหญ่จึงตกลงกันว่าจะไม่ตัดมัน แต่ตรรกะนี้ไม่ครบถ้วน จำนวนต้นไม้ใหญ่อาจไม่ได้ลดลงจากการตัดไม้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้นไม้อาจยืนต้นตายเอง เป็นโรค หรือโดนฟ้าผ่า ขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่ได้คิดถึงการเพิ่มจำนวนของต้นไม้ใหญ่ ซึ่งก็ต้องมาจากต้นไม้เล็กนั่นเอง
ชาวบ้านรักษาสัญญาด้วยการเลี่ยงไปตัดไม้ต้นเล็กแทน แต่กิจกรรมดังกล่าวก็ไม่ได้ให้ผลดีกับใคร พวกเขาได้ไม้เพียงน้อยนิดที่ขายไม่ได้ราคา ขณะที่ป่าก็สูญเสียต้นไม้ใหญ่ในอนาคต เมื่อสิ่งต่างๆ ดำเนินไปเช่นนี้ ต้นไม้ใหญ่ก็มีแต่จะลดลง แต่ทำให้ต้นไม้ใหญ่ที่เหลือต้องแบกรับภาระที่หนักขึ้นๆ และทยอยล้มตายกันไป
-----------------------------------------
เงินของคุณก็เหมือนกัน
ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นกับเงินในกระเป๋า รวมไปถึงพอร์ตการลงทุนของคุณด้วย
หากว่าคุณเป็นสาว (หรือหนุ่ม) นักช้อป คุณอาจคิดว่า "เฮ้ เราไม่เห็นได้เอาเงินไปทำอะไรเลย แล้วมันหายไปไหนหมดฟะ" จากนั้นก็ เฮ้อ เมื่อยจัง เดินช้อปมา 6 ชั่วโมงแล้ว กินสตาร์บัคส์ดีกว่า...
อาจจะจริงครับ เราไม่ได้ซื้อของแพงหรือที่ผมมักเรียกว่า "ไอเท็มใหญ่" อย่างเช่น ทีวี ตู้เย็น คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ นั่นคือเราไม่ได้ตัดต้นไม้ใหญ่ แต่เราลืมไปหรือเปล่าว่าเราตัดต้นไม้เล็กด้วยการซื้อรองเท้าส้นสูง 199 บาท กระเป๋าถือ 1,499 บาท ถ้าเป็นผู้ชายก็อาจไปดูหนังกับแฟน 340 บาททุกสัปดาห์ แวะสตาร์บัคส์ทุกวัน ฯลฯ เดือนแล้วเดือนเล่าผ่านไป แล้วก็มาสำรวจดู อ้าว ไม่เห็นมีเงินก้อน (ต้นไม้ใหญ่) เลย
หรือในแง่ของพอร์ตการลงทุน เราเลื่อมใส ดร.นิเวศน์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ รวมทั้งแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า จึงวิเคราะห์หุ้นอย่างตั้งอกตั้งใจและซื้อหุ้นสุดเจ๋งมาไว้ในพอร์ตจนได้ ผ่านไปไม่นานหุ้นเริ่มทำกำไร ด้วยความกลัวว่ากำไรจะหดหายหรือพลิกกลับไปขาดทุน เราเลยขายหุ้นที่ได้กำไรนั้นออกไป (ตัดต้นไม้เล็ก) โดยไม่รู้เลยว่าหากปล่อยให้หุ้นมันโตต่อไปอีก 2-3 ปี มันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าหรือกลายเป็นหุ้น 10 เด้ง อย่างที่ ปีเตอร์ ลินช์ เรียก
ผลก็คือในพอร์ตของเรามีแต่ต้นไม้เล็กที่แคระแกร็น เพราะเราตัดต้นเล็กที่มีแววดีไปเรียบร้อยแล้ว ต้นที่เหลืออยู่ไม่อยู่ในสภาพที่จะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาหรือดอกผล หรือแม้บางต้นจะฟื้นกลับมาได้แต่ก็ต้องสิ้นเปลืองน้ำ-ปุ๋ย และการดูแลอีกมาก วิธีสังเกตก็ไม่ยาก ถ้าในพอร์ตของเราดูไปแล้วเขียว (กำไร) อยู่เสมอ นั่นแสดงว่าต้นไม้กำลังเติบโตขึ้นเป็นต้นใหญ่ และถ้าอยากได้ต้นใหญ่เราก็ต้องรอ หากตัดต้นเล็กไปแล้วจะมีต้นใหญ่ได้อย่างไร??
