วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ธรรมนิทาน TFEX

ในสายตาของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investor หรือ VI) ตราสารอนุพันธ์เป็นสิ่งที่อันตรายและไม่พึงเข้าไปยุ่งเกี่ยว แม้กระทั่งมหาเศรษฐีนักลงทุนอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังกล่าวว่า "ตราสารอนุพันธ์เป็นอาวุธทำลายล้างทางการเงิน" ทั้งยังเห็นว่าควรออกกฎหมายห้ามซื้อขายเสียด้วยซ้ำ

ในอีกมุมหนึ่ง นักเก็งกำไรกลับชื่นชอบตลาดอนุพันธ์ หรือ TFEX เพราะว่าใช้เงินลงทุนน้อยและสามารถทำให้ "รวยเร็ว" ได้ถ้าเก่งจริง ซึ่งก็แน่นอนว่ามีทั้งคนที่ทำได้และคนที่ทำไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ ทุกคนเข้ามาก็เพราะเชื่อว่าตัวเองจะทำได้

ผมเองมองเห็นทั้งสองมุมมอง จึงอยากแบ่งปันแง่คิดเกี่ยวกับอนุพันธ์ผ่านนิทานธรรมะ ซึ่งอาจจะช่วยให้เหล่า VI เปิดใจให้กว้างขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจทำให้นักเก็งกำไรตระหนักถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น


ทิ้งไร่เข้าป่า


อนุกรมานพ ทำไร่ทำสวนเลี้ยงชีพมาเป็นเวลาช้านาน วันหนึ่งมีสหายมาชักชวนให้เลิกทำไร่ "แกจะจับจอบเสียมทำไร่ไปอีกนานเท่าไรวะ ข้าเห็นผู้คนเข้าไปหาของป่า มีแต่มีดพร้าก็หาเงินได้โขอยู่"

แรกๆ อนุกรมานพก็ลังเล ด้วยไม่เคยเข้าไปหาของป่ามาก่อน อีกทั้งทำสวนทำไร่ก็หาเงินได้ไม่ขัดสน แต่ครั้นเห็นผู้คนที่เข้าป่ามาอวดร่ำอวดรวยบ่อยเข้าก็เกิดโลภขึ้นมาบ้าง จึงตัดสินใจทิ้งไร่สวนแล้วเข้าป่าไปกับเพื่อน

"แกแน่ใจรึว่าพวกเราจะทำตามอย่างอ้ายพวกนั้นได้" เขาถามเพื่อนขึ้นมาระหว่างทาง

"ได้สิ" เพื่อนตอบ "แต่พวกเราจักต้องเรียนรู้วิธีอยู่ป่า เมื่อทำถูกวิธีแล้วออกป่าไปได้ก็ร่ำรวยเอง"

"อ้อ นี่แกชวนข้ามา ตัวเองก็ไม่รู้จักวิธีเดินป่าหรอกรึ เวรกรรมแท้ๆ" อนุกรมานพบ่นยังไม่ทันขาดคำ ทั้งสองก็หล่นโครมลงไปในหลุมดักแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว


ในเงื้อมมือโจร


ทั้งสองคนติดอยู่ในหลุมทั้งคืน จนเช้าก็มีโจรป่าพวกหนึ่งผ่านมาพบเข้า พวกมันจึงจับอนุกรมานพและสหายไปทุบตีและขังไว้กลางป่าหมายจะให้นำทางกลับไปปล้นถึงบ้านเลยทีเดียว ครั้นนายโจรและพวกไม่อยู่แล้วทั้งสองคนก็ปรึกษากัน

"ทำไร่ทำสวนได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง แต่ก็ไม่ต้องพบภยันตรายเช่นนี้ เรานี้ช่างโง่นัก" อนุกรมานพโอดครวญ

แต่เพื่อนตอบว่า "คร่ำครวญไปแล้วจะได้อะไร ยามนี้โจรไม่อยู่เป็นโอกาสดีแล้ว ควรที่เราจะสบโอกาสหนีเอาชีวิตรอดเถิด ขืนอยู่ต่อจนพวกมันกลับไปปล้นบ้านจะได้เดือดร้อนไปจนถึงครอบครัวลูกเมียเชียว"

แล้วทั้งสองก็ช่วยกันหาเศษไม้ที่มีคมถากเชือกกันทีละน้อยจนขาดได้ ก่อนจะย่องออกมาอนุกรมานพก็คว้ามีดพร้าของตนเองออกมาด้วย เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์ในยามเดินป่าต่อไป


ธรรมะเตือนใจ


เมื่อหนีออกมาได้ไกลแล้วทั้งสองคนก็หยุดพักที่ริมลำธาร อนุกรมานพแลเห็นสมณะรูปหนึ่งกำลังสนทนาธรรมกับมานพอีกผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่า ธนปติมานพ จึงพากันเข้าไปนมัสการ ทั้งสองต้องประหลาดใจที่สมณะรูปนั้นทราบความเป็นไปของพวกเขาราวกับตาเห็น

"ที่มานพทั้งสองถูกจับตัวไปนั้นเป็นเพราะได้ย่างเข้าเขตแดนของโจร โจรพวกนี้มีเขตหากินของพวกมันอยู่ ผู้ใดอยู่นอกเขตก็หาได้มีอันตราย แต่ผู้ใดก้าวล่วงเข้าไป นายโจรก็ถือว่ากระโจนเข้ามาเล่นกับพวกมันเอง จึงได้ทุบตีให้ได้รับความเจ็บปวด" สมณะรูปนั้นกล่าว

"เป็นเพราะสหายของกระผมชักชวนจึงต้องมาพบเคราะห์กรรมเช่นนี้ อ้ายมีดพร้าเล่มนี้ก็เหมือนกัน ถ้ากระผมไม่หลงคิดว่ามันจะนำพาความร่ำรวยมาให้ก็คงไม่ต้องทุกข์ยากถึงเพียงนี้" อนุกรมานพกล่าวขึ้น แต่ธนปติมานพไม่เห็นด้วย

"กระผมค้าอนุพันธ์เพื่อเลี้ยงชีพ แม้เคยหลงเชื่อเพื่อนจนผิดพลาดเสียทรัพย์ไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยกล่าวโทษผู้ใด แล้วมีดพร้าของท่านก็เช่นกัน ท่านไม่ควรจะกล่าวโทษมันเลย" ธนปติมานพอธิบายต่อ "มีดพร้าเป็นแต่เครื่องมือ ท่านเป็นผู้ใช้มัน หากผิดพลาดประการใดก็ควรเป็นเรื่องของผู้ใช้ มิใช่โทษเครื่องมือ"

สมณะกล่าวต่อว่า "ดูก่อนอนุกรมานพ หากมีดพร้านี้อยู่ในมือโจรมันย่อมจะเป็นอาวุธทำร้ายผู้คน แต่เมื่อมีดพร้าอยู่ในมือท่านกลับเป็นเครื่องมือไว้หักร้างถางพง ท่านพึงจะเห็นข้อดีชั่วและใช้มันให้ถูกทาง หรือแม้ไม่คิดจะเดินป่าแล้ว จะกลับไปทำสวนทำไร่ก็แล้วแต่เถิด"


อนุพันธ์ก็คือผิวน้ำ


อนุกรมานพสงสัยนักว่าธนปติมานพผู้มีสติปัญญาและมีวิสัยรอบคอบเป็นปกติ เหตุใดจึงค้าอนุพันธ์ ทั้งที่มันสุ่มเสี่ยงไม่ต่างอะไรจากการที่ตัวเขาเดินป่าผจญอันตรายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

"อนุกรมานพ ท่านเห็นลำธารนั่นหรือไม่ โดยปกติน้ำในลำธารย่อมไหลและเกิดคลื่นกระเพื่อมอยู่เนืองๆ ปลาที่อยู่ก้นลำธารจะรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมนั้นมากหรือน้อย" ธนปติมานพถามขึ้น

"ย่อมจะน้อย เพราะผิวน้ำที่กระเพื่อมถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำที่ลึกถึง 3-4 ศอก" อนุกรมานพตอบ

