แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษียณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษียณ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

กูรู - กูรู้ - กูไม่รู้


ชื่อของบทความนี้อาจฟังดูระคายหู แต่เชื่อว่ามันจะช่วยนำพา “สติ” กลับมาให้เราได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่วางแผนอนาคตทางการเงินของตนเองโดยอาศัยความรู้จากกูรูและตำราต่าง ๆ

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน การวางแผนทางการเงินในระยะยาว เช่น การเตรียมเงินสำหรับใช้จ่ายหลังออกจากงานประจำ ไม่ว่าจะด้วยการเกษียณอายุ หรือด้วยการมีอิสรภาพทางการเงิน “กูรู” หรือผู้รู้ต่าง ๆ ก็จะคอยเตือนเราไม่ให้ลืมคำนึงถึง เงินเฟ้อ จากนั้นก็ให้นำตัวเลขดังกล่าวมาใส่ไว้ในสมมติฐาน ซึ่งจุดนี้เองที่ผมค้นพบว่ามีความบกพร่องเกิดขึ้น

ข้อสันนิษฐานที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงนำไปสู่ผลลัพธ์และการวางแผนที่ผิดพลาด ซึ่งนั่นอาจหมายถึง การเดินตรงเข้าสู่หายนะทางการเงิน... ด้วยความสบายใจ


ความผิดพลาดระดับสามัญ


ในการเตรียมเงินสำหรับใช้จ่ายในอนาคต เช่น ตลอด 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า คนทั่วไปมักทำผิดพลาดในระดับสามัญ โดยนำค่าใช้จ่ายรายปีปัจจุบันคูณด้วยจำนวนปี ถ้าสมมติว่าพวกเขาใช้จ่ายอยู่เดือนละ 20,000 บาท (หรือตกปีละ 240,000 บาท) และกำลังจะเกษียณ คนเหล่านี้อาจคำนวณเงินที่จะใช้ตลอด 20 ปีหลังเกษียณว่าเท่ากับ 240000 x 20 = 4.8 ล้านบาท

สิ่งที่กูรูจะบอกก็คือ คนทั่วไปมักลืมนึกถึงการปรับขึ้นราคาสินค้า เมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ภาวะเงินเฟ้อ

โดยนิยามแล้ว ภาวะเงินเฟ้อ หมายถึง “ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้น” ตามความคิดของกูรู หากราคาสินค้าโดยทั่วไปปรับขึ้นปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่ายของเราก็ควรจะเพิ่มขึ้นปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ด้วย ดังนั้น แทนที่จะคูณค่าใช้จ่ายปัจจุบันด้วยจำนวนปี เราก็ควรมีการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายแต่ละปีในอัตรา 3 เปอร์เซ็นต์นี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงปีที่ 20 จึงจะได้ผลรวมค่าใช้จ่ายที่ถูกต้อง ซึ่งอาจจะต้องไปคำนวณใน Excel หรือใช้เครื่องคิดเลขทางการเงิน

ว่าแต่เราลืมอะไรไปหรือเปล่า?


ความผิดพลาดระดับกูรู


หากสังเกตกันให้ดี การคำนวณข้างต้นมีสมมติฐานสำคัญบางอย่างฝังอยู่ นั่นคือ ค่าใช้จ่ายของเราควรเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันกับเงินเฟ้อ ซึ่งนี่อาจจะไม่จริงก็ได้

ในอดีตที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยเคยอยู่ที่ประมาณปีละ 3-4 เปอร์เซ็นต์ แต่ค่าเฉลี่ยในช่วงไม่กี่ปีมานี้กลับลดลงเหลือ 0.5 – 1.0 เปอร์เซ็นต์ตามสภาพเศรษฐกิจ เมื่อคำนึงถึงแนวโน้มดังกล่าวนี้ กูรูวางแผนทางการเงินจึงมักแนะนำให้เราเผื่อค่าใช้จ่ายในอนาคตเพิ่มขึ้นราวปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ ใกล้เคียงกับการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ในแต่ละเดือนของคนทั่วไป ได้แก่ ค่าอาหาร, ค่าเดินทาง และค่าที่อยู่อาศัย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่มาเป็นครั้งคราว (แต่เป็นก้อนใหญ่กว่า) ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือน, สมาร์ทโฟน หรือค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว จากประสบการณ์ของผม รายจ่ายเหล่านี้ล้วนเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปีด้วยกันทั้งสิ้น อย่างน้อยก็สำหรับตัวผมและคนรอบ ๆ ตัว

ตัวอย่างที่ผมพบเห็นเองในชีวิตประจำวัน เช่น เมนูประจำในร้านอาหารญี่ปุ่นที่ผมชื่นชอบเคยมีราคา 180 บาท ปัจจุบันปรับเพิ่มเป็น 210 บาท ส่วนเมนูอื่น ๆ ก็มีการปรับราคาขึ้นในอัตราที่ไล่เลี่ยกัน หากประมาณว่าร้านอาหารปรับขึ้นราคาหนึ่งครั้งทุก ๆ 3-5 ปี นี่จะคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นราว 3.1 – 5.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี หรืออย่างผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนเจ้าดังที่เปิดตัวเมื่อปี 2007 ราคาประมาณ 16,000 บาท จนมาถึงรุ่นล่าสุดปัจจุบันประมาณ 39,200 บาท เฉลี่ยแล้วมีราคาเพิ่มขึ้นราวปีละ 7.4 เปอร์เซ็นต์

สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าสมมติฐานของกูรูอาจไม่ถูกต้อง เพราะค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอาจ ไม่ เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกับเงินเฟ้อ และโดยมากก็มักจะเป็นอย่างนั้น


ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น


สมมติว่าพีระมิดด้านล่างนี้เป็นตัวแทนของสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจ โดยส่วนล่างสุดกล่องสีน้ำตาลเป็นสินค้าและบริการขั้นพื้นฐาน เช่น ไข่ไก่สด, น้ำมันถั่วเหลือง, ค่าก๊าซหุงต้ม ฯลฯ ส่วนสินค้าและบริการในระดับสูงขึ้นก็เป็นกล่องที่อยู่สูงขึ้นมา เช่น ค่าอาหารในร้านห้องแถวอาจจะอยู่ในกล่องสีฟ้า และค่าอาหารในร้านตามห้างก็อาจจะอยู่ในกล่องสีชมพู อย่างนี้เป็นต้น ทั้งนี้ ตัวเลข 100, 110 และ 120 เป็นระดับราคาที่กำกับไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่ากล่องที่อยู่ถัดขึ้นไปข้างบนนั้นแพงกว่ากล่องที่อยู่ด้านล่าง


เนื่องจากสินค้าและบริการที่นำมาคำนวณเงินเฟ้อโดยมากแล้วจะเป็นกล่องสีน้ำตาล เราจึงอาจพบว่ากล่องสีน้ำตาลนี้ “แพงขึ้น” ในอัตรา 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปีจริง (เท่ากับตัวเลขเงินเฟ้อที่วัดได้) ทว่ากล่องอื่น ๆ อาจมีการปรับราคาสูงกว่านั้น เพราะบริษัทที่มีสินค้าและบริการขั้นสูงมักมีความสามารถในการกำหนดราคาขาย (pricing power) จากการมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งหรือมีความได้เปรียบในการดำเนินธุรกิจ สอดคล้องกับประสบการณ์เรื่องสมาร์ทโฟนและราคาอาหารญี่ปุ่นที่ผมบอกไปข้างต้น



