วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

เครื่องบินเจ้าปัญหา

 


สายการบินแห่งหนึ่งมีเครื่องบินที่แทบไม่ได้ใช้งานอยู่ และที่ไม่ได้ใช้งานนั้นก็ไม่ใช่อะไร แต่เป็นเพราะว่ามันไม่คุ้ม เนื่องจากเป็นรุ่นที่ใช้สำหรับบินพิสัยไกลพิเศษและกินน้ำมันมาก ทุกวันนี้จึงได้แต่จอดไว้เฉยๆ

ฝ่ายบริหารพยายามขายเครื่องบินพวกนี้ออกไป แต่ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจนัก ยกเว้นผู้ซื้อรายหนึ่งที่เสนอซื้อมาในราคาที่ต่ำมาก ทำให้ฝ่ายบริหารรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เพราะถ้าตัดสินใจขาย บริษัทก็จะต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการขายเครื่องบินเหล่านี้ในทันที ในทางกลับกัน หากบริษัทไม่ขายเครื่องบินออกไป พวกเขาก็จะต้องทยอยบันทึกการด้อยค่าลงไปในบัญชี และยังต้องเสียค่าซ่อมบำรุงอีกเป็นระยะ

คำถามคือ ถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร?


มันแค่เรื่องทางบัญชี...


เพื่อความเป็นธรรมกับฝ่ายบริหาร ผมคงไม่วิพากษ์วิจารณ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เพียงแต่จะนำเสนอแนวคิดในการตัดสินใจต่อจากจุดนี้ และเชื่อมโยงไปถึงแนวคิดในการลงทุนหุ้นเท่านั้น

ตามมุมมองของผม เครื่องบินเหล่านี้ถือเป็น "สินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้" ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะถึงมีอยู่บริษัทก็ไม่ได้ใช้งาน แถมยังต้องมานั่งดูแลรักษาและซ่อมบำรุงอีก ถ้ามองในมุมของ "พ่อรวย" เครื่องบินพวกนี้ถือเป็น หนี้สิน เสียด้วยซ้ำ เพราะนอกจากมันจะไม่สร้างรายได้แล้ว มันยังทำให้บริษัทเสียเงินอีกต่างหาก

เราคงอ่านได้ไม่ยากว่า การครอบครองเครื่องบินพวกนี้ที่แท้เป็นการ "ทำลายมูลค่า" ของบริษัท และการขายพวกมันออกไปก็จะเป็นการหยุดยั้งการทำลายมูลค่านั้น

เหตุผลสำคัญที่ฝ่ายบริหารไม่อยากขายพวกมันออกไปในตอนนี้ก็คือ การทำอย่างนั้นจะทำให้บริษัทต้องบันทึกรายการขายลงไปในบัญชี และรับรู้ผลขาดทุนก้อนโตในทันทีด้วยเช่นกัน เพราะราคาขายอยู่ต่ำกว่าราคาทางบัญชีมาก ซึ่งแน่นอนว่ามันจะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ยิ่งดูแย่ลงไปอีก แต่ข้อดีอยู่ที่บริษัทจะไม่ต้องรับภาระค่าซ่อมบำรุงพวกมันอีกต่อไป

ในทางตรงข้าม หากบริษัทเก็บเครื่องบินพวกนี้ไว้ บริษัทก็เพียงแต่บันทึกการด้อยค่าของพวกมันไปเรื่อยๆ เหมือนกับการทยอยขาดทุน และก็อาจต้องบันทึกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเรื่อยไป ซึ่งก็เหมือนกับการเจ็บน้อยๆ แต่เจ็บเรื้อรัง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ว่ามานี้เป็นแค่ผลในทางบัญชี เพราะอย่างที่เราทราบกันแล้วว่า การขายเครื่องบินออกไปจะเป็นการหยุดยั้งการทำลายมูลค่าของบริษัท ซึ่งหากตัดเรื่องทางบัญชีออกไปแล้ว ฝ่ายบริหารก็คงตัดสินใจได้ไม่ยาก ตอนนี้จึงเหลืออยู่ที่ว่าพวกเขาจะอยากแค่ "ดูดีทางบัญชี" หรือเปล่า?


สำหรับการลงทุนหุ้น?


นักลงทุนจำนวนไม่น้อยติดกับดักทางบัญชีในลักษณะเดียวกันนี้ พวกเขาไม่กล้าขายหุ้นที่ไม่เอาไหน ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าหุ้นพวกนี้เป็นตัวทำลายมูลค่าในพอร์ตของเขา แต่การ "ขายขาดทุน" และรับรู้ผลทางบัญชีในทันที ก็เป็นเรื่องที่เจ็บปวดเกินไป

ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงตัดสินใจเก็บหุ้นเน่าๆ พวกนั้นเอาไว้ก่อน จากนั้นก็นั่งดูมันด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ ดีกว่าที่จะตัดใจขายทั้งที่ยังเห็นเป็น "ตัวแดง" (ขาดทุน) อยู่ในพอร์ต

"หุ้นเน่า" ในพอร์ตของเราไม่ได้แตกต่างอะไรกับเครื่องบินที่คอยเผาเงินของบริษัททิ้งไปเรื่อยๆ ถึงตรงนี้หลายคนอาจเริ่มรู้สึกแล้วว่า พอเราได้ยินเคสของบริษัทสายการบิน เราคิดได้ทันทีว่า "เขา" ควรทำอย่างไร อะไรดี อะไรแย่ อะไรคือหลอกตัวเอง... แต่พอเป็นเคสของตัวเองกลับอึกอัก ทั้งที่จริงแล้ว แนวคิดมันก็ไม่ได้แตกต่างกัน

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า ควรทำอะไร แต่อยู่ที่ กล้าทำหรือไม่ ต่างหาก


ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น


หากย้อนเวลากลับไปได้ และฝ่ายบริหารรู้ว่าเรื่องราวจะออกมาเป็นอย่างนี้ ผมเชื่อว่าพวกเขาคงตัดสินใจไม่ซื้อเครื่องบินพวกนี้มาตั้งแต่ต้น อันที่จริงถ้ามีใครสักคนลองดึงเอกสารที่ศึกษาโครงการนี้เมื่อหลายปีก่อนออกมาตีแผ่ก็คงจะดี จะได้เห็นกันว่าพวกเขามองข้ามความผิดพลาดของเครื่องบินรุ่นนี้และซื้อมันมาได้ยังไง

การเรียนรู้จากความผิดพลาดถือเป็นเรื่องดี น่าเสียดายว่าคนส่วนมาก "อาย" เกินกว่าจะยอมรับและเรียนรู้จากมัน

หากเมื่อไหร่ที่หุ้นชั้นดีของเราแปลงร่างกลายเป็น "หุ้นเน่า" ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง "ผ้าขนหนูสีตก" นั่นก็ถือเป็นบทเรียนชั้นดี และเป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมที่เราจะได้เรียนรู้ แต่ข้อสำคัญก็คือ เราจะต้องจดบันทึกเอาไว้เสมอว่าซื้อหุ้นตัวนั้นตัวนี้มาเพราะอะไร

เพราะบางทีซื้อมาแล้ว นานๆ ไปเราเองก็ลืมเหมือนกันว่าคาดหวังอะไรจากหุ้นตัวนี้บ้าง พอไม่จดก็เลยไม่ได้เรียนรู้ แล้วก็ทำผิดซ้ำๆ อยู่นั่นเอง


หมายเหตุ ภาพประกอบจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 17 ก.ย. 56

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

หลักสูตรลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้

 

คอร์ส 1: แม่นงบการเงิน

  • ทำความเข้าใจธุรกิจผ่านงบการเงิน
  • มองหาตัวเลขที่สำคัญ
  • ตีความอัตราส่วนทางการเงิน
เน้นความเข้าใจ เรียนจบ อ่านงบเป็น
จัดวันเสาร์ที่ 26 ต.ค. 56 เวลา 9.00-17.00 น. (เปิดลงทะเบียน 8.30 น.)
ณ โรงแรม Grand Mercure Bangkok Fortune (ติด MRT พระราม 9) ชั้น 3 ห้อง Fortune

 

 