"แล้วปลาที่ผิวน้ำจะรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมนั้นมากหรือน้อย" ธนปติมานพถามอีก

"พวกมันย่อมรู้สึกมากและตัวโยนไปมาตามแรงคลื่นเสียด้วยซ้ำ" อนุกรมานพว่า

"ค้าอนุพันธ์ก็เช่นกัน คนบางพวกวางเงินประกันน้อยและมองหาแต่กำไรที่จะได้ เมื่อตลาดผันผวนเหมือนระลอกคลื่น พวกเขาก็ถูกโยนไปมา คนพวกนี้จึงว่าอนุพันธ์นี้อันตรายนัก" ธนปติมานพหยุดนิดหนึ่งก่อนที่จะกล่าวต่อว่า "ขณะเดียวกันคนบางพวกคำนวณไว้ก่อนว่ามีโอกาสขาดทุนมากเพียงใด จึงวางเงินประกันไว้มากเพียงพอ พวกเขาเหมือนปลาที่อยู่ก้นลำธารและไม่สั่นไหวไปตามแรงกระเพื่อม"

เขากล่าวต่อไปว่า "ด้วยเหตุนี้ข้าจึงเลือกวิธีที่จะไม่สั่นไหวไปตามแรงกระเพื่อมของตลาด ข้าไม่เดินเข้าไปในเกมของเจ้ามือเหมือนดังที่ท่านเดินเข้าไปในเขตโจร และแม้พลาดท่าเสียทีประการใด ข้าก็จะ cut loss และรีบหนีออกมาเหมือนอย่างที่ท่านและเพื่อนหลบหนีออกมาจากรังโจร"

"ท่านคงไม่คิดดักรอตีหัวนายโจรเพื่อแก้แค้นก่อนที่จะออกมาใช่ไหม ข้าเองก็ไม่คิดจะ "เอาคืน" ก่อนแล้วค่อย cut loss เหมือนกัน เมื่อใดที่ต้องหนีข้าก็จะหนีอย่างไม่ลังเล" ธนปติมานพอธิบาย

"ข้าเห็นแล้วว่าการค้าอนุพันธ์ของท่านนั้นไม่ได้สุ่มเสี่ยงเท่ากับที่ข้าคิดมาก่อนเลย" อนุกรมานพกล่าวในที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ปันปัน vs ทบแหลก


แต่ไหนแต่ไรมาผมชอบลงทุนในหุ้นปันผล เพราะได้ผลตอบแทนถึงสองต่อ ต่อแรกคือ "เงินปันผล" ส่วนต่อที่สองคือ "ราคาหุ้นที่สูงขึ้น" ความรู้สึกอันหนึ่งที่คอหุ้นปันผลมีร่วมกัน ได้แก่ ความรู้สึกเบาใจและสบายใจ ไม่ว่าตลาดหุ้นจะผันผวนเพียงใด พวกเราก็มักจะได้เงินปันผลมากขึ้นทุกปีๆ ตราบเท่าที่กิจการยังไปได้สวย

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมปิดตัวเองออกจากหุ้นในกลุ่มที่เรียกว่า "หุ้นเติบโต" ซึ่งแม้จะไม่เน้นการจ่ายเงินปันผล แต่มันก็ทบกำไรเก็บไว้ขยายกิจการและสร้างการเติบโต จนผมเริ่มสงสัยว่าระหว่างซื้อหุ้นปันผลแล้วเอาเงินปันผลมาลงทุนซ้ำ (ซึ่งทำให้เรามีหุ้นมากขึ้น และปีหน้าก็จะยิ่งได้เงินปันผลมากขึ้นไปอีก) กับการซื้อหุ้นเติบโตที่ไม่จ่ายเงินปันผล อย่างไหนจะทำให้รวยมากกว่ากัน

ในการนี้ผมสมมติบริษัทขึ้นมา 2 แห่ง คือ บริษัทปันปัน กับ บริษัททบแหลก ทั้งสองบริษัทมีลักษณะเหมือนกันแทบจะทุกประการ (มีหุ้นสามัญ 100 ล้านหุ้น, มีขนาดสินทรัพย์ 1,000 ล้านบาท, มีอัตราส่วนหนี้สินต่อผู้ถือหุ้น หรือ D/E เท่ากับ 1, มี ROA เท่ากับ 12%, มีค่า P/E เท่ากับ 15) จะแตกต่างกันก็เพียงว่าบริษัทปันปันจ่ายเงินปันผลในอัตรา 50% ของกำไรสุทธิ ส่วนบริษัททบแหลกไม่จ่ายเงินปันผลเลย

ภายใต้สมมติฐานว่าบริษัททั้งสองยังคงรักษา ROA ไว้ได้ที่ระดับเดิม และควบคุมค่า D/E ไว้ที่ 1 ได้ตลอดเวลา 10 ปี รวมทั้งไม่มีการเพิ่มทุนใดๆ และไม่เอาผลของค่าคอมมิชชั่นมาคิด หากเราเริ่มลงทุนด้วยเงิน 1 ล้านบาทเท่าๆ กัน (ดูตารางประกอบด้วย) ปรากฏว่า...



บริษัท ปันปัน จำกัด (มหาชน)


ณ จุดเริ่มต้น บริษัทมีกำไรเท่ากับ ROA คูณด้วยสินทรัพย์ ซึ่งเท่ากับ 120 ล้านบาท กำไรของบริษัทส่วนหนึ่งจะถูกจ่ายออกมาเป็นเงินปันผล อีกส่วนหนึ่งจะถูกบันทึกเป็นกำไรสะสม ทำให้ equity ในปีถัดมาสูงขึ้น ขนาดของบริษัทจึงใหญ่ขึ้น

กลับมาดูที่ตัวเราบ้าง จากกำไรต่อหุ้น 1.20 บาท เมื่อเทียบกับค่า P/E 15 เท่า จะคิดเป็นราคาหุ้น 18 บาท สรุปว่าเราจะซื้อหุ้นได้ 55,556 หุ้นในขั้นแรก และจะมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นในปีถัดๆ มาเนื่องจากเราเอาเงินปันผล (รวมทั้งเครดิตภาษีเงินปันผล) ที่ได้รับไปซื้อหุ้นเพิ่ม

เมื่อครบ 10 ปี เราจะมีจำนวนหุ้นทั้งสิ้น 78,909 หุ้น ที่ราคา 55.91 บาท คิดเป็นความมั่งคั่ง 4,411,435 บาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนทบต้น 16% ต่อปี


บริษัท ทบแหลก จำกัด (มหาชน)


ช่วงเริ่มต้นจะเหมือนกรณีของบริษัทปันปัน ยกเว้นเรื่องของเงินปันผล ด้วยเหตุนี้เราจึงมีจำนวนหุ้น 55,556 หุ้นเท่าเดิมตลอดระยะเวลา 10 ปี อย่างไรก็ตาม สังเกตว่าบริษัททบแหลกสามารถเพิ่มสินทรัพย์จาก 1 พันล้านบาทไปเป็น 8 พันล้านบาท ในขณะที่บริษัทปันปันเพิ่มเป็น 3 พันล้านบาทเท่านั้น

เมื่อคำนวณความมั่งคั่งก็พบว่าพอร์ตของเราโตจาก 1 ล้านบาทไปเป็น 8.59 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนทบต้นสูงถึง 24% ต่อปี ด้วยผลตอบแทนระดับนี้ ถ้าลงทุนให้ยาวนานขึ้นสมมติว่าเป็น 30 ปี เงินล้านเดียวของเราจะกลายเป็น 634 ล้านบาท!

