แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนื้อหาอ้างอิง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนื้อหาอ้างอิง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ความผิดพลาด 5 ประการ


การเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองนั้นเป็นเรื่องดี แต่การเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่นอาจเป็นวิธีที่ฉลาดกว่า

ปัญหาเพียงอย่างเดียวของเรื่องนี้ คือ คนเรามักไม่ค่อยอยากบอกคนอื่นว่าตนเองเคยทำผิดพลาดอะไร โดยเฉพาะในแวดวงการลงทุน หรือบางทีซ้ำร้ายทำผิดพลาดแล้วตัวเองยังไม่ยอมรับเลยก็มี นักลงทุนมือเก่าที่เคย "ตกท่อ" มาแล้ว พอล้างมือล้างเท้าเสร็จก็เลยมานั่งรอดูนักลงทุนเคราะห์ร้ายคนต่อไป แทนที่จะเขียนป้ายเตือนหรือคอยตะโกนบอกคนอื่น ๆ

เพราะผมเชื่อคำพูดที่ว่า "ถ้าอยากให้โลกเป็นอย่างไร ให้เริ่มต้นจากตัวเราก่อน" ผมจึงขอรวบรวม ความผิดพลาด 5 ประการ ที่เคยทำในฐานะนักลงทุนอาชีพตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับนักลงทุนรุ่นหลังแบบไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์ใด ๆ และหวังว่าวิธีปฏิบัติเช่นนี้จะมีคนทำมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะมีนักลงทุนรุ่นหลังที่เก่งกว่ารุ่นแรก สามารถสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตของตนเองและครอบครัวได้

ความผิดพลาดทั้ง 5 ประการ ได้แก่ ถือนานเกิน - ประเมินไม่ชัด - บอกปัดบางสิ่ง - ทิ้งค่าเฉลี่ย - เกลี่ยจุดดี ซึ่งบางข้อทำให้ผมสูญเสียกำไรก้อนโตที่ควรจะได้ ขณะที่บางข้อก็ถึงกับทำให้ขาดทุน ดังรายละเอียดต่อไปนี้


1. ถือนานเกิน


หลักสำคัญของการลงทุนแบบเน้นปัจจัยพื้นฐาน คือ นักลงทุนจะต้องมีการประเมินตัวกิจการ รวมถึงปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ และเห็นว่าการเข้าซื้อหุ้น ณ ราคานั้นจะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดี

หากมีการคำนวณ "มูลค่าหุ้น" อย่างเป็นจริงเป็นจังและใช้เป็นเงื่อนไขสำคัญในการซื้อขายหุ้น (เช่น ให้เข้าซื้อเมื่อราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่ามาก ๆ และขายเมื่อราคาสูงกว่ามูลค่ามาก ๆ) เราก็อาจเจาะจงวิธีนี้ว่าเป็น การลงทุนแบบเน้นมูลค่า หรือ Value Investment (VI) ซึ่งแม้แนวทางนี้จะเป็นศาสตร์ที่ดี แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับศิลป์ของการนำไปใช้ด้วยเหมือนกัน

ในอดีตที่ผ่านมาผมเคยซื้อหุ้นธุรกิจการเงินตัวหนึ่งในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า (ตามตำราเป๊ะ) เมื่อเวลาผ่านไปราคาหุ้นก็ปรับตัวสูงขึ้นตามผลประกอบการที่ออกมาดี (ตามตำราอีกเหมือนกัน) จนมีกำไรเกินกว่า 100% ขณะที่ผมก็ยังไม่ขายหุ้น เพราะเชื่อว่าเราควร "ถือมันไว้ตลอดไป" เหมือนที่บัฟเฟตต์เคยบอกว่า "Our favourite holding period is forever." ... น่าเสียดายที่มันเป็นความเข้าใจที่ตื้นเขินของผมในขณะนั้น

สมมติง่าย ๆ ว่าผมคำนวณมูลค่าหุ้นออกมาได้ 100 บาท และราคาหุ้นบนกระดานอยู่ที่ 70 บาท เมื่อเข้าซื้อหุ้น ณ ราคานี้ทำให้มี ส่วนต่างแห่งความปลอดภัย หรือ Margin of Safety (MoS) เท่ากับ (100 - 70) / 100 = 30 เปอร์เซ็นต์

ต่อมาไม่นานตลาดเกิดรับรู้คุณค่าของหุ้นดังกล่าว และผลักดันให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเท่าตัวจาก 70 บาท เป็น 140 บาท ในขณะที่มูลค่าหุ้นเพิ่งจะปรับตัวขึ้นเป็น 112 บาท ซึ่งเท่ากับว่าราคาหุ้นได้แซงมูลค่าหุ้นขึ้นไปแล้ว และ MoS ล่าสุดจะกลายเป็นติดลบ (112 - 140) / 112 = -25 เปอร์เซ็นต์

การที่ผมไม่ขายและเลือกถือหุ้นตัวนี้ต่อทำให้เสียโอกาสครั้งสำคัญ เพราะในเวลาต่อมาราคาหุ้นก็ "หด" กลับลงมาเหลือแค่ 90 บาท แม้จะไม่ทำให้ผมขาดทุน แต่มันก็เทรดกันต่ำกว่ามูลค่า (อีกแล้ว) และทำให้ผมต้องรออีกหลายปี ถ้าสมมติว่ามูลค่าหุ้นปรับตัวขึ้นปีละ 8% ตามผลประกอบการ จะต้องใช้เวลาเกือบ 3 ปี กว่ามูลค่าหุ้นจะไต่จาก 112 บาท ไปเป็น 140 บาท นอกจากนั้นผมยังต้องภาวนาให้ตลาดขยับมาเทรดหุ้นตัวนี้ที่ราคา fair price ด้วย ถึงจะสามารถขายหุ้นตัวนี้ออกไปได้ในราคาที่ผมเคยพลาดไป

