วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569

หุ้นถูก... หรือ หุ้นน่าซื้อ?


หิว กับ อยากกิน นั้นไม่เหมือนกัน บางครั้งเราอยากกินทั้งที่ไม่หิว หรือบางทีหิว แต่เจออาหารแย่ก็ไม่อยากกิน

ในเชิงของหุ้น หุ้นถูก กับ หุ้นน่าซื้อ เองก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งบทความนี้จะพาท่านไปพบความจริงที่น่าตื่นตะลึง แถมยังแทรกความน่าขันและน่าปวดใจไปพร้อม ๆ กัน


ความเป็นไปได้ทั้ง 4


โดยธรรมชาตินักลงทุนจะ “รู้สึก” ถึงความถูกแพงของหุ้นแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา ถ้าหุ้นเคยป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ 10 บาท แล้วต่อมาราคาพุ่งขึ้นไปที่ 13-14 บาท นักลงทุนก็จะเริ่มรู้สึกว่าหุ้นแพง หรือในทางกลับกัน หากหุ้นปรับตัวลงไปที่ 6 บาท พวกเขาก็อาจรู้สึกว่าหุ้นถูกมากแล้ว

แต่แน่ล่ะ หุ้นถูกอาจจะน่าซื้อหรือไม่น่าซื้อก็ได้ กรณีข้างต้นถ้านักลงทุนเชื่อว่าราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงไปอีก เช่น จาก 6 บาท แล้วยังลงไปต่ำกว่า 5 บาทได้ แบบนี้แม้หุ้นมีราคาเพียง 6 บาท ก็ไม่เรียกว่าน่าซื้อ

ดังนั้น เราสามารถจำแนกสถานการณ์ทั้ง 4 แบบในรูปตาราง โดยกำกับความคิดเห็นลงไปด้วย
 

ตัวอย่างของหุ้นถูกและน่าซื้อ คือ ราคาหุ้นลดลงมาต่ำ และมีปัจจัยเกื้อหนุนต่อการฟื้นตัว ซื้อแล้วน่าจะ ปลอดภัย แต่กลับกันถ้าราคาหุ้นลงมาเยอะแล้ว และมีโอกาสลงต่อยาว ๆ อันนี้เรียกว่า หุ้นถูกแต่ไม่น่าซื้อ แบบนี้ทางออกอาจเป็นการ ปล่อยไป ไม่เข้าไปยุ่ง

ในทางตรงข้าม สถานการณ์ที่หุ้นแพงทว่ายังคงน่าซื้อ เกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาเยอะโดยมีเหตุผลที่ดีรองรับ ถ้าใจกล้าซื้อไว้ก็อาจจะ คุ้มเสี่ยง แต่หากตรงข้าม คือ หุ้นพุ่งขึ้นมาเยอะเกินตัว แล้วเหตุผลรองรับที่จับต้องได้ก็ไม่มีเพียงพอ อย่างนี้จะเป็นสถานการณ์ที่หุ้นแพงแถมยังไม่น่าซื้อด้วย คงต้องรอให้ คนบ้า มาซื้อไป

เมื่อทราบความเป็นไปได้ทั้ง 4 แบบแล้ว ส่วนใหญ่คนที่มีเหตุมีผลและระแวดระวังจะเลือกซื้อหุ้นในช่องซ้ายบน (วิถีปลอดภัย) หรือถ้าใจกล้าหน่อยก็อาจจะเลือกช่องซ้ายล่าง (ซื้อแพง เพื่อไปขายแพงกว่า)

พูดง่าย ๆ คือ นักลงทุนที่มีเหตุผลมักซื้อ เมื่อหุ้นน่าซื้อ นั่นเอง


สร้างโมเดล


เพื่อให้เข้าใจกระบวนการลงทุนมากขึ้น เราจะสร้างโมเดลการเคลื่อนไหวของ ราคาหุ้น ในลักษณะวัฏจักรอย่างง่ายที่มีวงรอบประมาณ 4 ปี แสดงด้วยเส้นสีฟ้า


หากเราพิจารณาว่าหุ้นเกือบทุกตัวล้วนมีความเป็นวัฏจักรเกี่ยวพันกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ไม่มากก็น้อย โมเดลอย่างง่ายนี้ย่อมทำให้ท่านเห็นความเป็นไปและมีประโยชน์อยู่บ้าง มากน้อยตามแต่คุณลักษณะของหุ้นที่ท่านสนใจ