ทีนี้เราคงไม่แปลกใจที่เห็นมหาเศรษฐี VI บางท่านขับวีออสแบบพอเพียง ทั้งที่มีปัญญาซื้อคัมรี่คันโต เหตุก็เพราะท่านไม่ได้เห็นมันเป็นแค่เงิน 1 ล้านบาท แต่เห็นศักยภาพของมันที่จะโตไปเป็นร้อยๆ ล้านบาท ดังนั้น ถ้าใครจะครหาว่า "รวยแล้วจะมัวงกอะไรกับเงินแค่ล้านเดียว" ก็ควรจะปรับใหม่เป็น "มางกอะไรกับเงินแค่ร้อยล้าน"


ข้อคิดจากเรื่องนี้


หากพิจารณาจากบริษัททั้งสองก็น่าจะสรุปได้ว่า การลงทุนในหุ้นเติบโตสามารถเอาชนะหุ้นปันผลได้อย่างไม่เห็นฝุ่น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะวิ่งไปขายหุ้นปันผลทิ้ง แล้วเอาเงินมาซื้อหุ้นเติบโตเสียให้หมด เพราะหุ้นทั้งสองประเภทมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา

ในภาวะปกติหุ้นเติบโตมีความน่าสนใจมากกว่าหุ้นปันผลดังที่เราเห็นจากตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม หุ้นปันผลมักโดดเด่นในช่วงตลาดขาลง เนื่องจากมีเงินปันผลเป็นตัวประคองไม่ให้ราคาหุ้นตกต่ำมาก และเงินปันผลที่ออกมาในช่วงหุ้นตกยังสามารถเอาไปซื้อหุ้นเพิ่มได้ในขณะที่หุ้นมีราคาต่ำด้วย (เท่ากับได้จำนวนหุ้นเพิ่มมากกว่าปกติ) ในขณะที่หุ้นเติบโตอาจจะเติบโตช้าลง ซึ่งแค่นั้นก็ถือว่าแย่แล้ว เพราะหุ้นเติบโตจะยังดีตราบเท่าที่มันเติบโตเท่านั้น

เมื่อรู้ดังนี้แล้วคงหา "ส่วนผสม" ที่เหมาะกับตัวคุณและเหมาะกับสถานการณ์ได้ไม่ยาก ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวคุณเองครับ

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทเรียนจากถังเก็บน้ำ

ไม่นานมานี้ผมพบว่าน้ำประปาในบ้านไม่ค่อยไหล และกลับพ่นออกมาเป็นลมแทนที่จะเป็นน้ำ ที่สุดแล้วก็พบความจริงว่าต้นเหตุเกิดจากถังเก็บน้ำที่บ้านของผมนั่นเอง หลังจากที่ผมอธิบายเรื่อง "น้ำ" แล้ว เดี๋ยวจะฝากข้อคิดดีๆ เป็นเรื่อง "หุ้น" ให้ฟังกันบ้างนะครับ

เหตุเกิดจากถังเก็บน้ำ


ในการใช้น้ำประปา เดี๋ยวนี้บ้านสมัยใหม่มักจะไม่ต่อท่อของการประปาเข้าสู่บ้านโดยตรงแล้ว เนื่องจากแรงดันน้ำของการประปาไม่เพียงพอสำหรับเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น เป็นต้น โดยทั่วไปเราจึงต่อท่อของการประปาเข้ามาพักไว้ที่ถังเก็บน้ำก่อน จากนั้นค่อยปั๊มน้ำเข้าสู่ตัวบ้านต่อไป

ปัญหาของผมเกิดขึ้นเมื่อก๊อกน้ำเข้าของถังเก็บน้ำเกิดอุดตัน ทำให้น้ำไหลเข้าถังช้ามาก ขณะที่คนในบ้านก็ยังใช้น้ำตามปกติ น้ำในถังเก็บจึงค่อยๆ ลดลงโดยที่เราไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งวันหนึ่งที่น้ำหมดถังนั่นแหละ ดูจากภาพ (ถังหมายเลข 1) น่าจะพอนึกออกครับ


การจับจ่ายใช้สอย


เมื่อเทียบเคียงเรื่องนี้กับการจับจ่ายใช้สอยของคนเรา (ถังหมายเลข 2) จะเห็นว่าคนทั่วไปซึ่งมีรายได้ประจำ เช่น เงินเดือน และมีรายจ่ายต่างๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าเดินทาง ฯลฯ เงินที่เหลือจากการจับจ่ายก็ย่อมกลายเป็นเงินเก็บ ไม่ต่างอะไรจากถังเก็บน้ำ

คนที่จับจ่ายใช้สอยน้อยกว่าเงินที่หามาได้ย่อมมีเงินเก็บมากขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นคนรวยในที่สุด ในทางกลับกัน คนที่จับจ่ายใช้สอยมากกว่าเงินที่หามาได้ ถึงจุดหนึ่งเงินเก็บก็หมดและอาจต้องถึงกับกู้หนี้ยืมสิน และแน่นอนว่าถ้าพฤติกรรมดังกล่าวยังไม่ถูกแก้ไข เขาก็ไม่มีวันพ้นสภาพ "ลูกหนี้" ได้

คนฉลาดจะไม่ยอมอยู่ในฐานะของ "คนจ่ายดอกเบี้ย" หรืออย่างน้อยก็พยายามออกจากสภาพนั้นโดยเร็ว เขาจะพยายามอยู่ในฐานะของ "คนรับดอกเบี้ย" ซึ่งนั่นก็ทำให้เขารวยขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากให้คิด คือ การเปิดก๊อกบนให้แรงขึ้นนั้นยากกว่าการหรี่ก๊อกล่างให้เบาลง

หากคุณมีเงินเดือน 30,000 บาท ใช้จ่ายเดือนละ 28,000 บาท เท่ากับว่ามีเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาท เพียงแค่ลดค่าใช้จ่ายลงได้ 5% หรือ 1,400 บาท ในแต่ละเดือนคุณจะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นเป็น 3,400 บาท มากขึ้นกว่าเดิมถึง 70% น่าทึ่งใช่มั๊ยล่ะ!


การลงทุนในหุ้น


พลิกกลับไปที่การลงทุนในหุ้น (ถังหมายเลข 3) คราวนี้เงินที่ไหลเข้ามาเกิดจากกำไรหุ้น ขณะเดียวกันเงินที่ไหลออกไปเกิดจากการขาดทุน วิธีรวย คือ เราต้องทำให้ในภาพรวมแล้วผลขาดทุนน้อยกว่าผลกำไร เมื่อกำไรพอกพูนขึ้น เราก็จะรวยขึ้น

สิ่งที่ผมพบโดยทั่วไป คือ คนส่วนมากเอาเงินเดือนหรือรายได้อื่นๆ เทเข้ามาสู่พอร์ตหุ้นอยู่ตลอดเวลา การทำแบบนั้นทำให้พวกเขาไม่รู้ตัวว่าที่จริงแล้วถังเก็บน้ำของเขากำลังสูญเสียความสมดุล และที่ทุกวันนี้ถังเก็บน้ำของพวกเขาไม่แห้งขอดก็เป็นเพราะว่าพวกเขามี "ก๊อกพิเศษ" ด้านบนขวาคอยเติมเข้ามา นี่คือสิ่งที่น่ากลัว เพราะมันทำให้พวกเขาเทเงินทิ้งไปในตลาดหุ้นโดยไม่สำเหนียกตัวเสียด้วยซ้ำ และที่จริงเขาจะรวยกว่านี้มากถ้าเพียงแต่ปล่อยเงินพวกนั้นไว้เฉยๆ

จะเห็นว่าระดับน้ำมีสองสี สีเข้มแสดงให้เห็นระดับน้ำที่แท้จริง หากว่าไม่มี "ก๊อกพิเศษ" และสีอ่อนแสดงให้เห็นถึงระดับน้ำที่รวมเอาเงินเติมอื่นๆ เข้าไปด้วยแล้ว ผมเข้าใจดีว่าเงินนั้นมันไม่มีการ "แปะป้าย" ว่าก้อนนี้มาจากไหน ก้อนนั้นมาจากไหน เมื่อเอามันเทรวมกัน เราก็จะงงๆ แล้วมองมันเป็นก้อนเดียวไปเลย

วิธีง่ายๆ ที่ผมอยากแนะนำ คือ ให้สรุปพอร์ตการลงทุนเป็นประจำ ใครที่ซื้อขายไม่บ่อยอาจสรุปทุก 1 ปี ส่วนใครซื้อขายบ่อยอาจสรุปเป็นรายไตรมาสก็ได้ ส่วนเงินนอกที่เติมเข้าไปในแต่ละช่วงก็จดบันทึกไว้ด้วย เมื่อสรุปพอร์ตจะได้หักเงินก้อนนั้นออกก่อน ทีนี้ก็จะรู้แล้วว่าตกลงได้กำไรหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหน

ใครอยาก advance มากขึ้นก็คำนวณด้วยวิธี Modified Dietz Method ก็ได้ เสิร์ชหาเอาในเว็บไม่ยาก ส่วนใครไม่อยากปวดหัว ทำอย่างที่ผมบอกก็โอเคแล้วครับ


ข้อคิดดีๆ ที่คุณได้


คุณอาจจะนึกไปว่าสิ่งที่แย่ที่สุด คือ "การขาดทุน" แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่แย่ที่สุด คือ "การไม่รู้ตัวว่าขาดทุน" เพราะเมื่อคุณรู้ว่าขาดทุน อย่างน้อยก็ยังทบทวนหาทางแก้ไขได้ แต่เมื่อคุณไม่รู้ว่าตัวเองกำลังขาดทุน คุณก็คงจะทำในสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ และทำให้การขาดทุนนั้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก มิหนำซ้ำยังเอาเงินออมที่หามาได้เทลงมาในตลาดหุ้น พอกพูนความขาดทุนให้ใหญ่โตขึ้นไปอีก

ลองทบทวนดูนะครับว่า ถังเก็บน้ำของคุณกำลังจะแห้งขอดหรือไม่... อย่าให้มาคิดได้ตอนหลังว่า "ไม่น่าเลยเรา"

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ยุทธหัตถี


เป็นครั้งแรกที่ผมเอาเรื่องราวที่ไม่ได้คิดขึ้นเองมาลงไว้ในบล็อก ด้วยเหตุว่ามันเป็นสิ่งที่ผมสงสัยและเมื่อเปิดหาในกูเกิ้ลจนเจอแล้วก็คร้านจะเก็บไว้เป็น favourite ดีไม่ดีเกิดลิงก์เสีย ความรู้ก็จะพานสูญหายไป สู้เอามาไว้ในบล็อกของตัวเองแล้วทำเครดิตไปยังต้นทางดีกว่า

เรื่องราวมีอยู่ว่าในละครดังเรื่อง "ขุนศึก" ผมเห็นกษัตริย์ประทับบนหลังช้างทรง แต่ว่าอยู่ในตำแหน่งกลาง จึงสงสัยว่าผู้สร้างเขาทำผิดหรือเปล่า เพราะในภาพยุทธหัตถีที่ไหนๆ ก็เห็นกษัตริย์ประทับกันที่คอช้างแล้วต่อสู้กัน นั่งอยู่ตรงกลางจะไปสู้กันได้อย่างไร ... จึงนำผมไปสู่กูเกิ้ลและเว็บคลังปัญญาไทยตามลำดับ


-----------------------------------------------------------------------------------


ยุทธหัตถี

กล่าวกันว่าในชมพูทวีป (ดินแดนที่เป็นอินเดีย ปากีสถาน เนปาล และบังคลาเทศในปัจจุบัน) ถือเป็นคติมาแต่ดึกดำบรรพ์ว่ายุทธหัตถีหรือการชนช้างเป็นยอดยุทธวิธีของนักรบ เพราะเป็นการต่อสู้อย่างตัวต่อตัว แพ้ชนะกันด้วยความคล่องแคล่วแกล้วกล้า กับการชำนิชำนาญในการขับขี่ช้างชน โดยมิต้องอาศัยรี้พลหรือกลอุบายแต่อย่างใด เพราะโดยปกติในการทำสงครามโอกาสที่จอมทัพทั้งสองฝ่ายจะเข้าใกล้ชิดจนถึงชนช้างกันมีน้อยมาก ดังนั้น กษัตริย์พระองค์ใดกระทำยุทธหัตถีชนะ ก็จะได้รับการยกย่องว่ามีพระเกียรติยศสูงสุด และแม้แต่ผู้แพ้ก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญว่าเป็นนักรบแท้ มิได้ติเตียนกันเลย ซึ่งคติที่ว่าเป็นความนิยมของไทยด้วยเช่นกัน

บนหลังช้างที่ทำยุทธหัตถีนั้นจะมีคนนั่งอยู่สามคน ตัวแม่ทัพจะถือง้าวอยู่ที่คอช้าง คนที่นั่งกลางอยู่บนกูบจะถือหางนกยูงซ้ายขวาโบกเป็นสัญญาณ และคอยส่งอาวุธให้แม่ทัพ (ทราบว่าจะสับเปลี่ยนที่นั่งกันตอนกระทำการรบเท่านั้น) ที่ท้ายช้างจะมีควาญนั่งประจำที่ ตามเท้าช้างทั้งสี่มีพลประจำเรียกว่า จตุรงคบาท คนทั้งหมดจะถืออาวุธ เช่น ปืนปลายขอ หอกซัด ของ้าว ขอเกราะเขน แพน ถ้าเป็นช้างยุทธหัตถีจะมีหอกผูกผ้าสีแดงสองเล่ม ปืนใหญ่หันปากออกข้างขวาหนึ่งกระบอก ข้างซ้ายหนึ่งกระบอก มีนายทหารและพลทหารสวมเกราะ โพกผ้า ช้างที่เข้ากระบวนทัพจะสวมเกราะใส่เกือกหรือรองเท้าเหล็กสำหรับกันขวากหนาม โดยทั้งที่สี่เท้าสวมหน้าราห์ มีปลอกเหล็กสวมงาทั้งคู่ และมีเกราะโว่พันงวงช้าง สำหรับพังหอค่ายโดยไม่เจ็บปวด



ยุทธหัตถีที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทยมีอยู่ 5 ครั้ง คือ
ครั้งที่ 1 รัชกาลพ่อขุนศรีอินทราทิตย์
ครั้งที่ 2 สิ้นรัชกาลพระอินทราชา พ.ศ. 1917
ครั้งที่ 3 รัชกาลพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. 2006
ครั้งที่ 4 รัชกาลพระมหาจักรพรรดิ พ.ศ. 2091 (เกิดวีรสตรีพระศรีสุริโยทัย)
ครั้งที่ 5 พระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา พ.ศ. 2135

สำหรับสมัยอยุธยามีการยุทธหัตถี รวม ๓ ครั้ง คือ ครั้งแรกในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระอินทราชาพระเจ้าลูกยาเธอได้ชนช้างกับข้าศึกที่นครลำปางและถูกปืนสิ้นพระชนม์ ครั้งที่สองในแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ ได้ชนช้างกับพระเจ้าแปรกรุงหงสาวดี และสมเด็จพระศรีสุริโยทัยต้องอาวุธข้าศึกทิวงคต และครั้งที่สามก็คือครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชชนช้างกับพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดีจนได้รับชัยชนะ ซึ่งยุทธหัตถีครั้งนี้กล่าวกันว่าเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ และเป็นวีรกรรมครั้งสำคัญที่ทำให้พระเกียรติยศของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นที่เลื่องลือไปไกล

สงครามยุทธหัตถีในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2135 เมื่อพระเจ้านันทบุเรงได้ให้พระมหาอุปราชายกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา หวังจะเอาชนะให้ได้โดยเด็ดขาด สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทราบข่าว จึงยกทัพหลวงไปตั้งรับที่หนองสาหร่าย ซึ่งในการต่อสู้กันครั้งนั้น ระหว่างที่การรบกำลังติดพัน ช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระเอกาทศรถ ก็พากันไล่ล่าศัตรูอย่างเมามัน จนพาทั้งสองพระองค์ตกไปอยู่ในวงล้อมของข้าศึกโดยไม่รู้ตัว มีเพียงจตุลังคบาท (ผู้รักษาเท้าทั้งสี่ของช้างทรง) และทหารรักษาพระองค์เท่านั้นที่ติดตามไปทัน แม้จะอยู่ในสภาวะเสียเปรียบ แต่พระองค์ก็มีพระสติมั่น ไม่หวั่นไหว ทรงมีพระปฏิภาณว่องไวเกิดขึ้นโดยพระอุปนิสัยว่า พระองค์จะรอดได้มีเพียงทางเดียวคือ เชิญพระมหาอุปราชาเสด็จมาทำยุทธหัตถี ซึ่งพระองค์ก็สามารถกระทำยุทธหัตถีจนได้ชัยชนะอย่างสมพระเกียรติ และนับแต่นั้นมาก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายกมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกเลย มีแต่ฝ่ายไทยยกไปปราบปรามข้าศึกและทำสงครามขยายอาณาเขตให้กว้างขวางขึ้นกว่าแต่ก่อน