สังเกตว่าถ้าผมเป็นคนที่สั่งอาหารกินในร้านห้องแถวทั่วไป ผมย่อมจะรู้สึกได้ว่าราคาอาหารแพงขึ้นปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ หรือถ้าผมเป็นคนที่ชอบทานอาหารในร้านชื่อดังตามห้าง ผมอาจรู้สึกถึงราคาอาหารที่ปรับตัวขึ้นเฉลี่ยปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ ทั้งสองกรณีนี้น่าจะพอทำให้ทุกท่านเห็นภาพว่า เงินเฟ้อที่วัดได้ กับ เงินเฟ้อที่เรารู้สึกได้ แตกต่างกันอย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้น หากการใช้จ่ายของท่านมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง เช่น จากเดิมที่เคยทำอาหารทานกันเองในครอบครัว ต่อมาเปลี่ยนเป็นทานอาหารนอกบ้านบ่อยขึ้น ค่าใช้จ่ายของท่านก็จะค่อย ๆ ย้ายจากกล่องสีน้ำตาลไปยังกล่องสีฟ้า หรือกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตจะทำให้ท่านสัมผัสถึงรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเร็วขึ้นไปอีก

ตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายโดยรวมของผมเดิมอยู่ในกล่องสีน้ำตาลและกล่องสีฟ้าอย่างละครึ่ง 50/50 ระดับค่าใช้จ่ายของผมจะเท่ากับ (0.50 x 100) + (0.50 x 110) = 105 ถ้าต่อมาผมเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตโดยเน้นความสะดวกสบายมากขึ้น กลายเป็นกล่องสีน้ำตาล 30 เปอร์เซ็นต์ และกล่องสีฟ้า 70 เปอร์เซ็นต์ พอถึงปีถัดมา ระดับค่าใช้จ่ายของผมจะเท่ากับ (0.30 x 101) + (0.70 x 113.3) = 109.61

จากมุมมองของผม อัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับค่าใช้จ่ายโดยส่วนตัวจะเท่ากับ (109.61 / 105) – 1 = 4.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่าสูงกว่าอัตราการขึ้นราคาของทั้งกล่องสีน้ำตาลและกล่องสีฟ้า

สรุปก็คือ

  1. ถ้าท่านไม่ได้ซื้อสินค้าและบริการขั้นพื้นฐานเป็นหลัก มีโอกาสสูงที่ค่าใช้จ่ายของท่านจะแพงขึ้น เร็วกว่า อัตราเงินเฟ้อ

  2. การยกระดับการบริโภคจะเป็นตัวเร่งให้ค่าใช้จ่ายเติบโตเร็วขึ้นไปอีก

นอกจากโมเดลข้างต้นนี้แล้ว หลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่บ่งชี้แบบอ้อม ๆ ว่าค่าใช้จ่ายของคนทั่วไปน่าจะสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ได้แก่ อัตราการปรับเพิ่มเงินเดือนซึ่งอยู่ที่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี (ข้อมูลจากสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย ปี 2562/2563)

ถ้ารายได้ของคนทั่วไปเติบโตปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ค่าใช้จ่ายเติบโตปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเวลาผ่านไป 20-30 ปี ทุกคนจะมีรายได้ท่วมรายจ่าย มีการเก็บออมมหาศาล และพวกเขาก็จะกลายเป็นเศรษฐีกันหมด... แต่เราก็รู้ว่านั่นไม่จริง


ใช้ตัวเลขไหนดี


เมื่อสรุปได้แล้วว่า ค่าใช้จ่ายของคนทั่วไปมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อ ตัวเลขเงินเฟ้อที่มีการคำนวณและเผยแพร่อยู่ จึงไม่ใช่ input ที่ดีสำหรับการวางแผนทางการเงิน ในอดีตเราอาจใช้ตัวเลขดังกล่าวเพราะไม่มีไอเดียที่ดีกว่านั้น หรืออาจเพราะคิดว่ามันดูเข้าท่า อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันนี้รู้แล้วว่าไม่ดี เราก็ไม่ควรใช้ต่อ และควรแสวงหาทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

โดยหลักแล้ว ตัวเลขที่ตรงไปตรงมาและน่าจะสะท้อนความเป็นจริงได้ดีที่สุด คือ ตัวเลข ค่าใช้จ่ายจริง ที่เราได้บันทึกเอาไว้ในบัญชีรายรับรายจ่าย (ถ้ามี) อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เช่น 8-10 ปี ข้อมูลดังกล่าวจะสะท้อนระดับราคาตามเกรดสินค้าที่เราใช้จริง รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป

ปัญหาของคนทั่วไปอยู่ตรงที่ว่า พวกเขาไม่มีการบันทึกค่าใช้จ่ายที่ต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งนับว่าเป็นอุปสรรคสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ตัวเลขที่ดีรองลงมาอาจเป็น อัตราการปรับเพิ่มเงินเดือน ที่รายงานโดยบริษัทชั้นนำด้านทรัพยากรมนุษย์และหน่วยงานต่าง ๆ (ตัวเลขล่าสุดจากบริษัท Mercer และสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย รายงานตรงกันอยู่ที่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี)

ตามธรรมชาติของคนทั่วไป เมื่อมีรายได้มากขึ้นก็มักจะใช้จ่ายมากขึ้นด้วย แต่ก็จะไม่ถึงกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน กล่าวคือ ถ้าเคยออมกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ก็มักจะรักษานิสัยการออมนั้น ๆ เอาไว้ต่อไป อย่างน้อยก็สำหรับผู้คนในภาพรวม และเมื่อสัดส่วนการออมคงที่ หากค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกับเงินเดือนก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

อีกตัวเลขที่น่าสนใจมาจากองค์ประกอบหนึ่งในการคำนวณ GDP  ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภค หรือ consumer expenditure ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ในช่วงหลัง ๆ ตัวเลขนี้มีการเติบโตในอัตรา 4-5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี (อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)

สังเกตว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคนี้เป็นคนละตัวกับ ระดับราคา ที่วัดไปในเงินเฟ้อ เปรียบเทียบให้เห็นง่าย ๆ สมมติว่าระดับราคาไม่มีการเพิ่มขึ้นเลย (เงินเฟ้อ = 0) แต่ผู้คนทั่วไปซื้อของนับเป็นจำนวนชิ้นมากขึ้น จะด้วยคิดว่ามันถูกดี ซื้อตามเพื่อน หรือซื้อด้วยเหตุผลใดก็ตาม ในลักษณะนี้ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคก็จะสูงขึ้น ทั้ง ๆ ที่เงินเฟ้อไม่ขยับ และเราก็จะต้องจดจ่อไปที่ตัวเลขนี้ ไม่ใช่ตัวเลขเงินเฟ้อ


ส่งท้ายจากคนที่ “ไม่ใช่กูรู”


เนื้อหาในบทความนี้ประมวลออกมาได้ว่า ตัวเลขเงินเฟ้อไม่ใช่ input ที่ดีสำหรับการวางแผนทางการเงิน ข้อเท็จจริงนี้อาจทำให้กูรูหลายท่านกระอักกระอ่วนใจ เพราะมันขัดกับความรู้เดิม แต่ที่จริงแล้วหากกูรู รวมทั้งพวกเราทุกคน ยอมสลับโหมดไปมาระหว่าง “กู-รู้” และ “กู-ไม่-รู้” ก็ย่อมจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด เมื่อได้องค์ความรู้ใหม่ก็นำมาบอกกัน

สิ่งสำคัญก็คือ ต้องรู้จักใคร่ครวญและยอมเปิดใจ อย่างน้อยทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ห่วงเงินต้น... จนหมดตัว