คอร์ส 2: ประเมินมูลค่าหุ้น

  • มูลค่าหุ้นและ Margin of Safety
  • วิธีอัตราส่วน เช่น P/E, PEG
  • วิธีคิดลดกระแสเงินสด เช่น DCF, DDM
เข้าใจง่าย เรียนจบ ประเมินหุ้นเป็น  เลือกหุ้นลงทุนได้
จัดวันเสาร์ที่ 9 พ.ย. 56 เวลา 9.00-17.00 น. (เปิดลงทะเบียน 8.30 น.)
ณ โรงแรม Grand Mercure Bangkok Fortune (ติด MRT พระราม 9) ชั้น 3 ห้อง Fortune


ทั้งสองหลักสูตร สอนโดยทีมวิทยากรคุณภาพของ Club VI ซึ่งประกอบด้วย ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA), ที่ปรึกษาทางการเงิน, ผู้จัดการกองทุน, financial engineer และผู้เขียนหนังสือ “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้ 1 และ 2″

จำนวนผู้เข้าอบรมไม่เกิน “70 ท่าน” ซึ่งเป็นจำนวนที่กำลังพอดี สำหรับการดูแลอย่างทั่วถึง

ในส่วนของค่าใช้จ่ายและรายละเอียดการรับสมัคร สามารถติดตามได้ที่ http://www.clubvi.com/2013/09/12/courseintro/

หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาให้มีเนื้อหากำลังดี เน้นตัวอย่างและการนำไปใช้งาน ไม่ใช่มีแต่หลักการ หรือยิบย่อย สอนไปหมดเสียทุกอย่าง เพราะฉะนั้นผมจึงเชื่อว่า มันจะช่วย "ย่นระยะ" ให้คนรัก VI สามารถเดินตรงไปสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้น

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ปัญหาของ VI


เมื่อจั่วหัวถึง "ปัญหาของ VI" หลายๆ คนอาจนึกไปถึงปัญหาที่เกิดจากการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เช่น ต้นทุนของเงินจม ความอดทน หรือความแม่นยำในการประเมินมูลค่าหุ้น เป็นต้น ... แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว "แวดวง VI" เองก็ยังมีปัญหาสุมอยู่นับจากอดีตถึงปัจจุบัน ทั้งยังมีทีท่าว่าจะต่อเนื่องไปในอนาคต


ช่วงเริ่มต้นของเมืองไทย


หากมองแค่เพียงผิวเผิน เราอาจเข้าใจว่าแวดวง VI ของเมืองไทยกำลังพัฒนาไปได้ด้วยดี นับจากช่วงวิกฤติปี 2540 ที่การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investment) ได้เริ่มเป็นที่รู้จักในประเทศไทย โดยมีอาจารย์นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เป็นผู้บุกเบิกรุ่นแรกๆ และเขียนหนังสือ "ตีแตก" ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้การลงทุนในแนวทางนี้

ปัญหาของ VI ในยุคแรกเป็นเรื่องของการยอมรับนับถือจากแวดวงการลงทุนโดยทั่วไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณลักษณะของการลงทุนแบบ VI เอง ที่จำเป็นต้องพิสูจน์ผลงานผ่านกาลเวลา ในเวลานั้นการลงทุนแบบเน้นคุณค่าซึ่งยังเป็นของใหม่ของประเทศไทย จึงเปรียบเหมือนกับนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดี ที่ยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน

อุปสรรคอีกส่วนหนึ่งมาจากแวดวงการเงินในระดับโลก ดังที่เราทราบกันว่า นักการเงินที่ได้รับรางวัลยกย่องมักมีผลงานในทางวิชาการ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นแนวคิดที่สืบเนื่องมาจากสมมติฐานตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient Market Hypothesis) หรือต่อยอดออกไปจากนั้น ไม่ว่าจะเป็น Harry Markowitz, William Sharpe, Robert Merton, Myron Scholes ฯลฯ สวนทางกับกูรูด้าน VI ซึ่งเท่าที่ผมรู้ ไม่ยักมีใครได้รับรางวัลโนเบล

อย่างไรก็ตาม การลงทุนแบบ VI ในเมืองไทยก็ได้รับการยอมรับนับถือมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มปรากฏผลงานของคนที่ลงทุนในแนวทางนี้อย่างจริงจัง จนสามารถสร้างฐานะร่ำรวยขึ้นได้ ทั้งๆ ที่เริ่มต้นเท่ากับคนธรรมดาสามัญ ทำให้นักเล่นหุ้นจำนวนไม่น้อยหันมาสนใจ VI กันมากขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นหนทางสู่ความร่ำรวยในแบบที่คนธรรมดาทั่วไปสามารถเอื้อมถึง


VI ทมิฬ


น่าเสียดายที่ความสนใจดังว่ากลับกลายเป็นดาบสองคม เพราะนักลงทุนใจร้อนหลายคนเลือกที่จะไปทางลัด ด้วยการขอเกาะขบวนกลุ่มคนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็น "เซียนวีไอ" และนั่นก็เป็นที่มาของคำครหาเรื่อง "VI ทมิฬ"

หากจะเล่าให้ฟังอย่างรวบรัด ก็ว่ากันว่า VI ทมิฬ คือ กลุ่มนักลงทุนที่ (พยายาม) เปิดเผยตัวว่าเป็น VI ชั้นเซียน จากนั้นก็ปล่อยข่าวให้คนไล่ซื้อหรือขายหุ้นตามที่ตนเองต้องการ ซึ่งมันก็คือการปั่นหุ้นดีๆ นี่เอง แน่นอนว่าคนกลุ่มนี้สามารถรวยขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่เพราะฝีมือในเชิง VI ทว่านั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ในเมื่อพวกเขารวยและเป็นที่นับถือ จะพูดอะไรออกทีวี คนก็เชื่อทั้งนั้น

สิ่งนี้เป็นวงจรแห่งความชั่วร้าย เพราะยิ่งคนกลุ่มนี้รวยขึ้น พวกเขาก็ยิ่งมีพื้นที่ข่าวให้กับตัวเองมากขึ้น และทำให้ผู้คนหันมาสนใจกันมากขึ้น แผนการของพวกเขาก็เลยยิ่งสำเร็จง่ายขึ้นไปอีก และพวกเขาก็ยิ่งรวยขึ้น ... วนเวียนกันไปจนกว่าจะมีคนจับได้ไล่ทัน หรือจนกว่าเหยื่อของพวกเขาจะไส้แห้ง ไม่เหลือความน่าสนใจให้หลอกอีกต่อไป

กรณี VI ทมิฬ เป็นสิ่งที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของแวดวง VI อย่างร้ายแรง ทั้งที่จริงแล้วมันไม่สมควรที่จะเกิดขึ้นได้เลย หากนักลงทุนใช้วิจารณญาณและศึกษาแนวทางการลงทุนแบบ VI อย่างจริงจัง ไม่หวังรวยทางลัด ไม่ซื้อหุ้นตามเซเลบ

และภูมิต้านทาน VI ทมิฬ ที่ได้ผลดีที่สุดก็คือ การศึกษาวิถีของ VI อย่างถ่องแท้


ปัญหาในปัจจุบัน


ปัจจุบันผู้คนหันมาศึกษาแนวทางการลงทุนแบบ VI กันอย่างกระตือรือร้น มองทางหนึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ปัญหา VI ทมิฬลดน้อยลง แม้ว่ามันจะยังไม่มีทางหมดไป ตราบเท่าที่ยังมี "มือใหม่จอมโลภ" และ "มือเก่าจอมลวง" อยู่คู่กันบนโลกใบนี้

แต่หากเรามองอีกทางหนึ่ง การที่คนหันมาหาแนวทาง VI กันมากๆ ก็เป็นช่องทางให้เหลือบไรพันธุ์ใหม่ปรากฏตัวออกมา ไม่ว่าจะเป็นการ "แอบอ้าง" เป็นกูรูด้าน VI แล้วเขียนพ็อกเกตบุ๊กห่วยๆ ออกมา เพื่อฟันเงินจากนักลงทุนมือใหม่ที่หวังจะเป็น VI หรือออกรายการทีวีเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นก็จัดอบรมสัมมนา หาเงินเข้ากระเป๋า