สำหรับช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่มีชัยแก่ข้าศึกในสงครามยุทธหัตถี แต่เดิมมีชื่อว่า “พลายภูเขาทอง” เมื่อขึ้นระวางได้เป็น “เจ้าพระยาไชยานุภาพ” และเมื่อมีชัยก็ได้รับพระราชทานชื่อว่า “เจ้าพระยาปราบหงสา” ส่วนพระแสงของ้าวที่ทรงฟันพระมหาอุปราชา มีชื่อว่า “เจ้าพระยาแสนพลพ่าย” และพระมาลาที่ถูกฟันขาดลงไปตอนทรงเบี่ยงหลบ มีชื่อว่า “พระมาลาเบี่ยง” สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเชี่ยวชาญการรบยิ่ง ทรงฉลาดในการวางแผนยุทธวิธีและอุบายกระบวนศึกที่ไม่เหมือนผู้ใดในสมัยเดียวกัน ทรงเป็นผู้ริเริ่มการรบแบบกองโจร คือ ใช้คนน้อยแต่สามารถต่อสู้กับคนจำนวนมากได้ พระองค์มีความสามารถในการใช้อาวุธที่ทำการรบแทบทุกชนิดอย่างเชี่ยวชาญยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน

“วันยุทธหัตถี” หรือที่เรียกว่า “วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” หมายถึง วันที่ระลึกที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อสมเด็จพระมหาอุปราชาของพม่า เมื่อวันจันทร์ เดือน ๒ แรม ๒ ค่ำ จุลศักราช ๙๕๔ อันตรงกับวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๑๓๕ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๘ กำหนดให้วันที่ ๑๘ มกราคม ของทุกปีเป็น “วันยุทธหัตถี”


เจดีย์ยุทธหัตถี เป็นเจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้สร้างขึ้นตรงที่กระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อพระมหาอุปราชา ปัจจุบันอยู่ที่ตำบลดอนเจดีย์ ซึ่งเดิมเรียกว่าตำบลท่าคอยเจดีย์ ถูกค้นพบเมื่อพ.ศ.๒๔๕๖ โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรับสั่งให้เจ้าเมืองสุพรรณบุรี พระทวีประชาชน (อี้ กรรณสูตร) ค้นหาซากเจดีย์เก่าและได้ค้นพบ ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะเป็นเจดีย์ยุทธหัตถี


ข้อมูลจาก http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%B5
ซึ่งอ้างจาก:
- สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
- ช่อง 9
- สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
- โรงเรียนศึกษานารี

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ถามหุ้นในทีวี


เปิดทีวีดูรายการหุ้นทีไร เราก็มักจะเห็นคอหุ้นโทรศัพท์เข้ามาในรายการเพื่อถามหาแนวรับ-แนวต้าน หรือไม่เช่นนั้นก็ถามเอาดื้อๆ เลยว่า "ติดหุ้น" ตัวนั้นตัวนี้อยู่ จะทำอย่างไรดี

ดูเหมือนว่านักวิเคราะห์และรายการทีวีจะกลายเป็นที่พึ่งของนักเล่นหุ้นจำนวนหนึ่ง แต่สิ่งที่แย่ก็คือพวกเขาถามไม่ตลอดรอดฝั่ง ส่วนมากตอนซื้อจะซื้อเอง แต่จะมาถามก็ตอนที่ติดดอยแล้ว หรือบางครั้งก็กลับกันคือมาถามตอนซื้อ แต่พอหุ้นตกก็ตัดสินใจกอดหุ้นติดดอยเอง ด้วยเหตุนี้กลยุทธ์หุ้นที่ออกมาจากมันสมองของนักวิเคราะห์จึงทำงานได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ และไม่ทำกำไร

นักวิเคราะห์ในทีวี


คำถามหนึ่งที่น่าสนใจ คือ หากเราทำตามกลยุทธ์ของนักวิเคราะห์หุ้นในทีวีแบบ "เต็มสูบ" แล้วจะได้กำไรจริงหรือไม่? ถ้าเราลงทุนหุ้นตัวที่เขาเชียร์ ซื้อและขายตามจังหวะที่เขาแนะนำ เราจะได้กำไรหรือเปล่า

คำตอบง่ายๆ คือ "ไม่รู้" เพราะในการที่จะยืนยันคำตอบนี้...

1) เราต้องตามซื้อหุ้น "ทุกตัว" ที่นักวิเคราะห์รายนี้แนะนำและลงทุนในลักษณะของพอร์ตโฟลิโอแทนที่จะมองกำไรจากหุ้นเป็นตัวๆ ไป การฟันธงว่านักวิเคราะห์แม่นหรือไม่แม่นด้วยผลลัพธ์จากหุ้นเพียง 2-3 ตัว ดูไม่ค่อยเป็นวิทยาศาสตร์สักเท่าไหร่

2) เราต้องซื้อใน "ทุกจังหวะ" ที่เขาแนะนำให้ซื้อ และขายในทุกจังหวะที่เขาแนะนำให้ขาย ปัญหาหลักๆ ของเรื่องนี้ก็คือ คนส่วนมากตามซื้อตามขายได้เพียงบางจังหวะ ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่สามารถติดตามผลงานของเขาได้อย่างสม่ำเสมอ หรือไม่ก็เกิดจากเงินทุนที่จำกัดของเราเอง พอช้อนซื้อตามคำแนะนำไป 2-3 รอบก็หมดหน้าตักแล้ว

3) เราต้องมีการ "จดบันทึก" การซื้อขายทุกครั้งและจำแนกไว้ด้วยว่าครั้งไหนบ้างที่มาจากคำแนะนำของนักวิเคราะห์รายนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือ นักเล่นหุ้นจำนวนมากไม่ได้จดบันทึกอย่างมีระบบระเบียบเพียงพอ และบางทีก็จดไว้เฉยๆ โดยไม่เอาผลมาประมวลและวิเคราะห์ต่อ

ในเมื่อเป็นแบบนี้เราก็ไม่สามารถสรุปได้ว่ากลยุทธ์ของนักวิเคราะห์ในทีวีใช้งานได้จริงหรือไม่ แต่ถ้าจะว่าตามจริง บางทีตัวนักวิเคราะห์ที่ให้คำแนะนำเองเขาก็ไม่ได้จดไว้เหมือนกันว่าตัวเองแนะนำอะไรไปบ้าง

อย่าถามต้นทุน


คำถามสำคัญอันหนึ่งของการแนะนำกลยุทธ์หุ้นทางทีวีก็คือ "ต้นทุนอยู่ที่เท่าไหร่?"