ด้วยแนวคิดที่ว่า "เมื่ออายุมากขึ้น คนเราควรลงทุนอย่างอนุรักษนิยมมากขึ้น" พอร์ตลงทุนของคนวัยเกษียณจึงมักถูกออกแบบให้มีความระแวดระวัง โดยพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่ให้ขาดทุนหรือสูญเสียเงินต้นเลย แม้ได้ผลตอบแทนน้อยก็ไม่เป็นไร

การลงทุนอย่างระมัดระวังสุด ๆ โดยมุ่งรักษาเงินต้น อาจทำให้คนวัยทำงานรวยช้า แต่กับคนวัยเกษียณ นี่อาจทำให้หมดตัวได้ เหตุผลก็เพราะว่าโดยทั่วไปแล้วคนวัยเกษียณมักจำเป็นต้องดึงเงินบางส่วนออกมาจากพอร์ต เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (ต่างจากคนวัยทำงานที่มักใช้จ่ายเงินจากรายได้ประจำ แล้วส่วนที่เหลือเก็บจึงค่อยนำมาลงทุน)

เมื่อพอร์ตลงทุนให้ผลตอบแทนน้อยมาก เงินที่ดึงออกมาก็แทบจะเป็นส่วนของเงินต้นล้วน ๆ พอร์ตของเขาจึงหดลง เริ่มจากทีละน้อย และค่อย ๆ เร่งตัวมากขึ้นจนกระทั่งหมดไป

ตัวอย่างพอร์ตลงทุนของผู้เกษียณอายุที่มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ภายใต้อัตราเงินเฟ้อ 3 เปอร์เซ็นต์ และได้ผลตอบแทน 1.87 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เทียบเท่าผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุ 5 ปี

ทั้งนี้ เส้นตรงสีแดงในภาพกำกับไว้เพื่อให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า การหดตัวลงของพอร์ตโฟลิโอมีการเร่งตัวในช่วงท้าย ก่อนที่มูลค่าพอร์ตจะกลายเป็นศูนย์ในระหว่างปีที่ 16 หลังเกษียณ ถ้าอายุเกษียณมาตรฐาน 60 ปี ก็เท่ากับว่ามีเงินใช้จ่ายถึงอายุ 75 ปีกว่า ๆ ใกล้เคียงกับอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยตามข้อมูลจากธนาคารโลกพอดี ซึ่งสอดคล้องกับสื่อและแหล่งความรู้ทางการเงินที่แนะนำให้เก็บเงินเพื่อการเกษียณอย่างน้อย 4 ล้านบาท ตามที่เราเคยได้ยินกันมา

อย่างไรก็ตาม ท่านทั้งหลายควรตระหนักด้วยว่า การมีเงินแค่พอใช้ถึงค่าเฉลี่ยอายุขัยนั้นออกจะน่ากลัวเกินไป เพราะถ้าประเมินคร่าว ๆ ว่า ค่าเฉลี่ย อยู่ตรงประมาณกึ่งกลางของประชากรทั้งหมด โอกาสที่ตัวเราจะเป็นหนึ่งในประชากรที่มีอายุขัยยาวนานกว่าตัวเลขนี้ก็จะเท่ากับ 50-50 หรือพอ ๆ กับการโยนเหรียญ


จุดหมดตัว


ถึงตรงนี้หลายท่านน่าจะสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่าง การลงทุน กับ การจัดการเงิน ของคนวัยเกษียณ ทั้งสองสิ่งนี้แม้จะมีความสัมพันธ์กัน แต่ก็เป็นคนละส่วนอยู่ดี

สำหรับชีวิตหลังเกษียณ ความมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่การ "มีเงินใช้ตลอดชีพ" หาใช่การ "ไม่ขาดทุน" แต่อย่างใด ต่อให้เราลงทุนแล้วไม่เสียเงินเลย แต่การทยอยไถ่ถอนเงินทุนก็ทำให้หมดตัวได้ ณ จุดใดจุดหนึ่งในอนาคต ซึ่งผมขอเรียกว่า จุดหมดตัว ภารกิจของนักลงทุนวัยเกษียณ ได้แก่ การยืดจุดหมดตัวที่ว่านี้ให้ออกไปไกลที่สุด

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองมาดูตัวอย่างพอร์ตลงทุนที่แหล่งความรู้อื่น ๆ ไม่กล้าแนะนำกันบ้าง

ตัวอย่างพอร์ตลงทุนของผู้เกษียณอายุที่มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ภายใต้อัตราเงินเฟ้อ 3 เปอร์เซ็นต์ และลงทุนหุ้นได้ผลตอบแทน 7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แบ่งเป็นการเติบโตของมูลค่าเงินทุน (capital growth) 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และเงินปันผล 4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

นี่เป็นกรณีที่ค่อนข้างสุดขั้ว เมื่อคนวัยเกษียณนำเงินทั้งหมด 4 ล้านบาทเท่ากันไปลงทุนหุ้นและได้รับผลตอบแทนในระดับปานกลาง (หรืออาจจะค่อนข้างแย่เสียด้วยซ้ำในสายตาของบางท่าน) สังเกตว่า จุดหมดตัว ขยับไปอยู่ที่ปีที่ 29 หลังเกษียณ หรือเทียบเท่าอายุ 89 ปี

พอร์ตลงทุนแบบนี้นับว่า "เสี่ยงมากขึ้น" ในแง่ของการลงทุน เนื่องจากถือครองหุ้นเอาไว้เต็มอัตรา แต่ควรถือว่า "เสี่ยงน้อยลง" ในแง่ของการจัดการเงินในภาพรวม เพราะจุดหมดตัวอยู่ห่างออกไปมาก แม้จะยังคงกินอยู่และใช้จ่ายเท่าเดิม

ข้อสังเกตประการหนึ่งของพอร์ตสุดขั้วนี้ คือ ขนาดของพอร์ตมีการเติบโตขึ้นในช่วงแรก ก่อนจะลดลงในภายหลังด้วยอัตราเร่ง เหตุผลก็เพราะว่าผลตอบแทนรวมของพอร์ต 7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อหักด้วยค่าใช้จ่ายปีละ 240,000 บาท ซึ่งคิดเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าพอร์ตตั้งต้น จะเท่ากับว่าขนาดของพอร์ตเติบโตได้เพียง 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี (ในช่วงแรก) ช้ากว่าค่าใช้จ่ายซึ่งเติบโตด้วยอัตราเงินเฟ้อ 3 เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายจึงโดนค่าใช้จ่ายไล่กวดและต้องไถ่ถอนเงินต้นออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมดตัวไปในที่สุด

หากต้องการมั่นใจว่าจะไม่หมดตัว ท่านจำเป็นต้องยืดจุดหมดตัวออกไปที่อินฟินิตี้ (infinity - ไม่มีที่สิ้นสุด) พูดง่าย ๆ ก็คือ สามารถมีกินมีใช้ตลอดชีวิต เหมือนที่เคยอธิบายไปในบทความชื่อ "แทะเงินก้อน" ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ ผลตอบแทนรวมของพอร์ตจะต้องเพิ่มขึ้นจาก 7 เปอร์เซ็นต์ เป็น 9 เปอร์เซ็นต์ สอดคล้องกับ สมการอิสรภาพทางการเงิน ที่เคยนำเสนอไปเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว

[ท่านทั้งหลายอาจอัศจรรย์ใจนิดหน่อย เมื่อองค์ความรู้ที่ค้นพบต่างกรรมต่างวาระ สุดท้ายก็กลับมาสอดคล้องกันเองราวกับจิ๊กซอว์ที่อยู่ในชุดเดียวกัน]