สมมติว่ามีการประเมิน มูลค่าหุ้น หรือราคาเป้าหมาย เป็นเส้นประสีส้ม เส้นประนี้ควรวิ่งล้อไปกับราคาหุ้น แต่ “ล้าหลัง” อยู่เล็กน้อย


เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าการคาดการณ์ไปในอนาคต (เพื่อประเมินมูลค่าหุ้น) นั้น อาศัยมุมมองของนักวิเคราะห์หรือนักลงทุน และมุมมองดังกล่าวก็ประมวลขึ้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต การประเมินมูลค่าหุ้นจึงแฝงองค์ประกอบที่มีความล้าหลังไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นอกจากเรื่องของการล้าหลังแล้ว อีกข้อหนึ่งที่ควรสังเกต คือ มุมมองของนักวิเคราะห์มักดีเกินจริงในช่วงเวลาที่ดี และมักแย่เกินจริงในช่วงเวลาที่แย่ สะท้อนด้วยมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นหรือลดลงทะลุระดับราคาที่หุ้นไปถึงจริง ข้อนี้เกิดจากความไม่สมบูรณ์ของการรับรู้ ทำให้นักวิเคราะห์ต้องทำการ “ลากเส้นต่อจุด” โดยอาศัยประสบการณ์ของตนเองและข้อมูลข่าวสารเท่าที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น

จากความล้าหลังและเกินจริงนี้ มูลค่าหุ้นที่คำนวณออกมา (เส้นประสีส้ม) จึงมีเฟสตามหลัง และมีแอมพลิจูด หรือขนาดของยอดคลื่น มากกว่าราคาหุ้นในโมเดลของเรา


จุดที่น่าสนใจ


เมื่อกำหนด A, B, C และ D เป็นจุดที่น่าสนใจบนโมเดล แล้วตั้งข้อสังเกตไล่ไปทีละจุด



ภาพขยายจุด A


เมื่อบริษัทมีกำไรเติบโตดี นักลงทุนก็ปรับมุมมองดีขึ้น ราคาหุ้น (เส้นสีฟ้า) จึงปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงจุดหนึ่งที่พัฒนาการเชิงบวกของบริษัทเริ่มตีบตัน เช่น มีคู่แข่งเพิ่มขึ้น หรือเริ่มประสบปัญหาในการลดต้นทุน สถานการณ์เช่นนี้ทำให้นักลงทุนที่รู้จักบริษัทอย่างลึกซึ้งเริ่มระมัดระวัง และราคาหุ้นอาจชะลอตัว

อย่างไรก็ดี ตราบเท่าที่ตัวเลขผลการดำเนินงานยังไม่ประกาศออกมา นักลงทุนจำนวนมากย่อมคาดการณ์ผลกำไรของบริษัทโดยปรับแต่งตัวเลขจากอัตราการเติบโตของไตรมาสก่อน ๆ มูลค่าหุ้นที่ประเมินออกมาจึงมีแนวโน้มวิ่งต่อ ส่งผลให้เส้นประสีส้ม พุ่งทะยานแซงราคาหุ้นขึ้นไป

ลูกศรสีดำ แสดงให้เห็นว่า มูลค่าหุ้น ตามมุมมองของนักลงทุนขณะนั้น สูงกว่าราคาหุ้นปัจจุบัน จึงเปิดช่องให้กับมุมมองที่ว่า ราคาหุ้นอาจขยับตัวสูงขึ้นได้อีก (อยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า เมื่อซื้อหุ้นได้ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ที่สุดแล้วราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นไปหามูลค่า) เพราะฉะนั้น ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นจนดูเหมือนว่าแพงมาตลอดทาง ก็อาจจะคุ้มค่ากับความเสี่ยง และไม่ควรเป็นปัญหาสำหรับหุ้นที่ “น่าซื้อ” ตัวนี้

