แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โมเดล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โมเดล แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569

หุ้นถูก... หรือ หุ้นน่าซื้อ?


หิว กับ อยากกิน นั้นไม่เหมือนกัน บางครั้งเราอยากกินทั้งที่ไม่หิว หรือบางทีหิว แต่เจออาหารแย่ก็ไม่อยากกิน

ในเชิงของหุ้น หุ้นถูก กับ หุ้นน่าซื้อ เองก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งบทความนี้จะพาท่านไปพบความจริงที่น่าตื่นตะลึง แถมยังแทรกความน่าขันและน่าปวดใจไปพร้อม ๆ กัน


ความเป็นไปได้ทั้ง 4


โดยธรรมชาตินักลงทุนจะ “รู้สึก” ถึงความถูกแพงของหุ้นแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา ถ้าหุ้นเคยป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ 10 บาท แล้วต่อมาราคาพุ่งขึ้นไปที่ 13-14 บาท นักลงทุนก็จะเริ่มรู้สึกว่าหุ้นแพง หรือในทางกลับกัน หากหุ้นปรับตัวลงไปที่ 6 บาท พวกเขาก็อาจรู้สึกว่าหุ้นถูกมากแล้ว

แต่แน่ล่ะ หุ้นถูกอาจจะน่าซื้อหรือไม่น่าซื้อก็ได้ กรณีข้างต้นถ้านักลงทุนเชื่อว่าราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงไปอีก เช่น จาก 6 บาท แล้วยังลงไปต่ำกว่า 5 บาทได้ แบบนี้แม้หุ้นมีราคาเพียง 6 บาท ก็ไม่เรียกว่าน่าซื้อ

ดังนั้น เราสามารถจำแนกสถานการณ์ทั้ง 4 แบบในรูปตาราง โดยกำกับความคิดเห็นลงไปด้วย
 

ตัวอย่างของหุ้นถูกและน่าซื้อ คือ ราคาหุ้นลดลงมาต่ำ และมีปัจจัยเกื้อหนุนต่อการฟื้นตัว ซื้อแล้วน่าจะ ปลอดภัย แต่กลับกันถ้าราคาหุ้นลงมาเยอะแล้ว และมีโอกาสลงต่อยาว ๆ อันนี้เรียกว่า หุ้นถูกแต่ไม่น่าซื้อ แบบนี้ทางออกอาจเป็นการ ปล่อยไป ไม่เข้าไปยุ่ง

ในทางตรงข้าม สถานการณ์ที่หุ้นแพงทว่ายังคงน่าซื้อ เกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาเยอะโดยมีเหตุผลที่ดีรองรับ ถ้าใจกล้าซื้อไว้ก็อาจจะ คุ้มเสี่ยง แต่หากตรงข้าม คือ หุ้นพุ่งขึ้นมาเยอะเกินตัว แล้วเหตุผลรองรับที่จับต้องได้ก็ไม่มีเพียงพอ อย่างนี้จะเป็นสถานการณ์ที่หุ้นแพงแถมยังไม่น่าซื้อด้วย คงต้องรอให้ คนบ้า มาซื้อไป

เมื่อทราบความเป็นไปได้ทั้ง 4 แบบแล้ว ส่วนใหญ่คนที่มีเหตุมีผลและระแวดระวังจะเลือกซื้อหุ้นในช่องซ้ายบน (วิถีปลอดภัย) หรือถ้าใจกล้าหน่อยก็อาจจะเลือกช่องซ้ายล่าง (ซื้อแพง เพื่อไปขายแพงกว่า)

พูดง่าย ๆ คือ นักลงทุนที่มีเหตุผลมักซื้อ เมื่อหุ้นน่าซื้อ นั่นเอง


สร้างโมเดล


เพื่อให้เข้าใจกระบวนการลงทุนมากขึ้น เราจะสร้างโมเดลการเคลื่อนไหวของ ราคาหุ้น ในลักษณะวัฏจักรอย่างง่ายที่มีวงรอบประมาณ 4 ปี แสดงด้วยเส้นสีฟ้า


หากเราพิจารณาว่าหุ้นเกือบทุกตัวล้วนมีความเป็นวัฏจักรเกี่ยวพันกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ไม่มากก็น้อย โมเดลอย่างง่ายนี้ย่อมทำให้ท่านเห็นความเป็นไปและมีประโยชน์อยู่บ้าง มากน้อยตามแต่คุณลักษณะของหุ้นที่ท่านสนใจ

สมมติว่ามีการประเมิน มูลค่าหุ้น หรือราคาเป้าหมาย เป็นเส้นประสีส้ม เส้นประนี้ควรวิ่งล้อไปกับราคาหุ้น แต่ “ล้าหลัง” อยู่เล็กน้อย


เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าการคาดการณ์ไปในอนาคต (เพื่อประเมินมูลค่าหุ้น) นั้น อาศัยมุมมองของนักวิเคราะห์หรือนักลงทุน และมุมมองดังกล่าวก็ประมวลขึ้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต การประเมินมูลค่าหุ้นจึงแฝงองค์ประกอบที่มีความล้าหลังไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นอกจากเรื่องของการล้าหลังแล้ว อีกข้อหนึ่งที่ควรสังเกต คือ มุมมองของนักวิเคราะห์มักดีเกินจริงในช่วงเวลาที่ดี และมักแย่เกินจริงในช่วงเวลาที่แย่ สะท้อนด้วยมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นหรือลดลงทะลุระดับราคาที่หุ้นไปถึงจริง ข้อนี้เกิดจากความไม่สมบูรณ์ของการรับรู้ ทำให้นักวิเคราะห์ต้องทำการ “ลากเส้นต่อจุด” โดยอาศัยประสบการณ์ของตนเองและข้อมูลข่าวสารเท่าที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น

จากความล้าหลังและเกินจริงนี้ มูลค่าหุ้นที่คำนวณออกมา (เส้นประสีส้ม) จึงมีเฟสตามหลัง และมีแอมพลิจูด หรือขนาดของยอดคลื่น มากกว่าราคาหุ้นในโมเดลของเรา


จุดที่น่าสนใจ


เมื่อกำหนด A, B, C และ D เป็นจุดที่น่าสนใจบนโมเดล แล้วตั้งข้อสังเกตไล่ไปทีละจุด



ภาพขยายจุด A


เมื่อบริษัทมีกำไรเติบโตดี นักลงทุนก็ปรับมุมมองดีขึ้น ราคาหุ้น (เส้นสีฟ้า) จึงปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงจุดหนึ่งที่พัฒนาการเชิงบวกของบริษัทเริ่มตีบตัน เช่น มีคู่แข่งเพิ่มขึ้น หรือเริ่มประสบปัญหาในการลดต้นทุน สถานการณ์เช่นนี้ทำให้นักลงทุนที่รู้จักบริษัทอย่างลึกซึ้งเริ่มระมัดระวัง และราคาหุ้นอาจชะลอตัว

อย่างไรก็ดี ตราบเท่าที่ตัวเลขผลการดำเนินงานยังไม่ประกาศออกมา นักลงทุนจำนวนมากย่อมคาดการณ์ผลกำไรของบริษัทโดยปรับแต่งตัวเลขจากอัตราการเติบโตของไตรมาสก่อน ๆ มูลค่าหุ้นที่ประเมินออกมาจึงมีแนวโน้มวิ่งต่อ ส่งผลให้เส้นประสีส้ม พุ่งทะยานแซงราคาหุ้นขึ้นไป

ลูกศรสีดำ แสดงให้เห็นว่า มูลค่าหุ้น ตามมุมมองของนักลงทุนขณะนั้น สูงกว่าราคาหุ้นปัจจุบัน จึงเปิดช่องให้กับมุมมองที่ว่า ราคาหุ้นอาจขยับตัวสูงขึ้นได้อีก (อยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า เมื่อซื้อหุ้นได้ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ที่สุดแล้วราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นไปหามูลค่า) เพราะฉะนั้น ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นจนดูเหมือนว่าแพงมาตลอดทาง ก็อาจจะคุ้มค่ากับความเสี่ยง และไม่ควรเป็นปัญหาสำหรับหุ้นที่ “น่าซื้อ” ตัวนี้

ภาพขยายจุด B


นี่เป็นสถานการณ์ที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดมาระยะหนึ่ง ทำให้หุ้นที่เคยแพงเริ่มดู “ไม่แพง” เมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้านั้น นักลงทุนอาจปรับลดมุมมองที่ดีเกินจริงลงมา คำนวณเป็นมูลค่าหุ้นก็ลดลงบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงสูงกว่าราคาหุ้นอยู่พอสมควร หลายคนจึงเข้าซื้อหุ้นเพื่อรอขายเมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปหามูลค่า หรือถ้าเชื่อมั่นจริง ๆ ว่านี่เป็นซุปเปอร์สต็อก พวกเขาอาจเก็บหุ้นในจังหวะที่ราคาลดลงชั่วคราวและตั้งใจจะถือเอาไว้ตลอดไป

โดยสรุปก็คือ นี่เป็นหุ้นที่ถูกและน่าซื้อ เป็นสถานการณ์ที่หลายคนมองว่าค่อนข้างปลอดภัย หากจะซื้อหุ้นตัวนี้

ภาพขยายจุด C


หลังจากผลประกอบการที่ย่ำแย่ผลัดกันเวียนหน้าออกมาโชว์ต่อสาธารณะ ราคาหุ้นก็ไหลลงจนเรียกว่า ถูกแล้วถูกอีก นักลงทุนเองก็ปรับลดมุมมองครั้งแล้วครั้งเล่า จนมูลค่าหุ้นที่เคยสูงมุดลงต่ำกว่าราคาหุ้น กลายเป็นสถานการณ์ที่ราคาหุ้นขาดปัจจัยพื้นฐานรองรับ ในลักษณะนี้นักลงทุนที่มีเหตุมีผลอาจมองว่า ราคาหุ้นมีโอกาสลงต่อไปอีก

นั่นคือ หุ้นถูก แต่ก็ยังไม่น่าซื้ออยู่ดี

ภาพขยายจุด D


หลังจากตกต่ำอยู่พักใหญ่ ราคาหุ้นก็เริ่มทรงตัวและฟื้นขึ้นมาได้ อาจมีข่าวดีออกมาบ้าง แต่ก็ถือว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่วิ่งขึ้น “อย่างไม่สมเหตุสมผล” หลายคนคิดว่าราคาหุ้นได้แพงจนสะท้อนข่าวดีพวกนั้นไปหมดแล้ว ฝ่ายผู้ที่คำนวณมูลค่าหุ้นแม้เห็นว่าบริษัทมีพัฒนาการอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะทัดเทียมกับราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นมา

เมื่อหุ้นแพงเกินไปเทียบกับมูลค่าที่ยังกระเตื้องขึ้นไม่มาก บทสรุปของพวกเขาก็คือ ความฝันนั้นสวยหรูเกินจริง... แพง และไม่น่าซื้อด้วย


ถอยออกมา ช็อก!