สรุป ถือหุ้นนานเกินไป 1 ปี อาจทำให้ต้องถือนานไปอีก 5 ปี แนวทางที่ดีตามความเห็นของผมอาจเป็นการตัดสินใจ "แบ่งขายบางส่วน" เมื่อราคาหุ้นแซงมูลค่าไปมาก หรือลองคำนวณคร่าว ๆ ดูว่าการเสียโอกาสนั้นเทียบเท่ากับ growth กี่ปี หากยอมรับได้จึงค่อยถือต่อไป


2. ประเมินไม่ชัด


หุ้นทุกตัวในโลกนี้ล้วนมีมูลค่า แต่ก็ไม่ใช่ทุกตัวที่จะสามารถประเมินมูลค่าออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยหลักแล้วมูลค่าหุ้นจะถูกประเมินออกมาเป็นช่วง และถ้าช่วงนั้นกว้างมากเกินไปจนไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในทางปฏิบัติ เราก็จะบอกว่า ไม่ สามารถประเมินมูลค่าออกมาได้

ด้วยเหตุนี้มูลค่าของหุ้นแต่ละตัวจึงมีความชัดเจนอยู่ในระดับหนึ่ง หากความชัดเจนน้อย เราก็ควรเผื่อ Margin of Safety (MoS) ให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าหุ้นตัวไหนมีความชัดเจนน้อยเกินไป ทางที่ดีเราก็ไม่ควรไปยุ่งกับมันเลย ตรงนี้เป็นข้อที่ผมทำผิดพลาดไปเมื่อหลายปีก่อน

โดยปกติแล้วผมไม่ค่อยนิยมซื้อหุ้นที่เพิ่งผ่านการทำ IPO (Initial Public Offering หรือการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนเป็นครั้งแรก) เพราะถือว่ามีข้อมูลย้อนหลังน้อย ในหลาย ๆ กรณี หุ้น IPO จะมีงบการเงินปีล่าสุดเทียบกับปีก่อนหน้าให้ นักลงทุนที่มีความระมัดระวังมากขึ้นอาจจะรอไปอีกสัก 2 ปี เพื่อให้มีข้อมูลเพิ่มขึ้นแล้วจึงค่อยประเมินมูลค่า

แต่ว่าจุดตายกลับอยู่ตรงนี้

ตัวเลขงบการเงินของปีที่ 1 และปีที่ 2 (หลังจาก IPO) อาจมีความน่าเชื่อถือ แต่ตัวเลขของปีที่ทำ IPO (รวมถึงปีก่อนหน้าที่เอามาเป็นตัวเทียบ) อาจจะมีปัญหาสักหน่อยด้วยเหตุผลและวิธีทางบัญชี ซึ่งก็มีทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ สรุปก็คือ แม้จะคิดว่าระมัดระวังแล้ว แต่เราก็มี "สองปีแรก" ที่เชื่อถือได้น้อย กับ "สองปีหลัง" ที่พอจะเชื่อถือได้

ในการประเมินมูลค่าหุ้น เรามักต้องประมาณอัตราการเติบโตและใช้ค่าเฉลี่ยตัวเลขหลายตัวจากงบการเงิน การมีสองปีที่เชื่อถือได้น้อยต่อด้วยสองปีที่เชื่อถือได้มาก ส่งผลให้อัตราการเติบโตที่ประมาณออกมาผิดเพี้ยน เพราะถ้า ฐานต่ำ แล้วมาโต growth ที่ป้อนเข้าไปในการคำนวณก็จะมากเกินจริง มูลค่าหุ้นก็ออกมาสูงเกินจริง เท่ากับเราซื้อหุ้นมาแพงแล้วยังคิดว่าซื้อถูกเสียอีก แบบนี้ก็เรียบร้อย

สรุป ถ้าประเมินมูลค่าหุ้นออกมาให้ชัดเจนไม่ได้ ทางที่ดีไม่ควรไปยุ่งกับมัน ความคลุมเครือเหมือนอาหารโอชะราคาแพงระยับ หากเก่งไม่พอ จ่ายเงินแล้วก็ยังไม่ได้กิน


3. บอกปัดบางสิ่ง


นักลงทุนจำนวนไม่น้อยรู้สึกชื่นชอบธุรกิจที่สามารถคาดการณ์ได้ง่าย และส่วนใหญ่แล้วที่คาดการณ์ง่ายก็เพราะธุรกิจเหล่านั้นไม่ค่อยได้รับผลกระทบจาก ปัจจัยภายนอก เช่น อัตราแลกเปลี่ยน ฤดูกาล หรือราคาตลาดโลก เป็นต้น ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนักลงทุนกลุ่มนี้ด้วยเหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้ในหลายปีที่ผ่านมาผมจึง "ปฏิเสธ" โอกาสดี ๆ จากหุ้นส่งออกไปหลายตัว ทั้งที่บางบริษัทงบการเงินก็ออกมาสวย ผลประกอบการก็ดี ราคาหุ้นก็ไม่แพง แต่ผมก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่เห็นกำไรสุทธิของบริษัทต้องแกว่งไปมาตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ในแต่ละปี อย่างไรก็ดี ผมยังคงเก็บหุ้นเหล่านี้ไว้ลิสต์ส่วนตัวและคอยติดตามมันอยู่เป็นระยะ ภาพที่เห็นก็คือ กำไรสุทธิในแต่ละปีที่ยังคงขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนกับที่เป็นมาโดยตลอด

จนกระทั่งไม่นานมานี้ ผมเริ่มมีแนวคิดที่จะจำแนกผลตอบแทนจากเงินปันผล (dividend yield) และผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้น (capital gain) ออกจากกัน แล้วคิดผลตอบแทนทบต้นในแต่ละส่วนย้อนกลับไปในระยะยาว ปรากฏว่าหุ้นที่ดูไม่น่าสบายใจนี้กลับให้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมชนะตลาดขาดลอย

ความจริงในข้อนี้เท่ากับว่าผมได้เห็น "เพชรในตม" มานานมากแล้ว แต่ไม่ได้หยิบมันขึ้นมา เพราะมัวแต่คิดจะปฏิเสธบางสิ่งบางอย่าง (ในที่นี้ คือ ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) ทั้งที่มองในระยะยาวแล้ว ผลกระทบดังกล่าวย่อมมีบางปีเป็นบวกและบางปีเป็นลบ ถ้าถือหุ้นเอาไว้นานพอ ผลกระทบทั้งหมดควรหักล้างกันไปได้ ความกังวลที่มากเกินไปและไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ทำให้ผมพลาดการลงทุนที่ยอดเยี่ยมไปอีกหนึ่งรายการ

สรุป คิดให้ดีก่อนที่จะปฏิเสธบางสิ่งบางอย่าง ถ้าประเมินผลลบจากปัจจัยภายนอกคร่าว ๆ แล้วพบว่าหุ้นดังกล่าวยังน่าสนใจ อย่างนี้ก็สามารถลงทุนได้


4. ทิ้งค่าเฉลี่ย


วิกฤติเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ทำให้นักลงทุนไทยระมัดระวังตัวและแสวงหา "ภูมิปัญญา" ในการลงทุนหุ้นมากขึ้น แนวทางที่แพร่หลายอย่างมากอันหนึ่ง ได้แก่ การลงทุนแบบเน้นการเติบโตตามแนวคิดของฟิลลิป ฟิชเชอร์ (Philip Fisher) และหนึ่งในนักลงทุนที่นำแนวคิดนี้ไปใช้จนสามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมหาศาลก็คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ในทศวรรษที่ผ่านมา หุ้นเติบโต จึงกลายเป็นดาวเด่น นักลงทุนไม่รู้ว่าที่จริงแล้วการเติบโตนั้นควรมีราคาเท่าไร รู้แต่ว่าหุ้นเติบโตแพงได้เรื่อย ๆ ตัวผมเองแม้จะไม่ได้ติดกับดักในมิติของการ "สู้ราคา" แต่ก็ผิดพลาดในมิติของการ "ประเมินการเติบโต" ซึ่งก็ทำเอาเกือบแย่เหมือนกัน

ท่านทั้งหลายคงทราบอยู่แล้วว่านักลงทุนจำเป็นต้องประเมินการเติบโตก่อนถึงจะประเมินมูลค่าหุ้นได้ และในการประเมินการเติบโตนั้น เราก็มักวิเคราะห์ตัวธุรกิจไปพร้อม ๆ กับการดูประวัติการเติบโตย้อนหลัง เพื่อที่จะได้ อัตราการเติบโต (growth rate) ที่สมเหตุสมผลออกมาใช้

ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ มีหุ้นค้าปลีกอยู่ตัวหนึ่งที่ผมหาอัตราการเติบโตออกมาได้สูงเกินไป เพราะฉะนั้นราคาหุ้นที่ผมซื้อจึงค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง ซึ่งเรื่องนี้อาจไม่เกิดขึ้นเลยหากผมลองเช็คตัวเลขกับ "ค่าเฉลี่ย" การเติบโตของเศรษฐกิจภาพใหญ่

ตัวอย่างเช่น ถ้าผมหา growth ของบริษัทออกมาได้ 18% ต่อปี ขณะที่ GDP ของประเทศไทยในเวลานั้นอยู่ที่ประมาณ 6-7% ที่จริงแล้วผมควรเผื่อใจสำหรับการเติบโตที่ต่ำกว่า 18% เอาไว้ด้วย โดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่อัตราการเติบโตของบริษัทอาจวิ่งเข้าหาค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น แทนที่จะใช้ตัวเลข 18% ผมก็อาจปรับลดลงมาเหลือ 12-13% แทน เป็นต้น

*** หลายท่านอาจสงสัยว่า ตัวเลขในใจ นี้มาได้อย่างไร และมันถูกต้องหรือไม่? คำตอบคือ เรา ไม่ ได้พยายามหาค่าที่ถูกต้องอยู่แล้ว เราเพียงแต่หา ค่าประมาณที่สมเหตุสมผลและปลอดภัย มากกว่าการใช้ตัวเลข growth สูง ๆ ที่บริษัทอาจทำได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง

ส่วนวิธีคิดก็คือ 1) เราอาจดู "ส่วนต่าง" ระหว่าง growth ที่หาได้ (18%) กับตัวเลข GDP (สมมติเท่ากับ 7%) ส่วนต่างก็จะเท่ากับ 18% - 7% = 11% หากคิดแบบอนุรักษนิยมให้ส่วนต่างนี้ลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว คือ 11% / 2 = 5.5% อัตราการเติบโตก็ควรจะเท่ากับ 7% + 5.5% = 12.5% หรือ

2) ประมาณการเติบโตของบริษัทให้เป็น สองเท่า ของตัวเลข GDP (สมมติเท่ากับ 7%) ซึ่ง 2 x 7% = 14% อย่างนี้ก็จะคล้ายกับวิธีประมาณเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ [แต่โดยส่วนตัวแล้วผมชอบวิธีแรกมากกว่า] ***

การประมาณ growth ของบริษัทโดยมองข้าม ค่าเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมหรือภาคเศรษฐกิจโดยรวม เท่ากับเรากำลังยกย่องบริษัทแห่งหนึ่งให้มีความสามารถเหนือบริษัทจำนวนมาก ซึ่งถ้ามองถูกก็อาจจะแค่เสมอตัว แต่ถ้ามองผิดก็ขาดทุนได้ง่าย ๆ

สำหรับผมเรื่องนี้โชคดีที่ไม่ได้จบลงด้วยการขาดทุน เพราะหลังจากซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าวไปไม่นาน ผมได้ตัดสินใจขายหุ้นออกไปทั้งหมดในขณะที่ยังมีกำไร (ด้วยเหตุผลเรื่องผู้บริหาร) ก่อนที่บริษัทจะรายงานผลกำไรที่เติบโตน้อยกว่าคาดและทำให้ราคาหุ้นทรุดตัวลงมาเกือบครึ่งหนึ่งจากราคาสูงสุดก่อนหน้านั้น ซึ่งแม้จะรอดตัวมาได้แบบโชคช่วย แต่กรณีนี้ก็ควรถือเป็นหนึ่งในความผิดพลาดของผม