แม้มันจะฟังดูดีมีเหตุผลที่เราควรรู้ก่อนว่านักลงทุนเคยซื้อหุ้นมาที่ราคาเท่าไร ติดหุ้นมานานหรือยัง ฯลฯ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นแค่ "การทำบัญชี" ในสมองเท่านั้น

นักจิตวิทยาการลงทุนอธิบายเรื่องนี้ว่า การทำบัญชีในสมองเป็นกลไกที่เกิดขึ้นมาเอง เราอาจจดจำเอาไว้ว่าต้นทุนหุ้นของเราอยู่ที่ 10 บาท เมื่อราคาหุ้นลดลงเราย่อมรู้สึกว่ากำลังขาดทุน แม้บางคนจะถือคติ "ไม่ขายไม่ขาดทุน" แต่ที่จริงในสมองก็ยอมรับกลายๆ อยู่ว่าขาดทุน จุดที่เราซื้อหุ้น (10 บาท) ถูกมาร์กหรือกำหนดเอาไว้เป็นจุดอ้างอิง และนักเล่นหุ้นส่วนมากจะยอมติดหุ้นไปก่อนเพื่อลดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ตราบจนหุ้นกลับขึ้นมาที่ 10 บาทอีกครั้ง สมองจะถูกกระตุ้นให้ "ล้างขาดทุน" ด้วยการขายหุ้นออกไป

กลไกดังกล่าวรวมทั้งจุดอ้างอิงที่เป็นต้นทุน อาจมีความสัมพันธ์ในเชิงอารมณ์ แต่มันไม่มีความสัมพันธ์ในเชิงกำไร! หุ้นอาจวิ่งผ่าน 10 บาทแล้วไปไกลถึง 20 บาทก็ได้ มันไม่ได้สนใจว่าคุณมีต้นทุนอยู่ที่เท่าไหร่หรือ cut loss ไปหรือยัง ถ้าสถานการณ์มันเหมาะสมที่จะลง มันก็ลง ถ้าเหมาะสมที่จะขึ้น มันก็ขึ้น ถ้าเรามัวแต่ห่วงต้นทุน เราจะพบว่าในพอร์ตของเรามีแต่หุ้นเน่าๆ เหมือนกับของกินเก่าๆ ที่อยู่ในตู้เย็น

สิ่งที่เราควรทำ คือ วิเคราะห์ตามสถานการณ์ไป ต้นทุนไม่เกี่ยว

ส่งท้าย


โดยส่วนตัวผมไม่เคย(แม้แต่จะคิด)ถามหุ้นทางทีวี ซึ่งไม่ใช่ไม่เชื่อว่านักวิเคราะห์ไม่เก่ง แต่เพราะนักวิเคราะห์ไม่มีทางรู้ใจเราได้เท่ากับตัวเราเอง ความอึดอัด ความสบายใจ เป้าหมายในการลงทุนของเรา เขาก็ไม่มีทางรู้ อีกประการหนึ่งคือ ในโลกยุคนี้ข้อมูลข่าวสารของรายย่อยไม่ได้ด้อยกว่านักวิเคราะห์มืออาชีพแล้ว ทำการบ้านเสียหน่อย อ่าน annual report, เข้าฟัง Opp Day, พูดคุยกับลูกจ้าง ฯลฯ เผลอๆ จะรู้มากกว่ามืออาชีพเสียด้วยซ้ำ


หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นตัวอย่างรายการหุ้นทางโทรทัศน์เท่านั้น ไม่มีการพาดพิงถึงตัวบุคคลหรือตัวรายการแต่อย่างใด

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เรียนหุ้นจากเชฟกระทะเหล็ก

 

เชื่อว่าหลายคนคงเคยดูรายการ "เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย" ที่ได้รับลิขสิทธิ์มาจากญี่ปุ่น ผมเองก็ชอบดูรายการนี้เช่นกัน และมักคิดเสมอว่ารายการนี้มันออกอากาศมายั่วน้ำลายเราก่อนนอนแท้ๆ ...แต่ก็มีอยู่คราวหนึ่งที่รายการนี้ได้ให้ไอเดียการลงทุนที่ดีกับผม

หากจำไม่ผิดในการแข่งขันทำอาหารครั้งนั้น เชฟเอียน (พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย) เชฟกระทะเหล็กอาหารตะวันตก ต้องรับมือกับ เชฟฟิลิปป์ ซึ่งเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง เชฟฟิลิปป์เป็นพ่อครัวที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์และเป็นฝรั่งที่(ดัน)พูดไทยได้ เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่ามีอะไรจะพูดกับคู่แข่งหรือไม่ เชฟฟิลิปป์คงต้องการข่มขวัญคู่ต่อสู้จึงหันไปถามว่า "เชฟเอียน คุณพร้อมจะแพ้มั๊ย?" ในห้องส่งก็ส่งเสียงฮือฮา...

รู้มั๊ยครับว่าเชฟเอียนตอบว่าอย่างไร

เขาตอบว่า "ผมพร้อมเสมอครับ"


นัยยะของการ "พร้อมพ่ายแพ้"


หากเราศึกษาประวัติและวิธีคิดของเชฟผู้นี้ก็จะรู้ว่าทำไมเขาถึงตอบไปอย่างนั้น เชฟเอียนเคยเป็น Executive Chef ประจำโรงแรมห้าดาวมาก่อน ร้านอาหารของเขาได้รับการยกย่องติดอันดับว่าเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก ปัจจุบันเขามีร้านอาหารอยู่ในต่างประเทศหลายแห่งและเป็นผู้ดำเนินรายการทีวีเกี่ยวกับอาหารอีกด้วย

เชฟเอียนในวัยเด็กค่อนข้างลำบาก แม่ต้องเข็นรถขายข้าวแกง ส่วนตัวเขาต้องช่วยงานที่บ้านทั้งก่อนไปโรงเรียนและหลังเลิกเรียน แต่ที่สุดแล้วทางบ้านก็กู้เงินส่งเสียให้ไปเรียนเมืองนอก โดยตัวเขาเองก็ต้องทำงานเสิร์ฟอาหารและช่วยงานครัว เชฟเอียนมีทัศนคติของการจริงจังและทุ่มเทกับสิ่งที่ทำ เขาได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองจนชนะการแข่งขันทำอาหาร International Cooking Competition  ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงอาหาร ทัศนคติของการพร้อมรับความพ่ายแพ้กลับเป็นการเปิดใจให้เรียนรู้สิ่งใหม่และทำให้เขาเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไต่เต้าขึ้นมาจนถึงตำแหน่ง Executive Chef ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของเชฟได้ในที่สุด

การพร้อมที่จะพ่ายแพ้หาใช่เหตุที่เราจะพ่ายแพ้... การพร้อมเปิดรับความพ่ายแพ้ เท่ากับเรากำลังบอกตัวเองว่าเรายังไม่ดีที่สุด เรายังต้องเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้เชฟเอียนจึงทิ้งเงินเดือนมหาศาลในตำแหน่ง Executive Chef ไปเปิดร้านอาหารของตัวเองและกลายเป็นเชฟเอียนทีเรารู้จักในทุกวันนี้


แล้วการ "พร้อมขาดทุน" ล่ะ?


ข้อคิดที่ผมได้จากเชฟเอียนก็คือ ในฐานะของนักลงทุน เราเองก็ควรพร้อมรับการขาดทุนเช่นเดียวกัน มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะซื้อแล้วหุ้นขึ้นทุกครั้งไป การขาดทุนในระยะสั้นที่เกิดจากความผันผวนของตลาดหุ้นจึงถือเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อเรามั่นใจว่าตัวบริษัทยังไปได้ดี ที่สุดแล้วราคาหุ้นในระยะยาวก็จะต้องสะท้อนความจริงอันนี้

เมื่อบอกให้เตรียมพร้อมรับการขาดทุน นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI ที่เคยได้ยินกฏเหล็กของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งบอกว่า "อย่าขาดทุน" อาจเริ่มสับสนขึ้นมา ผมจะขออธิบายอย่างนี้ครับ

บัฟเฟตต์บอกว่ากฏการลงทุนของเขามีอยู่ว่า "ข้อ 1 อย่าขาดทุน" และ "ข้อ 2 อย่าลืมกฏข้อแรก"

อย่างไรก็ตาม คำว่าขาดทุนของบัฟเฟตต์นั้นมีความหมายไม่เหมือนกับเราๆ ท่านๆ ในสายตาของบัฟเฟตต์แล้วราคาหุ้นเป็นเพียงแค่มายา แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาได้จากการซื้อหุ้นคือความเป็นเจ้าของกิจการหรือ "มูลค่า" ของบริษัท นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขากล่าวประโยคที่ชัดเจนและแจ่มแจ้งที่สุดในความเป็น VI

"Price is what you pay. Value is what you get."