ความจริงแล้วการหาเงินเข้ากระเป๋าไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากว่าพวกเขาเก่งจริง และตั้งใจเผยแพร่ความรู้โดยสุจริต ซึ่งในท้องตลาดก็มีคนกลุ่มนี้อยู่เช่นเดียวกัน แล้วมันก็เป็นแค่หนทางหนึ่งในการ "ทำมาหากิน" ที่ไม่มีใครจะว่ากันได้ แต่ปัญหามันไปเกิดตรงที่ว่า หลายคนไม่ได้มีความรู้เรื่อง VI เลย เวลาเขียนก็เขียนมั่ว เวลาสอนก็สอนผิด และผมก็มองว่าการกระทำเช่นนี้บาปกรรมมาก

บาปประการแรก พวกเขาขายสิ่งที่พวกเขาไม่มี นั่นคือความรู้ในเชิง VI ถือเป็นการฉ้อโกง

บาปประการที่สอง พวกเขาให้ความรู้ผิดๆ ทำให้ผู้เรียนเอาไปใช้แล้วขาดทุน ต้องสูญเสียเงินเก็บที่สู้อุตส่าห์หามาด้วยความยากลำบาก

บาปประการที่สาม พวกเขาทำให้ผู้คนสับสน ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว VI เป็นอย่างไร นับเป็นการตัดโอกาสของคนที่จะเดินถูกทางและสร้างอนาคต

บาปประการสุดท้าย พวกเขาทำให้แวดวง VI หมองมัว ผู้คนเริ่มกลับมาสงสัยว่าแนวทาง VI ใช้ได้ผลจริงหรือไม่ ย้อนกลับไปสู่ยุคมืดของ VI อีกครั้งหนึ่ง


งั้นทำอย่างไรดี?


คำตอบของวันนี้มักนำไปสู่คำถามของวันต่อไป ปัญหาของแวดวง VI ยังคงเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่ผมก็มีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ยิ่งคนมีความเข้าใจแก่นแท้ของมันมากขึ้นเท่าไหร่ ความรุนแรงของปัญหาและโอกาสที่จะเกิดขึ้นก็ยิ่งลดน้อยลง

ย้อนกลับมาที่ปัญหาเฉพาะหน้า การหยุดยั้งการเผยแพร่แนวทาง VI แบบปลอมๆ แม้จะเป็นบทบาทโดยตรงของสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) แต่ผมก็คิดว่าการหวังน้ำพักน้ำแรงจากสมาคมฯ แต่เพียงฝ่ายเดียวดูจะเป็นการนิ่งเฉยมากเกินไปหน่อย เหมือนกับการเห็นโจรมือเปล่าวิ่งผ่านฝูงชนแล้วไม่มีใครช่วยกันจับ กลับบอกว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจ อย่างนี้สังคมก็คงอยู่ยาก

ทางออกก็คือ เราต้องช่วยกัน "ซื้อปลาดี" และ "ปฏิเสธปลาเน่า"

ซื้อปลาดี หมายถึง ช่วยกันสนับสนุนและเผยแพร่แนวคิดแบบ VI ที่เป็นเนื้อแท้ ใช้ "ปากต่อปาก" ให้เป็นประโยชน์ เมื่อเห็นแนวคิดไหนดีๆ และเป็น VI อย่างแท้จริงก็ช่วยกันเผยแพร่ และแสดงความคิดเห็นด้วยความสุภาพ เหมือนกับการซื้อปลาที่สดและมีคุณภาพจากพ่อค้าที่มีคุณธรรม

ปฏิเสธปลาเน่า หมายถึง ไม่ให้การสนับสนุนนักเขียนหรือสำนักพิมพ์ที่แอบอ้างความเป็น VI และเผยแพร่ความรู้ผิดๆ บ่อยครั้งที่มีคนพยายามใช้หนังสือสร้างชื่อเสียง เพื่อเป็นสปริงบอร์ดไปสู่การจัดสัมมนา ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นการ "ย้อมแมวขาย"

ในฐานะผู้บริโภค ก่อนซื้อหนังสือลงทุนแนว VI เราควรดูว่าเนื้อหาดีไหม หากไม่ได้เรื่องก็อย่าซื้อตั้งแต่ต้น คนจำนวนมากมักปล่อยปละละเลย คิดว่าซื้อๆ มาก่อน จนมาอ่านทีหลังถึงค่อยพบว่าเนื้อหาแย่ แต่อย่างนั้นมันไม่ทันการณ์ เพราะเงินไหลเข้ากระเป๋านักเขียนและสำนักพิมพ์ไร้คุณภาพไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนผู้อ่านก็เสียเงิน แถมได้ความรู้ผิดๆ เหมือนการซื้อปลาเน่าที่กินไม่ได้ และถ้าฝืนกินก็มีแต่จะล้มป่วย

การตัดท่อน้ำเลี้ยงนักเขียนและสำนักพิมพ์ไร้คุณภาพ จะส่งผลให้พวกเขา "หากิน" ได้ลำบากขึ้น และอาจหันเหไปทางอื่นแทน ตามหลักเศรษฐศาสตร์ demand ที่เหลือก็มีแนวโน้มจะไหลไปหาหนังสือดีๆ มากขึ้น ผลต่อเนื่องก็คือ ยอดขายที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เกิด economy of scale ราคาขายต่อเล่มสามารถลดลงได้ และนักเขียนก็มีทุนทรัพย์ในการผลิตผลงานใหม่ๆ ที่เป็นน้ำดี ซึ่งก็น่าจะเป็นผลดีในระยะยาว

และนั่นก็น่าจะทำให้แวดวง VI สามารถเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

"ค่าเบต้า" นอกตำรา


คนที่เรียนมาทางด้านการเงินน่าจะคุ้นเคยกันดีกับ "ค่าเบต้า" (beta) ซึ่งว่ากันง่ายๆ ก็คือ ค่าทางสถิติที่บ่งบอกว่าราคาของหุ้นตัวหนึ่งๆ มีการเคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดหุ้นโดยรวมอย่างไร

สิ่งที่แปลกประหลาดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ ค่า beta ถูกมองด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงจากฝั่ง "มืออาชีพด้านการลงทุน" เช่น บรรดาผู้จัดการกองทุน และนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทั้งหลาย กับอีกฝั่งหนึ่งที่เป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI ซึ่งหลายคนก็ "ลงทุนเป็นอาชีพ" และหาเลี้ยงชีพด้วยการลงทุน


Beta ที่มีคุณค่า


คนที่เรียนด้านการเงินมาอย่างมีแบบแผนได้รับการสั่งสอนมาว่า ค่า beta เป็น "ตัวแทน" ของความเสี่ยง และหุ้นที่มีค่า beta สูง เป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงมากกว่าหุ้นที่มีค่า beta ต่ำ

ภายใต้กรอบความคิดที่ว่า "high risk, high return" การสร้างผลตอบแทนให้ได้มากๆ จำเป็นต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น มืออาชีพเหล่านี้จึงมักใช้วิธีเลือกซื้อหุ้นที่มีค่า beta สูงๆ ในภาวะที่ตลาดเป็นขาขึ้น เพราะโดยหลักการแล้ว หุ้นที่มีค่า beta สูงมักเป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงกว่าตลาด และพวกเขาก็จะเอาชนะตลาดได้

ในทางทฤษฎี หากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น 1% หุ้นที่มีค่า beta 1.5 เท่า ก็มีแนวโน้มว่าจะปรับตัวสูงขึ้น 1.5% หรือถ้าพูดให้น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น หากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น 10% หุ้นตัวนี้ก็น่าจะปรับตัวขึ้น 15% ลองคิดดูก็ได้ว่าตลาดขาขึ้นมันน่าอภิรมย์เพียงใด แต่สำหรับการซื้อหุ้นที่มีค่า beta สูงๆ คุณไม่เพียงแต่เกาะไปกับตลาดขาขึ้นเท่านั้น แต่ยังเอาชนะมันได้อีกต่างหาก แค่ฟังก็น้ำลายหกแล้ว