หวังว่าคงได้แง่คิดดีๆ ไปบ้างนะครับ
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
อาชีพปัจจุบันในยุคโบราณ
คนที่ผมพบเห็นในสังคมเมืองทุกวันนี้เชื่อว่าเกิน 80% น่าจะเป็นลูกจ้าง ซึ่งมันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วที่เราเกิดมา เรียนๆๆ เรียนจบก็ไปสมัครงาน ทำงาน... ได้เงินเดือน... ย้ายงาน... ได้เงินเดือนเยอะขึ้น จนความคิดของคนสมัยนี้คือ ไปสมัครทำงานที่ไหนถึงจะได้เงินเยอะๆ ไปทำที่ไหนถึงจะก้าวหน้าได้เป็นผู้บริหารเร็วๆ
ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ศรัทธาการหา-กิน คือ การหามาเพื่อกิน ใช้ เที่ยว จนหมด วันหนึ่งที่ผมหมดไปกับชีวิตการทำงาน แลกเงินเดือนด้วยความยากลำบาก ควรค่ากับการเอามากินอาหารหรูๆ ซื้อของใช้แพงๆ หรือเที่ยวแบบไฮโซเหมือนคนรวย ในวันนี้หรือเปล่า
ผมเคยได้ยินนักลงทุนชั้นบรมครูบอกไว้ว่า "ถ้าคุณใช้ชีวิตเหมือนคนรวย คุณก็จะไม่มีวันรวย"
ถ้ามี 100 ใช้หมด 100 ชีวิตไม่เหลืออะไร... แม้จะใช้ 95 เก็บ 5 ก็ยังอาจไม่พอใช้ในวันข้างหน้า... หลายคนไม่ถนัดเรื่องตัวเลข แต่ผมบอกได้ว่า math สามารถพิสูจน์ได้ว่าเราจะรวยเร็วขึ้นอักโข ถ้าไม่ตบะแตก ใช้สอยซื้อของแพงๆ ตามกระแสไปหมดเสียก่อน เว้นเสียแต่เราจะพอใจกับการเป็นเพียง "คนงานในฟาร์ม" ของมนุษย์ยุคโบราณครับ
คนในสมัยโบราณเริ่มจากการล่าสัตว์ เก็บพืชผักมากิน ในชั้นแรกทุกคนจึงเป็น "เจ้านาย" ของตัวเองหมด จนเมื่อสังคมพัฒนาขึ้นมาคนก็เพาะปลูก มีการทำฟาร์ม และเริ่มมีการจ้างงาน คนที่รับจ้างทำงานในฟาร์มก็เอาแรงงานแลกค่าตอบแทน ส่วนเจ้าของฟาร์มก็ได้ผลผลิต
ทุกวันนี้แม้สังคมในเมืองก็ยังมีรูปแบบนี้อยู่ เพียงแต่เปลี่ยนจากการทำฟาร์มไปเป็นการทำธุรกิจ ซึ่งลูกจ้างอย่างเราๆ ก็เอาแรงงานไปแลกเงิน ว่ากันไปก็เหมือนกับ "คนงานในฟาร์ม" นั่นเอง น่าตลกที่ชีวิตคนงานในฟาร์มคล้องจองกับลูกจ้างในปัจจุบันอย่างเหลือเชื่อ เวลาที่ลูกจ้างไปทำงานสาย เขามักเจอหัวหน้า (แสดงว่าหัวหน้าก็มาสายนี่หว่า) หรือบางทีแว้บไปซื้อของกิน หัวหน้าก็ดันเรียกใช้พอดี... คนงานในฟาร์มก็เหมือนกันครับ เมื่อไหร่ที่เขาทำงานจนเหนื่อยแล้วนั่งพัก เดี๋ยวเดียวหัวหน้าคนงานก็จะเดินมาตรวจพอดี ฟังแล้วคุ้นหูกันบ้างไหม?
บางบ้านสอนให้ลูกไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้บริหารซึ่งก็เท่ากับได้เป็น "หัวหน้าคนงาน" ซึ่งได้ค่าจ้างแพงขึ้นมาบ้าง แต่ก็ต้องเครียดปวดหัวปวดเฮดมากขึ้นแล้วก็ยังเป็น "คนงาน" อยู่ดี แต่ก็มีบางบ้านเหมือนกันที่ก็สอนให้ลูกเป็น "เจ้าของฟาร์ม" คือ เริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง แต่ว่าเราเคยถามตัวเองอย่างจริงจังบ้างไหมว่าเราอยากเป็นอะไร
พอใจกับการเป็นคนงาน? หัวหน้าคนงาน? หรือเป็นเจ้าของฟาร์ม?