ภาพขยายจุด B


นี่เป็นสถานการณ์ที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดมาระยะหนึ่ง ทำให้หุ้นที่เคยแพงเริ่มดู “ไม่แพง” เมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้านั้น นักลงทุนอาจปรับลดมุมมองที่ดีเกินจริงลงมา คำนวณเป็นมูลค่าหุ้นก็ลดลงบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงสูงกว่าราคาหุ้นอยู่พอสมควร หลายคนจึงเข้าซื้อหุ้นเพื่อรอขายเมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปหามูลค่า หรือถ้าเชื่อมั่นจริง ๆ ว่านี่เป็นซุปเปอร์สต็อก พวกเขาอาจเก็บหุ้นในจังหวะที่ราคาลดลงชั่วคราวและตั้งใจจะถือเอาไว้ตลอดไป

โดยสรุปก็คือ นี่เป็นหุ้นที่ถูกและน่าซื้อ เป็นสถานการณ์ที่หลายคนมองว่าค่อนข้างปลอดภัย หากจะซื้อหุ้นตัวนี้

ภาพขยายจุด C


หลังจากผลประกอบการที่ย่ำแย่ผลัดกันเวียนหน้าออกมาโชว์ต่อสาธารณะ ราคาหุ้นก็ไหลลงจนเรียกว่า ถูกแล้วถูกอีก นักลงทุนเองก็ปรับลดมุมมองครั้งแล้วครั้งเล่า จนมูลค่าหุ้นที่เคยสูงมุดลงต่ำกว่าราคาหุ้น กลายเป็นสถานการณ์ที่ราคาหุ้นขาดปัจจัยพื้นฐานรองรับ ในลักษณะนี้นักลงทุนที่มีเหตุมีผลอาจมองว่า ราคาหุ้นมีโอกาสลงต่อไปอีก

นั่นคือ หุ้นถูก แต่ก็ยังไม่น่าซื้ออยู่ดี

ภาพขยายจุด D


หลังจากตกต่ำอยู่พักใหญ่ ราคาหุ้นก็เริ่มทรงตัวและฟื้นขึ้นมาได้ อาจมีข่าวดีออกมาบ้าง แต่ก็ถือว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่วิ่งขึ้น “อย่างไม่สมเหตุสมผล” หลายคนคิดว่าราคาหุ้นได้แพงจนสะท้อนข่าวดีพวกนั้นไปหมดแล้ว ฝ่ายผู้ที่คำนวณมูลค่าหุ้นแม้เห็นว่าบริษัทมีพัฒนาการอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะทัดเทียมกับราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นมา

เมื่อหุ้นแพงเกินไปเทียบกับมูลค่าที่ยังกระเตื้องขึ้นไม่มาก บทสรุปของพวกเขาก็คือ ความฝันนั้นสวยหรูเกินจริง... แพง และไม่น่าซื้อด้วย


ถอยออกมา ช็อก!


ข้อสังเกตข้างต้นอยู่บนพื้นฐานของแต่ละจุดเวลา ซึ่งแน่นอนว่าหลายอย่างอาจเปลี่ยนไป หากเราถอยออกมามองภาพใหญ่


อย่างเช่น จุด A ที่หุ้นแพง + น่าซื้อ ความจริงกลับกลายเป็นว่าจุดนั้นเป็นฟองสบู่พอดี ส่วนจุด B ที่หุ้นถูก + น่าซื้อ แท้จริงหุ้นกำลังดิ่งเป็นขาลง

ขณะที่จุด C หุ้นถูก + ไม่น่าซื้อ แต่นั่นกำลังจะเป็นจุดต่ำสุดก่อนที่หุ้นจะฟื้นตัว และจุด D ที่หุ้นแพง + ไม่น่าซื้อ ที่จริงหุ้นกำลังอยู่ในขาขึ้น

พูดง่าย ๆ ว่ากลับหัวกลับหางไปหมด จุดที่คิดว่าน่าซื้อ ที่แท้ไม่ควรซื้อ ส่วนจุดที่คิดว่าไม่น่าซื้อ แต่ถ้าซื้อกลับมีกำไร นี่เป็นเรื่องน่าขันสำหรับผู้ที่พยายามจริงจังกับการลงทุน

...และขณะเดียวกันก็น่าปวดใจ

ผมเองก่อนหน้านี้ก็เคยซื้อหุ้นที่จุด B หรือหาจังหวะขายแถวจุด D ทำให้ขาดทุนไปบ้าง ชวดกำไรไปบ้าง ผลตอบแทนไม่ดีเท่าที่หวัง แต่ก็ไม่ทราบว่าผิดพลาดตรงไหน จนมาค้นพบตอนนี้