สรุป ควรระมัดระวังการเติบโตหรือตัวเลขอะไรก็ตามที่ดูดีกว่าค่าเฉลี่ยมาก ๆ บางบริษัททำได้เหนือกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็อาจจะด้อยกว่าในอีกช่วงเวลา


5. เกลี่ยจุดดี


ในการเข้าลงทุนหุ้นสักตัวหนึ่ง นักลงทุนย่อมต้องมีการวิเคราะห์จุดดี-จุดด้อย จากนั้นก็เอามาชั่งใจว่าฝั่งไหนมีน้ำหนักมากกว่า อย่างไรก็ตาม ดีก็คือ ดี ด้อยก็คือ ด้อย ว่ากันไปตามเนื้อผ้าและไม่เอาฝั่งไหนมากลบอีกฝั่งหนึ่ง

หลายปีก่อนหน้านี้ผมเคยลงทุนหุ้นที่ผลิตชิ้นส่วนสินค้าอุตสาหกรรม หากจะว่าไปแล้วธุรกิจของบริษัทนี้น่าจะถือว่ามีศักยภาพ "ปานกลาง" ด้วยขีดความสามารถการทำกำไรที่มีจำกัด เนื่องจากไม่มีอำนาจต่อรองกับลูกค้ามากพอ แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังซื้อหุ้นมาจำนวนหนึ่งด้วยเห็นว่าเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลดี มีกำไรค่อนข้างสม่ำเสมอ งบดุลมีความแข็งแกร่ง และผู้บริหารมีความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ตาม ข้อดีเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ข้อเสียลบเลือนหายไป เพราะในเวลาต่อมา จุดด้อยสำคัญซึ่งก็คือ  ความสามารถในการกำหนดราคาขาย (pricing power) ได้กลายมาเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรของบริษัทถดถอย ส่งผลให้บริษัทจ่ายเงินปันผลลดลงและราคาหุ้นก็ลดลงมาด้วย หลังจากได้ตระหนักถึงสิ่งนี้อย่างจริงจัง ในที่สุดผมก็ทยอยขายหุ้นตัวนี้ออกไปอย่างไม่เสียดาย แม้ว่าจะขาดทุนอยู่พอสมควร

เมื่อถามตัวเองว่ารู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นหรือไม่ คำตอบคือ "รู้!" แต่เป็นเพราะมัวนึกไปถึงข้อดีอื่น ๆ จนลืมไปว่า จุดด้อยที่สำคัญเพียงจุดเดียวสามารถเปลี่ยนความสำเร็จให้กลายเป็นความล้มเหลวในการลงทุนแต่ละครั้งได้ (อย่างที่อาจารย์นิเวศน์เคยบอก) และส่วนใหญ่แล้วเวลาพังมันก็จะพังตรงจุดอ่อนจุดเดียวนั้นจริง ๆ เสียด้วย

สรุป อย่าคิดว่าจุดดีมากมายจะกลบจุดด้อยที่สำคัญจุดเดียวลงไปได้ เรื่องนี้ ไม่ ได้หมายความว่าจะต้องค้นหาหุ้นที่ "เพอร์เฟ็กต์" หรือดีรอบด้าน เราเพียงแค่มองทั้งจุดดีและจุดด้อย แล้ววิเคราะห์ทั้งหมดนั้นให้ครบถ้วนตรงไปตรงมา แค่นี้ก็พอแล้ว

เชื่อว่าความผิดพลาดทั้งหลายที่ผมเล่ามานี้จะเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับทุกท่าน (รวมถึงตัวผมเอง) และหวังว่าจะไม่มีใคร (รวมถึงตัวผมเองอีกเช่นกัน) ทำความผิดพลาดเหล่านี้ซ้ำอีกต่อไป

อย่าปล่อยให้ ความผิดพลาดเก่า ของใครมาเป็น ความผิดพลาดใหม่ ของเราครับ มันไม่จำเป็นเลย

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ยุทธหัตถี


เป็นครั้งแรกที่ผมเอาเรื่องราวที่ไม่ได้คิดขึ้นเองมาลงไว้ในบล็อก ด้วยเหตุว่ามันเป็นสิ่งที่ผมสงสัยและเมื่อเปิดหาในกูเกิ้ลจนเจอแล้วก็คร้านจะเก็บไว้เป็น favourite ดีไม่ดีเกิดลิงก์เสีย ความรู้ก็จะพานสูญหายไป สู้เอามาไว้ในบล็อกของตัวเองแล้วทำเครดิตไปยังต้นทางดีกว่า

เรื่องราวมีอยู่ว่าในละครดังเรื่อง "ขุนศึก" ผมเห็นกษัตริย์ประทับบนหลังช้างทรง แต่ว่าอยู่ในตำแหน่งกลาง จึงสงสัยว่าผู้สร้างเขาทำผิดหรือเปล่า เพราะในภาพยุทธหัตถีที่ไหนๆ ก็เห็นกษัตริย์ประทับกันที่คอช้างแล้วต่อสู้กัน นั่งอยู่ตรงกลางจะไปสู้กันได้อย่างไร ... จึงนำผมไปสู่กูเกิ้ลและเว็บคลังปัญญาไทยตามลำดับ


-----------------------------------------------------------------------------------