จัดพอร์ตให้เหมาะสม


ในกรณีที่ไม่สามารถยืด จุดหมดตัว ออกไปที่อินฟินิตี้ ท่านจำต้องยอมรับความจริงและจัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะสม แน่นอนว่าท่านไม่ควรเอาเงินไปฝากธนาคารหรือซื้อกองทุนตราสารหนี้จนหมด ขณะเดียวกันการจัดพอร์ตสุดขั้วโดยลงทุนหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนในตัวอย่างข้างต้นก็ไม่น่าจะเป็นความคิดที่ดีนัก

ลองมาพิจารณาภาพด้านล่างนี้กัน


หากแบ่งช่วงเวลาหลังเกษียณออกเป็นช่วง ๆ ด้วยสูตรจำนวนปี "ยกกำลังสอง" เหมือนในรูป เราอาจประเมินว่าช่วงเวลาที่ใกล้จะมาถึง (เช่น 2 ปีแรก) เป็นช่วงที่ควรเตรียมเงินสดพร้อมใช้ รูปแบบของสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับเงินก้อนนี้ ได้แก่ เงินฝากธนาคาร หรือกองทุนตราสารเงิน ซึ่งสามารถไถ่ถอนได้ภายใน 1-2 วัน โดยไม่ลดมูลค่า

เงินก้อนสำหรับช่วงเวลา 4 ปีถัดไป (เช่น ปีที่ 2 ถึงปีที่ 6) สามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนสูงขึ้นและมีความผันผวนไม่มาก เช่น กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นหรือระยะกลาง ส่วนสินทรัพย์ที่เหมาะสำหรับค่าใช้จ่ายในช่วงปีที่ 6 ถึงปีที่ 14 อาจเน้นไปที่การสร้างกระแสเงินสดและการเติบโตมากขึ้น เช่น กองทุนรวมที่กระจายลงทุนในกองรีท (REIT) หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์หลาย ๆ กอง หรือแม้แต่กองทุนรวมหุ้นที่เน้นหุ้นปันผลดี

ในส่วนของสินทรัพย์ที่จะรองรับค่าใช้จ่ายช่วงปีที่ 14 ถึงปีที่ 30 เราน่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนและเอาชนะเงินเฟ้อได้ด้วยการลงทุนหุ้นอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาวและกว่าจะต้องใช้เงินก้อนนี้ก็ยังอีก 14 ปีข้างหน้า หากเศรษฐกิจเกิดชะงักงัน อย่างน้อยก็มีเวลานับทศวรรษให้ตลาดหุ้นฟื้นตัว สิ่งสำคัญก็คือ อย่าลืมกระจายการลงทุนไปในหุ้นหลาย ๆ ตัว เพราะ "ตลาดหุ้น" ในภาพรวมมักฟื้นได้หลังวิกฤติ แต่กับ "หุ้นหนึ่งตัว" นั้นไม่แน่

เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว สมมติว่าเรามีเงินเกษียณ 4 ล้านบาท และเตรียมค่าใช้จ่ายไว้ปีละ 240,000 บาท เงินสำหรับสองปีแรกจะเท่ากับ 240000 x 2 = 480,000 บาท ตีง่าย ๆ ว่าก้อนนี้เอาไปฝากธนาคาร

[เพื่อไม่ให้ซับซ้อนมากนัก เราจะตัดเรื่องเงินเฟ้อออกไป แต่ท่านทั้งหลายไม่ต้องกังวล เพราะการลงทุนในภาพรวมของเราให้ผลตอบแทนที่น่าจะพอสู้กับเงินเฟ้อได้อยู่แล้ว]

เงินสำหรับสี่ปีถัดมา 240000 x 4 = 960,000 บาท เอาไปซื้อกองทุนรวมตราสารหนี้

เงินสำหรับแปดปีต่อไป 240000 x 8 = 1,920,000 บาท เอาไปซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในกองอสังหาฯ และกองทุนรวมที่เน้นหุ้นปันผลดี อย่างละเท่า ๆ กัน

เงินส่วนที่เหลือจะเท่ากับ 4000000 - 480000 - 960000 - 1920000 = 640,000 บาท ส่วนนี้เป็นเงินที่เตรียมไว้ใช้จ่ายตั้งแต่ปีที่ 14 เป็นต้นไป จึงเอาไปซื้อกองทุนหุ้น


สรุปตัวอย่างพอร์ตตั้งต้น


*** ข้อสรุปนี้เกิดจากตัวเลขและสมมติฐานข้างต้น เพื่อประโยชน์ในการนำเสนอแนวคิดเท่านั้น ***


นี่เป็นตัวอย่างการจัดพอร์ตลงทุนให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตคนวัยเกษียณ ซึ่งมีข้อสังเกตอยู่ 3-4 ประการ

ประการแรก พอร์ตดังกล่าวนี้เป็นเพียง "พอร์ตตั้งต้น" ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะต้องปรับส่วนผสมในพอร์ตเป็นระยะ โดยอาจย้อนกลับไปยังแถบสีที่แบ่งช่วงปีอีกครั้งหนึ่ง แล้วแบ่งสรรสินทรัพย์ไปตามหมวดหมู่เสียใหม่ทุกปีหรือทุกสองปี

ประการที่สอง พอร์ตลงทุนนี้มี จุดหมดตัว ณ ต้นปีที่ 19 หลังเกษียณ เทียบกับกรณีลงทุนอย่างระมัดระวังสุด ๆ [ภาพแรกของบทความ] ซึ่งมีจุดหมดตัวอยู่ประมาณกลางปีที่ 16 การยืดจุดหมดตัวออกไปได้เกือบสามปีนับว่ามีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับคนวัยเกษียณที่กำลังหลังพิงฝา

ประการที่สาม ท่านสามารถใช้แถบสีจำนวนปีรูปแบบอื่น เช่น แทนที่จะกำหนดช่วงแบบยกกำลังสอง (2-4-8-16 ปี) ท่านอาจใช้ตัวเลขง่าย ๆ อย่างเช่น 5-10-15 ปี ก็ได้ โดยหลักแล้วเราจะไม่มีปัญหากับตัวเลขที่แตกต่างกัน ตราบเท่าที่มันสะท้อนแนวคิดเรื่องการลงทุนระยะสั้น-ระยะยาว

ประการที่สี่ สัดส่วนการถือครองหุ้นในระดับ 40 เปอร์เซ็นต์ อาจทำให้กูรูหลายท่านไม่พอใจนัก เพราะพวกเขาคุ้นเคยและมักให้คำแนะนำประเภทบอกต่อกันมา เช่น "คนวัยเกษียณควรถือครองหุ้น 5 เปอร์เซ็นต์ และถือตราสารหนี้กับเงินฝากธนาคารในสัดส่วนที่มาก" แบบนี้ท่านควรถามเขาด้วยว่า "ตัวเลข 5 เปอร์เซ็นต์มาจากไหน?" บางทีท่านอาจจะประหลาดใจที่แม้แต่กูรูเองก็คอนเฟิร์มคำแนะนำของตัวเองไม่ได้ และอาจหงุดหงิดกับคำถามของท่านด้วยซ้ำไป