การขาดทุนในความหมายของบัฟเฟตต์จึงเป็นการเสื่อมมูลค่า หรือพูดง่ายๆ ก็คือบริษัทเลวลง เขาไม่ได้มองว่าการที่ราคาหุ้นลดลงเป็นการขาดทุนเหมือนอย่างคนทั่วไป ที่จริงแล้วเขาให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นน้อยมากและถึงกับกล่าวไว้ว่า "ใครทนเห็นหุ้นที่ตัวเองถืออยู่มีราคาลดลง 50% ไม่ได้ก็ไม่ควรซื้อหุ้น"

กลับมาที่ความหมายแบบ "บ้านๆ" การขาดทุนที่วัดกันด้วยราคาหุ้นจึงเป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมใจเอาไว้ ไม่ว่าหุ้นที่ถืออยู่นั้นจะเทพขนาดไหนก็ตามที นักลงทุนที่มีประสบการณ์ย่อมทราบดีว่าตลาดสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทาง ทางหนึ่งอาจจะวิ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ส่วนอีกทางหนึ่งอาจจะดิ่งลงอย่างบ้าคลั่งเช่นเดียวกัน ถ้าบ้ามากหุ้นก็จะ over- หรือ undervalue และเป็นโอกาสให้เข้าซื้อขาย ส่วนถ้าบ้าน้อยก็เป็นแค่ความผันผวนเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งผมไม่ใส่ใจ เมื่อเราซื้อหุ้นตามแนว VI อย่างแท้จริง โอกาสที่ซื้อแล้วหุ้นลงมีไม่มาก หรือต่อให้ลงมันก็ยังกลับมาได้ในระยะยาว เพราะ "มูลค่า" ของธุรกิจเป็นตัวบังคับ

ดังนั้น ถ้ามีใครมาถามผมว่าพร้อมที่จะขาดทุนหรือไม่ ผมคงต้องตอบแบบเชฟเอียนครับ "ในระยะสั้น ผมพร้อมเสมอ"

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วิจารณญาณ


บทบาทการเป็น "ผู้นำ" และ "ผู้ตาม" อาจจะอยู่ที่ตำแหน่งหรือหัวโขนที่สังคมมอบหมายให้ แต่การเป็น "ผู้นำที่ดี" กลับอยู่ที่คุณสมบัติหนึ่งของตัวเราเอง และสิ่งนั้นก็คือ วิจารณญาณ

ในสถานการณ์คับขันและต้องการการตัดสินใจที่เฉียบคม ผู้นำที่ดีจะไม่มีความลังเลสงสัยใดๆ สมองของเขาเอาข้อมูลทั้งหมดมาวางแผ่พร้อมไปกับใคร่ครวญอย่างระมัดระวัง เมื่อคิดดีแล้วจึงตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ทั้งหมดนี้อาจกินเวลาเพียง 2-3 วินาที หรือน้อยกว่านั้น ในทางตรงข้าม ผู้นำที่แย่จะคิดย้อนไปมาว่าควรทำอะไรดี ครั้นพอตกลงใจได้แล้วก็กลับฉุกคิดและตัดสินใจอีกรอบ จะมาสรุปได้ก็ตอนที่จะหมดเวลานั่นเอง

เรื่องแปลกก็คือ ส่วนมากแล้วผู้นำที่ "คิดน้อยและคิดเร็ว" มักจะแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง ส่วนผู้นำที่ "คิดมากและคิดช้า" มักแก้ไขปัญหาได้ไม่ค่อยดี

โดยทั่วไปวิจารณญาณจะทำให้เกิดการตัดสินใจที่เฉียบคมและถูกต้อง ผู้นำที่มีวิจารณญาณดีจึงไม่ต้องคิดนู่นนี่มากมาย เพียงแต่ตัดสิ่งที่ไร้สาระออกและใช้ปัญญาขบคิดก็สามารถหาทางออกได้แล้ว วิจารณญาณเป็นสิ่งจำเป็นต่อผู้ที่เป็นหัวหน้างานในระดับต่างๆ และผมก็เห็นว่ามันจำเป็นต่อการลงทุนไม่แพ้กัน


สูตรสำเร็จไม่มีจริง

ในสมัยเรียนเราอาจเคยทำข้อสอบเก่าด้วยความหวังว่าบางทีข้อสอบจะออกซ้ำกับแนวข้อสอบเก่าๆ บ้าง บางคนพอเจอแนวข้อสอบเก่าโผล่มาก็ทำได้เกือบเต็มเพราะว่าซ้อมมาดี แต่พอเจอแนวข้อสอบใหม่กลับพลิกแพลงไม่เป็นและตกม้าตาย

ในชีวิตจริงนอกห้องเรียน (รวมทั้งในตลาดหุ้น)เราไม่ได้วนเวียนเจอกับโจทย์เดิมๆ เสมอไป ประวัติศาสตร์อาจมีซ้ำรอยเดิมบ้าง แต่ส่วนมากเราจะเจอกับเรื่องใหม่ๆ เสียมากกว่า นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อเวลาเปลี่ยนไป สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป อย่างที่คุณตัน ภาสกรนที เคยบอกไว้ว่า "สูตรสำเร็จไม่มีจริง" สิ่งที่คนอื่นทำแล้วประสบความสำเร็จ เราอาจจะทำตามได้แต่ลงท้ายผลลัพธ์ก็ไม่เหมือนกัน

สูตรสำเร็จในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำสมัยหนุ่มๆ อาจไม่เวิร์กแล้วในสถานการณ์ปัจจุบันก็เป็นได้ บางคนถึงกับปรามาสว่าที่บัฟเฟตต์รวยได้ก็เพราะว่าหุ้นถูกๆ ในสมัยนั้นหาง่าย ไม่เหมือนกับปัจจุบัน อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าถ้าหนุ่มน้อยบัฟเฟตต์มาเกิดในยุคนี้ เขาก็ย่อมรู้จักปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับยุคสมัย และสร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นเศรษฐีได้อยู่ดี ...นี่แหละครับที่ผมเรียกว่า "วิจารณญาณ" ซึ่งจะทำให้เราเรียนรู้ เสริมสร้างประสบการณ์ และเอาตัวรอดได้เสมอ

เถียงครู

ในสังคมไทยการเถียงครูเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ ทั้งจากคุณครูซึ่งมักจะมองเด็กที่เถียงครูว่าเป็นพวกก้าวร้าว ไม่มีสัมมาคารวะ ส่วนเพื่อนร่วมชั้นก็จะมองว่าไอ้คนนี้มันแปลก(แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเถียงด้วยเหมือนกัน) อย่างไรก็ตาม เราต้องแยกแยะระหว่างการเถียงในแบบข้างๆ คูๆ กับการเถียงแบบสร้างสรรค์ให้ออก ที่จริงแล้วการโต้แย้งครูอย่างมีเหตุผลก็ช่วยพัฒนาความคิดความอ่าน รวมทั้งวิจารณญาณของเราได้เป็นอย่างดี

สำหรับวิถีของนักลงทุน การโต้แย้งนักลงทุนชั้นเซียน "คนโปรด" ซึ่งเราถือเสมือนเป็นครูนั้น จัดได้ว่าเป็นความท้าทายอันยิ่งใหญ่ เพราะเท่ากับว่าเรากำลังก้าวข้ามจากบทบาทของการเป็นผู้ตามไปสู่บทบาทของผู้สร้างสรรค์หรือผู้นำ ผมเองมีเซียนวีไอท่านหนึ่งเป็นต้นแบบ เริ่มแรกก็ศึกษากลยุทธ์ของท่านและพยายามทำตาม แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็พบว่าแนวคิดบางอย่างของท่านไม่สอดคล้องกับนิสัยและความชอบของเรา

ตัวอย่างเช่น วีไอท่านนั้นชอบถือหุ้นเกือบ 100% ของพอร์ตอยู่เสมอ แต่เมื่อเราทำตามก็พบข้อเสียว่า พอถึงเวลาหุ้นตกทั้งตลาดเรากลับไม่มีเงินสดมาซื้อหุ้นเพิ่มในจังหวะที่ดีที่สุด อย่างดีเราได้แค่ขายหุ้นบางตัวในพอร์ตของเรามาซื้อตัวใหม่ ซึ่งผมรู้สึกว่าไม่ค่อยชอบสถานการณ์ดังกล่าวนัก จึงเริ่มคิดค้นและฉีกแนวออกมาอย่างระมัดระวังจนกลายเป็นแนวทางการลงทุนปัจจุบันในที่สุด