การซื้อหุ้นที่มีค่า beta สูงๆ จะช่วยดึงให้พอร์ตโฟลิโอของเรามีค่า beta โดยรวมสูงขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าใครเชื่อมั่นกลยุทธ์นี้ ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น เขาก็ย่อมจะถอดหุ้นที่มีค่า beta ต่ำออกไป และเปลี่ยนเอาหุ้นที่มีค่า beta สูงเข้ามาในพอร์ตแทน ซึ่งถือว่าเป็นการ "ยอมเสี่ยง" อย่างชาญฉลาดในจังหวะที่ได้เปรียบ

ในทางกลับกัน ช่วงตลาดขาลงเขาก็จะขายหุ้น beta สูง และถือหุ้น beta ต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต และถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี พอร์ตหุ้นของเขาก็จะปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาด ทำให้เขาเอาตัวรอดและชนะตลาดได้อีกครั้ง

วิธีนี้ถูกต้องแจ๋วแหววในเชิงทฤษฎีและสถิติ ซึ่งถ้ามองในมุมนี้ beta ก็เป็นอุปกรณ์ที่มีคุณค่าสำหรับการลงทุนมากเลยทีเดียว


Beta ที่ไร้ค่า


ขณะที่แวดวงการลงทุนใช้ค่า beta กันอย่างแพร่หลาย นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ Value Investor (VI) กลับไม่เห็นประโยชน์ที่จะใช้มัน

เพียงแค่ชื่อก็บอกความหมายอยู่แล้วว่า พวกเขาลงทุนแบบ "เน้นคุณค่า" หรือ "เน้นมูลค่า" ไม่ได้เน้นราคา ดังนั้น ค่า beta ซึ่งสืบรากเหง้ามาจาก ราคาหุ้น จึงไม่ได้มีความเกี่ยวพันอะไรกับ มูลค่าหุ้น ที่พวกเขามองหา การล้วงลึกลงไปคำนวณค่า beta ด้วยการหา variance และ covariance (แค่ฟังชื่อก็น่าเบื่อแล้ว) เลยทำให้ VI รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว และสรุปตรงกันว่า "ไม่รู้จะหาไปทำไม"

ตามความเห็นของผม มีเหตุผลอย่างน้อย 3 ข้อที่ทำให้การหาค่า beta กลายเป็นสิ่งงี่เง่าในสายตาของ VI ซึ่งได้แก่

1) ค่า beta คำนวณมาจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น (ซึ่งเป็นสิ่งที่ไร้สาระตามทัศนะของ VI) แถมยังเอาไปเทียบกับการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้น (ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ไร้สาระเช่นกัน) เลยไม่น่าแปลกใจที่ตัวเลขนี้จะเป็นอภิมหาแห่งความไร้สาระ

2) สมมติฐานที่ว่า "ค่า beta บ่งบอกความเสี่ยงได้" ตั้งอยู่บนสมมติฐานตลาดมีประสิทธิภาพ และความเชื่อที่ว่าราคาหุ้นจะสะท้อนทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ VI มั่นอกมั่นใจว่าไม่เป็นความจริง การลงทุนที่อาศัยประโยชน์จากค่า beta จึงเป็นการลงทุนที่ฝากความหวังไว้กับสิ่งที่ไม่มีจริง

3) หุ้นสองตัวที่มีค่า beta เท่ากันเป๊ะ อาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแง่ของคุณภาพ งบการเงิน ฝ่ายบริหาร แผนการดำเนินธุรกิจ ฯลฯ จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล หากจะบอกว่าหุ้นสองตัวนี้มีความเสี่ยงเท่ากัน เพียงเพราะราคาหุ้นที่ผ่านมาบังเอิญเคลื่อนไหวสอดคล้องกับดัชนีตลาดในระดับที่เท่ากัน

ฟังๆ ดูเหมือนว่า VI จะเป็นพวก "เหนือชั้น" และหันหลังให้กับค่า beta ... แต่ที่จริงแล้ว VI หลายคนก็ยังติดอยู่ในวังวนของค่า beta อยู่โดยไม่รู้ตัว!


โอ๊ะ! ฉันใช้มันอยู่


สิ่งหนึ่งที่เป็นไฟต์บังคับสำหรับ VI ก็คือ "การประเมินมูลค่าหุ้น" และวิธีการประเมินหุ้นที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น การคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow: DCF) ซึ่งตัวแปรสำคัญอันหนึ่ง ได้แก่ อัตราคิดลด

หลายคนที่เคยลงมือทำ DCF เพื่อหามูลค่าหุ้นคงทราบดีกว่า อัตราคิดลด หรือ discount rate มีผลต่อผลลัพธ์สุดท้ายมากมายขนาดไหน การเปลี่ยนอัตราคิดลดจาก 10% ไปเป็น 12% อาจส่งผลให้ "มูลค่าที่แท้จริง" ที่คำนวณได้บิดเบี้ยวไปถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านั้น ความสำคัญของอัตราคิดลดทำให้นักลงทุนพยายามหาสิ่งยึดเหนี่ยว และหนึ่งในวิธีที่ฮอตฮิตที่สุดก็คือ แคปเอ็ม

CAPM (Capital Asset Pricing Model) หรือที่เรามักเรียกกันว่า แคปเอ็ม เป็นโมเดลที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง risk-return และเป็นตัวที่บอกเราว่า อัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นต้องการควรเป็นเท่าไหร่ โดยตัดสินกันจากค่า beta ของหุ้นตัวนั้นๆ ยิ่งหุ้นมีค่า beta สูง ผู้ถือหุ้นก็ยิ่งต้องการอัตราผลตอบแทนสูง เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับ "ความเสี่ยง" และอัตราผลตอบแทนนี้เองที่เราเอามาใช้เป็นอัตราคิดลด

VI จำนวนมากแม้จะปฏิเสธแนวคิดเรื่องค่า beta แต่พวกเขาก็คำนวณ DCF และหาอัตราคิดลดด้วยวิธีนี้ เข้าทำนอง "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง" แถมยังไม่รู้ตัวเสียอีกด้วยแน่ะ


มองให้ไกลกว่าค่า Beta


ความผันผวนของราคาหุ้น ไม่ว่าจะคิดมาตรงๆ หรือเทียบเคียงกับดัชนีตลาด มองยังไง VI ก็ไม่เห็นว่าเป็น "ความเสี่ยง" ความจริงแล้วมันตรงกันข้ามเลย เพราะ VI มองการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นว่าเป็น "โอกาส" ถ้าหุ้นลงมากๆ ก็มองหาโอกาสซื้อ ถ้าหุ้นขึ้นแรงมากๆ ก็มองหาโอกาสขาย

ในขณะที่ความเสี่ยงในสายตาของพวกเขากลับไปอยู่ที่ มูลค่าหุ้น หรือถ้าหาตัวแสดงแทนที่พอจะจับต้องได้ง่ายหน่อยก็คือ ผลประกอบการของบริษัท ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณโจ ลูกอีสาน (คุณอนุรักษ์ บุญแสวง) บอกว่าเป็น "เจ้ามือตัวจริง"

บริษัทที่มีผลประกอบการคงเส้นคงวา มีการเติบโตที่ต่อเนื่อง และคาดการณ์ได้ง่าย แบบนี้ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ หรือในทางกลับกัน บริษัทที่มีผลประกอบการลุ่มๆ ดอนๆ โตบ้างไม่โตบ้าง มีความเปราะบางต่อสภาพเศรษฐกิจ และยากต่อการคาดเดา แบบนี้ถือว่ามีความเสี่ยงสูง ถ้ามองแบบนี้ ผมก็จะบอกว่าอัตราคิดลดของบริษัทพวกแรกสามารถที่จะต่ำกว่าบริษัทพวกหลังได้

สรุปก็คือ บริษัทที่มีผลประกอบการเติบโตดีและคงเส้นคงวา นับได้ว่ามีความเสี่ยงน้อย อัตราคิดลดก็น้อย บริษัททำนองนี้ก็ควรมีมูลค่าสูง จบแล้ว! ไม่เห็นต้องไปสนใจความผันผวนของราคาหุ้นเลย หันมาสนใจความผันผวนของผลประกอบการกันดีกว่า