ข้อสังเกตข้างต้นอยู่บนพื้นฐานของแต่ละจุดเวลา ซึ่งแน่นอนว่าหลายอย่างอาจเปลี่ยนไป หากเราถอยออกมามองภาพใหญ่


อย่างเช่น จุด A ที่หุ้นแพง + น่าซื้อ ความจริงกลับกลายเป็นว่าจุดนั้นเป็นฟองสบู่พอดี ส่วนจุด B ที่หุ้นถูก + น่าซื้อ แท้จริงหุ้นกำลังดิ่งเป็นขาลง

ขณะที่จุด C หุ้นถูก + ไม่น่าซื้อ แต่นั่นกำลังจะเป็นจุดต่ำสุดก่อนที่หุ้นจะฟื้นตัว และจุด D ที่หุ้นแพง + ไม่น่าซื้อ ที่จริงหุ้นกำลังอยู่ในขาขึ้น

พูดง่าย ๆ ว่ากลับหัวกลับหางไปหมด จุดที่คิดว่าน่าซื้อ ที่แท้ไม่ควรซื้อ ส่วนจุดที่คิดว่าไม่น่าซื้อ แต่ถ้าซื้อกลับมีกำไร นี่เป็นเรื่องน่าขันสำหรับผู้ที่พยายามจริงจังกับการลงทุน

...และขณะเดียวกันก็น่าปวดใจ

ผมเองก่อนหน้านี้ก็เคยซื้อหุ้นที่จุด B หรือหาจังหวะขายแถวจุด D ทำให้ขาดทุนไปบ้าง ชวดกำไรไปบ้าง ผลตอบแทนไม่ดีเท่าที่หวัง แต่ก็ไม่ทราบว่าผิดพลาดตรงไหน จนมาค้นพบตอนนี้

เมื่อนักลงทุนพยายามเลือกหุ้นที่มีความมั่นคง โดยมองจากความคงเส้นคงวาของกำไร 3-4 ปีล่าสุด พวกเขาอาจมองข้ามหรือปฏิเสธความเกี่ยวพันกับวัฏจักรไปได้ง่าย ๆ ทั้งที่ความเป็นวัฏจักรของหุ้นนั้นมีอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจ, วัฏจักรดอกเบี้ย, ค่าแรง, ค่าใช้จ่ายทุน (CAPEX) หรือราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น และยิ่งความเป็นวัฏจักรชัดเจนขึ้นเท่าไร คำเตือนก็ยิ่งชัดเจนว่า...

หุ้นถูกไม่ใช่หุ้นน่าซื้อ และหุ้นน่าซื้อก็อาจไม่ใช่หุ้นน่าซื้อครับ

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การ (ลงทุน) ตัดผมแบบเน้นมูลค่า


เมื่อผมเริ่มยาวจนรู้สึกรำคาญ มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง “ตัดผม” แต่หลายท่านอาจนึกไม่ออกว่ากิจกรรมธรรมดาสามัญอย่างการตัดผมนี้จะสามารถเน้นมูลค่าได้อย่างไร

เริ่มต้นอย่างนี้ก็แล้วกันครับ สมมติว่าค่าตัดผม 100 บาท เป็นราคามาตรฐานในชุมชนของท่าน เมื่อตัดครั้งหนึ่งแล้วสามารถอยู่ไปได้เฉลี่ย 8 สัปดาห์ ก่อนจะทนไม่ไหวและต้องวิ่งกลับไปให้ช่างตัดอีกสักครั้ง

หากคิดในเชิงของนักลงทุน ค่าตัดผม 100 บาท ควรถือเป็นราคาที่ “ตลาด” ให้การยอมรับร่วมกัน ทั้งฝั่งลูกค้าและฝั่งร้านตัดผม ซึ่งก็แปลว่า คุณค่าที่ลูกค้าได้รับจากการตัดผมนั้น เทียบเท่าจำนวนเงิน 100 บาท ที่จ่ายไป


คุณค่าจากการได้ตัดผม


หลังตัดผมมาใหม่ ๆ เรามักรู้สึกพึงพอใจกับรูปลักษณ์และความเบาสบายศีรษะ จนครั้นเวลาผ่านไป เมื่อเส้นผมเริ่มชี้ไม่เป็นทรง หรือยาวขึ้นจนมาโดนหูโดนคอ ทำให้รู้สึกคันและหงุดหงิด

สิ่งหนึ่งที่ท่านน่าจะสังเกตได้ คือ ถึงแม้เส้นผมจะอยู่บนหัวของเราตลอด 8 สัปดาห์ (ก่อนจะไปตัดผมรอบใหม่) แต่คุณค่าในแต่ละสัปดาห์นั้นไม่เท่ากัน

สมมติคร่าว ๆ ว่าสัปดาห์ที่ 1-6 เป็นช่วงที่ผมเข้าทรง ทุกอย่างเรียบร้อยดี มีความสุข พอสัปดาห์ที่ 7 เริ่มหล่อน้อยลง ความสุขหดหาย แล้วพอสัปดาห์ที่ 8 ความทุกข์มาเยือนเต็มตัว หัวก็ฟู ทั้งร้อนทั้งคัน

หากแปลงให้เป็นเชิงปริมาณ (quantify) โดยกำหนดมูลค่าในแต่ละสัปดาห์ ดังนี้


จะเห็นว่าคุณค่าหรือมูลค่ารวมที่ได้รับ มีค่าเท่ากับเงินที่จ่ายค่าตัดผมพอดี นั่นคือ การตัดผมครั้งนี้ “เสมอตัว” เพราะท่านได้รับมูลค่ากลับมาเท่ากับจำนวนเงินที่จ่ายออกไป และโมเดลของเราก็สอดคล้องกับข้อสังเกตที่ได้กล่าวไปตั้งแต่ต้นว่า ราคาตลาด (ค่าตัดผม) ในปัจจุบันเป็นราคายุติธรรม หรือ fair price


ตัดผมแบบเน้นมูลค่า


ในกรณีที่ยืนพื้นตามโมเดลเดิม แต่ขยับกรอบเวลาการตัดผมให้สั้นลง เช่น จาก 8 สัปดาห์ ลดลงเหลือ 7 สัปดาห์ เราจะพบสิ่งที่น่าสนใจ


สังเกตว่าแม้ท่านจะจ่ายเงินค่าตัดผม 100 บาทเท่าเดิม แต่มูลค่ารวมที่ได้รับกลับเพิ่มขึ้นเป็น 120 บาท เพราะสัปดาห์สุดท้ายอันไม่น่าโสภาถูกกำจัดออกไป โดยแลกด้วย “รอบการตัดผม” ที่เวียนมาถึงเร็วขึ้น

เพื่อเปรียบเทียบกรอบเวลาการตัดผมทั้งสองแบบ

1. หากตัดผมทุก 8 สัปดาห์ ตลอดหนึ่งปีท่านจะตัดผมราว 6.5 ครั้ง เท่ากับเสียค่าตัดผม 6.5 x 100 = 650 บาท และได้มูลค่าจากการตัดผม 650 บาทเช่นกัน

2. หากตัดผมทุก 7 สัปดาห์ ตลอดหนึ่งปีท่านจะตัดผมราว 7.4 ครั้ง เท่ากับเสียค่าตัดผม 7.4 x 100 = 740 บาท

แม้การตัดผมทุก 7 สัปดาห์ จะทำให้ปีหนึ่ง ๆ เสียเงินมากขึ้น 740 – 650 = 90 บาท แต่ท่านไม่ต้องเผชิญ “ช่วงผมยาวรุงรัง” ที่น่ารำคาญ ซึ่งถ้าตัดผมไป 7.4 ครั้ง นั่นก็จะเท่ากับ 7.4 สัปดาห์ หรือประมาณปีละ 52 วัน ตีคร่าว ๆ ก็เกือบสองเดือนที่ชีวิตดีขึ้น แลกกับเงิน 90 บาท

ส่วนจะคุ้มหรือไม่สำหรับแต่ละท่าน ก็ลองพิจารณากันดูครับ

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568

มูลค่าของหุ้นวัฏจักร


นักลงทุนจำนวนมากบอกว่า หุ้นวัฏจักร ประเมินมูลค่าได้ยาก ทำไปก็เสี่ยงเข้ารกเข้าพง แม้ในตำราวีไอฉบับไทย ๆ ก็ไม่ค่อยมีใครประเมินกัน อย่างไรก็ตาม หากเราไปดูตำราต่างประเทศ ก็จะพบว่าวิธีนั้นมีอยู่

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของหุ้นประเภทนี้เสียก่อน


ธรรมชาติของหุ้นวัฏจักร


หุ้นวัฏจักร เป็นหุ้นที่มีช่วงเวลาดี ๆ สลับกับช่วงเวลาแย่ ๆ กำไรต่อหุ้น (EPS) จึงไม่ค่อยเติบโตต่อเนื่อง แต่อาจเป็นไปทำนองนี้


สังเกตว่าในตัวอย่างของเรา กำไรมีการขึ้น ๆ ลง ๆ แบบรูปคลื่นพื้นฐาน [เส้นโค้งสีน้ำเงิน] ซึ่งที่จริงหากถอยออกมามองภาพใหญ่ กำไรเฉลี่ยในระยะยาวยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างช้า ๆ [เส้นประสีดำ]


ในโลกความจริง ช่วงเฟื่องฟูและช่วงตกต่ำอาจไม่ชัดเจนเหมือนแบบจำลองของเรา แต่ถึงกระนั้น การหา “ระดับกำไรปกติ” จากค่าเฉลี่ยย้อนหลังไปหลาย ๆ ปี โดยให้ครอบคลุมตลอดช่วงวัฏจักร ก็ยังอยู่ในวิสัยที่ทำได้


เมื่อทราบแนวโน้มการเติบโตของกำไรปกติในระยะยาว [เส้นประสีดำ] และอนุมานว่าเงินปันผล รวมถึงกระแสเงินสดต่าง ๆ มีความสอดคล้องกับกำไรปกติดังกล่าว คราวนี้การประเมินมูลค่าหุ้นก็ไม่มีอะไรซับซ้อนแล้ว มูลค่าหุ้นอย่างคร่าว ๆ ก็จะเป็นไปตาม [เส้นประสีแดง] นั่นเอง