ยุทธหัตถี

กล่าวกันว่าในชมพูทวีป (ดินแดนที่เป็นอินเดีย ปากีสถาน เนปาล และบังคลาเทศในปัจจุบัน) ถือเป็นคติมาแต่ดึกดำบรรพ์ว่ายุทธหัตถีหรือการชนช้างเป็นยอดยุทธวิธีของนักรบ เพราะเป็นการต่อสู้อย่างตัวต่อตัว แพ้ชนะกันด้วยความคล่องแคล่วแกล้วกล้า กับการชำนิชำนาญในการขับขี่ช้างชน โดยมิต้องอาศัยรี้พลหรือกลอุบายแต่อย่างใด เพราะโดยปกติในการทำสงครามโอกาสที่จอมทัพทั้งสองฝ่ายจะเข้าใกล้ชิดจนถึงชนช้างกันมีน้อยมาก ดังนั้น กษัตริย์พระองค์ใดกระทำยุทธหัตถีชนะ ก็จะได้รับการยกย่องว่ามีพระเกียรติยศสูงสุด และแม้แต่ผู้แพ้ก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญว่าเป็นนักรบแท้ มิได้ติเตียนกันเลย ซึ่งคติที่ว่าเป็นความนิยมของไทยด้วยเช่นกัน

บนหลังช้างที่ทำยุทธหัตถีนั้นจะมีคนนั่งอยู่สามคน ตัวแม่ทัพจะถือง้าวอยู่ที่คอช้าง คนที่นั่งกลางอยู่บนกูบจะถือหางนกยูงซ้ายขวาโบกเป็นสัญญาณ และคอยส่งอาวุธให้แม่ทัพ (ทราบว่าจะสับเปลี่ยนที่นั่งกันตอนกระทำการรบเท่านั้น) ที่ท้ายช้างจะมีควาญนั่งประจำที่ ตามเท้าช้างทั้งสี่มีพลประจำเรียกว่า จตุรงคบาท คนทั้งหมดจะถืออาวุธ เช่น ปืนปลายขอ หอกซัด ของ้าว ขอเกราะเขน แพน ถ้าเป็นช้างยุทธหัตถีจะมีหอกผูกผ้าสีแดงสองเล่ม ปืนใหญ่หันปากออกข้างขวาหนึ่งกระบอก ข้างซ้ายหนึ่งกระบอก มีนายทหารและพลทหารสวมเกราะ โพกผ้า ช้างที่เข้ากระบวนทัพจะสวมเกราะใส่เกือกหรือรองเท้าเหล็กสำหรับกันขวากหนาม โดยทั้งที่สี่เท้าสวมหน้าราห์ มีปลอกเหล็กสวมงาทั้งคู่ และมีเกราะโว่พันงวงช้าง สำหรับพังหอค่ายโดยไม่เจ็บปวด



ยุทธหัตถีที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทยมีอยู่ 5 ครั้ง คือ
ครั้งที่ 1 รัชกาลพ่อขุนศรีอินทราทิตย์
ครั้งที่ 2 สิ้นรัชกาลพระอินทราชา พ.ศ. 1917
ครั้งที่ 3 รัชกาลพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. 2006
ครั้งที่ 4 รัชกาลพระมหาจักรพรรดิ พ.ศ. 2091 (เกิดวีรสตรีพระศรีสุริโยทัย)
ครั้งที่ 5 พระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา พ.ศ. 2135

สำหรับสมัยอยุธยามีการยุทธหัตถี รวม ๓ ครั้ง คือ ครั้งแรกในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระอินทราชาพระเจ้าลูกยาเธอได้ชนช้างกับข้าศึกที่นครลำปางและถูกปืนสิ้นพระชนม์ ครั้งที่สองในแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ ได้ชนช้างกับพระเจ้าแปรกรุงหงสาวดี และสมเด็จพระศรีสุริโยทัยต้องอาวุธข้าศึกทิวงคต และครั้งที่สามก็คือครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชชนช้างกับพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดีจนได้รับชัยชนะ ซึ่งยุทธหัตถีครั้งนี้กล่าวกันว่าเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ และเป็นวีรกรรมครั้งสำคัญที่ทำให้พระเกียรติยศของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นที่เลื่องลือไปไกล

สงครามยุทธหัตถีในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2135 เมื่อพระเจ้านันทบุเรงได้ให้พระมหาอุปราชายกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา หวังจะเอาชนะให้ได้โดยเด็ดขาด สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทราบข่าว จึงยกทัพหลวงไปตั้งรับที่หนองสาหร่าย ซึ่งในการต่อสู้กันครั้งนั้น ระหว่างที่การรบกำลังติดพัน ช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระเอกาทศรถ ก็พากันไล่ล่าศัตรูอย่างเมามัน จนพาทั้งสองพระองค์ตกไปอยู่ในวงล้อมของข้าศึกโดยไม่รู้ตัว มีเพียงจตุลังคบาท (ผู้รักษาเท้าทั้งสี่ของช้างทรง) และทหารรักษาพระองค์เท่านั้นที่ติดตามไปทัน แม้จะอยู่ในสภาวะเสียเปรียบ แต่พระองค์ก็มีพระสติมั่น ไม่หวั่นไหว ทรงมีพระปฏิภาณว่องไวเกิดขึ้นโดยพระอุปนิสัยว่า พระองค์จะรอดได้มีเพียงทางเดียวคือ เชิญพระมหาอุปราชาเสด็จมาทำยุทธหัตถี ซึ่งพระองค์ก็สามารถกระทำยุทธหัตถีจนได้ชัยชนะอย่างสมพระเกียรติ และนับแต่นั้นมาก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายกมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกเลย มีแต่ฝ่ายไทยยกไปปราบปรามข้าศึกและทำสงครามขยายอาณาเขตให้กว้างขวางขึ้นกว่าแต่ก่อน