เมื่อนักลงทุนพยายามเลือกหุ้นที่มีความมั่นคง โดยมองจากความคงเส้นคงวาของกำไร 3-4 ปีล่าสุด พวกเขาอาจมองข้ามหรือปฏิเสธความเกี่ยวพันกับวัฏจักรไปได้ง่าย ๆ ทั้งที่ความเป็นวัฏจักรของหุ้นนั้นมีอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจ, วัฏจักรดอกเบี้ย, ค่าแรง, ค่าใช้จ่ายทุน (CAPEX) หรือราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น และยิ่งความเป็นวัฏจักรชัดเจนขึ้นเท่าไร คำเตือนก็ยิ่งชัดเจนว่า...

หุ้นถูกไม่ใช่หุ้นน่าซื้อ และหุ้นน่าซื้อก็อาจไม่ใช่หุ้นน่าซื้อครับ

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569

อธิบายความเร่งสู่ศูนย์กลาง


เมื่อแกว่งวัตถุเป็นวงกลม ทุกคนก็รู้จักว่าจะต้องมีความเร่งสู่ศูนย์กลาง

แต่ก็ไม่ค่อยรู้ว่าสูตรมีที่มาอย่างไร ในที่นี้ผมจะแสดงให้ดูตั้งแต่ต้นจนจบ ด้วยแนวคิดที่อาจแตกต่างไปจากที่หลาย ๆ ท่านเคยพบเห็นนะครับ


1. เริ่มจากรากฐาน


เมื่อพูดถึงการเคลื่อนที่แบบวงกลม เราก็ย่อมจะต้องมี รัศมี (r) และเส้นรอบวงซึ่งยาว 2πr เมื่อการเคลื่อนที่กวาดมุมไป ทำให้เกิดระยะทางบนเส้นโค้ง เราจะนิยาม มุม θ (theta - เทต้า) ว่าเท่ากับ ระยะทางบนเส้นโค้ง หารด้วย รัศมี ของวงกลม



อันนี้ไม่ต้องคิดมาก เพราะมันเป็นนิยามนะครับ ข้อสังเกตอันหนึ่ง คือ เมื่อกวาดมุมไปจนเกิดระยะทางยาวเท่ากับรัศมี r พอดี มุม θ ก็จะมีค่าเท่ากับหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า 1 เรเดียน นั่นเอง

สมมติว่าการเคลื่อนที่ดังกล่าวใช้เวลา τ (tau หรือ เทา) หากเรานำ τ ไปหารทั้งสองข้าง จะได้ว่า


ฝั่งซ้าย  θ / τ  แท้จริงแล้วก็คือ ความเร็วที่กวาดมุมไปได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง เรียกสิ่งนี้ว่า อัตราเร็วเชิงมุม ω (omega - โอเมกา) ส่วนฝั่งขวา ระยะทางบนเส้นโค้ง หารด้วย ระยะเวลา τ อันนี้เป็น อัตราเร็วเชิงเส้น v ที่เรารู้จักกัน

ดังนั้น


เป็นที่มาของสมการ  v = ω r  ที่หลายท่านเคยเรียนมาแล้ว

*** สมการข้างต้นนี้จะมีประโยชน์สำหรับการไขสูตรในลำดับต่อไป ***



2. เข้าไปยุ่งกับความเร็ว


เมื่อรากฐานแน่นแล้ว ต่อมาเราจะเข้าเรื่องโดยเข้าไปยุ่งกับจังหวะการเคลื่อนที่ไปบนวงกลมบ้าง


สมมติว่าจุดที่หนึ่งและจุดที่สอง วัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว v₁ และ v₂ ตามลำดับ สังเกตว่าความเร็วมี ขนาด คงที่ เพียงแต่ ทิศทาง เท่านั้นที่เปลี่ยนไป

ต่อมาเราหยิบเฉพาะลูกศรที่แทนความเร็วมาพิจารณา เมื่อจับเอาหางลูกศรมาต่อกัน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงความเร็ว (Δv) ซึ่งเป็น ลูกศรสีเขียว