ส่วนพอร์ตตัวอย่างของเรา เราได้เห็นกันแล้วว่าตัวเลข 40 เปอร์เซ็นต์ มีที่มาอย่างไร และถ้าท่านใส่สมมติฐานใหม่ตามสถานการณ์ของตนเองเข้าไปในโมเดล ตัวเลขใหม่ที่ได้ก็จะถือว่ามีที่มาเช่นกัน ซึ่งท่านสามารถมั่นใจได้มากกว่าคำแนะนำแบบกำปั้นทุบดินที่ฟังต่อกันมา นอกจากนั้นพอเวลาผ่านไป สัดส่วนการลงทุนหุ้นจะลดลงจนเหลือศูนย์ไปเอง หากมีการปรับพอร์ตอย่างสม่ำเสมอตามที่บอกไปข้างต้น นี่เป็นกลไกที่เกิดขึ้นเพื่อผสานแนวคิดเรื่อง การลงทุน และ การจัดการเงิน เข้าด้วยกัน

สำหรับประเด็นเรื่องความเสี่ยงและสัดส่วนการถือครองหุ้นนี้ ไว้ผมจะพยายามหาโอกาสอธิบายเพิ่มเติมในแฟนเพจเฟซบุ๊ก MonkeyFreeTime ต่อไป

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

แทะเงินก้อน


เป็นที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่าเราจำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ เพื่อเอาไว้แทะกินหลังเกษียณ บางกระแสระบุว่าจำนวนเงินขั้นต่ำ คือ 4 ล้านบาท แต่ถ้าอยากให้ชีวิตมีคุณภาพ ก็อาจต้องมีถึง 10 ล้านบาท โดย “ดีไซน์” ของการเกษียณในรูปแบบนี้อยู่ตรงที่การทยอยใช้เงินก้อนดังกล่าว และหวังว่าจะไม่หมดเงินก่อนหมดลม

เคยได้ยินไหมครับ ที่เขาบอกว่า “สุดเสียดาย ตายไปยังใช้เงินไม่หมด” กับ “สุดสลด ใช้เงินจนหมดแล้วยังไม่ตาย”

คำถามที่เกิดขึ้นในใจของผม คือ ชีวิตของเราควรจะลุ้นขนาดนั้นเชียวหรือ? และหากมีถึง 10 ล้านบาทจริง เรายังจำเป็นต้องนั่งแทะเงินด้วยใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ อีกไหม หรือที่จริงเราสามารถเอาเงินก้อนที่ว่ามาสร้างกระแสเงินสดไว้เลี้ยงตัวได้ตลอดชีพสบาย ๆ... และจุดแบ่ง (ว่าจะแทะหรือไม่แทะ) มันอยู่ตรงไหน?


โมเดลการเลี้ยงชีพ


เพื่อตอบคำถามข้างต้น ผมได้สร้างโมเดลที่จะค้นหาความจริง โดยกำหนดให้ชาวเกษียณมีรายได้สองทาง ได้แก่

  1. กระแสเงินสดที่ไม่ต้องออกแรงทำงาน (Passive Cash Flow หรือ P) และ

  2. เงินที่ทยอยไถ่ถอนมาจากเงินก้อน (Cash Redemption หรือ R)

เมื่อนำรายได้ข้างต้นหัก ค่าใช้จ่าย (Expense หรือ X) เรียบร้อยแล้ว หากมีเงินสดเหลือ เราจะเรียกว่า Cash Leftover หรือ L ซึ่งทั้งหมดจะสามารถเขียนเป็นสมการการใช้เงินของชาวเกษียณในปีที่ 1 ได้ดังนี้


สังเกตว่าในสมการ เราคำนึงถึงเงินสดที่เหลือมาจากปีก่อนหน้า (ปีที่ศูนย์) หรือ L0 ด้วย

จากแนวคิดนี้ เราสามารถเขียนสมการให้อยู่ใน รูปทั่วไป ก็ได้ โดยตัวเลข 1 ที่ห้อยไว้เพื่อแสดงว่าเป็นปีที่ 1 ก็จะเปลี่ยนเป็น i และท่านก็จะสามารถแทนค่า i ให้เป็นตัวเลขปีใด ๆ ที่ท่านต้องการ


เมื่อย้ายข้างจัดรูปเสียหน่อยก็จะได้


หากสังเกตให้ดี ฝั่งขวาของสมการเป็นกระแสเงินสดที่ไหลเข้าและไหลออกในปีนั้น ๆ ส่วนฝั่งซ้ายก็เป็นการสรุปว่าเงินสดที่คงค้างอยู่ในระบบมีการเปลี่ยนแปลงไปเท่าไร


ภาพรวมหลังเกษียณ


แน่นอนว่าความสนใจของเรา ไม่ใช่ ชีวิตหลังเกษียณปีใดปีหนึ่ง แต่เป็นภาพรวมของทุก ๆ ปีภายหลังเกษียณ สมมติว่าเรามีชีวิตอยู่ต่อไปหลังเกษียณแล้วอีก n ปี (ถ้าท่านเกษียณที่อายุ 60 ปี และมีชีวิตอยู่ต่อได้อีก n = 25 ปี นั่นหมายความว่า ท่านคาดการณ์อายุขัยของตนเองไว้เท่ากับ 60 + 25 = 85 ปี) เพื่อให้ครอบคลุมความสนใจของเรา เราก็จะคำนวณ “ผลบวก” ของทุกปี ตั้งแต่ปีที่ 1 ไปจนถึงปีที่ 25 นั่นเอง

[สำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคย ซิกมา หรือ Σ เป็นตัวอักษรกรีกที่แปลเป็นภาษาคนง่าย ๆ ว่า “ผลบวก”]

เมื่อคิดผลบวก (ตั้งแต่ปีที่ 1 จนถึงปีที่ n) กับทั้งสองฝั่งของสมการ จะได้


หากลองแทนค่า i = 1, 2, 3,... ไปจนถึง n จะพบว่าฝั่งซ้ายของสมการเท่ากับ Ln – L0 ซึ่งเราออกแบบให้มีการไถ่ถอนหรือสร้างกระแสเงินให้พอดีกับที่จะใช้จ่าย ทำให้ไม่มีการสะสมเงินสดคงค้าง และฝั่งซ้ายนี้ก็จะกลายเป็นศูนย์ ส่วนฝั่งขวาของสมการนั้น พจน์ที่หนึ่ง (ΣP) และพจน์ที่สาม (ΣX) สามารถลดรูปลงได้

จากสมมติฐานที่ว่า Passive Cash Flow ในแต่ละปีมาจาก เงินปันผล ที่สินทรัพย์ A จ่ายออกมาด้วยอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (d) ที่ค่อนข้างคงที่ ดังนั้น ΣP = Σ(dA) = d Σ(A) ในกรณีที่สินทรัพย์เป็นพอร์ตโฟลิโอที่ประกอบด้วยหุ้นของบริษัทที่มีธุรกิจอิ่มตัวและจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ เราสามารถคาดการณ์การเติบโตในระยะยาวเท่ากับอัตราเงินเฟ้อ ส่วนค่าใช้จ่าย X ก็เติบโตในอัตราเดียวกับอัตราเงินเฟ้อด้วยเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ จะได้ว่า ΣA = nA1 และ ΣX = nX1 ทำให้สามารถเขียนสมการข้างต้นให้อยู่ในรูป real term ซึ่งตัดผลกระทบจากเงินเฟ้อออกไปได้


ดังนั้น เราจะต้องไถ่ถอนเงินสด (แทะเงินก้อน) ตลอดช่วงเวลาการเกษียณ เท่ากับ


ถ้า X1 = dA1 ฝั่งขวาของสมการจะกลายเป็นศูนย์ หมายความว่า เราไม่ต้องแทะเงินก้อนเลย และในทางตรงข้าม หากเราไม่มีสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดเลย (A1 = 0) ก็จะได้ว่า ΣR = nX1 ซึ่งก็แปลว่า เราต้องเตรียมเงินก้อนเอาไว้เท่ากับค่าใช้จ่ายของปีแรก (X1) คูณด้วยจำนวนปีที่จะอยู่หลังเกษียณ (n) แล้วก็ต้องเอาไปฝากหรือทำอะไรให้มีผลตอบแทนเท่า ๆ กับอัตราเงินเฟ้อด้วย ถึงจะมีเงินพอให้แทะตลอดอายุขัย