มูลค่าหุ้นอย่าง ไม่ คร่าว


หากนักลงทุนก้าวไปอีกขั้น โดยนำการขึ้น ๆ ลง ๆ ของกำไร (และกระแสเงินสด) มาคำนวณมูลค่าหุ้นด้วยการคิดลดกระแสเงินสดบนโปรแกรม Excel มูลค่าหุ้นก็จะออกมาเป็นลูกคลื่น ดังภาพ


ทั้งนี้ ท่านนักลงทุนอาจสังเกตได้ว่า “ยอดคลื่น” ของกำไรกับมูลค่าหุ้นนั้นเหลื่อมกันอยู่ เช่น ยอดคลื่นของมูลค่าหุ้น [ลูกศรสีเหลือง] ตรงกับปีที่ 8 แต่ยอดคลื่นของกำไร [ลูกศรสีเขียว] กลับไปตรงกับปีที่ 10


เพราะฉะนั้น ในรอบวัฏจักร 8 ปีนี้ มูลค่าหุ้นจะ นำหน้า กำไรอยู่ราว 2 ปี หรือเศษหนึ่งส่วนสี่ของรอบวัฏจักร ซึ่งเฟสของคลื่นที่เหลื่อมหรือไม่ตรงกันดังกล่าว มีผลทำให้การลงทุนหุ้นวัฏจักรกลายเป็นเรื่องยากและฝืนสามัญสำนึกขึ้นมา


เหตุผลที่ยาก


ประการแรก นักลงทุนมีความคุ้นเคยกับหุ้นกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งมีธรรมชาติแตกต่างจากหุ้นวัฏจักรนับเป็นเวลาช้านาน พวกเขาซึมซับความคิดที่ว่า

กำไรดี = มูลค่าสูง

และ

กำไรแย่ = มูลค่าต่ำ

เมื่อพบว่ากรอบความคิดเดิมใช้งานไม่ได้ พวกเขาจึงเริ่มสับสน

ประการที่สอง การ “เหลื่อมเฟส” ของกำไรกับมูลค่าหุ้นเพียง 90 องศา (เศษหนึ่งส่วนสี่ของรอบวัฏจักร) รับมือได้ยากกว่าการคิดแบบกลับหัวกลับหาง 180 องศา เช่น สูงกลายเป็นต่ำ หรือ ดีกลายเป็นแย่

ประการที่สาม การตีความอัตราส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจลงทุน เช่น P/E ในกรณีของหุ้นวัฏจักร มีความแตกต่างออกไป


สังเกตว่าช่วงที่มูลค่าหุ้นเป็นขาขึ้น [ลูกศรสีเขียว] จะตรงกับช่วงที่กำไรถดถอยอย่างน่ากลัว ผลักดันค่า P/E ให้สูงลิบลิ่วจนดูเหมือนหุ้นมีราคาแพง ไม่น่าซื้อ

ในทางกลับกัน ช่วงที่มูลค่าหุ้นเป็นขาลง [ลูกศรสีชมพู] ตรงกับช่วงที่บริษัทมีกำไรสูงทำลายสถิติ ซึ่งก็จะดึงให้ค่า P/E ลดลงจนดูเหมือนหุ้นมีราคาถูก ปลอดภัย และกลายเป็น “กับดัก” ที่ทำให้หลายคนติดหุ้นวัฏจักรในช่วงขาลง


บทสรุป


แม้หุ้นวัฏจักรจะประเมินมูลค่าได้ยากกว่าปกติ ทว่าเป็นโอกาสดีสำหรับคนที่รู้จริง (และใจกล้าพอ!) เพราะว่ามีคนในตลาดมากมายพร้อมจะโยนเงินทิ้งในจังหวะที่ท่านรู้ดีว่าควรเข้าไปเก็บ

ข้อสำคัญที่ต้องตระหนักก็คือ หุ้นพวกนี้ซื้อแล้วต้องขายให้เป็นด้วย ไม่อย่างนั้นอาจได้ถือยาวจนครบรอบวัฏจักร

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เกิดอะไร? เมื่อซื้อหุ้นคืน


มีความเชื่อที่เล่าต่อกันมาว่า เมื่อบริษัทซื้อหุ้นคืน ราคาหุ้นควรจะพุ่งขึ้น

ความเชื่อดังกล่าว ในทางหนึ่งก็อ้างอิงถึงเรื่อง อุปสงค์-อุปทาน ทำนองว่าหุ้นบางส่วนถูกดูดซับออกไปจากตลาด จะทำให้เกิดการแย่งซื้อหุ้น หรือบางทีก็โยงใยไปถึงการ ส่งสัญญาณ จากผู้บริหาร ประมาณว่าตอนนี้หุ้นบริษัทเรากำลังมีราคาถูกเกินไปนะ

ที่เข้าเค้าดูมีหลักวิชาหน่อยก็คือ อ้างอิงถึง EPS หรือกำไรต่อหุ้น ซึ่งจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ (คิดว่า ตัวเศษ คือ กำไรเท่าเดิม แต่ตัวส่วน คือ จำนวนหุ้นลดลง) แล้วพอกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็น่าจะเพิ่มขึ้นด้วยเหมือนกัน หากว่า P/E ยังคงเท่าเดิม เพราะว่าราคาหุ้น (P) = [P/E] x EPS

ในที่นี้เราจะมาดูกันว่า ความจริงนั้นเป็นอย่างไร ภายใต้หลักวิชาการเงินที่ถูกต้อง


เหตุผลที่ไม่สมเหตุผล


เริ่มจากข้อแรก คือ อุปสงค์-อุปทาน

เมื่อบริษัททำการซื้อหุ้นคืน หุ้นที่ซื้อไปจะถูกนำออกจากสารบบ ทำให้จำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดมีน้อยลง จึงกระตุ้นสามัญสำนึกของคนทั่วไปในลักษณะที่ว่า เมื่อสินค้ามีจำนวนน้อยลง แต่ความต้องการซื้อเท่าเดิม ราคาก็ควรจะปรับตัวสูงขึ้นสิ ใช่ไหมล่ะ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาดี ๆ การที่บริษัทขอซื้อหุ้นได้สำเร็จ ก็แสดงว่ามีนักลงทุนที่พอใจและยอมปล่อยมือจากหุ้น ณ ราคานั้น ๆ คำที่อ้างว่า “ความต้องการซื้อเท่าเดิม” จึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ยิ่งไปกว่านั้น นักลงทุนยังมีหุ้นตัวอื่นอีกนับร้อยนับพันเป็นทางเลือก พวกเขาจึง ไม่ จำต้องไล่ซื้อหุ้นตัวเดิม ด้วยเหตุเพียงเพราะว่าซัพพลายหุ้นมีน้อยลง

ถัดมาเป็นเรื่องการส่งสัญญาณจากผู้บริหารว่าราคาหุ้นกำลังต่ำเกินไป

การประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนสามารถถือได้ว่าเป็นข่าวสารเกี่ยวกับมุมมองที่ฝ่ายบริหารมีต่อหุ้นของบริษัท ซึ่งอาจมีความ เก่า-ใหม่ / จริง-เท็จ แล้วแต่กรณี แต่ไม่ว่าอย่างไร ข่าวสารดังกล่าวก็ ไม่ ได้เปลี่ยนแปลงกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัท จึงไม่มีส่วนผลักดันมูลค่าหุ้น

กล่าวให้ชัดก็คือ คุณประโยชน์ของข่าวสารนี้ไม่มากไปกว่าการที่ผู้บริหารออกมาพูดเปิดเผยมุมมองความคิดเห็นของตัวเอง แถมยังน้อยกว่าการมีรายชื่อพวกเขาติดอยู่ในรายงานการซื้อหุ้นของผู้บริหารที่หนังสือพิมพ์หุ้นนำเสนออยู่ทุกวันเสียด้วยซ้ำ เพราะการประกาศซื้อหุ้นคืนนั้นเป็นการควักเงินบริษัทซื้อ อีกทั้งยังไม่ทันเกิดขึ้นจริง บางบริษัทประกาศมาแล้วก็ซื้อไม่ครบ (หรือไม่ซื้อเลยก็มี!) ทว่าในรายชื่อผู้บริหารที่ซื้อขายหุ้นนั้นเป็นการควักเงินส่วนตัวและเกิดขึ้นจริงแล้ว อันไหนจะยืนยันมุมมองได้อย่างน่าเชื่อมากกว่ากันก็คงตอบได้ไม่ยาก

สรุป คือ เหตุผลสองข้อแรกที่สนับสนุนคำกล่าวว่า ซื้อหุ้นคืนแล้วราคาหุ้นควรพุ่งขึ้นนั้น ไม่ค่อยหนักแน่นเท่าไหร่


มากกว่าแค่ EPS เพิ่มขึ้น


ต่อมาเป็นข้อที่อ้างอิงถึงเรื่องกำไรต่อหุ้น

เป็นความจริงที่ว่าการซื้อหุ้นคืนจะส่งผลให้จำนวนหุ้นของบริษัทลดลง เพราะหุ้นที่ซื้อคืนโดยบริษัทนั้นจะถูกนำออกไปจากสารบบ ไม่ถูกนำมาคำนวณกำไรต่อหุ้น และไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล เมื่อไม่นำหุ้นซื้อคืนมาคำนวณด้วย กำไรต่อหุ้นก็ย่อมสูงขึ้น (เหตุผลหลักเพราะตัวหารลดลง ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว) แต่การสรุปโดยทันทีว่าราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น ก็ดูใจเร็วมากไปหน่อย

ดังนั้น เราจะศึกษาเรื่องนี้โดยสร้างสถานการณ์อย่างง่ายเป็น กรณีฐาน ขึ้นมา
  • สมมติบริษัทแห่งหนึ่งมีการจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ เป็นลักษณะของระบบที่อยู่ในภาวะสมดุล

  • ต่อมาบริษัทประกาศโครงการซื้อหุ้นคืน และมีทางเลือกระหว่าง 1) ซื้อหุ้นคืนด้วยเงินสดส่วนเกินที่ถือครองอยู่ หรือ 2) กู้ยืมเพิ่มเติม

  • แต่เนื่องจากบริษัทจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่มีการถือครองเงินสดส่วนเกิน การซื้อหุ้นคืนจึงต้องเป็นไปตามข้อ 2) คือ กู้ยืมเพิ่มเติมเพียงประการเดียว