หากลดทอนความวุ่นวายลงโดยตัดหัวลูกศรทั้งหมดออก แล้วพิจารณาเฉพาะ ขนาด จะเห็นเป็นรูปสามเหลี่ยมดังนี้


เมื่อนึกถึงความรู้เรขาคณิตพื้นฐาน สามเหลี่ยมที่มีด้านสองด้านยาวเท่ากัน เรียกว่า สามเหลี่ยมหน้าจั่ว ซึ่งเราจะสามารถ "แบ่งครึ่ง" ออกมาเป็นสามเหลี่ยมมุมฉากสองอัน โดยมุมยอด (θ) จะถูกหารสอง เช่นเดียวกันกับด้านฐาน (Δv) ก็จะถูกหารสองด้วยเช่นกัน

พอได้สามเหลี่ยมมุมฉาก เราก็สบายแล้ว เพราะว่าด้านที่อยู่ตรงข้ามมุม ( Δv / 2 ) จะมีค่าเท่ากับ v sin ( θ / 2 )


และเนื่องจากเรากำลังพิจารณาอัตราเร็ว ณ จุดใดจุดหนึ่งอยู่แล้ว มุม θ ก็ย่อมจะมีค่าน้อย ๆ ซึ่งในทางคณิตศาสตร์ sin (θ) จะมีค่าประมาณเท่ากับ θ

ประเด็นนี้ทุกท่านสามารถทดลองด้วยตนเองโดยกดเครื่องคิดเลข หรือค้นหาใน Google ระบุว่า "sin 0.02 radian" ผลลัพธ์จะออกมาประมาณ 0.019999 (ทั้งนี้ 0.02 เรเดียน เทียบเท่ามุม 1 องศานิด ๆ) แสดงว่า เมื่อมุมมีค่าน้อย sin (θ) จะมีค่าประมาณ θ นั่นเอง

ดังนั้น


ในบริบทที่มุม θ มีค่าน้อย เราอาจเขียนได้ว่า


ถึงตรงนี้ หากเรานำ τ ไปหารทั้งสองข้างของสมการ และอ้างอิงความรู้จากหัวข้อ 1. (เริ่มจากฐานราก) จะได้


ซึ่งอัตราเร็วที่เปลี่ยนแปลงไป (Δv) ในชั่วระยะเวลา τ  ก็คือ อัตราเร่งสู่ศูนย์กลาง



3. ส่งท้าย


ในความเป็นจริง การพิสูจน์อัตราเร่งสู่ศูนย์กลางสามารถทำได้หลายวิธี บางท่านใช้วิธีสามเหลี่ยมคล้าย หรือบางท่านอาจใช้แคลคูลัส แต่โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่า วิธีที่แสดงไปข้างต้นนั้นค่อนข้างชัดเจน ตรงไปตรงมา และเป็นขั้นเป็นตอน

ที่สำคัญ คือ มัน "เจาะ" เข้าไปที่นิยามเลย วาดสามเหลี่ยมรูปเดียว ไม่ต้องเอาไปโยงกับใครให้เกิดความฉงนสงสัยตามมา จึงขอนำมาแบ่งปันด้วยประการฉะนี้

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การ (ลงทุน) ตัดผมแบบเน้นมูลค่า


เมื่อผมเริ่มยาวจนรู้สึกรำคาญ มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง “ตัดผม” แต่หลายท่านอาจนึกไม่ออกว่ากิจกรรมธรรมดาสามัญอย่างการตัดผมนี้จะสามารถเน้นมูลค่าได้อย่างไร

เริ่มต้นอย่างนี้ก็แล้วกันครับ สมมติว่าค่าตัดผม 100 บาท เป็นราคามาตรฐานในชุมชนของท่าน เมื่อตัดครั้งหนึ่งแล้วสามารถอยู่ไปได้เฉลี่ย 8 สัปดาห์ ก่อนจะทนไม่ไหวและต้องวิ่งกลับไปให้ช่างตัดอีกสักครั้ง

หากคิดในเชิงของนักลงทุน ค่าตัดผม 100 บาท ควรถือเป็นราคาที่ “ตลาด” ให้การยอมรับร่วมกัน ทั้งฝั่งลูกค้าและฝั่งร้านตัดผม ซึ่งก็แปลว่า คุณค่าที่ลูกค้าได้รับจากการตัดผมนั้น เทียบเท่าจำนวนเงิน 100 บาท ที่จ่ายไป