การตัดสินใจครั้งสำคัญ


หากท่านต้องเลือกระหว่าง (1) การสร้างพอร์ตลงทุน A1 ที่สร้างกระแสเงินสดเลี้ยงเราไปตลอดชีพ และ (2) การเตรียมเงินก้อน ΣR ที่เพียงพอสำหรับการแทะกินไปได้ตลอดชีวิต นั่นแสดงว่าท่านกำลังเปรียบเทียบระหว่าง X1/d (เพราะว่า X1 = dA1) กับ nX1


ในกรณีที่ท่านสามารถสร้างพอร์ตลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผล d ที่มีค่ามากกว่า 1/n ได้ การสร้างกระแสเงินสดจะดีกว่าการแทะเงินก้อน

ตัวอย่างเช่น สมมติท่านเตรียมเกษียณที่อายุ 60 ปี และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปหลังจากนั้น 25 ปี (n = 25) ด้วยการใช้จ่ายเดือนละ 2 หมื่นบาท การแทะเงินก้อนจะทำให้เงินเก็บ 6 ล้านบาทของท่านหมดไปพอดี เพราะ nX1 = 25 ปี x (20000 บาท x 12 เดือน) = 6,000,000 บาท

ในทางตรงข้าม หากท่านนำเงินจำนวนเดียวกันไปสร้างพอร์ตลงทุนที่ให้ผลตอบแทน d = 1/25 หรือ 4% ต่อปี พอร์ตลงทุนของท่านจะจ่ายเงินปันผลออกมาปีละ 0.04 x 6000000 = 240,000 บาท หรือเทียบเท่าเดือนละ 20,000 บาทพอดีเช่นกัน และเงินปันผลนี้ยังเติบโตเท่ากับอัตราเงินเฟ้อ (สมมติว่า 2 เปอร์เซ็นต์) ทำให้สามารถรองรับค่าใช้จ่าย (ซึ่งก็เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกับเงินเฟ้อด้วยเหมือนกัน) ได้ไปจนตลอดชีวิต

ความแตกต่างก็คือ เมื่อครบเวลา 25 ปีแล้ว การแทะเงินก้อนจะทำให้เงินเก็บ 6 ล้านบาทหมดสิ้นไป แต่พอร์ตลงทุนที่สร้างกระแสเงินสด นอกจากไม่หมดแล้วยังสามารถเติบโตขึ้นเป็น 6000000 x 1.02^25 = 9.84 ล้านบาทได้อีกต่างหาก ถ้าไม่ยกให้ลูกหลานญาติมิตร จะเขียนพินัยกรรมทำบุญส่งท้ายก็เป็นกุศลดี


ความเสี่ยงล่ะ?


ถึงตรงนี้หลายท่านคงเห็นแล้วว่าการสร้างกระแสเงินสดมีความยั่งยืนกว่าการแทะเงินก้อน แต่ก็อาจมีบางท่านกังวลในเรื่องของความเสี่ยง และคิดว่าอย่างน้อยถ้าเก็บเงินก้อนไว้แทะ เงินนั้นก็ยัง "ไม่หาย" จนกว่าเราจะหยิบมันออกมาใช้จ่าย ต่างจากพอร์ตลงทุนซึ่งอาจเจ๊งหมดตัวได้

ความกังวลข้อนี้มีทั้งที่จริงและไม่จริง ประการแรก คือ เงินก้อนที่เก็บไว้แทะก็อาจหายหรือลดน้อยลงได้เหมือนกัน แม้จะเป็นการซื้อกองทุนรวมตราสารหนี้ที่คิดว่ามีความเสี่ยงต่ำ เพราะผู้จัดการกองทุนอาจนำเงินของเราไปซื้อตราสารหนี้เอกชน ซึ่งก็มีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้และทำให้เงินต้นหายไปได้ ตัวอย่างนี้มีให้เห็นมาแล้วในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจของไทยเราเอง

   ตัวอย่างผลขาดทุนจากกองทุนรวมตราสารหนี้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ

   * ในช่วงเวลาดังกล่าว หลาย ๆ กองทุนประเภทเดียวกันก็มีชะตากรรมแบบนี้ นักลงทุนโปรดเข้าใจว่าเป็นความเสี่ยงตามประเภทของกองทุน *




ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงวิกฤติแม้แต่ธนาคารยังแทบเอาตัวกันไม่รอด เงินฝากธนาคารที่คิดว่าแน่ก็ยังอาจไม่แน่ได้เหมือนกัน หรือถ้าจะได้เงินคืนเต็มจำนวนก็อาจต้องใช้เวลามากขึ้น ส่วนผลตอบแทนก็แทบไม่ต้องพูดถึง

ประการที่สอง พอร์ตลงทุนอาจเจ๊งหมดตัวหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ "ไส้ใน" ที่เราจัดไว้ หากพอร์ตลงทุนของเราประกอบด้วยหุ้นหวือหวาเก็งกำไร หุ้นที่มี P/E สูง ๆ เช่น 50-60 เท่า โอกาสที่ราคาหุ้นในพอร์ตจะปรับตัวลงแรง ๆ ก็เป็นไปได้มาก

ในทางกลับกัน หากท่านจัดพอร์ตให้มีหุ้นชั้นนำขนาดใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวและจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอมาเป็นสิบปี ผสมผสานกับกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนตราสารหนี้ โอกาสที่ท่านจะเจ๊งหรือขาดทุนแรง ๆ ก็มีไม่มาก โดยเฉพาะเมื่อเป็นการลงทุนระยะยาว 20-30 ปี

ประการที่สาม แม้ท่านจะเห็น มูลค่าพอร์ต ลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามสภาพตลาด แต่ตราบเท่าที่ "กระแสเงินสด" ยังแข็งแกร่ง ท่านก็ไม่มีเหตุให้วิตก เพราะสิ่งที่ท่านต้องการจริง ๆ คือ กระแสเงินสด ไม่ใช่มูลค่าพอร์ตครับ

วันอังคารที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

คิด... ก่อนเกษียณ


"ถ้าอยากดึงดูดคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ให้พูดเรื่อง รวยเร็ว และกลับกันถ้าอยากไล่พวกเขา ให้พูดเรื่อง การเกษียณ"

หากนับกันด้วยระยะเวลา การเกษียณอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่มันก็ใกล้เคียงกับการมองหาเรือชูชีพเวลาไปล่องเรือสำราญ ส่วนที่แตกต่างกันก็คือ เรือชูชีพเราอาจไม่ต้องใช้ แต่การเตรียมเกษียณนั้นได้ใช้แน่ และส่วนที่เหมือนกันก็คือ คนส่วนใหญ่อยากดื่มด่ำกับความสำราญเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยู่ตรงหน้า มากกว่าจะคิดถึง "ความเป็นความตาย" ที่อยู่ไกลออกไป ทั้งที่ความสำคัญนั้นคนละระดับกันเลย

อย่าลืมว่าในวัยเกษียณท่านจะไม่มีใครให้เกาะหรือแอบหลังอีกต่อไป บางทีท่านเสียอีกที่อาจต้องไปค้ำชูผู้อื่น นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงต้อง "คิด" ตั้งแต่ก่อนเกษียณ และควรจะคิดก่อนให้นานพอที่จะลงมือทำด้วย