[ข้อคิดเสริม #1: ตามหลักเกณฑ์จริง ๆ แล้ว บริษัทไม่สามารถกู้ยืมเงินมาเพื่อซื้อหุ้นคืน อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติบริษัทสามารถหมุนเงินสภาพคล่องมาใช้ก่อน แล้วค่อยดำเนินการกู้ยืมเพิ่มเติมในภายหลังก็ได้ ซึ่งถ้ามองให้ดี ก็เป็นการกู้ยืมเพิ่ม เพราะว่ามีการซื้อหุ้นคืนนั่นเอง]

[ข้อคิดเสริม #2: หากสมมติให้บริษัทมีและใช้เงินสดส่วนเกินไปกับการซื้อหุ้นคืน เราจะได้มูลค่าเพิ่มจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เงินทุนเข้ามาเจือปนด้วย กลายเป็นสถานการณ์ที่ซับซ้อนขึ้น]


เมื่อบริษัทซื้อหุ้นคืนด้วยเงินกู้ยืม ผลกระทบที่ตามมา คือ บริษัทมีจำนวนหุ้นลดลง, ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง, หนี้สินและภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น, กำไรสุทธิลดลง แต่กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น

ข้อหนึ่งที่ท่านนักลงทุนควรสะกิดใจ ได้แก่ การที่หนี้สินเพิ่มขึ้น พร้อมกับส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง สถานการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ถือหุ้น และทำให้อัตราคิดลด (r.e) สูงขึ้น นี่เป็นประเด็นที่มักถูกละเลย ทั้งที่เป็นส่วนสำคัญต่อการคำนวณมูลค่าหลังการซื้อหุ้นคืน ดังที่เราจะได้เห็นต่อไป


รายละเอียดและการคำนวณ


ในที่นี้ผมขอแสดงตารางการคำนวณของบริษัทสมมติ โดยไม่ลงรายละเอียด

[ส่วนท่านใดชอบความท้าทาย จะลองไล่ตัวเลขไปทีละช่องก็น่าสนุกดี โดย ตัวเลขสีดำ หรือตัวเข้มเป็นค่าที่ป้อนเข้าไป ส่วนตัวอ่อนเป็นค่าที่เกิดจากการคำนวณ]




ผลลัพธ์นี้ดูน่าอัศจรรย์ เพราะตัวเลขทางการเงินของบริษัทหลังการซื้อหุ้นคืนมีการเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายตัว แต่เบ็ดเสร็จแล้วที่บรรทัดล่างสุด ท่านจะเห็นว่ามูลค่าหุ้นจากเดิม 10 บาท พอซื้อหุ้นคืนแล้วก็ยังคงเป็น 10 บาท

ตัวเลขนี้คิดได้จากสองวิธีตรงกัน ได้แก่
  1. หามูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้น โดยเอา EV ลบด้วย net IBD จากนั้นหารให้เป็นต่อหุ้น (11200 - 1700) / 950 = 10 บาท

  2. คำนวณด้วยสูตรกอร์ดอน: 0.732 / (0.1032 - 0.03) = 10 บาท

นอกจากนี้ หากสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่า
  1. การซื้อหุ้นคืนด้วยเงินกู้ยืม แท้จริงแล้วเป็นการ “ขอเงิน” เพิ่มจากเจ้าหนี้ แล้วนำไปจ่ายให้ผู้ถือหุ้น (กลุ่มที่ยอมขาย เมื่อบริษัทไปขอซื้อคืน) เป็นกิจกรรมที่วนเวียนอยู่กับความเป็นเจ้าของเงินทุน และไม่มีผลต่อการดำเนินงานของบริษัท สังเกตจากตารางว่า กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) ยังเท่าเดิม สินทรัพย์ก็เท่าเดิม และ ROA ก็ยังเท่าเดิม

  2. เมื่อกู้ยืมเพิ่มตามข้อ 1 บริษัทจึงบันทึกเงินทุนส่วนที่มาจากเจ้าหนี้เพิ่มขึ้น และบันทึกเงินทุนส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง แต่โดยรวม ๆ แล้วทั้งสองส่วนบวกกันยังคงเท่าเดิม ดังจะเห็นจากบรรทัดรองสุดท้าย เงินทุนของทั้งกิจการ (Enterprise Value) ไม่เปลี่ยนแปลง

  3. ผลที่ตามมา คือ อัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นต้องการ (r.e) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็น 10.32 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนระดับความเสี่ยงของผู้ถือหุ้นที่มากขึ้น และส่งผลให้ค่า P/E ที่เหมาะสมปรับลดลงจาก 10.0 เท่า เหลือ 9.7 เท่า

ความจริงประการหลังนี้อาจทำให้กูรู (ที่ไม่ยอมคำนวณ) หงายหลังได้ เพราะเมื่อเห็น EPS เพิ่มขึ้น พวกเขาก็มักทึกทักเอาไปคูณกับ P/E ค่าเดิม นำไปสู่ข้อสรุปผิด ๆ ว่าราคาหุ้นควรปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักวิชาการเงิน


สถานการณ์ที่เหมือนจริงมากขึ้น


จากกรณีฐานข้างต้น หลายท่านอาจสังเกตว่า เรากำหนดราคาซื้อคืนที่ 10 บาท ซึ่งเท่ากับมูลค่าหุ้นพอดี จึงไม่เกิดความได้เปรียบหรือสร้างมูลค่าใด ๆ ขึ้นมา

ทีนี้ถ้าเรากำหนดใหม่ให้บริษัททำการซื้อหุ้นคืนได้ที่ราคา ต่ำกว่า มูลค่าที่แท้จริง หรือที่เรียกว่า มีส่วนต่างแห่งความปลอดภัย (Margin of Safety: MoS) เช่น หุ้นของบริษัทมีมูลค่า 10 บาท แต่บริษัทสามารถซื้อคืนได้ที่ราคา 8 บาท อย่างนี้เป็นต้น นักลงทุนวีไอก็จะบอกว่า มี MoS อยู่ 10 – 8 = 2 บาท หรือคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหุ้น 10 บาท

ในลักษณะดังกล่าว บริษัทซื้อหุ้นมูลค่า 500 ล้านบาท (50 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท) โดยใช้เงินเพียง 400 ล้านบาท (50 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 8 บาท) ทำให้กู้ยืมน้อยลง และตัวเลขทางการเงินต่าง ๆ ดีขึ้น




สังเกตว่าคราวนี้ หนี้ที่มีดอกเบี้ย (Interest-Bearing Debt: IBD) ในกรอบเส้นประสีแดง เพิ่มขึ้นเป็น 2,400 ล้านบาท เทียบกับ 2,500 ล้านบาท ในตารางก่อนหน้า ภาระดอกเบี้ยจึงเพิ่มขึ้นน้อยกว่า ส่งผลให้กำไรสุทธิสูงกว่า และเงินปันผลต่อหุ้นก็สูงกว่าด้วย ขณะเดียวกันส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) ก็ไม่ลดลงมากเท่ากับกรณีฐาน

กล่าวได้ว่า การซื้อหุ้นคืนที่ราคาต่ำกว่ามูลค่านั้นเป็นประโยชน์และช่วยลดความเสี่ยงต่อผู้ถือหุ้น สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นต้องการ (r.e) ในกรอบเส้นประสีเขียว ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 10.25 เปอร์เซ็นต์ แทนที่จะเป็น 10.32 เปอร์เซ็นต์ อย่างในกรณีฐาน

ตัว r.e ซึ่งทำหน้าที่เป็นอัตราคิดลดนี้ เมื่อมีค่าน้อยลง ก็ไปช่วยผลักดันมูลค่าให้สูงขึ้น ดังจะเห็นได้จากมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 10 บาท เป็น 10.105 บาท ภายหลังการซื้อหุ้นคืนนั่นเอง

สรุป คือ การซื้อหุ้นคืนจะ ไม่ ช่วยเพิ่มมูลค่า (หรือราคาที่เหมาะสมของหุ้น) โดยตัวของมันเอง ยกเว้น เป็นการซื้อหุ้นคืนได้ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าหุ้น


มูลค่าหุ้นหลังการซื้อหุ้นคืน


เพื่อความสะดวกในการใช้งาน เราจะมาลอง “ถอดสูตร” กันดูว่า เมื่อซื้อหุ้นคืนแล้ว มูลค่าหุ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด

ตั้งต้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า มูลค่าเงินทุนทั้งกิจการ (EV) = มูลค่าเงินทุนสุทธิจากเจ้าหนี้ (D) + มูลค่าเงินทุนของผู้ถือหุ้น (E) และเมื่อซื้อหุ้นคืนแล้ว EV จะมีค่าคงเดิม ดังนั้น

EV0  =   EV1

D0 + E0  =   D1 + E1

เมื่อซื้อหุ้นคืน n' หุ้น ที่ราคาหุ้นละ S บาท ต้องกู้ยืมเงินเพิ่ม n' S บาท แสดงว่า D1 = D0 + n' S จึงได้ว่า

D0 + E0  =   (D0 + n' S) + E1

E0  =   n' S + E1

หากบริษัทมีจำนวนหุ้นอยู่เดิม n หุ้น มูลค่าหุ้นละ V0 บาท หลังการซื้อหุ้นคืน จำนวนหุ้นจะเหลือ n - n' หุ้น และสมมติว่ามูลค่าหุ้นใหม่ V1 บาท จะเขียนได้ว่า

n V0  =   n' S + (n - n') V1

จัดรูปสมการเพื่อหา V1

n V0 - n' S = (n - n') V1

ดังนั้น มูลค่าหุ้นหลังการซื้อหุ้นคืน



ผลกระทบเชิงมูลค่าจากการซื้อหุ้นคืน


ทั้งนี้ เราสามารถจัดรูปเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น โดยถอยขึ้นไปหนึ่งขั้น



จากนั้น จัดรูปสมการเพื่อหา V1 อีกครั้ง


สังเกตว่าในวงเล็บสีม่วง (1 – S/V0 ) ที่จริงแล้วก็คือ margin of safety (m) และหากนิยาม k เป็นอัตราส่วนระหว่างจำนวนหุ้นที่ถูกซื้อคืน (n') กับจำนวนหุ้นคงเหลือหลังการซื้อคืน (n - n') จะได้


แสดงว่า การซื้อหุ้นคืนจะมีผลทำให้มูลค่าหุ้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมตามพจน์ km

หากเราตรวจสอบกับสถานการณ์ที่ศึกษาไปข้างต้น กรณีฐาน บริษัทซื้อหุ้นคืน ณ ราคาเท่ากับมูลค่าหุ้น (m = 0) พจน์ km จึงมีค่าเป็นศูนย์ มูลค่าหุ้นก่อนและหลังการซื้อหุ้นคืนจึงไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนกรณีหลัง บริษัทซื้อหุ้นคืนได้ที่ m = 20% และตัว k เท่ากับ 50 / 950 = 0.0526