สำหรับช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่มีชัยแก่ข้าศึกในสงครามยุทธหัตถี แต่เดิมมีชื่อว่า “พลายภูเขาทอง” เมื่อขึ้นระวางได้เป็น “เจ้าพระยาไชยานุภาพ” และเมื่อมีชัยก็ได้รับพระราชทานชื่อว่า “เจ้าพระยาปราบหงสา” ส่วนพระแสงของ้าวที่ทรงฟันพระมหาอุปราชา มีชื่อว่า “เจ้าพระยาแสนพลพ่าย” และพระมาลาที่ถูกฟันขาดลงไปตอนทรงเบี่ยงหลบ มีชื่อว่า “พระมาลาเบี่ยง” สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเชี่ยวชาญการรบยิ่ง ทรงฉลาดในการวางแผนยุทธวิธีและอุบายกระบวนศึกที่ไม่เหมือนผู้ใดในสมัยเดียวกัน ทรงเป็นผู้ริเริ่มการรบแบบกองโจร คือ ใช้คนน้อยแต่สามารถต่อสู้กับคนจำนวนมากได้ พระองค์มีความสามารถในการใช้อาวุธที่ทำการรบแทบทุกชนิดอย่างเชี่ยวชาญยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน

“วันยุทธหัตถี” หรือที่เรียกว่า “วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” หมายถึง วันที่ระลึกที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อสมเด็จพระมหาอุปราชาของพม่า เมื่อวันจันทร์ เดือน ๒ แรม ๒ ค่ำ จุลศักราช ๙๕๔ อันตรงกับวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๑๓๕ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๘ กำหนดให้วันที่ ๑๘ มกราคม ของทุกปีเป็น “วันยุทธหัตถี”


เจดีย์ยุทธหัตถี เป็นเจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้สร้างขึ้นตรงที่กระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อพระมหาอุปราชา ปัจจุบันอยู่ที่ตำบลดอนเจดีย์ ซึ่งเดิมเรียกว่าตำบลท่าคอยเจดีย์ ถูกค้นพบเมื่อพ.ศ.๒๔๕๖ โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรับสั่งให้เจ้าเมืองสุพรรณบุรี พระทวีประชาชน (อี้ กรรณสูตร) ค้นหาซากเจดีย์เก่าและได้ค้นพบ ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะเป็นเจดีย์ยุทธหัตถี


ข้อมูลจาก http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%B5
ซึ่งอ้างจาก:
- สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
- ช่อง 9
- สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
- โรงเรียนศึกษานารี

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ


ไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้แวะเวียนไปเยี่ยม Mind Investing Blog (MIB) เห็นทฤษฎีเกี่ยวกับการคัดเลือกโดยธรรมชาติและประยุกต์กับโลกของการลงทุนด้วย เลยขอเอามาคิดต่อครับ

ใน MIB กล่าวถึงการคัดเลือกในแง่ของ "บริษัท" และในแง่ของ "นักลงทุน"


การคัดเลือกในแง่บริษัท

ในแง่ของบริษัท ธรรมชาติมีการคัดเลือกบริษัทที่มีความเข้มแข็งและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เราจึงเห็นว่ามีข่าวบริษัทเก่าแก่ล้มหายตายจากกันไปเรื่อยๆ ล่าสุดก็คือ Kodak ที่เพิ่งประกาศล้มละลายไป ในขณะที่บริษัทเก่าแก่หลายแห่งก็ยังคงอยู่รอดและทำกำไรได้ หากว่ามีการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้อย่างทันท่วงที

บริษัทที่จะอยู่รอดในระยะยาวได้ต้อง 1) อยู่ในอุตสาหกรรมที่มี demand สูงขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว 2) รู้จักปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อม 3) มีจุดเด่นที่เหนือกว่าคู่แข่ง ...นี่คือสิ่งที่ MIB กล่าวไว้ และเป็นคุณสมบัติของหุ้นที่เราควรมองหาหากต้องการเป็นนักลงทุนระยะยาว

ตามทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ บริษัทที่อ่อนแอน่าจะตกอยู่ในสถานะ "แพ้คัดออก" นั่นคือประสบปัญหาขาดทุนเรื้อรังและต้องปิดกิจการไปในที่สุด ต่างจากบริษัทที่เข้มแข็งซึ่งนอกจากจะอยู่รอดแล้วยังมีโอกาสตีกินส่วนแบ่งตลาดของบริษัทที่อ่อนแอ ทำให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ลองนึกดูครับว่ามีอุตสาหกรรมไหนบ้างมั๊ยที่บริษัทผู้นำไล่กินส่วนแบ่งตลาดของคู่แข่งอย่างไม่ลดละ โดยที่คู่แข่งแทบไม่มีโอกาสสู้ได้เลย และนี่ก็คือโอกาสในการลงทุนชั้นเยี่ยมนั่นเอง

เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว หุ้นของบริษัทแย่ๆ น่าจะทยอยกันล้มหายตายจาก ส่วนบริษัทที่อยู่รอดในตลาดก็น่าจะมีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่นักลงทุนชั้นเซียนจำนวนมากพยายามลงทุนในหุ้นที่มีประวัติอันยาวนาน และหลีกเลี่ยงหุ้นเกิดใหม่แม้ว่ามันจะเป็นหุ้นที่โตเร็วก็ตาม

อย่าลืมว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรา "คัดเลือก" ในสิ่งที่ธรรมชาติ "ไม่ได้คัดเลือก" เมื่อนั้นก็จะเป็นหายนะของเรา


การคัดเลือกในแง่นักลงทุน

ในฐานะของนักลงทุน สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนักไว้ คือ ธรรมชาติมีการคัดเลือกในฟากของนักลงทุนด้วยเช่นกัน

นักลงทุนที่มีความเข้มแข็งและมีการวางแผนที่ดีย่อมอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานการณ์คับขัน พวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาด โดยไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดขยายตัวจนเกินควบคุม ขณะเดียวกันก็มีการปรับตัว และทำตัวเองให้อยู่ในฐานะ "ผู้เลือก" เช่น VI อาจเลือกว่าเขาจะเข้าซื้อในจังหวะนี้หรือไม่ ส่วนนักเทคนิคก็เลือกว่าควร take profit หรือยัง เป็นต้น การประพฤติตัวเป็นผู้เลือกอย่างรอบคอบทำให้พวกเขาเป็น "ผู้ถูกเลือก" โดยธรรมชาติ และเป็นผู้อยู่รอดในระยะยาว