ทางรอดที่แตกต่าง


เมื่อพ้นจากชีวิตงานประจำแล้ว คนส่วนใหญ่มีทางเลือกที่จะเอาตัวรอดในวัยเกษียณแค่ 2-3 ทาง

1. เลี้ยงชีพจาก "กระแสเงินสด" ที่สร้างด้วยทรัพย์สิน เช่น รายได้จากบ้านเช่า ดอกเบี้ย หรือเงินปันผล (passive income)

2. หางานใหม่ที่สามารถทำในวัยเกษียณได้ (active income)

3. ถ้ารายได้จากสองข้อแรกไม่เพียงพอก็ "แทะเงินก้อน" ไปเรื่อย ๆ และหวังว่าจะไม่หมดเงินก่อนหมดลม

ประเด็นที่ผมรู้สึกห่วงใยมากที่สุดก็คือ ข้อ 3 นี่เอง เพราะส่วนใหญ่ถ้าท่านเกษียณแล้วเลือกแทะเงินก้อนมาสักระยะหนึ่งจนเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหว ความสามารถที่จะกลับไปทำข้อ 2 ก็มักจะหดหายไปหมดเรียบร้อย ด้วยเหตุนี้การกินบุญเก่าในข้อ 3 จึงมีความเสี่ยงที่แฝงอยู่มาก และเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากแนะนำ

นอกจากนั้นหากท่านกำหนดกลยุทธ์เอาไว้ใช้ในยามเกษียณแตกต่างกัน สิ่งที่ท่านเลือกทำก็จะแตกต่างกันด้วย อย่างเช่น การลดการถือครองหุ้นเมื่อเข้าใกล้วัยเกษียณ หรือการซื้อทองคำ เพราะการกระทำที่สมเหตุสมผลในกลยุทธ์หนึ่งอาจกลายเป็นเรื่องไม่เอาไหนในอีกกลยุทธ์หนึ่งเลยก็เป็นได้


กลยุทธ์ที่ 1: สร้างกระแสเงินสด


ในกลยุทธ์นี้ท่านจำเป็นต้องเลือกว่าจะใช้สินทรัพย์ประเภทใดมาสร้างกระแสเงินสด ตัวเลือกสำหรับคนส่วนใหญ่ ได้แก่ ดอกเบี้ย ค่าเช่า และเงินปันผล ข้อควรคิดก็คือ สินทรัพย์ที่เลือกควรสร้างกระแสเงินสดได้ค่อนข้างมั่นคงและมากเพียงพอ 

จากตัวเลือกทั้งหมด ดอกเบี้ย ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกพื้นฐานที่ง่ายที่สุด ปัญหาก็คือ ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร มักปรับเปลี่ยนไปตามสภาพเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยเงินฝากที่เคยสูงสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ (อ่านไม่ผิดหรอกนะครับ) ในสมัยก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง กลับลดลงมาอยู่แถว ๆ 1 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน จึงไม่อาจถือว่าผ่านเกณฑ์ได้เลย ทั้งในแง่ความมั่นคงและระดับผลตอบแทน

ในขณะที่ ดอกเบี้ยพันธบัตร (หรือที่เรียกว่า คูปอง) แม้ส่วนใหญ่จะเป็นดอกเบี้ยคงที่ แต่หากท่านมาคิดซื้อเอาในเวลานี้ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุยาวถึง 30 ปี ก็ยังให้ผลตอบแทนอยู่ที่ราว ๆ 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อาจจะผ่านในแง่ความมั่นคง แต่ก็ไม่ผ่านในแง่ผลตอบแทน เพราะแม้จะมีเงินก้อน 6 ล้านบาท เอาไปซื้อพันธบัตรแล้วก็ยังได้ดอกเบี้ยตกเดือนละ 1.5 หมื่นบาทเท่านั้น ส่วนพันธบัตรเอกชนอาจให้ผลตอบแทนสูงขึ้นนิดหน่อย แต่ความเสี่ยงที่จะสูญเงินต้นก็สูงขึ้นตามไปด้วย

สำหรับการสร้างกระแสเงินสดจาก ค่าเช่า ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยเช่าบ้าน ตึกแถว หรือคอนโดมิเนียม ส่วนใหญ่อัตราผลตอบแทนมักดีกว่าพันธบัตร แต่ความมั่นคงของกระแสเงินสดก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งทำเลของทรัพย์สิน การดูแลรักษา การคัดเลือกผู้เช่า ฯลฯ ข้อเสียสำคัญก็คือ การซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่าโดยตรงต้องใช้เงินก้อนโต และมีการกระจายความเสี่ยงน้อย หากอสังหาฯ ชิ้นใดเกิดปัญหา เช่น ปล่อยเช่าไม่ได้ หรือปล่อยได้ค่าเช่าต่ำกว่าที่คาด ก็จะกระทบกระแสเงินสดในภาพรวมอย่างมาก และถ้าอยากขายออกไปก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน

กระแสเงินสดจาก เงินปันผล อาจได้มาจากหุ้นหรือกองทุนรวม โดยท่านสามารถซื้อสะสมไปเรื่อย ๆ ด้วยตนเอง หรือไม่ก็ใช้วิธี Dollar Cost Averaging (DCA) ซึ่งบังคับให้เราซื้อหุ้นด้วย "จำนวนเงิน" เท่า ๆ กันในแต่ละครั้ง และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ DCA เป็นหลักการที่มีความลึกซึ้ง เพราะมันทำให้เราได้จำนวนหุ้นมากขึ้นในราคาถูก และพอหุ้นแพงเราก็จะได้จำนวนหุ้นน้อยลงไปตามกลไก ...สวนทางกับสิ่งที่มวลมหาประชาเม่าชอบทำกัน

หลังจากสะสมหุ้นอย่างมีวินัยมาเป็นสิบปี สุดท้ายเราจะมีพอร์ตหุ้นขนาดใหญ่ที่สามารถจ่ายเงินปันผล สร้างกระแสเงินสดเลี้ยงชีวิตได้อย่างเกินพอ และสามารถนำส่วนที่เหลือมาลงทุนซ้ำหรือ reinvest เพื่อให้พอร์ตยังโตต่อได้แม้หลังเกษียณ โดยความเห็นส่วนตัวของผม พอร์ตหุ้นเลี้ยงชีพนี้ควรประกอบด้วยหุ้นที่จ่ายเงินปันผลดีหลายตัว (เช่น 6-12 ตัว) เพื่อที่ว่าหากบริษัทใดเกิดประสบปัญหาโดยไม่คาดฝัน เช่น ขาดทุน หรืองดจ่ายเงินปันผล กระแสเงินสดในภาพรวมก็จะยังไม่ได้รับผลกระทบมากมายนัก

โปรดจำไว้ว่าในกลยุทธ์นี้กระแสเงินสดสำคัญกว่าขนาดพอร์ต ท่านจึงสามารถถือหุ้นในปริมาณมาก และหากท่านตระหนักถึงความจริงที่ว่า ราคาหุ้นมีความผันผวนเป็น 13 เท่าของเงินปันผล [อ้างอิงงานวิจัยของ โรเบิร์ต ชิลเลอร์ ในปี 1981] ความน่ากลัวของกลยุทธ์นี้ก็ควรเป็นเศษหนึ่งส่วนสิบสามจากสายตาของคนภายนอก