ดังนั้น V1 = 10 x [1 + (0.0526 x 0.20)] = 10.105 บาท เท่ากับผลลัพธ์ในตาราง


เปลี่ยนรูปให้เป็นสมการ


ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการคำนวณไล่เรียงมาจาก EV (Enterprise Value) แต่ในความเป็นจริง เราสามารถวาดรูปถอดสูตรอย่างง่าย ๆ ก็ได้เหมือนกัน

สมมติเราแสดงมูลค่าเงินทุนของผู้ถือหุ้น (= n V0) ด้วยพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า


ต่อมาแบ่งจำนวนหุ้นออกเป็น หุ้นที่ถูกซื้อคืน (n') กับหุ้นที่เหลือ (n - n') โดยในกรณีฐาน ราคาซื้อคืน (S) = มูลค่าหุ้น (V0)


หลังการซื้อหุ้นคืน มูลค่าส่วนหนึ่ง (n' S) เปลี่ยนมือไปอยู่กับเจ้าหนี้ มูลค่าเงินทุนของผู้ถือหุ้นจึงเหลือเพียงพื้นที่สี่เหลี่ยมสีเทาทางซ้ายมือ แต่เมื่อคิดต่อหนึ่งหุ้น มูลค่ายังคงเป็น V0 เท่าเดิม



ถัดมาเป็นกรณีซื้อหุ้นคืนที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าหุ้น

เนื่องจาก S < V0 แสดงว่าผู้ที่ขายหุ้นได้รับเงิน n' S และยอมละทิ้งมูลค่า n' (V0 - S) ซึ่งแทนด้วยกล่องสี่เหลี่ยมสีขาว


มูลค่าที่ถูกละทิ้งนี้ ไม่ ได้ไปอยู่กับเจ้าหนี้ (เพราะบริษัทกู้ยืมเงินเพียง n' S) ผู้ถือหุ้นที่ยังเหลืออยู่จึงเป็นผู้ที่ได้รับมูลค่าส่วนนี้เพิ่มเข้ามา ทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น V1 โดยมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นแสดงด้วยกล่องสี่เหลี่ยมสีม่วง


และเขียนสมการได้ว่า


ซึ่งเป็นผลลัพธ์เดียวกันเป๊ะเลย

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราคิดต่อไปถึงกรณีที่น่าหงุดหงิด เมื่อบริษัทซื้อหุ้นคืนแพงกว่ามูลค่าหุ้น คราวนี้เหตุการณ์ก็จะกลับกัน คือ ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้ขาย จะเป็นผู้สูญเสียมูลค่าหุ้น ส่วนที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยมสีม่วง (ทำให้ V1 < V0) ขณะที่ผู้ขายหุ้นจะได้รับมูลค่าส่วนเกินที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยมสีขาวไป


หากเป็นเช่นนี้ นักลงทุนควรขายหุ้นให้บริษัท เพื่อรับผลดีสองเด้ง เด้งแรก คือ ได้โอกาสขายหุ้นแพง และเด้งที่สอง คือ รอดพ้นจากการสูญเสียมูลค่า อันเป็นผลจากการกระทำที่ไม่ฉลาดของบริษัท ทั้งในคราวนี้และที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต


สรุปผลกระทบจากการซื้อหุ้นคืน


ในขณะที่แหล่งความรู้ทั่วไปกล่าวถึงเพียงว่า การซื้อหุ้นคืนจะส่งผลให้จำนวนหุ้นลดลง, กำไรต่อหุ้นสูงขึ้น และ ROE สูงขึ้น จากนั้นก็ชักจูง (แบบผิด ๆ) ว่าราคาหุ้นจะสูงขึ้นด้วย แต่บทความนี้พยายามสร้างมาตรฐานใหม่ ด้วยการนำตัวอย่างมาอธิบายผลลัพธ์อย่างรอบด้าน ตลอดจนสร้างโมเดลขึ้นมาแสดงผลกระทบที่มีต่อมูลค่าหุ้นตามหลักวิชาการเงิน

ถ้าพูดแบบกลาง ๆ การซื้อหุ้นคืนไม่ใช่กิจกรรมที่สร้างผลดีโดยตัวมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารที่จะค้นหาจังหวะในการหยิบใช้ การซื้อหุ้นคืนที่ชาญฉลาดจึง ไม่ ควรเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีหรือทดแทนการจ่ายเงินปันผล หากแต่กระทำหลังจากได้พิจารณาอย่างถ้วนถี่แล้วว่าเป็นการใช้เงินทุนอย่างคุ้มค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น

จากการศึกษาของเรา การซื้อหุ้นคืนจะทำให้
  • จำนวนหุ้นลดลง – เพราะหุ้นซื้อคืนจะถูกนำออกไปจากสารบบ

  • ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง – เพราะซื้อหุ้นคืนด้วยเงินทุนจากผู้ถือหุ้น

  • หนี้สินและดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น – ถ้าการซื้อหุ้นคืนมีผลให้ต้องกู้ยืมเงินมากขึ้น

  • กำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย – เพราะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายมากขึ้น

  • กำไรต่อหุ้น (EPS) เพิ่มขึ้น - เพราะจำนวนหุ้นลดลงในสัดส่วนที่มากกว่าการลดลงของกำไรสุทธิ

ถัดมาเป็นประเด็นที่ลึกขึ้นไปอีก
  • ROE เพิ่มขึ้น – เพราะส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงในสัดส่วนที่มากกว่าการลดลงของกำไรสุทธิ

  • อัตราการเติบโต (g) เท่าเดิม – เพราะการซื้อหุ้นคืนไม่ได้กระทบการดำเนินงานของบริษัท

  • สัดส่วนการเก็บกำไรลดลง – เพราะ ROE สูงขึ้น บริษัทจึงเก็บกำไรไว้ลงทุนซ้ำในสัดส่วนที่น้อยลงได้

  • สัดส่วนการจ่ายเงินปันผล (d) เพิ่มขึ้น – เพราะสามารถเก็บกำไรในสัดส่วนที่น้อยลงได้

  • เงินปันผลต่อหุ้น (= d x EPS) จึงเพิ่มขึ้นแบบชัด ๆ เพราะตัวที่คูณกันต่างเพิ่มขึ้นทั้งสองตัว

ประเด็นที่ลึกแบบว่าชาวบ้านค่อยไม่พูดถึง
  • อัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นต้องการ (r.e) เพิ่มขึ้น – สะท้อนความเสี่ยงที่มากขึ้นสำหรับผู้ถือหุ้น

  • P/E ลดลง – เพราะ r.e เพิ่มขึ้น

  • P/BV อาจเพิ่มหรือลด – ขึ้นอยู่กับว่า ROE กับ r.e อะไรเพิ่มขึ้นมากกว่ากัน

  • มูลค่าหุ้นอาจเพิ่มหรือลด – ขึ้นอยู่กับว่าซื้อหุ้นคืนที่ราคาไหน *** มีสูตรให้ ***

หวังว่าจะครบถ้วนและเป็นประโยชน์สำหรับการลงทุนของทุกท่านนะครับ

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ควรเริ่มลงทุน "วันนี้" ไหม?


เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ผมได้ยินคำพูดประมาณว่า “เวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มลงทุน คือ วันนี้” ซึ่งว่ากันตามจริง ผมเอง (ในเวลานั้น) ก็เห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าว

ในเมื่อเราไม่อาจหยั่งรู้อนาคต จะมานั่งรอตลาดหุ้นให้เกิดวิกฤติก่อนแล้วค่อยโถมเข้าไปลงทุน ก็คงดูเลื่อนลอย และตัวอย่างก็มีให้เห็น บางคนเงื้อง่ารอวิกฤติมา 2-3 ปี สุดท้ายพอตัดใจเข้าไปลงทุนก็เจอตลาดถล่มพอดี กลายเป็นช่วงขาขึ้นไม่ได้กิน แต่พอขาลงต้องไปช่วยล้างชาม

แต่มันจะเพียงพอให้เราสรุปได้ว่า ควรเริ่มต้นลงทุนให้เร็วที่สุด จริง ๆ น่ะหรือ?


เหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง


แนวคิดที่บอกให้เริ่มลงทุนทันที ส่วนใหญ่จะอ้างอิงถึง

1. ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาว ของตลาดหุ้น ซึ่งมีค่าเป็นบวก และ

2. สถิติ จำนวนปี ที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวก มีมากกว่าจำนวนปีที่ผลตอบแทนเป็นลบ

จากข้อแรก เมื่อนักลงทุนถือหุ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ผลตอบแทนก็มีแนวโน้มจะเป็นบวก ขอเพียงรักษาวินัย ไม่ตื่นตระหนกขายหุ้นทิ้งในยามที่ตลาดหุ้นตกต่ำ และข้อสอง เมื่อนักลงทุนเข้าสู่ตลาดแบบสุ่ม ก็มีโอกาสจะพบกับปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่า ซึ่งอย่างน้อยนี่ก็เป็นเรื่องที่ “สถิติ” แสดงไว้ชัดเจน และคงไม่มีใครเถียงได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายท่านไม่ได้ตระหนักกับสองข้อข้างต้นก็คือ ผลตอบแทนเฉลี่ย สมมติว่า 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ไม่ ได้แปลว่า ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทน 8 เปอร์เซ็นต์ แล้ว บวก/ลบ นิดหน่อย เช่น ปีนี้ 6 เปอร์เซ็นต์ ปีหน้า 11 เปอร์เซ็นต์ อะไรอย่างนี้

แต่ตัวเลขจริง ๆ วูบวาบน่าขนลุกกว่านั้นมาก บางปี +40 แล้วต่อด้วย -25 ก่อนจะกลับมา +20 เปอร์เซ็นต์ พอเฉลี่ยแบบทบต้นจึงค่อยกลายเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

ปัญหาก็คือ ถ้าท่านไม่มีดวง พอเชื่อกูรูสนิทใจ เข้า “ลงทุนทันที” แล้วไปเจอติดลบ 25 เปอร์เซ็นต์ประเดิมเป็นปีแรก ชีวิตต่อจากนั้นจะลำบาก อาจต้องใช้ปีทองอีกหลายปีเพื่อมาแก้ความผิดพลาดเมื่อครั้งประเดิมเจิมพอร์ตหุ้น หรือเผลอ ๆ เข็ดขยาดไม่กล้าลงทุนไปเลยก็มี