ผมรู้ดีว่าการหักล้างความเชื่อ โดยเฉพาะความเชื่อที่มาจาก "ตำรา" เป็นสิ่งที่ค่อนข้างยาก แต่หลังจากที่ได้ศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบมาอย่างถ้วนถี่แล้ว ผมก็เห็นว่าแนวคิดเรื่องค่า beta และ CAPM เหมาะสมที่จะอยู่ใน textbook และได้รับรางวัลโนเบล แต่ไม่ได้อยู่ข้างกายของผมในยามที่ต้องการสร้างความมั่งคั่ง

และแน่นอนว่ามันไม่ได้อยู่ข้างกายของ VI ระดับโลกคนไหนเลยด้วย

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เซลส์แมน On the Street


เช้าวันหนึ่งขณะที่นั่งทานอาหารเช้าอยู่ในร้านฟาสต์ฟู้ด และมองดูผู้คนภายนอกที่เดินผ่านไปมาด้วยความเร่งรีบ ผมเห็นชายท่าทางคล้ายเซลส์แมนคอย "ดัก" และเสนอขายอะไรบางอย่างให้กับหนุ่มสาวออฟฟิศที่เดินผ่านมา ซึ่งถ้าไม่ใช่คอร์สฟิตเนส ก็คงเป็นคอร์สเรียนภาษา หรือไม่ก็เชิญชวนให้ทำบุญผ่านบัตรเครดิต

สิ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจก็คือ เท่าที่ผมสังเกตดู ผู้คนมักพยายาม "วิ่งหนี" เซลส์แมนที่คอยดักอยู่บนทางเท้า ฝ่ายเซลส์แมนก็มักใช้ลูกตื๊อเข้าสู้ ดูไปแล้วเหมือนสงครามที่ชิงไหวชิงพริบกัน

และนี่ก็ทำให้ผมนึกไปถึงพฤติกรรมของหลายๆ คนในตลาดหุ้นด้วย


เซลส์แมนไร้ประสบการณ์


ประสบการณ์เป็นความรู้ความชำนาญที่เกิดจากการสั่งสม ซึ่งต้องใช้เวลา แต่การใช้เวลามากๆ ก็ไม่ได้ทำให้เกิดประสบการณ์ขึ้นเสมอไป หากใช้แต่เวลาโดยปราศจากการเรียนรู้

เซลส์แมนบางคนแสดงออกถึงความไร้ประสบการณ์ ผมไม่รู้ว่าพวกเขาทำงานนี้มานานกี่ปี แต่อย่างที่ผมบอกไป เวลาไม่สำคัญเท่ากับการเรียนรู้ พวกเขาใช้ความพยายามในลักษณะ "วิ่งสู้ฟัด" คือ วิ่งเข้าหาทุกคนที่เดินผ่านมา และเดินตามตื๊อไปอีกราว 10 กว่าเมตร ก่อนที่จะถอดใจและมองหาเหยื่อรายใหม่ จากนั้นก็เดินตามตื๊อไปอีก

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขนาดผมนั่งทานอาหารเช้าอยู่แค่ครึ่งชั่วโมง ยังเห็นกระบวนการซ้ำๆ นี้ไม่รู้กี่สิบรอบ ประเมินได้คร่าวๆ ว่าใน 10 คนที่เขาวิ่งเข้าหา จะมี 7-8 คนที่ปฏิเสธอย่างแข็งขัน ไม่ว่าเขาจะเดินตามไปเสนออะไรหรือไกลแค่ไหนก็ตาม ส่วนอีก 2-3 คนที่เหลือจะเป็นพวก "ขี้เกรงใจ" ซึ่งที่จริงก็ทำท่าปฏิเสธอยู่เหมือนกัน แต่ก็มักจะยอมหยุดคุยด้วย ก่อนจะเดินจากไป

ลงท้ายแล้วคนที่ยอมเซ็นชื่อหรือให้เบอร์โทรติดต่อกับเซลส์แมน ก็คือพวกขี้เกรงใจเหล่านี้ และไม่มีสักครั้งเดียวที่เขาได้ลายเซ็นหรือเบอร์โทรจากคนที่ปฏิเสธอย่างแข็งขัน นี่คือสิ่งที่ผมสังเกตเห็นระหว่างที่นั่งกินไปดูไปอยู่ในร้าน

ตามความเห็นของผม กลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับเซลส์แมนก็คือ อย่าเดินตามตื๊อพวกใจแข็งให้เสียแรงเสียเวลา แต่ให้ทุ่มเทความพยายามไปกับกลุ่มคนขี้เกรงใจ ซึ่งเป็นพวกที่มีโอกาสตัดสินใจซื้อ


เหตุเกิดในตลาดหุ้น


ในตลาดหุ้นก็มีเรื่องราวคล้ายๆ กัน เพียงแต่ "เรา" สวมบทบาทของเซลส์แมนคนนี้ และสิ่งที่เดินเข้ามาหาเราก็ไม่ใช่หนุ่มสาวออฟฟิศ แต่ว่าเป็นหุ้นในตลาด

เท่าที่ผมสังเกตดู คนบางคนชอบหยิบหุ้นมาเล่นเป็นตัวๆ และเมื่อหยิบหุ้นตัวไหนมาแล้ว ก็จะพยายามรีดเอากำไรจากมันมาให้ได้ พวกเขามักมีหุ้นอยู่ในจอเรดาร์แค่คราวละ 1-2 ตัว และพอถึงเวลาซื้อก็มักจะจัดหนักกันเลยทีเดียว

นักเล่นหุ้นหลายคนคงจะพอมีประสบการณ์ว่า หุ้นบางตัวนั้น ซื้อแล้วได้กำไรง่าย ซึ่งอาจเป็นเพราะเราไปซื้อในช่วงที่อุตสาหกรรมนั้นเป็นขาขึ้น หรือไม่ก็เป็นเพราะตัวบริษัทมีผลประกอบการดี แต่จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม หุ้นพวกนี้ก็เหมือนกับ "พวกขี้เกรงใจ" ที่เดินอยู่บนถนน และพร้อมที่จะทำเงินให้กับเซลส์แมน ถึงแม้ว่าเซลส์แมนจะใช้ความพยายามเพียงนิดเดียว

ในทางกลับกันหุ้นบางตัวซื้อแล้วได้กำไรยาก บางทีซื้อแล้วหุ้นลง นักเล่นหุ้นก็ใส่เม็ดเงินใหม่ๆ เข้าไปอีก เพื่อช่วย "กู้ชีพ" และหาทางกลับมาเท่าทุนให้ได้ พวกเขาเวียนซื้อเวียนขายอีกหลายรอบ พอหุ้นเด้งหน่อยก็รีบแบ่งขาย พอหุ้นย่อลงก็ซื้อถัวกันใหม่ ซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ ดูแล้วเหมือนกับเซลส์แมนที่พยายามตามตื๊อ(ว่าที่)ลูกค้าใจแข็ง แต่ลงท้ายแล้วก็มักจะขายของไม่ได้อยู่ดี

ผมมองว่ากลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับนักเล่นหุ้นก็คือ อ่านเกมให้ออกว่าหุ้นตัวไหนซื้อแล้วกำไรง่าย จากนั้นก็ใส่เม็ดเงินลงไปอย่างชาญฉลาด อย่าเสียแรงเสียเวลาเดินตามตื๊อพวกหุ้นใจแข็ง

หุ้นตัวไหนศึกษาดูแล้วธุรกิจไปได้สวย ไม่สลับซับซ้อน อ่านงบการเงินแล้วไม่มีลับลมคมใน อย่างนี้คือหุ้นที่ซื้อแล้วกำไรง่าย เพราะผลประกอบการของมันจะเป็น "แกนหลัก" ที่ดึงราคาหุ้นให้สูงขึ้นไปในระยะยาว จะเหลือก็แต่รอซื้อในจังหวะที่หุ้นมีราคาถูกเท่านั้น

ตรงกันข้ามกับพวกหุ้นใจแข็ง ซึ่งมักจะมีผลประกอบการไม่สม่ำเสมอ บางทีก็ทำท่าจะโตเร็ว แต่เผลอแป๊บเดียวกำไรก็หด ราคาหุ้นก็มักสะท้อนไปตามนั้น และนี่ก็คือหุ้นที่คุณจะต้องตามตื๊อ ซื้อๆ ขายๆ จนกว่าจะหลุดออกมาเท่าทุน หรือไม่ก็ตัดสินใจ cut loss ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