เราไม่อาจสร้างสรรค์แนวทางการลงทุนของตัวเองได้เลยหากปราศจากวิจารณญาณที่ดี และวิจารณญาณที่ดีก็ต้องมาจากความรู้และประสบการณ์ นั่นหมายความว่าระหว่างที่เราอ่านหนังสือ ลงทุน เลียนแบบ คัทลอส ฯลฯ เราไม่เพียงแต่ทำมันไปเฉยๆ แต่ต้องเก็บเอามันมาเป็นบทเรียนและรู้จักต่อยอดด้วยเสมอ เมื่อสั่งสมไว้มากพอ มันจะกลายเป็นวิจารณญาณของเรา และทำให้เราสามารถ "คิดน้อยและคิดเร็ว" แต่ได้ผลลัพธ์ออกมาดี

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

ส่องตัวตนของคุณผ่าน 3 คำถาม


ผมเคยเห็นแบบสอบถามที่วัดบุคลิกของนักลงทุน แต่เขาถามกันเป็นสิบข้อแล้วก็ยืดยาวมากมาย ผมจึงมาคิดว่ามีทางมั๊ยที่เราจะถามสั้นตอบสั้น แต่ "โดน" เต็มๆ แบบไม่ต้องเยิ่นเย้อ... ที่สุดแล้วจึงออกมาเป็น 3 คำถามสั้นๆ ดังแผนภาพ

วิธีใช้ไม่ยากอะไรเลย เริ่มต้นจากคำถามแรก จากนั้นก็ไล่เรียงไปว่าคุณตอบอะไร คำตอบของคุณจะเป็นตัวกำหนดว่าคำถามต่อไปคืออะไร สำคัญตรงที่ว่าให้ "ตอบตามความเป็นจริง" เท่านั้นเอง คำถามไหนที่อาจกำกวมผมจะมีหมายเหตุแปะไว้ด้านล่างครับ

ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มได้เลย


อย่างที่เห็นนะครับ เราจะได้บทสรุปภายในคำถามไม่เกิน 3 ข้อ เมื่อได้คำตอบแล้วว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภท A, B, C, D, E หรือ F ...แล้วนักลงทุนแต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไรกันบ้าง

ข้อ A - professional trader

คุณมีลักษณะของนักเทรดมืออาชีพ แม้คุณจะไม่ได้มองหุ้นในแบบเจ้าของกิจการและไม่ได้สนใจว่าบริษัททำมาหากินอะไร แต่คุณรู้ว่าจะทำอย่างไรกับราคาหุ้นที่เคลื่อนไหว ความรู้ที่ว่าไม่ได้โผล่ขึ้นมาเอง ทว่าเป็นผลพวงมาจากความมานะและอดทนที่จะอ่านตำรับตำรา และที่สำคัญคุณอ่านแล้วเอามาใช้ด้วย มีคนไม่มากที่เทรดหุ้น "ตามระบบ" อย่างต่อเนื่องและมีวินัย ยินดีด้วยครับ ความสำเร็จรอคุณอยู่

ข้อ B - educated mao

แม้สมญานาม "เม่าผู้มีความรู้" จะยังไม่ใช่ความฝันอันสูงสุดของแมงเม่าทั้งหลาย แต่อย่างน้อยคุณก็โผล่พ้นความเป็นเม่าสามัญมาแล้ว คุณมองออกว่าการอ่านเพียงแค่หนังสือพ็อกเกตบุ๊กดาษๆ เกี่ยวกับหุ้นไม่เพียงพอที่จะทำให้คุณสร้าง "แก่นสาร" ที่จะทำกำไรอย่างมั่นคงได้ คุณจึงศึกษาวิธีการเทรดหุ้นต่างๆ นานา ขาดอยู่เพียงการค้นพบระบบการเทรดที่ใช้ได้และเหมาะกับตัวเอง รวมทั้งทำตามมันไปด้วยความมุ่งมั่นเท่านั้น

ข้อ C - ordinary mao

อย่าวิตกกังวลไป เพราะเม่าสามัญเป็นสถานะของคนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น คุณอาจเคยได้กำไรก้อนโต เคยติดดอย เทรดหุ้นตามข่าว ตกรถ หรือแม้แต่หันหลังให้กับตลาดมาแล้ว แต่น้อยครั้งมากที่คุณจะระบุได้ชัดๆ ว่าทำไมคราวนั้นถึงกำไร ทำไมคราวนี้ถึงขาดทุน แล้วในระยะยาวเราจะเป็นอย่างไร ฯลฯ บางทีคุณอาจต้องการความรู้ที่สูงขึ้น ประสบการณ์ที่มากขึ้น และจิตวิทยาการลงทุนที่เข้มข้นขึ้น แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น คุณต้องศึกษาให้มากขึ้น และ shortcut ที่เร็วที่สุดก็คือ ไปอ่านงานเขียนของคนเก่งๆ ที่เป็นไอด้อลของคุณไง

ข้อ D - confused mao

เม่าที่สับสนตัวเอง เกิดจากคนที่อยากลงทุนในหุ้นตามแบบเจ้าของกิจการหรืออาจจะอยากเป็น VI (value investor) แต่แล้วเกิดขี้เกียจขึ้นมาหรือตื่นตาตื่นใจไปกับแสงสีในตลาดหุ้นอย่างไรไม่ทราบ จึงละทิ้งความสนใจจากตัวกิจการไปเสียดื้อๆ ที่บอกอย่างนี้ก็เพราะว่าการอ่านรายงานประจำปีนั้นจัดว่าเป็น "ภาคบังคับ" ของ VI ทุกคน ในเมื่อบริษัทเป็นคนเขียนเอง บทวิเคราะห์ไหนๆ ก็ไม่มีทางสู้ได้ นักลงทุนแนวนี้เข้าทำนอง ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา บางทีอาจต้องลองทบทวนดูว่าจะไปต่อในแนว VI หรือจะเบนเข็มไปเป็นนักเทรดหุ้น

ข้อ E - failed VI

อย่างน้อยการอ่านรายงานประจำปี (รวมถึงงบการเงิน และหมายเหตุประกอบงบด้วยนะครับ) ก็บ่งบอกได้ว่าคุณมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นมาเป็น VI เต็มตัว อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้ว VI ที่ลงทุนมานาน 3-5 ปีขึ้นไปควรจะมีพอร์ตเขียวขจี และเหตุที่เขียวก็เพราะว่า VI ตัวจริงจะ "เตะ" หุ้นตัวที่วิเคราะห์ผิดพลาดออกไปแล้วถือหุ้นชั้นเยี่ยมเอาไว้ ส่วนที่ถือไว้หลายปีแล้วยังพอร์ตแดงเถือกนั้นโดยมากเป็นกรณีติดดอยเสียมากกว่า ซึ่งการถือหุ้นติดดอยเป็นเบือก็คงบอกได้เลาๆ ว่าตอนเข้าซื้อนั้นวิเคราะห์ไม่แม่นจึงมี margin of safety น้อย แบบนี้ต้องรีบปรับปรุงครับ เสียดายความมุ่งมั่นที่มี

ข้อ F - successful VI

คุณสมบัติของคุณคู่ควรกับการเป็น VI ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าพอร์ตคุณจะใหญ่หรือเล็ก แต่การมาถูกทางจะช่วยให้คุณมั่งคั่งขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง คุณมีจิตวิญญาณของการเป็นเจ้าของกิจการ มีความมุ่งมั่น และยังลงทุนลงแรงอย่างคุ้มค่า ผลงานในระยะยาวของคุณเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดี ขอเพียงทำต่อไปเรื่อยๆ และอย่าก้าวข้ามขอบข่ายแห่งความชำนาญ (circle of competence) ของคุณออกมาก็แล้วกัน