หวังว่าคงมีคำตอบกันนะครับ ทีนี้ถ้ามีคนสงสัยว่าแล้วถ้าเป็นนักลงทุนหรือนักเทรดมืออาชีพล่ะ จะเป็นอาชีพอะไรในยุคโบราณ จะว่าเป็นเจ้าของฟาร์มก็ไม่น่าใช่ คนงานก็คงไม่ใช่ ...ผมคิดว่าน่าจะเป็น "นายพราน" ครับ นายพรานออกล่าสัตว์ด้วยเครื่องมือเครื่องไม้และความเชี่ยวชาญของตนเอง บางครั้งกลับมาพร้อมอาหารมากมาย แต่บางครั้งก็กลับมามือเปล่า มิหนำซ้ำยังทำเครื่องมือเจ๊งไปอีกก็มี
นายพรานบางคนชอบออกล่าสัตว์บ่อย บางคนชอบรอจนเห็นจังหวะที่จะแจ้งก่อนค่อยลงมือ เปรียบเหมือนนักลงทุนที่มีสไตล์ไม่เหมือนกัน แต่ที่ไม่แตกต่างคือพวกเขาจะอิ่มท้องหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวเอง ไม่มีคนงาน ไม่มีฟาร์ม สิ่งสำคัญที่ต้องมีคืออุปกรณ์และฝีมือ
แต่ก็มีคนงานในฟาร์มหลายคนเห็นนายพรานกลับมาจากล่าสัตว์พร้อมอาหารเยอะแยะ ก็เลยคิดว่า "เฮ้ย! นี่มันง่ายนี่หว่า เราอย่ามัวเป็นคนงานเลย ไปล่าสัตว์ดีกว่า" แล้วก็วิ่งเข้าป่าซึ่งมีอันตรายรอบด้านโดยปราศจากการเตรียมตัว ไม่มีมีด ไม่มีหอก ไม่มีธนู ไม่มีแผนการใดๆ ...แล้วคุณคิดว่าเขาจะเป็นอย่างไรครับ
ในทำนองเดียวกันคนที่อยากเป็นนักลงทุนหรือนักเทรดก็ต้องมีการเรียนรู้และเตรียมตัว มีเงินทุนและทักษะที่เพียงพอ มีการวางแผน จริงอยู่ว่าเราไม่มีทางรู้ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร แต่เราควรรู้ว่า "ถ้า" ตลาดเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเราจะรับมืออย่างไร
ขอเอาใจช่วย "นายพราน" ทุกคนครับ
วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553
พล็อตหนัง The Fall of the Social Network
วันนี้นึกสนุกขอแหวกแนวอย่าว่ากันนะครับ ภาพยนตร์ที่ผมอยากเห็นมีพล็อตดังนี้
ในอนาคตอีกไม่ไกล ทุกคนรอบๆ ตัวของเราต่างก็เข้าถึงสังคมออนไลน์ แม้แต่มือถือรุ่นกระจอกสุดก็ยังเข้าสู่ "social network" ได้ทุกที่ทุกเวลา การมีพ่อแม่ ลูก คนรัก และเพื่อนอยู่ใกล้ชิดกับตัวเรา "ในอุปกรณ์ไฮเทค" กลายเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย เราเลิกสนใจคนที่โหนรถไฟฟ้าติดกับเรา เลิกสนใจพ่อค้าขายหมูปิ้ง พอๆ กับที่พ่อค้าเองก็ไม่ได้สนใจเรา เพราะเขาเองก็หมกมุ่นอยู่ในสังคมออนไลน์เช่นกัน
ในอนาคตไกลออกไปวันหนึ่ง social network ได้พังทลายลงอย่างฉับพลัน ผู้คนต่างตกอยู่ในความมืดมน เพราะมนุษย์ได้หลงลืมทักษะในการสื่อสารระหว่างกันไปเสียแล้ว เมื่อเจอหน้ากันคนเราจะไม่มองหน้ากัน ไม่พูดกัน การแก้ปัญหาด้วยการ "พิมพ์" ข้อความให้อีกคน "อ่าน" แทนการพูดคุยถือว่าพอช่วยให้คนสื่อสารกับคนได้ แต่ไม่ใช่การสื่อสารระหว่างคนกับหมา!?
ความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มชื่อ "ด๊อก" กับหมาแปลกหน้าภายหลังการพังทลายของสังคมออนไลน์กลายเป็นเรื่องพิลึก เมื่อมนุษย์จะหันกลับมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงจริงๆ ที่ไม่ใช่หมาในไอแพด 16 โดยการพิมพ์ข้อความให้หมาอ่าน ก่อนที่เขาจะพบว่ามนุษย์ในยุคปู่ย่าของเขาเคยมีชีวิตที่อบอุ่นเพียงใด กับครอบครัวไม่ได้มีอยู่เพียงในอุปกรณ์ไฮเทค
ถึงตอนนี้ "ด๊อก" และหมาของเขาหวังเพียงว่าจะนำเอาสังคมที่เคยรื่นรมย์กลับมา แม้ในความจริงเขาจะไม่เคยพบเห็นมันเลยในชีวิตก็ตาม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