สำหรับเรื่อง จำนวนปี ที่ผลตอบแทนเป็นบวกมีมากกว่าปีที่ผลตอบแทนเป็นลบ อันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะปกติแล้วตลาดขาขึ้นมักกินเวลายาวนานกว่าขาลง บางคนเปรียบเทียบเหมือนการขึ้นบันได ที่ต้องค่อย ๆ ไต่ขึ้นไป ต่างจากเวลาลงที่มักจะรวดเร็วราวกับลงลิฟต์

จำนวนปีที่ผลตอบแทนติดลบ แม้จะมีน้อยกว่า แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักสร้างความเสียหายร้ายกาจ เพราะว่าธรรมชาติของผลตอบแทนนั้น “ฝั่งลบ” กับ “ฝั่งบวก” มีอานุภาพไม่เท่ากัน สมมติท่านทำผลตอบแทนปีแรกติดลบ 40 เปอร์เซ็นต์ ปีถัดมาท่านต้องทำผลตอบแทนให้เป็นบวกมากถึง 67 เปอร์เซ็นต์ เพียงเพื่อจะกลับมาเสมอตัว และคงเพราะอย่างนี้มหาเศรษฐีนักลงทุนอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ จึงได้กำชับให้ระวังอย่าขาดทุน

เพราะฉะนั้น ทั้งสองข้อที่ยกมาอ้างอิงกัน แม้เป็นเรื่องจริง แต่ก็ยังมีประเด็นให้ใคร่ครวญอีกเยอะ


วัฏจักรของตลาดหุ้น


จากผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้นในระยะยาวที่เป็นบวก ทำให้เราสามารถสร้างโมเดลแบบเรียบง่ายขึ้นมาอธิบาย โดยกำหนดว่าดัชนีตลาดหุ้น “ควร” มีการเติบโต (หรือถูกคาดหวังให้มีการเติบโต) เฉลี่ยปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ สอดคล้องกับการเติบโตของเงินปันผล ซึ่งเป็นกระแสเงินสดที่ผู้ถือหุ้นได้รับ

[ตัวเลขนี้อ้างอิงข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเปิดเผยสถิติเงินปันผลหุ้นไทยย้อนหลัง 10 ปี จาก พ.ศ. 2557-2566 อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ราว 4.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า หากไม่เกิดวิกฤติโควิด-19 เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน อัตราการเติบโตอาจปรับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ได้]




เนื่องจากในโลกความจริงตลาดหุ้นย่อมไม่ปรับตัวขึ้นอย่างคงเส้นคงวา แต่มีขึ้นและลงสลับสับเปลี่ยนกันไป เกิดเป็น วัฏจักร หรือ cycle (ไซเคิล) ของตลาดหุ้น เราจึงโมเดลให้ดัชนีเคลื่อนไหวสูงและต่ำกว่าระดับที่ควรเป็น เป็นรอบ ๆ ในลักษณะลูกคลื่น เพื่อให้ได้ภาพที่ใกล้เคียงสถานการณ์จริงมากขึ้น




ในที่นี้สังเกตว่า ยอดคลื่น มีระยะห่างประมาณ 4 ปี ซึ่งสอดคล้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจที่มักกินเวลายาวนานประมาณ 4-10 ปี (ข้อมูลจาก studysmarter.co.uk)

ตัวเลขดังกล่าว สั้นกว่า ระยะเวลาเฉลี่ยของวัฏจักรตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา 5.2 ปี ตามข้อมูลจาก visualcapitalist.com และ 6.25 ปี ตามข้อมูลจาก Motley Fool Wealth Management แต่ก็ ยาวกว่า วัฏจักรของตลาดหุ้นไทยในรอบ 11 ปีหลังสุด (พ.ศ. 2556-2566) ตามการศึกษาของ MonkeyFreeTime ซึ่งพบว่ามีความยาวเฉลี่ยประมาณ 3 ปี

เมื่อคำนึงถึงข้อมูลข้างต้น รอบวัฏจักรในโมเดลตัวอย่างของเราที่ประมาณ 4 ปี จึงน่าจะถือว่าพอดี ๆ และสมเหตุสมผลใกล้เคียงความจริง




จากโมเดลของเรา สังเกตได้ว่าดัชนีหุ้นสามารถปรับตัวลดลงจากประมาณ 1600 จุด ลงมาอยู่ที่ราว ๆ 1300 จุด (เส้นหนาสีม่วง) โดยที่ยังรักษาแนวโน้มหลัก คือ การปรับตัวขึ้นตามการเติบโตในระยะยาว 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี นับว่าพอเทียบเคียงได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยราว 1-2 ปีที่ผ่านมา


สิ่งที่ตัดสินผลตอบแทน


ในกรณีการ เข้าซื้อหุ้นทันที ระดับผลตอบแทนเฉลี่ย r = 8% เกิดจากอัตราการเติบโตระยะยาว g = 5% บวกด้วยอัตราผลตอบแทนเงินปันผล y = 3% หรือเขียนเป็นสมการที่นักการเงินรู้จักกันดี

g + y  =   r

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้สมมติฐานว่า นักลงทุนเข้าซื้อหุ้น ณ ระดับราคาเท่ากับมูลค่าที่เหมาะสมพอดี (จุด B) แม้ในโลกความจริง นักลงทุนที่เข้าซื้อหุ้น “ทันที” อาจซื้อหุ้นแพงที่จุด A หรือซื้อหุ้นถูกที่จุด C ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น




สมมติว่านักลงทุนเข้าซื้อที่จุดต่าง ๆ และถือหุ้นเอาไว้ยาวนานผ่านวัฏจักร ก่อนจะขายหุ้นออกไปในปีที่ 10 (จุด D) ซึ่งเป็นระดับมูลค่าที่เหมาะสมพอดี เหตุการณ์จะเป็นดังนี้




สังเกตว่า เมื่อนักลงทุนซื้อหุ้นที่ราคาพอดีกับมูลค่า (กรณีที่ 2) ตัวเลขผลตอบแทนต่าง ๆ จะเป็นไปตามสมการที่ได้แสดงไปข้างต้น นั่นคือ

5% + 3%  =  8%

แต่ในกรณีที่ 1 เมื่อนักลงทุนซื้อหุ้นแพง จะเกิดความเสียหายทั้งสองส่วนพร้อม ๆ กัน เพราะนอกจากผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา หรือ Capital Gain จะลดลงเหลือเพียง 3.3% แล้ว ต้นทุนหุ้นที่สูงยังกดผลตอบแทนจากเงินปันผล หรือ Dividend Yield ให้ลดลงเหลือ 2.6% ด้วย ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมเหลือเพียง 3.3% + 2.6% = 5.9%

และกลับกัน เมื่อนักลงทุนซื้อหุ้นถูก จะส่งผลดีไปด้วยกันทั้งสองส่วน ดังที่แสดงในกรณีที่ 3 ตามตาราง ซึ่งผลตอบแทนโดยรวมสูงถึง 7.6% + 3.6% = 11.2%

เมื่อพูดกันเป็นเปอร์เซ็นต์ ท่านนักลงทุนอาจยังไม่เห็นภาพ แต่ถ้าเราลงทุนเป็นเวลา 20 ปี และเริ่มต้นด้วยเงิน 2 แสนบาทเท่ากัน กรณีที่ 1 ซึ่งเข้าซื้อหุ้นแพง จะได้กำไรราว 4 แสนบาท แต่กรณีที่ 3 ซึ่งซื้อหุ้นถูก จะได้กำไรมากถึง 1.4 ล้านบาท หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีอีก 1 ล้านบาทงอกขึ้นมา

สรุปก็คือ จังหวะในการเข้าซื้อส่งผลอย่างมากต่อผลตอบแทนที่ตามมา แม้กระทั่งสำหรับคนที่ลงทุนยาว


ด้วยเหตุนี้ หากต้องเลือกระหว่าง 1) การ เริ่มลงทุนทันที ตามเสียงเร่งเร้าของกูรู กับ 2) การประเมินเบื้องต้นก่อน แล้วค่อยลงทุนเมื่อเห็นแต้มต่อพอสมควร โดยส่วนตัวผมคิดว่าอย่างหลังน่าจะเข้าท่ากว่า

ในกรณีของหุ้นรายตัว ท่านนักลงทุนอาจต้องการศึกษาวิธีประเมินมูลค่าหุ้น ซึ่งก็มีหลักสูตรออนไลน์ที่มีคุณภาพรองรับ เช่น เทคนิคการประเมินมูลค่าหุ้นอย่างมืออาชีพ ของ SkillLane หรือถ้าเพียงจะวัดความถูกแพงของตลาดหุ้นโดยรวม ทาง MonkeyFreeTime ก็เคยนำเสนอโมเดล Margin of Safety ของตลาดหุ้น ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงใช้งานได้ดี

การมองหาแต้มต่อให้เจอก่อนแล้วจึงเข้าลงทุน เป็นประโยชน์ของตัวเรา แต่การลงทุนทันที เป็นประโยชน์ของฝั่ง บลจ. และโบรกเกอร์หุ้น เพราะฉะนั้น ท่านนักลงทุนก็ลองพิจารณาดูให้ดีแล้วกันครับ

วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566

ปลายทาง คือ ศูนย์บาท


เมื่อลงทุนกับกองอสังหาฯ หรือกองรีทประเภท “สิทธิการเช่า” สิ่งที่นักลงทุนสามารถคาดหวัง (และเตรียมใจ) ได้ก็คือ ในวันสุดท้ายที่สิทธิการเช่าหมดอายุลง มูลค่าหน่วยลงทุนก็จะกลายเป็นศูนย์

เรื่องนี้หลายคนทำใจรับไม่ได้ แต่ถ้านึกดี ๆ มันก็คล้ายกับการปลูกพืชล้มลุก อย่างเช่น กล้วย ข้าวโพด หรือสตรอว์เบอร์รี พอเก็บเกี่ยวแล้วต้นเดิมก็ค่อย ๆ เหี่ยวเฉาไป ต้องคอยปลูกใหม่อยู่เรื่อย จะเรียกว่าหมดมูลค่ากลายเป็นศูนย์ก็คงได้เหมือนกัน

แต่มูลค่าที่ลดลงเหลือศูนย์คงไม่ใช่ปัญหา เพราะถึงวันนี้ก็ยังมีคนปลูกพืชเหล่านี้อยู่ตั้งเยอะ

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ผลผลิต (หรือผลตอบแทน) ที่ได้มาระหว่างทางนั้นน่าพอใจหรือไม่ เมื่อเทียบกับเงินที่เราลงทุนไป


นิทานเรื่องเศรษฐีหวงเงิน


ขอเปรียบเรื่องราวนี้กับเศรษฐีขี้เหนียวคนหนึ่งที่อยากทำเงินให้งอกเงย จึงเรียกโบรกเกอร์สองรายให้มาเสนอแผนการลงทุน