คุณค่าจากการได้ตัดผม


หลังตัดผมมาใหม่ ๆ เรามักรู้สึกพึงพอใจกับรูปลักษณ์และความเบาสบายศีรษะ จนครั้นเวลาผ่านไป เมื่อเส้นผมเริ่มชี้ไม่เป็นทรง หรือยาวขึ้นจนมาโดนหูโดนคอ ทำให้รู้สึกคันและหงุดหงิด

สิ่งหนึ่งที่ท่านน่าจะสังเกตได้ คือ ถึงแม้เส้นผมจะอยู่บนหัวของเราตลอด 8 สัปดาห์ (ก่อนจะไปตัดผมรอบใหม่) แต่คุณค่าในแต่ละสัปดาห์นั้นไม่เท่ากัน

สมมติคร่าว ๆ ว่าสัปดาห์ที่ 1-6 เป็นช่วงที่ผมเข้าทรง ทุกอย่างเรียบร้อยดี มีความสุข พอสัปดาห์ที่ 7 เริ่มหล่อน้อยลง ความสุขหดหาย แล้วพอสัปดาห์ที่ 8 ความทุกข์มาเยือนเต็มตัว หัวก็ฟู ทั้งร้อนทั้งคัน

หากแปลงให้เป็นเชิงปริมาณ (quantify) โดยกำหนดมูลค่าในแต่ละสัปดาห์ ดังนี้


จะเห็นว่าคุณค่าหรือมูลค่ารวมที่ได้รับ มีค่าเท่ากับเงินที่จ่ายค่าตัดผมพอดี นั่นคือ การตัดผมครั้งนี้ “เสมอตัว” เพราะท่านได้รับมูลค่ากลับมาเท่ากับจำนวนเงินที่จ่ายออกไป และโมเดลของเราก็สอดคล้องกับข้อสังเกตที่ได้กล่าวไปตั้งแต่ต้นว่า ราคาตลาด (ค่าตัดผม) ในปัจจุบันเป็นราคายุติธรรม หรือ fair price


ตัดผมแบบเน้นมูลค่า


ในกรณีที่ยืนพื้นตามโมเดลเดิม แต่ขยับกรอบเวลาการตัดผมให้สั้นลง เช่น จาก 8 สัปดาห์ ลดลงเหลือ 7 สัปดาห์ เราจะพบสิ่งที่น่าสนใจ


สังเกตว่าแม้ท่านจะจ่ายเงินค่าตัดผม 100 บาทเท่าเดิม แต่มูลค่ารวมที่ได้รับกลับเพิ่มขึ้นเป็น 120 บาท เพราะสัปดาห์สุดท้ายอันไม่น่าโสภาถูกกำจัดออกไป โดยแลกด้วย “รอบการตัดผม” ที่เวียนมาถึงเร็วขึ้น

เพื่อเปรียบเทียบกรอบเวลาการตัดผมทั้งสองแบบ

1. หากตัดผมทุก 8 สัปดาห์ ตลอดหนึ่งปีท่านจะตัดผมราว 6.5 ครั้ง เท่ากับเสียค่าตัดผม 6.5 x 100 = 650 บาท และได้มูลค่าจากการตัดผม 650 บาทเช่นกัน

2. หากตัดผมทุก 7 สัปดาห์ ตลอดหนึ่งปีท่านจะตัดผมราว 7.4 ครั้ง เท่ากับเสียค่าตัดผม 7.4 x 100 = 740 บาท

แม้การตัดผมทุก 7 สัปดาห์ จะทำให้ปีหนึ่ง ๆ เสียเงินมากขึ้น 740 – 650 = 90 บาท แต่ท่านไม่ต้องเผชิญ “ช่วงผมยาวรุงรัง” ที่น่ารำคาญ ซึ่งถ้าตัดผมไป 7.4 ครั้ง นั่นก็จะเท่ากับ 7.4 สัปดาห์ หรือประมาณปีละ 52 วัน ตีคร่าว ๆ ก็เกือบสองเดือนที่ชีวิตดีขึ้น แลกกับเงิน 90 บาท

ส่วนจะคุ้มหรือไม่สำหรับแต่ละท่าน ก็ลองพิจารณากันดูครับ