สังเกตว่าการ "ทำการบ้าน" ตั้งแต่ต้น ก่อน ที่จะเข้าซื้อนั่นแหละที่เป็นตัวตัดสินว่า คุณกำลังเดินเข้าหาหุ้นใจแข็งหรือหุ้นที่ซื้อแล้วกำไรง่าย


หัวกับท้ายเหมือนกัน


ความจริงแล้วถ้าเราแบ่งเรื่องราวทั้งหมดเป็น input, process และ output แล้วเปรียบเทียบกัน ก็จะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น


เซลส์แมน:

สังเกตว่าสิ่งที่เซลส์แมนต้องใส่เข้าไป (input) และผลลัพธ์ที่เขาต้องการ (output) เป็นสิ่งเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะใช้วิธีไหน สิ่งที่แตกต่างกันมีเพียงกระบวนการ (process) เท่านั้น

หากสังเกตดีๆ กระบวนการจะเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพ กระบวนการแรกใช้ input มาก ให้ output น้อย ถือว่ามีประสิทธิภาพต่ำ ส่วนกระบวนการที่สองใช้ input น้อยกว่า แต่อาจจะให้ output เท่ากัน ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะฉะนั้นถ้าเซลส์แมนเห็นแววว่าคนไหนเป็นพวกใจแข็ง เขาก็ควรรีบยุติความพยายามในทันที เพื่อดึงตัวเองออกจาก low-efficiency process และแสวงหาโอกาสครั้งใหม่

อย่าลืมว่ายอดขาย 1,000 บาทจากพวกใจแข็ง ก็มีค่าเท่าๆ กับยอดขาย 1,000 บาทจากพวกขี้เกรงใจ แต่มันใช้เวลาและความพยายามที่สูงกว่ากันมาก


นักลงทุน:



ในทำนองเดียวกัน ถ้านักลงทุนประเมินหุ้นด้วยวิธี "วัดพลังหุ้น" และเห็นว่าหุ้นสามารถผ่านเกณฑ์ของตนเองได้อย่างสบายๆ แล้วล่ะก็ หุ้นตัวนั้นก็มีโอกาสทำกำไรได้ง่ายกว่าการเหวี่ยงแหซื้อหุ้นทุกตัวที่นักวิเคราะห์เชียร์ออกทีวี เพราะนี่คือ high-efficiency process

นักลงทุนต้องไม่ลืมว่ากำไร 10,000 บาทจากหุ้นกากๆ ก็มีค่าเท่ากันกับกำไร 10,000 บาทจากหุ้นชั้นดี แต่การรีดเอากำไรจากหุ้นเฮงซวยนั้น คุณต้องใช้ความพยายามอย่างมาก อาจเสียทั้งเงินและเวลา รวมไปถึงสุขภาพจิต ซึ่งที่สุดแล้วคุณจะบอกว่า "รู้งี้" ไม่ซื้อตั้งแต่แรกดีกว่า

ผมว่าประสบการณ์พวกนี้ นักลงทุนเจอกันมาแล้วเกือบทั้งนั้น จริงไหม?

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วัดพลังหุ้น



หากถามว่าเล่ม 2 ต่างจากเล่ม 1 หรือไม่? คำตอบก็คือ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

เล่มแรกเน้นไปที่การ "ปูพื้น" แนวความคิดแบบ VI ทั้งเรื่องราคาและมูลค่า, ส่วนต่างแห่งความปลอดภัย, ขอบข่ายแห่งความชำนาญ, แนวคิดของวีไอระดับโลก ฯลฯ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การอธิบายงบการเงินแบบง่ายๆ ชนิดที่บางคนถึงกับบอกว่า "ง่ายที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา" เสียด้วยซ้ำไป

คราวนี้เล่มสองมาในแบบที่ "ลึกขึ้น" และเป็น "เชิงปฏิบัติ" มากขึ้นกว่าเดิม

หนังสือเล่มนี้ให้มุมมองของ Margin of Safety อย่างเป็นรูปธรรม และตอบคำถามที่ว่า เราควรมองหาอะไรบ้างก่อนจะซื้อหุ้นสักตัว? คุณสมบัติข้อใดสำคัญ และข้อใดไม่สำคัญ? ราคาแพงหรือถูกดูจากอะไรบ้าง?

ลองเดินไปดูตามร้านหนังสือสิครับ ผมว่ามันเป็นการลงทุนที่ดีนะ :)

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วัดความสำเร็จแบบ VI


การวัดความสำเร็จในตลาดหุ้นไม่ใช่เรื่องยาก คนส่วนมากวัดจาก "กำไร" หรือไม่ก็ "ความมั่งคั่ง" ที่พวกเขามี แต่นั่นเป็นหนทางที่ถูกต้องแล้วหรือ?

เราจะมาดูกันว่า ตัวชี้วัดความสำเร็จที่ไม่เหมาะสมมีส่วนสำคัญกับอนาคตทางการลงทุนของเราอย่างไร ไม่ว่าเราจะเป็นนักเล่นหุ้นเก็งกำไรรายวัน หรือนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) ก็ตาม และที่สำคัญ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้มาตรวัดความสำเร็จผิดๆ อยู่อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วย ... แต่จะเป็นเราหรือเปล่าหนอ?


ตัววัดของนักเล่นหุ้นทั่วไป


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นักเล่นหุ้นระยะสั้นที่มีความเชื่อในการ "เข้าเร็ว ออกเร็ว" มักให้ความสำคัญกับ "กำไร" มากเป็นพิเศษ และวัดความสำเร็จของตัวเองจากเจ้ากำไรนี่เอง กำไรที่ว่านี้เป็นกำไรของตัวเองนะครับ ไม่ใช่กำไรของบริษัท ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ได้สนอกสนใจว่าบริษัทจะมีความแข็งแกร่งหรือมีผลประกอบการเติบโตมากนัก ตราบเท่าที่หุ้นวิ่ง...

เมื่อพูดถึงการวิ่งของราคาหุ้น เรากำลังพูดถึง "change" เพราะฉะนั้นขอแค่ให้บริษัท "ดูดีกว่าเมื่อวาน" ราคาหุ้นก็พร้อมที่จะวิ่งแล้ว ไม่จำเป็นว่าบริษัทต้องแข็งแกร่งหรือมีศักยภาพในระยะยาวแต่อย่างใด นักลงทุนกลุ่มนี้ไม่สนใจพื้นฐานของตัวกิจการในระยะยาว เพราะถือว่ามันยาวไกลเกินไป ซึ่งถ้าคิดจากมุมของพวกเขา มันก็ถูก คุณจะสนใจผลประกอบการในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือ ในเมื่อจะขายมันอยู่รอมร่อวันนี้พรุ่งนี้แล้ว

การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นก็คือ "กำไร" ของพวกเขา จึงไม่น่าแปลกใจที่นักเล่นหุ้นระยะสั้นจะเฝ้าติดตามราคาหุ้นอย่างใจจดใจจ่อ รวมทั้งคอยเช็ค "ต้นทุน" ของพวกเขาอยู่ตลอด และสิ่งที่พวกเขาคิดก็คือ

กำไร = ราคาหุ้น - ต้นทุน


จะเห็นว่ากำไรของพวกเขาจะสูงได้ ถ้า ราคาหุ้น พุ่งแรงๆ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงพยายามเข้าซื้อหุ้นตัวที่ "น่าจะวิ่ง" และกลายเป็นการเสาะแสวงหาหุ้นปั่นหรือหุ้นในกระแสไปโดยปริยาย ความพยายามนี้บีบพวกเขาให้เข้าไปจับหุ้นร้อนที่วิ่งมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสวิ่งต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้แปลว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งในตลาดที่ถือหุ้นตัวนี้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าพวกเขา (ต่ำกว่ามากๆ) และพร้อมที่จะ "ปล่อย" เพื่อทำกำไรแทบจะทุกราคา