โบรกเกอร์ A เสนอผลตอบแทน 5 หมื่นเหรียญ พร้อมคืนเงินต้น 1 แสนเหรียญ ณ สิ้นปีที่ห้า ส่วนโบรกเกอร์ B เสนอผลตอบแทน 3 แสนเหรียญ ณ สิ้นปีที่ห้า แต่ไม่มีการคืนเงินต้น

เศรษฐีได้ฟังก็โมโหและขับไล่โบรกเกอร์ B ออกไปทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เงินสดไม่มีป้ายแปะ และมันจะมาในรูปแบบไหนก็ดีทั้งนั้น


กลไกของ NAV


จากนิทานข้างต้น ท่านผู้อ่านน่าจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า เงินสด 300,000 เหรียญ ยังไงก็มากกว่า 150,000 เหรียญ ข้อเสนอของโบรกเกอร์ B แท้จริงแล้วดีกว่าโบรกเกอร์ A เป็นเท่าตัว เพียงแต่เศรษฐีมัวยึดติดกับคำว่า เงินต้น จึงผลักไสเงินก้อนใหญ่ และอ้าแขนรับเงินก้อนเล็กแบบไม่รู้ตัว

สำหรับนักลงทุนที่ซื้อกองอสังหาฯ ประเภทสิทธิการเช่า (ต่อไปขอเรียกสั้น ๆ ว่า กองทุน) และกำลังเพลิดเพลินกับกระแสเงินสด ผมคิดว่าพวกเขาก้าวข้ามเรื่องนี้มาแล้วขั้นหนึ่ง และพวกเขาก็จะก้าวสูงขึ้นไปอีกขั้น ด้วยความเข้าใจเรื่องกลไกของ NAV

แม้นักลงทุนจะรู้อยู่แล้วว่า มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Asset Value) หรือ NAV ของกองทุน สุดท้ายจะลดลงเหลือศูนย์ แต่ก็มีน้อยคนที่สังเกตว่า มัน ไม่ ได้ลดลงแบบเป็นเส้นตรง

เพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจน เราจะสมมติตัวอย่างง่าย ๆ เป็นกองทุนขนาด 5,000 ล้านบาท ลงทุนในสิทธิการเช่าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเป็นระยะเวลา 20 ปี


ตลอดระยะเวลา 20 ปี อายุสัญญาจะค่อย ๆ ลดลง พาให้ NAV ลดลงจนเป็นศูนย์ในปีสุดท้าย สิ่งที่น่าสนใจจากภาพก็คือ NAV นั้นค่อนข้างทรงตัวในช่วงแรก แต่จะดิ่งลงเร็วมากในปีท้าย ๆ

เรื่องนี้สามารถอธิบายอย่างคร่าว ๆ ได้ โดยสมมติตัวเองเข้าไปยืนที่จุดตั้งต้น จากนั้นก็เลื่อนตัวเองไปยังปีที่ 1 เราจะเห็นสัญญาหดลงปีนึง


จากมุมมองของนักลงทุน สัญญาที่หายไปก็คือ ปีสุดท้ายที่อยู่ไกล ๆ ซึ่งเมื่อคิดลดกลับมาตามระยะเวลาที่ไกลขนาดนั้น ผลกระทบในเชิงมูลค่าก็มีน้อย

ในอีกทางหนึ่ง หากเราเข้าไปยืน ณ ปีที่ 15 แล้วเลื่อนตัวเองไปยังปีที่ 16 จะมองเห็นสัญญาหดลงปีนึงเช่นกัน แต่คราวนี้ปีสุดท้ายที่ว่าหายไปนั้นกลับอยู่ถัดไปเพียงแค่ 4 ปี พอคิดลดกลับมา ผลกระทบในเชิงมูลค่าก็มีมาก

มูลค่าที่หดหายไปตามอายุสัญญานี้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ NAV ลดลง สังเกตว่าในช่วงปีแรก ๆ กองทุนยังคงผลิตกำไรมาต่อสู้กับการลดมูลค่าของสัญญาได้ NAV จึงไม่ลด แถมยังเพิ่มได้นิด ๆ เสียด้วยซ้ำ ครั้นเวลาล่วงเลยมา การลดมูลค่าของสัญญาก็รุนแรงขึ้นจนกำไรที่ได้จากการเก็บค่าเช่าเริ่มสู้ไม่ไหว แผนภาพ NAV จึงออกมาอย่างที่เราเห็นกัน


มุมของคนรับเงิน


แม้ดูเผิน ๆ แผนภาพ NAV ที่ดิ่งลงในตอนท้ายจะชวนให้ใจแป้ว ทว่าในมุมของคนที่รับเงิน เรื่องนี้อาจไม่ได้ระคายใจแต่อย่างใด ตราบเท่าที่กองทุนจ่ายผลตอบแทนออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ


ในความเป็นจริง ผู้จัดการกองทุนได้คำนวณเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าจะสามารถจ่ายผลตอบแทนคืนให้กับผู้ถือหน่วยได้มากน้อยเพียงใด และมีการเติบโตแค่ไหน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเงินสดที่กองทุน มีอยู่ และ จะมี ในอนาคต

ส่วนประเด็นที่นักบัญชีจะติดป้ายกำกับว่าเงินสดส่วนนี้มาจากกำไร หรือเงินสดส่วนนี้มาจากการลดทุน อันนั้นก็เป็นเรื่องทางบัญชีไป ดังที่หลายท่านเคยได้ยินมาว่ากองทุนประเภทนี้มักทยอยจ่ายเงินต้นกลับคืนมาในรูปแบบของ เงินลดทุน ซึ่งภาพก็จะออกมาประมาณนี้


สังเกตว่า กำไรสุทธิ (แท่งสีม่วง) มีสัดส่วนลดลงเป็นลำดับ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป กำไรจากค่าเช่าเริ่มสู้ผลขาดทุนจากการตีมูลค่าสัญญาไม่ไหว ในช่วงกลาง ๆ เช่น ปีที่ 6 ถึงปีที่ 10 กองทุนจึงต้องควัก กำไรสะสม (แท่งสีส้ม) จ่ายออกมาควบคู่ไปด้วย จนกระทั่งปีที่ 10 กำไรสะสมเริ่มหมดลง กองทุนก็ยังคงสามารถรักษาแนวโน้มการจ่ายเงินในระดับสูงได้ โดยการลดทุนแล้วจ่ายเป็นเงินสดออกมา (เงินลดทุน คือ แท่งสีแดง)

สังเกตว่าตั้งแต่ต้นจนจบ กองทุนในตัวอย่างของเรานี้ไม่มีปัญหากับการจ่ายเงินให้กับผู้ถือหน่วยแต่อย่างใด เพราะกองทุนสามารถเก็บและปรับเพิ่มค่าเช่าได้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้มีเงินสดเพียงพอโดยตลอด

และที่จริงแล้ว ความแตกต่างระหว่างช่วงแรกกับช่วงหลังมีเพียงว่า ช่วงปีแรก ๆ กองทุนบันทึกเงินสดเหล่านั้นในฐานะ กำไร ขณะที่ช่วงปีหลัง ๆ กองทุนหักล้างกำไรด้วย NAV ที่ลดลงตามการตีมูลค่าสัญญา (จน NAV กลายเป็นศูนย์ในท้ายที่สุด) และถือครองเงินสดดังกล่าวไว้ในฐานะ เงินสดส่วนเกิน

ซึ่งสุดท้ายทั้งหมดก็เป็นเพียงเรื่องทางบัญชี กับหลักการที่ต้อง “bring it down to zero” เพื่อให้ปลายทางเป็นศูนย์บาทนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ง่ายและถูกต้องมากกว่าในมุมของนักลงทุนก็คือ ให้จับตาดู จำนวนเงินรวม ที่จ่ายออกมา เพราะว่ามันสะท้อนมุมมองของผู้จัดการกองทุน ซึ่งเป็นคนที่เห็นไส้ในและคาดการณ์กระแสเงินสดของกองทุนได้ดีกว่าใคร

และถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี เงินสดก็จะมาถึงมือท่านเป็นกอบเป็นกำ ...ไม่ว่าจะเรียกมันว่าอะไร

วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566

เงินเฟ้อ ...สงบ แต่ไม่จบ


เมื่ออัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ เช่น 1-2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี (หมายถึง ราคาสินค้าและบริการทั่วไปปรับตัวขึ้นเพียงปีละ 1-2 เปอร์เซ็นต์) มายาวนาน ประชาชนก็มักคุ้นชินกับการใช้เงินจำนวนเท่าเดิมหรือเกือบ ๆ เท่าเดิม หล่อเลี้ยงชีวิตในแต่ละปี

จนกระทั่งวิกฤติโควิด-19 เริ่มคลี่คลายและเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ภาวะเงินเฟ้อก็รุนแรงขึ้น ข้าวของพากันขึ้นราคา ฉุดให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามมา

ตราบจนผ่านพ้นไปหนึ่งปี หลายคนเริ่มดีใจว่าอัตราเงินเฟ้อโหด ๆ ได้เริ่มชะลอตัวลง และทำท่าจะกลับไปทรงตัวที่ระดับเดิม บางคนคิดไกลไปถึงขั้นว่า เศรษฐกิจจะกลับมาเดินหน้าอย่างเข้มแข็งต่อจากนี้

...แต่ก็คล้ายมองข้ามอะไรบางอย่างไป


เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูแผนภูมิแท่งภาพซ้าย ซึ่งแสดงค่าใช้จ่ายในแต่ละปีภายใต้อัตราเงินเฟ้อปีละ 2 เปอร์เซ็นต์ และภาพขวาสมมติว่าเรามีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย ส่วนต่าง (แท่งเส้นประสีเขียว) ก็จะเป็นเงินที่เราออมได้ในแต่ละปี

จากนั้นมาดูกรณีที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งพรวดขึ้นไปราว 8 เปอร์เซ็นต์ ก่อนจะกลับมาทรงตัว “สู่ภาวะปกติ” ที่บริเวณ 2 เปอร์เซ็นต์ ได้ในปีถัด ๆ ไป ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับความคาดหวังของกูรูในหลาย ๆ ประเทศ


จะเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อที่กลับมาเท่าเดิม ไม่ได้แปลว่าค่าใช้จ่ายจะกลับมาเท่าเดิมหรือใกล้เคียงเดิมเลย พูดให้แย่หน่อยก็คือ แม้อัตราเงินเฟ้อจะกลับมาเท่าเดิม แต่เราก็ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (แท่งสีชมพู) แปะหัวเรื่อยไปทุกปี และถ้าเราเอาแผนภาพอันที่สองกับอันที่สามมาซ้อนกัน ก็จะได้ภาพต่อไปนี้