เพื่อให้ครบเครื่องมากขึ้น ที่จริงแล้ว พอร์ตหุ้นเลี้ยงชีพ อาจมีมากกว่าหุ้นก็ได้ ท่านอาจลงทุน "ทางอ้อม" ผ่านกองทุนรวมหุ้น หรือแม้แต่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์/กองรีท ซึ่งผสมผสานข้อดีระหว่างอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวม ก็จะทำให้กระแสเงินสดมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายปรับเปลี่ยนพอร์ตได้ตามสถานการณ์ ซึ่งข้อนี้ก็นับว่าดีกว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่าเองโดยตรง


กลยุทธ์ที่ 2: หางานในวัยเกษียณ


การหางานใหม่ในวัยเกษียณไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ลูกจ้างวัยดึกนอกจากจะมีปัญหาเรื่องอายุและสุขภาพแล้ว ปัญหาเรื่องการเรียนรู้งาน การสื่อสาร และการปรับตัว ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการ "เริ่มต้นใหม่" ในวัยเริ่มชรา งานที่เหมาะสมจึงมักเป็นงานที่ได้ใช้ความรู้ ทักษะ หรือสายสัมพันธ์เดิมที่มีอยู่แล้ว โดยอาจไปเป็นที่ปรึกษาหรือกรรมการ ซึ่งต้องใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะทางจริง ๆ หรือบางท่านอาจรับเป็นวิทยากร ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม การคาดหวังงานดังกล่าวน่าจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคำนึงถึงโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างในทุกวันนี้

บางทีงานที่เปิดกว้างมากกว่าสำหรับผู้อาวุโสอาจเป็นธุรกิจส่วนตัวเล็ก ๆ ที่ไม่ต้องใช้เงินทุนมากนัก เช่น เปิดร้านขายของหรือร้านซ่อมจักรยานในละแวกบ้าน ทำให้ไม่ต้องเดินทางไกลในแต่ละวัน รายได้อาจไม่มากมาย แต่ก็พอเลี้ยงชีพและทำให้ทุกวันในชีวิตมีคุณค่า


กลยุทธ์ที่ 3: แทะเงินก้อน


แม้นี่จะเป็นกลยุทธ์สุดท้ายที่ผมไม่อยากแนะนำ แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ ท่านก็ควรเรียนรู้หน่อยว่าจะ "แทะ" เงินก้อนอย่างไรหมดช้าที่สุด

ประการแรก พึงทราบไว้ก่อนว่าในการเลี้ยงชีพด้วยการแทะเงินก้อนนั้น ท่านจะต้องพยายามระวังไม่ให้เงินก้อนนี้หดเล็กลง เพราะฉะนั้นการกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น ทองคำ ตราสารหนี้ หุ้น ฯลฯ จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล และในกลยุทธ์นี้การถือครองหุ้น 100% ของเงินทั้งหมดก็ถือเป็นสิ่งต้องห้าม นี่คือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างกลยุทธ์ที่ 1 และกลยุทธ์ที่ 3

ในกลยุทธ์ที่ 1 หากราคาหุ้นตกลงมาทั้งตลาด ขนาดพอร์ตของท่านอาจเล็กลง แต่ตราบเท่าที่หุ้นในพอร์ตยังพอจ่ายเงินปันผล (สร้างกระแสเงินสด) ได้มากพอ ท่านก็ไม่ควรต้องเดือดเนื้อร้อนใจ แต่สำหรับกลยุทธ์ที่ 3 การถือครองหุ้น 100% ทำให้ท่านต้องทยอยขายหุ้นให้ได้ "จำนวนเงิน" เท่ากันในแต่ละเดือน เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เมื่อราคาหุ้นดิ่ง จำนวนหุ้นที่ท่านขายก็ต้องมาก และในทางกลับกันเดือนไหนราคาหุ้นพุ่งกระฉูด (ซึ่งเป็นโอกาสขายที่ดี) จำนวนหุ้นที่ท่านขายออกมากลับน้อย ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็นรกเลย เพราะพอร์ตจะพังลงด้วยอัตราเร่ง สวนทางกับแนวคิดตอนซื้อด้วยวิธี DCA

ประการที่สอง ในขณะที่ระวังไม่ให้เงินก้อนหดเล็กลง ก็ต้องพยายามสร้างผลตอบแทนควบคู่ไปด้วย เพราะฉะนั้นผมจึงแนะนำให้ถือครองหุ้นเอาไว้พอสมควร เช่น 40-80% ขึ้นอยู่กับขนาดพอร์ต แล้วโยกความมั่งคั่งบางส่วน (ที่คาดว่าจะต้องแทะเร็ว ๆ นี้) ออกมาเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อย เช่น เงินฝากธนาคาร หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือ เราใช้หุ้นสร้างผลตอบแทนเป็นหลัก และใช้สินทรัพย์พวกนี้เป็น บัฟเฟอร์ รองรับแรงกระแทกจากความผันผวนของตลาดหุ้นนั่นเอง

[สำหรับกลวิธีในการขายอาจกำหนดให้
  - ขายมากเมื่อหุ้นขึ้น และ "เงินส่วนเกิน" ก็ทบไปเป็นบัฟเฟอร์
  - ขายน้อยเมื่อหุ้นลง และ "เงินส่วนขาด" ก็ดึงมาจากบัฟเฟอร์]

ประเด็นนี้อาจแตกต่างจากคำแนะนำของ "กูรู" ทั่วไป เพราะผมมองว่าการเลี้ยงชีพในวัยเกษียณเป็นเรื่องระยะยาวนับสิบปี ในขณะที่ตลาดหุ้นตกต่ำมักฟื้นตัวได้ในระยะเวลา 2-3 ปี หากมีบัฟเฟอร์ขนาดใหญ่พอ เราก็จะสามารถลงทุนหุ้นเป็นส่วนใหญ่  รอ และเอาตัวรอดได้ในระยะยาว ส่วนการถือกองทุนรวมตราสารหนี้ในปริมาณมาก "ตลอดเวลา" จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ต่ำเกินไป อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นดุลยพินิจของแต่ละท่าน

ประการที่สาม อย่าพาตัวเองเข้ามุมอับ หากท่านกำลังแทะเงินยังชีพก้อนสุดท้ายอยู่ด้วยใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ก็ไม่ควรเอาเงินนี้ไปทำหน้าที่อื่นที่นอกเหนือจากการเลี้ยงชีพ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียลูกไปเรียนปริญญาโทเมืองนอก ซื้อรถรับขวัญหลาน ปลดหนี้ให้น้อง ฯลฯ

ถ้าท่านใช้เงินตัวเองแก้ปัญหาให้คนอื่น ที่สุดแล้วท่านก็จะมีปัญหาเป็นของตัวเอง


อีกเรื่องสำคัญ


นอกจากเตรียมเลี้ยงชีพในยามเกษียณแล้ว ท่านทั้งหลายอย่าลืมรักษาสุขภาพของตนเองด้วย เรื่องนี้สำคัญมาก หากท่านมีสุขภาพดี ไม่ต้องหมดเปลืองไปกับค่ารักษาพยาบาลแสนแพง ปัญหาเรื่องเงินทองก็จะลดน้อยลง

ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากแนะนำให้ทุกท่านทำประกันภัยโรคร้ายแรง (ประเภทที่เป็นทีหนึ่งรักษากันจนหมดเนื้อหมดตัว) เอาไว้ด้วย เบี้ยประกันอาจแพงหน่อย แต่มันจะเป็น เงินหมื่นที่ปกป้องเงินล้าน และเงินล้านนั้นก็คือ ชีวิตในวัยเกษียณของท่านนั่นเอง