ในอีกทางหนึ่งจากระบบความคิดนี้ กำไรของพวกเขาจะสูงได้เหมือนกันถ้า ต้นทุน ของพวกเขาต่ำ เราจึงเห็นนักเล่นหุ้นจำนวนมากที่พยายามซื้อหุ้นถัวเฉลี่ย เพื่อกดให้ต้นทุนของพวกเขาลดลง ทั้งๆ ที่บางครั้งกลายเป็นการทยอยซื้อหุ้นเน่าเข้าพอร์ต และยิ่งทำให้พอร์ตของพวกเขาแย่ลงเรื่อยๆ นอกจากนี้การหมกมุ่นอยู่กับต้นทุนมีส่วนทำให้เราหลงลืมที่จะตรวจสอบว่าราคาหุ้นยังคงมีทิศทางเป็นขาขึ้นอยู่หรือไม่ บางทีเราลดต้นทุนได้จริง แต่ราคาหุ้นก็กลับทิศไปเสียแล้ว

การที่เราจับจ้องอยู่ที่ "กำไร" ย่อมทำให้เราคอยแต่จะคิดว่า กำไรเพิ่ม กำไรลด ขาดทุน ได้เงิน เสียเงิน ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นความคิดที่มาเขย่าสมองส่วนที่ใช้เหตุผลทั้งสิ้น บางครั้งเราจึงตัดสินใจผิดพลาด เช่น take profit เร็วเกินไป หรือไม่ยอม cut loss แม้จะรู้ว่าผิดทาง เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ระบบความคิดที่ยึดกำไรเป็นศูนย์กลางจึงมักกลายเป็นการทำลายตัวเอง และยิ่งถ้านับต้นทุนที่ไม่ใช่เงิน เช่น ความเครียด และเวลาที่สูญเสียไป เข้ามารวมด้วยแล้ว ต้นทุนรวมของการเก็งกำไรระยะสั้นก็คงสูงกว่าที่เราเห็นมาก


ตัววัดของ VI


การยึดกำไรเป็นศูนย์กลางไม่ใช่แนวทางที่ดีสำหรับนักเก็งกำไร และแน่นอนว่าไม่ใช่สำหรับ VI ด้วย ถ้าอย่างนั้น VI ควรเอาอะไรเป็นตัวชี้วัดดีล่ะ?

เท่าที่ผมทราบมา VI หลายคนวัดความสำเร็จของตัวเองจาก "ขนาดพอร์ต" และตั้งเป้าจะมีพอร์ตสิบล้าน ร้อยล้าน ซึ่งก็ฟังดูน่าตื่นเต้นดี แต่ปัญหาคือ ขนาดพอร์ตขึ้นอยู่กับราคาหุ้น เพราะฉะนั้นตอนหุ้นขึ้นพอร์ตก็โต พอหุ้นลงพอร์ตก็แฟบ เบ็ดเสร็จแล้วเดี๋ยวโตเดี๋ยวแฟบ

ในจังหวะที่ตลาดหุ้นบูม ราคาหุ้นมักเกินมูลค่าที่แท้จริงไปมาก หากเขาคำนวณขนาดพอร์ตของเขาในตอนนั้นก็คงนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปกับสิ่งที่ไม่มีแก่นสาร หรือในเวลาที่ตลาดตกต่ำ เขาก็อาจหดหู่ไปกับสิ่งที่ไม่มีแก่นสารอีกเหมือนกัน

กลายเป็นว่าปากบอกสนใจ "มูลค่า" แต่กลับวัดความสำเร็จจาก "ราคา" เลยเป็นพวกมือถือสาก ปากถือศีลไป แล้วเก่งกว่าแมงเม่าตรงไหนเนี่ย?!

การจดจ่ออยู่กับขนาดพอร์ตทำให้เรามัวสนใจแต่ "การเติบโตของราคาหุ้น" โดยอาจละเลยเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญไป เช่น ค่า P/E ที่สูงลิ่ว, การก่อหนี้ของบริษัท หรือเงินปันผล เป็นต้น ซึ่งบ่อยครั้งที่ราคาหุ้นเติบโตดีเฉพาะในตลาดขาขึ้น แต่พองานเลี้ยงเลิก ราคาหุ้นก็ปักหัวลง แล้วเราถึงค่อยมาคิดได้ว่า "เราไม่ได้รวยอย่างที่คิดนี่หว่า"


ตัวชี้วัดที่แนะนำ


ผมเห็นว่า VI ที่ดีไม่ควรวัดความสำเร็จของตัวเองจากขนาดพอร์ต แต่ควรวัดจากอะไรที่มีแก่นสารมากกว่านั้น หากคุณเป็น VI ที่เก่งจริงๆ และมั่นใจกับการคำนวณมูลค่า ตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ คือ

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น x จำนวนหุ้น


จากนั้นจับหุ้นทุกตัวบวกกัน ก็จะได้มูลค่าที่แท้จริงของพอร์ต

หรือไม่อย่างนั้นก็ใช้ตัวเลขกำไร (earning per share) ของหุ้นแต่ละตัวก็ได้ เช่น

EPS x จำนวนหุ้น


จับหุ้นทุกตัวบวกกัน ก็จะได้ total earning ของพอร์ต ซึ่งคิดเสมือนว่าคุณสามารถ "ชักส่วนแบ่ง" กำไรจากที่บริษัททำมาหาได้มาเป็นของคุณเองโดยตรง

หรือไม่ก็หาตัวเลขกระแสเงินสดจากเงินปันผล (dividend per share)  เช่น

DPS x จำนวนหุ้น


พอจับทุกตัวบวกกัน ก็จะได้กระแสเงินสดที่จะเข้ากระเป๋าของเราในแต่ละปี อันนี้จับต้องได้ด้วย หรือถ้าใครอยากใช้กระแสเงินสดอื่นๆ เช่น free cash flow ก็ได้เช่นกัน

สังเกตว่าตัวชี้วัดความสำเร็จที่ผมแนะนำมานี้ ไม่สั่นไหวไปกับราคาหุ้นหรือสภาวะตลาด จึงเหมาะสมกับ VI มากกว่าการใช้ขนาดพอร์ตแบบเสี่ยหุ้นทั่วไป ชอบแบบไหนก็ลองหยิบไปใช้ดูได้ครับ

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

คิดแบบพ่อครัว


วันหนึ่งผมออกไปทานอาหารนอกบ้านกับเพื่อน ขณะที่กำลังเลือกดูเมนูอาหารอยู่นั้น ผมก็พูดขึ้นมาว่า "เอาผัดผักรวมมิตรดีมั๊ย?" เพื่อนผมซึ่งเป็นคนทำกับข้าวเก่งก็รีบบอกว่า "อย่าเลย ผักพวกนี้กำนึงไม่กี่บาท ใส่หมูนิดเดียว ทำเองโยนลงกระทะโครมๆ เดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว สั่งอะไรยากๆ ดีกว่า ของพวกนี้เอาไว้ทำกินเองเหอะ"...

ผมคิดว่าคงมีหลายคนที่มีประสบการณ์ทำนองนี้ อาหารง่ายๆ อย่างเช่น ไข่เจียว ผัดผัก หรือหมูทอดกระเทียม บ่อยครั้งที่ถูกสกัดกั้นไม่ให้โผล่ขึ้นมาบนโต๊ะอาหารนอกบ้าน โดยเฉพาะเมื่อไปทานกับคนที่ทำกับข้าวเป็น นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาสวมหมวกพ่อครัวและมองว่า "ไม่คุ้ม"

เพื่อนของผมไม่เพียงสวมหมวกพ่อครัวในขณะที่เป็นลูกค้า แต่เขายังคงสวมมันในยามที่เป็นนักลงทุนด้วย เขาบอกว่าเขาชอบหุ้นที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เพราะถึงอย่างไรคนเราก็ต้องกิน และร้านพวกนี้ก็ขายอาหารได้แพงๆ ทั้งที่ต้นทุนจริงไม่เท่าไหร่ กำไรของร้านอาหารจึงน่าจะมากมายมหาศาล เขายังบอกอีกว่าเขาได้ซื้อหุ้นในกลุ่มอาหารบางตัวไว้และรู้สึกมั่นใจกับมันมาก