ขณะเดียวกันนักลงทุนแมงเม่ามีแนวโน้มที่จะตกเป็นเบี้ยล่างของตลาด ตลาดเป็นผู้กำหนดว่าพวกเขาจะติดดอยหรือไม่ ตกรถหรือไม่ และเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเมื่อเกิดความผิดพลาด พวกเขาเกิดความกลัวและไม่กล้าที่จะ cut loss จึงยอมติดดอยไปอย่างนั้น หรือไม่ก็เกิดความโลภคิดว่าจะตกรถ จึงรีบร้อนซื้อโดยไม่รอให้ตัวเองอยู่ในฐานะได้เปรียบเสียก่อน

ดูเผินๆ เหมือนว่านักลงทุนเก่งๆ เป็นผู้ที่ถูกธรรมชาติคัดเลือกให้อยู่ต่อ ส่วนนักลงทุนแมงเม่าก็ควรจะทยอยกันหายไปจากตลาด แล้วทำไมเราจึงยังเห็นแมงเม่าบินกันให้ว่อนไม่ว่าจะยุคสมัยไหน

หากตลาดหุ้นเป็นระบบปิด คือ ไม่มีการเทเงินเข้าหรือดึงเงินออก ตลาดควรเต็มไปด้วยนักลงทุนเก่งๆ และแมงเม่าก็ควรหมดไป แต่ในความเป็นจริง แมงเม่าจำนวนมากมีรายได้หลักมาจากทางอื่น เช่น เงินเดือน เงินจากธุรกิจ ฯลฯ แมงเม่าจึงไม่เคยตายไปจากตลาดจริงๆ แต่กลับไปขนเงินจากที่อื่นมาลงในตลาดต่อ ทำให้ตลาดหุ้นยังคงเป็นสวรรค์ของนักลงทุนชั้นเซียนต่อไป


ส่งท้าย

เมื่อทราบดังนี้แล้ว สิ่งที่เราควรทำคือ "ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับธรรมชาติ" ในเมื่อธรรมชาติคัดเลือกบริษัทที่เข้มแข็ง เราก็ลงทุนกับบริษัทที่เข้มแข็ง และเมื่อธรรมชาติคัดเลือกนักลงทุนที่เก่ง เราก็ต้องเรียนรู้ว่าจะเป็นนักลงทุนที่เก่งได้อย่างไร

---------------------------------------

ขอขอบคุณ http://pongsakorne.blogspot.com/2012/01/natural-selection.html

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

บ้านใหญ่รวยช้า


ไม่นานมานี้ผมได้อ่านเว็บหนึ่งพูดถึงหนังสือที่ "ดีเยี่ยม" และทำให้ระลึกได้ว่าผมเองก็มีหนังสือเล่มนั้นอยู่เหมือนกัน เลยขอเอาเนื้อความบางส่วนมาแบ่งปันและต่อยอดกันครับ

หนังสือเล่มที่ว่าคือ "สู่ชีวิตการงานอันเรียบง่าย" ผมขอยกเนื้อความที่พูดถึงเรื่องบ้านมาเรียบเรียงใหม่ไม่ให้ยืดยาวมากเกินไป ...สิ่งที่น่าสังเกตคือหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นในปี 2001 หากคนอเมริกันส่วนใหญ่ได้อ่านและทำตามเราก็คงไม่มีวิกฤติซับไพร์ม คนไทยก็คงไม่มีโอกาสได้เก็บหุ้นราคาถูกในปี 2008 ครับ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยอดค่าใช้จ่ายสูงสุดของครอบครับส่วนใหญ่ก็คือ ค่าบ้าน ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาขนาดบ้านพักอาศัยโดยทั่วไปของคนอเมริกันเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า ขณะที่ค่าบ้านขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำโดยทั่วไปได้เพิ่มขึ้นเกือบเจ็ดเท่า

ข้อแนะนำในการวางแผนทางการเงินแบบเก่าในช่วง 50 ปีมานี้ก็คือ "ไม่ควรจ่ายเงินค่าบ้านโดยรวม (เงินต้น ดอกเบี้ย ภาษี และค่าเบี้ยประกันภัย)เกินกว่าร้อยละ 25 ของรายได้ทั้งหมดต่อเดือน" และคำแนะนำนี้ก็ยังคงใช้ได้อยู่

โชคไม่ดีเลยว่าช่วง 2-3 ปีมานี้ ผู้ปล่อยสินเชื่อกลับยอมให้ผู้กู้จ่ายค่าบ้านในระดับ 40-50% ของรายได้ เมื่อพิจารณาถึงรายได้สุทธิหลังหักภาษี หักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และอื่นๆ คงจะเห็นได้ว่าผู้กู้จะมีเงินเหลือพอใช้ในแต่ละเดือนได้อย่างไร...

ผู้ปล่อยสินเชื่อได้สร้างความลำบากอย่างมหาศาลแก่ประชาชนผู้ซื้อบ้านด้วยการอนุมัติเงินกู้ซึ่งสูงเกินกว่าจำนวนผู้ซื้อจะสามารถจ่ายได้จริง เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะบอกคุณว่าพวกเขาเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อให้คุณเพราะราคาบ้านได้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และพวกเขาเพียงแต่ต้องการให้ผู้ซื้อบ้านได้มีบ้านที่ตนเองต้องการ ที่จริงผู้ปล่อยสินเชื่อไม่ได้ยอมให้กู้เพราะเห็นแก่ผู้ซื้อ แต่เพื่อประโยชน์ของตนเองมากกว่า สิ่งที่ผู้ให้กู้สนใจเป็นอย่างแรกก็คือคุณจะจ่ายชำระในแต่ละเดือนได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ การที่คุณต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางอารมณ์จากการเงินและการทำงานอันเนื่องมาจากการตัดสินใจนี้มิได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อผู้ให้สินเชื่อเลย