นั่นหมายถึงว่า เงินออมที่เราเคยสะสมได้อย่างแข็งแกร่งจะหดเล็กลง อันเป็นผลมาจากภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในช่วงปีแรก หรือถ้าครอบครัวไหนมีการออมน้อย (แท่งสีเขียวมีขนาดเล็ก) มาตั้งแต่แรก แท่งสีเขียวที่แพลม ๆ ในปีถัดมาอาจหดหายไป เกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง จนต้องเอาเงินออมในปีก่อน ๆ มาใช้ก็เป็นได้

เพราะฉะนั้น อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นแล้วลดลงมาอยู่ที่ระดับเดิม จึงถือเป็นข่าวที่ “ร้ายน้อยลง” แต่ยังไม่ถือเป็นข่าวดี นอกเสียจากผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อจะเริ่มทำงาน (แน่นอนว่าหลังจากที่ผู้คนผ่านความเจ็บปวดมาแล้วระยะหนึ่ง) เมื่อประชาชนหมดกำลังซื้อลงไปเรื่อย ๆ ราคาข้าวของก็จะปรับตัวแพงขึ้นมากไม่ได้ อัตราเงินเฟ้อก็ต้องลดลง โดยอาจต่ำกว่าระดับเงินเฟ้อมาตรฐานหรือแม้กระทั่งติดลบในบางปี ซึ่งก็จะทำให้เงินออมและกำลังซื้อค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นตามกลไกทางเศรษฐศาสตร์


เหมือนอย่างที่บอกไป คือ แม้เงินเฟ้อดูเหมือนจะเริ่มสงบ แต่เราอาจต้องรออีกหลายปีกว่าทั้งระบบจะปรับตัวและคลี่คลายกลับเข้าสู่สภาพปกติ


ข้อสังเกตจากเรื่องนี้...


1) ตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้ยินตามสื่อต่าง ๆ เช่น GDP หรืออัตราเงินเฟ้อ บางตัวเป็นเรื่องของการเติบโต และการเติบโตในอัตราน้อย ๆ ที่จริงก็คือ เพิ่มขึ้น นั่นแหละ

2) วินัยการออมนำไปสู่ความได้เปรียบ เมื่อช่วงเวลาอันยากลำบากมาถึง คนที่ออมมากย่อมมีโอกาสรอดมากกว่าคนที่ออมน้อย อย่างไรก็ตาม การหักโหมออมมากเกินไปจนเบียดเบียนตัวเองก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี

3) ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตถือเป็นเรื่องดี หากราคาสินค้าทั่วไปปรับเพิ่มขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์ (อัตราเงินเฟ้อ) แต่ท่านสามารถลดกิจกรรมฟุ่มเฟือยบางอย่างลงได้ รายจ่ายของท่านอาจปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ ก็จะทำให้มีความเดือดร้อนและความทุกข์น้อยกว่าคนอื่น ๆ ในสังคมได้

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดเงินปันผล 2 ขั้น


DDM หรือ Dividend Discount Model (โมเดลคิดลดเงินปันผล) น่าจะนับเป็นวิธีประเมินมูลค่าหุ้นที่มีสูตร “ง่ายที่สุด” วิธีหนึ่ง โดยเฉพาะถ้าเรามีสมมติฐานง่าย ๆ เช่น บริษัทอยู่ในช่วงอิ่มตัวหรือมีการเติบโตคงที่ไปชั่วนิรันดร์

อย่างไรก็ตาม เมื่อสมมติฐานมีความซับซ้อนและสอดคล้องกับชีวิตจริงมากขึ้น เช่น บริษัทมี ช่วงเติบโตเร็ว ในระยะแรก ก่อนที่จะเข้าสู่ ช่วงเติบโตช้า ในระยะถัดไป สูตรก็จะเริ่มไม่ง่าย (อันที่จริง คือ ยากเลยแหละ!) หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องยกไปคำนวณกันใน Excel ให้เป็นที่เอิกเกริก...

สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะบทความนี้จะเปลี่ยนวิธีคิดและทำทุกอย่างให้ง่ายลง ก่อนปิดท้ายกันด้วย “ตัวช่วย” ในอินเทอร์เน็ตที่ผมหามาได้ เผื่อท่านใดไม่ชอบกดเครื่องคิดเลขด้วยตัวเองครับ


สร้างโมเดล


เนื่องจากเราไม่ได้หยั่งรู้อนาคต จึงจำเป็นต้อง คาดการณ์ การจ่ายเงินปันผลของบริษัทให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นมากที่สุด นี่คือจุดตั้งต้นของการสร้างโมเดล

โมเดลแรก คือ กรณีเงินปันผลไม่มีการเติบโตเลย


ตัวอย่างเช่น บมจ.ซีเมนต์พัฒนา จ่ายเงินปันผลหุ้นละ 15 บาท และผู้ถือหุ้นต้องการผลตอบแทน 8.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี มูลค่าหุ้นในกรณีนี้จะเท่ากับ 15 / 0.083 = 181 บาท

โมเดลที่สอง คือ กรณีเงินปันผลมีการเติบโตคงที่ตลอดไป ซึ่งเราอาจเรียกว่า โมเดลคิดลดเงินปันผล 1 ขั้น หรือ one-stage DDM เพราะว่ามีการเติบโตเพียงขั้นเดียว


จากข้อมูลข้างต้น ถ้าเงินปันผลของ บมจ.ซีเมนต์พัฒนา มีการเติบโต g = 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี มูลค่าหุ้นจะเท่ากับ 15 x 1.03 / (0.083 – 0.03) = 292 บาท

ทั้งนี้ นักลงทุนอาจสังเกตได้ว่า โมเดลที่สองมีแนวโน้มจะสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่าโมเดลแรก เนื่องจากโดยทั่วไปบริษัทต่าง ๆ มักมีผลการดำเนินงานเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโดยรวมหรืออย่างน้อยก็ไม่ควรเติบโตต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ มิเช่นนั้นจะเท่ากับถอยหลังลงคลองทุกปี ๆ

โมเดลที่สาม คือ กรณีเงินปันผลมีการเติบโตเร็วในช่วงแรก และมีการเติบโตช้าลงในช่วงถัดไป เรียกว่า โมเดลคิดลดเงินปันผล 2 ขั้น หรือ two-stage DDM ซึ่งเป็นใจความสำคัญของบทความนี้


สำหรับธุรกิจที่ยัง ไม่ อิ่มตัว โมเดลนี้ดูจะสอดคล้องกับสามัญสำนึกมากกว่าสองโมเดลแรก ส่วนที่เหลือก็เพียงแค่ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม ได้แก่ อัตราการเติบโตและจำนวนปีในช่วงเติบโตเร็ว จากนั้นก็พร้อมคำนวณตามสูตรได้


สูตรการคิดลดเงินปันผล 2 ขั้น


หากท่านใดเคยเปิดตำราหาสูตรคิดลดเงินปันผล 2 ขั้น อันน่าขนลุกมาแล้ว ผมขอให้ลืมมันไปเลย เพราะจริงที่แล้วเราสามารถมองมันให้อยู่ในรูปง่าย ๆ ดังนี้


สมการข้างต้นเป็นรูปแบบพื้นฐานที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร มีเพียงแค่การลบและการคูณที่น่าจะเรียกได้ว่า สามก้อนประกอบร่าง นับว่าสบายหูสบายตากว่าสูตรยาวเหยียดที่อยู่ใน textbook มากมายนัก

เราจะมาเริ่มกันที่ ก้อน A ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับโมเดล one-stage DDM ที่ว่ากันไปก่อนหน้านี้ ต่างกันแค่เพียงเปลี่ยนตัว g (growth) ไปเป็นตัว s (Short term growth) เพื่อความชัดเจนเท่านั้น


สมมติว่าเงินปันผลของ บมจ.ซีเมนต์พัฒนา มีการเติบโตช่วง 10 ปีแรก เท่ากับ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี (s = 0.05) ก้อน A ก็จะเท่ากับ 15 x 1.05 / (0.083 – 0.05) = 477

ต่อมาเป็น ก้อน B ที่คำนวณได้จาก


เนื่องจากเรากำหนดให้เงินปันผลมีการเติบโตระยะสั้น s = 5%, การเติบโตระยะยาว g = 3% และผู้ถือหุ้นต้องการผลตอบแทน 8.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ก้อน B จึงเท่ากับ (0.05 – 0.03) / (0.083 – 0.03) = 0.377

สุดท้ายเป็น ก้อน C ที่แอดวานซ์ขึ้นมาอีกหน่อย


โดยตัว n เป็นจำนวนปีที่เงินปันผลเติบโตเร็ว (10 ปี) ดังนั้น n = 10 และเราจะคำนวณก้อน C ได้เท่ากับ (1.05 / 1.083)^9 = 0.757

เห็นได้ว่า A, B และ C เป็นการคำนวณสั้น ๆ เพื่อเอาผลลัพธ์แทนค่าเข้าไปในสูตรของเรา


จะได้ว่า มูลค่าหุ้นของ บมจ.ซีเมนต์พัฒนา เท่ากับ 477 x [1 – (0.377 x 0.757)] = 341 บาท นั่นเอง


ภาพรวมของการคำนวณ


หากถอยออกมามองเป็นภาพรวม เราจะเห็นแผนผังการคำนวณดังนี้


สังเกตว่าความจริงแล้วเราก็ไม่ได้คำนวณน้อย เพียงแต่ค่อย ๆ ทำไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จึงมีความเรียบง่ายอยู่ในวิสัยที่คนทั่วไปสามารถทำได้ ต่างจากสูตรในตำราต่างประเทศที่ค่อนข้างอลังการและไม่ได้ลดรูปสมการลง เช่น

[ที่มา: Damodaran on Valuation]

สำหรับท่านที่ต้องการตัวช่วยในอินเทอร์เน็ต ผมพบเว็บไซต์ที่ให้บริการคำนวณมูลค่าหุ้นตามโมเดลคิดลดเงินปันผล 2 ขั้น ซึ่งเมื่อเข้าไปตาม ลิงก์ ก็จะพบหน้าจอแบบนี้


ซึ่งเราก็จะกรอกตัวเลขตามสมมติฐานของเราลงไป


จากนั้นก็กดปุ่ม Calculate Results ที่อยู่ด้านล่าง จะได้ผลลัพธ์ออกมาตรงกับที่เราคำนวณไว้


หวังว่าทั้งหมดนี้จะมีประโยชน์กับนักลงทุนทุกท่านนะครับ