มุมมองเจ้าของร้าน


ผมไม่อยากทำให้อาหารมื้อนั้นหมดอร่อยจึงไม่ได้ว่าอะไรต่อ แต่ที่จริงแล้วผมอยากบอกเขาว่า มุมมองของ "พ่อครัว" กับมุมมองของ "เจ้าของร้านอาหาร" นั้น มีความแตกต่างกันอย่างมาก

มุมมองของพ่อครัวจับจ้องอยู่ที่อาหาร กำไรที่พ่อครัวคิดจึงเป็นการเอาราคาขายหักด้วยต้นทุนวัตถุดิบ หรืออย่างมากก็คิดค่าแก๊สเข้าไปด้วย (อย่างน้อยก็เพื่อนของผมคนนึงล่ะที่คิดแบบนี้) ทั้งที่จริงกิจการร้านอาหารยังมีต้นทุนอย่างอื่นอยู่อีกไม่น้อย ทั้งค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่าร้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายในการสร้างแบรนด์ ค่าตกแต่งร้าน ฯลฯ

ยิ่งไปกว่านั้น กิจการร้านอาหารยังมีต้นทุนแอบแฝงอยู่อีก เช่น วัตถุดิบที่เหลือทิ้งหรือเสื่อมสภาพ ค่าข้าวของเสียหาย ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ เป็นต้น ส่วนการทำกำไรก็จะมีบางวันหรือบางช่วงเวลาที่ขายดี อย่างบางวันฝนตกก็อาจขายได้น้อย การประเมินกำไรต้องมองให้รอบด้านและคิดภาพรวมให้ครบถ้วน ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมต้องอยู่ในใจของเจ้าของร้านทั้งสิ้น

นักลงทุนอยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของบริษัท จึงจำเป็นต้องฝึกฝนตัวเองให้รู้จักมองกิจการจากในมุมของเจ้าของ และในการที่จะทำเช่นนั้นได้พวกเขาก็ต้องมีความรู้ทางธุรกิจ แต่ที่ว่าอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องมีความรู้ฟิ๊ตเปรี๊ยะในระดับที่จะไปเปิดร้านอาหารได้เสียก่อนถึงจะตั้งต้นซื้อหุ้นกลุ่มนี้ได้ เราอาจค่อยๆ เรียนรู้ไปและสะสมหุ้นไปก็ได้ แต่คนที่ทำการบ้านมาก่อนก็จะมีความได้เปรียบและมีความปลอดภัยมากกว่าคนที่ลงทุนไปเรียนรู้ไป

การรู้ "ตื้นลึกหนาบาง" ในตัวกิจการเป็นทีเด็ดของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI และเป็นเสมือนเกราะคุ้มครองที่ทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อคนทั่วไปมีความรู้แค่ "ผิวๆ" ซึ่งได้จากการอ่านบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ หรือบางคนก็ไม่อ่านอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ

ในการลงทุนในตลาดหุ้นให้ได้ผลตอบแทนดีๆ คุณไม่จำเป็นต้องเก่งกาจผิดมนุษย์มนาแต่อย่างใด คณิตศาสตร์ที่จำเป็นก็อาจจะแค่เลขมัธยมต้น ความรู้บัญชีก็เอาแค่พื้นฐานก็พอ...

สิ่งสำคัญจริงๆ ก็คือ ขอให้รู้จัก "ลงทุนลงแรง" ใส่ความพยายามเข้าไปในจุดที่เหมาะสม และเรียนรู้ธุรกิจด้วยมุมมองเจ้าของกิจการ


มุมมองเรื่องความยากง่าย


อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นจากสุดยอดพ่อครัวเพื่อนผมคือ บางทีคนเราก็มองข้ามอะไรที่มัน "ง่ายๆ แต่ได้ผล" อาหารอร่อยไม่จำเป็นต้องทำยากหรือซับซ้อน และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ "คุณจะสั่งของที่ไม่อยากกินเพียงเพื่อให้คุ้มค่าเท่านั้นน่ะหรือ?" ผมเคยเห็นคนไทยที่อยู่เมืองนอกเดินเข้าร้านอาหารไทยแล้วสั่งเมนูสุดแสนจะเบสิก เช่น ไข่เจียว หรือไก่ย่าง นั่งกินด้วยความปลาบปลื้ม

ในทำนองเดียวกัน นักลงทุนหลายคนที่ผมรู้จักก็เน้นลงทุนในกิจการง่ายๆ ตัวผลิตภัณฑ์ก็ง่าย ขายแบบเดิมไปทุกปี โครงสร้างบริษัทก็ง่าย ไม่มีการควบรวมหรือถือหุ้นไขว้ไปมาให้ปวดหัว โครงสร้างหนี้สินก็ง่าย ไม่ใช่กู้หนี้ก้อนนู้นโปะก้อนนี้ แถมมีหนี้ไม่รู้กี่สกุลเงิน ... พวกเขาไม่ยอมลงทุนในกิจการ "ชั้นเลิศ" ที่โบรกเกอร์หรือใครๆ เชียร์ พวกเขาจะสั่งเฉพาะอาหารที่พวกเขาอยากกินเท่านั้น! คนอื่นจะคิดเห็นอย่างไรก็ช่างเขา

นอกจากนี้ บริษัทชั้นเลิศของเขาไม่จำเป็นต้องใหญ่โตระดับ SET50 หรือ SET100 ก็ได้ ความจริงดีเสียอีก เวลาเงินทุนต่างชาติไหลเข้าไหลออกจะได้ไม่กระทบกับบริษัทมากนัก การที่บริษัทมีขนาดเล็กทำให้กองทุนจำนวนมากไม่สนใจ ข้อดีก็คือ ไม่ต้องมีคนมาแย่งซื้อหุ้น

บางคนบอกว่าซื้อหุ้นตัวใหญ่ถึงจะดี เพราะจะได้มีกองทุนมาคอยพยุงราคาไม่ให้ผันผวนมาก แต่มันก็ไม่แน่เหมือนกันนะครับ เพราะมีหุ้นบางตัวที่ผลการดำเนินงานแย่ลง กองทุนเลยพร้อมใจกัน "ทิ้ง" แบบไม่สนกำไรขาดทุน เล่นเอารายย่อยร้องจ๊ากกันเป็นแถว ป่านนี้ยังติดดอยกันสลอนก็มีให้เห็นเยอะแยะ

สรุปก็คือ ขนาดของกิจการเป็นเรื่องรอง แม้โดยส่วนตัวผมชอบกิจการที่ไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ที่สำคัญคือ กิจการต้องไม่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นตัวสินค้าหรือตัวบริษัทก็ตาม


หมวกของคุณ?...


หากคุณตกลงใจซื้อกิจการร้านอาหารเพียงเพราะคิดแบบพ่อครัว บางทีมันอาจลงท้ายด้วยการเจ๊ง เพราะนับแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่บทบาท "เจ้าของกิจการ" คุณจะคิดเหมือนตัวเองเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในห้องครัวไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องคิดในฐานะเจ้าของร้านที่เห็นภาพรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในร้านของคุณ และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราเห็นธุรกิจร้านกาแฟจำนวนมากเกิดขึ้นด้วยใจรัก แต่แล้วก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะเจ้าของร้านใส่หมวกผิดใบ ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

สิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นเมื่อคุณซื้อหุ้น ... จริงอยู่ คุณอาจยังมีรายได้หลักมาจากงานประจำ แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณโผล่หัวเข้าไปในตลาดหุ้น บทบาทของคุณก็คือ "เจ้าของบริษัท" ไม่ใช่พนักงานตัวเล็กๆ ที่รอฟังคำสั่งจากเจ้านาย และไม่ว่าสัดส่วนการถือหุ้นจะเล็กกระจ้อยร่อยแค่ไหนก็ตาม คุณก็ควรทำมันให้ดีที่สุด

อย่าประมาทคิดว่าเงินน้อยแล้วไม่ต้องใส่ใจนะครับ คนที่รวยในวันนี้ ก็คือคนที่ดูแลเงินของเขามาตั้งแต่ต้น และเงินมันก็ฉลาดครับ ใครดูแลมัน มันก็วิ่งไปหาคนนั้น ส่วนใครชอบส่งมันไปทำงานโง่ๆ มันก็วิ่งหนี เป็นสัจธรรมในโลกการเงิน