แน่นอนว่าในระยะสั้น การอนุมัติสินเชื่อนี้ย่อมทำให้ผู้ซื้อบ้านได้มี "บ้านในฝัน" ซึ่งในหลายๆ กรณีก็เป็นบ้านราคาแพงเกินกว่าพวกเขาจะจ่ายได้ แต่ในระยะยาวแล้ว ยอดผ่อนชำระที่สูงลิบทำให้ผู้กู้ต้องพยายามหาเงินมาจ่ายให้ได้ ซึ่งบ่อยครั้งก็ทำให้พวกเขาไม่อาจสร้างฐานะในระยะยาว แต่ต้องหมดเงินไปกับค่าบ้านสูงลิ่วและต้องทนทำงานที่ไม่ชอบ แถมยังเพิ่มความเครียดให้ชีวิตหนักโข

เรียบเรียงใหม่จาก "สู่ชีวิตการงานอันเรียบง่าย" (Simplify Your Work Life) โดย อีเลน เซนต์เจมส์ แปลโดย นุชจรีย์ ชลคุป
และขอขอบคุณ www.cheechud.com บทความของวันที่ 17 ก.ค. 54

--------------------------------------------------

อ่านแล้วผมนึกไปถึงบ้านของบัฟเฟตต์ ซึ่งแม้เขาจะรวยล้นฟ้าแต่ก็ไม่เคยไขว่คว้าหาบ้านหลังโตในย่านหรูหรา ...หรือนี่อาจเป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกก็เป็นได้ครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมเอามาคิดต่อยอดคือ เพื่อนผมหลายคนมีรายได้สูงลิบ บางคนเป็นผู้จัดการกองทุน บางคนเป็นนักบิน ที่ผมเห็นคือพวกเขาเอาเงินไปทุ่มลงกับ "บ้านใหญ่ๆ" และ "รถเท่ๆ" ความจริงก็นานาจิตตังนะครับ แต่ถ้าเป็นผมคงจะเอาเงินไปลงทุนดีกว่า มีบ้านแบบพอเพียงแต่รวยเร็วดีกว่ามีบ้านใหญ่แล้วรวยช้า และที่สำคัญนี่เป็นการ attack ที่รายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของชีวิตเลยครับ

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553

กล่าวถึง...ผู้นำที่ทำลูกน้องหมดไฟ


ผมมีโอกาสได้เปิดหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่งแล้วพบบทความดีๆ มาเล่าสู่กันฟังครับ

คอลัมน์ผู้นำตามสั่ง โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ซึ่งท่านก็นำเนื้อหามาจาก Harvard Business Review อีกที เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "ผู้นำที่ทำลูกน้องหมดไฟ" ซึ่งผมเองคิดว่าคนที่มีลูกน้องควรอ่านและคิดตามไป

"ผู้นำบางคนนั้นมีความสามารถที่ทำให้ลูกน้องเกิดอาการ...หมดใจหมดไฟทำงานได้โดยที่ผู้นำคนนั้นไม่รู้ตัว...หรือผู้นำบางคนก็ไม่สามารถดึงเอาส่วนที่ดีที่สุดของลูกน้องออกมาได้ ประมาณว่าปั้นดินให้เป็นดาวไม่เป็น หรือในบางกรณีอาจจะถึงขนาดดับประกายดาวแล้วลากดาวลงดินก็ยังได้...แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้นำนั้นไม่ยักรู้สึกตัวเลยว่าตนเองเป็นสาเหตุของความล้มเหลว"

มีใครอ่านแล้วขนลุกซู่ เพราะว่าตัวเองกำลังเป็นผู้นำประเภทนี้หรือเปล่า หวังว่าคงจะไม่นะครับ

ในบทความดังกล่าวระบุสัญญาณอันตราย 3 ประการของการเป็นผู้นำยอดแย่ ได้แก่
  1. เป็นผู้มีวิสัยทัศน์อันบรรเจิด - ปัญหาเกิดจากว่าวิสัยทัศน์ของผู้นำนั้น "บรรเจิด" มากเกินไป ใช้เวลามากเกินไปในการขายฝันของตัวเอง โดยหวังว่าลูกน้องจะอินตามไปด้วยและไม่สนใจว่าลูกน้องจะพยายามทักท้วงหรือเสนอแนะอะไร
  2. เป็นนักพูด - ผู้นำที่เป็นนักพูดและมี passion หรือมีความลึกซึ้งในสิ่งที่ตนเองเชื่อมากๆ จนกระทั่งติดอยู่แต่กับเรื่องที่ตนเองอยากพูดและไม่รับฟังสิ่งที่คนอื่นพูด (หรือทำเป็นฟัง แต่ก็ฟังไปงั้นๆ ไม่ได้คิดตาม) ลูกน้องก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการฟังผู้นำ "จ้อ" หรือ "ฟุ้ง" แต่ไอเดียของตัวเอง
  3. เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ - ในกรณีนี้หมายถึงผู้นำที่มีไอเดียกระฉูด คอยหาไอเดียใหม่ๆ แบบไม่หยุดยั้ง ชนิดที่ว่าโปรเจกเก่ายังไม่ทันคืบหน้าก็หาโปรเจกใหม่มาอีกแล้ว หรือสั่งงานไปอย่างหนึ่ง พอผ่านไป 2 วันก็แก้ใหม่ แก้แล้วแก้อีก แก้แล้วแก้อีก แก้แล้วก็ยังแก้อีก เฮ้ย! นี่มันเกินไปแล้วนะ แบบนี้ลูกน้องก็หัวปั่นสิครับ
อันนี้ผมสรุปๆ มาให้ ถ้าใครอยากหาฉบับเต็มของบทความมาอ่านก็ลองไปค้นหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2553 ดูนะครับ

หัวหน้างานคนไหนชอบและอยากตัดเก็บไว้แปะโต๊ะทำงานก็ตามสบาย แต่ลูกน้องรายไหนชอบก็ตัดเก็บไว้เฉยๆ นะครับ อย่ามาแปะไว้ที่โต๊ะทำงานล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน