วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ


ไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้แวะเวียนไปเยี่ยม Mind Investing Blog (MIB) เห็นทฤษฎีเกี่ยวกับการคัดเลือกโดยธรรมชาติและประยุกต์กับโลกของการลงทุนด้วย เลยขอเอามาคิดต่อครับ

ใน MIB กล่าวถึงการคัดเลือกในแง่ของ "บริษัท" และในแง่ของ "นักลงทุน"


การคัดเลือกในแง่บริษัท

ในแง่ของบริษัท ธรรมชาติมีการคัดเลือกบริษัทที่มีความเข้มแข็งและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เราจึงเห็นว่ามีข่าวบริษัทเก่าแก่ล้มหายตายจากกันไปเรื่อยๆ ล่าสุดก็คือ Kodak ที่เพิ่งประกาศล้มละลายไป ในขณะที่บริษัทเก่าแก่หลายแห่งก็ยังคงอยู่รอดและทำกำไรได้ หากว่ามีการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้อย่างทันท่วงที

บริษัทที่จะอยู่รอดในระยะยาวได้ต้อง 1) อยู่ในอุตสาหกรรมที่มี demand สูงขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว 2) รู้จักปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อม 3) มีจุดเด่นที่เหนือกว่าคู่แข่ง ...นี่คือสิ่งที่ MIB กล่าวไว้ และเป็นคุณสมบัติของหุ้นที่เราควรมองหาหากต้องการเป็นนักลงทุนระยะยาว

ตามทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ บริษัทที่อ่อนแอน่าจะตกอยู่ในสถานะ "แพ้คัดออก" นั่นคือประสบปัญหาขาดทุนเรื้อรังและต้องปิดกิจการไปในที่สุด ต่างจากบริษัทที่เข้มแข็งซึ่งนอกจากจะอยู่รอดแล้วยังมีโอกาสตีกินส่วนแบ่งตลาดของบริษัทที่อ่อนแอ ทำให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ลองนึกดูครับว่ามีอุตสาหกรรมไหนบ้างมั๊ยที่บริษัทผู้นำไล่กินส่วนแบ่งตลาดของคู่แข่งอย่างไม่ลดละ โดยที่คู่แข่งแทบไม่มีโอกาสสู้ได้เลย และนี่ก็คือโอกาสในการลงทุนชั้นเยี่ยมนั่นเอง

เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว หุ้นของบริษัทแย่ๆ น่าจะทยอยกันล้มหายตายจาก ส่วนบริษัทที่อยู่รอดในตลาดก็น่าจะมีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่นักลงทุนชั้นเซียนจำนวนมากพยายามลงทุนในหุ้นที่มีประวัติอันยาวนาน และหลีกเลี่ยงหุ้นเกิดใหม่แม้ว่ามันจะเป็นหุ้นที่โตเร็วก็ตาม

อย่าลืมว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรา "คัดเลือก" ในสิ่งที่ธรรมชาติ "ไม่ได้คัดเลือก" เมื่อนั้นก็จะเป็นหายนะของเรา


การคัดเลือกในแง่นักลงทุน

ในฐานะของนักลงทุน สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนักไว้ คือ ธรรมชาติมีการคัดเลือกในฟากของนักลงทุนด้วยเช่นกัน

นักลงทุนที่มีความเข้มแข็งและมีการวางแผนที่ดีย่อมอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานการณ์คับขัน พวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาด โดยไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดขยายตัวจนเกินควบคุม ขณะเดียวกันก็มีการปรับตัว และทำตัวเองให้อยู่ในฐานะ "ผู้เลือก" เช่น VI อาจเลือกว่าเขาจะเข้าซื้อในจังหวะนี้หรือไม่ ส่วนนักเทคนิคก็เลือกว่าควร take profit หรือยัง เป็นต้น การประพฤติตัวเป็นผู้เลือกอย่างรอบคอบทำให้พวกเขาเป็น "ผู้ถูกเลือก" โดยธรรมชาติ และเป็นผู้อยู่รอดในระยะยาว

ขณะเดียวกันนักลงทุนแมงเม่ามีแนวโน้มที่จะตกเป็นเบี้ยล่างของตลาด ตลาดเป็นผู้กำหนดว่าพวกเขาจะติดดอยหรือไม่ ตกรถหรือไม่ และเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเมื่อเกิดความผิดพลาด พวกเขาเกิดความกลัวและไม่กล้าที่จะ cut loss จึงยอมติดดอยไปอย่างนั้น หรือไม่ก็เกิดความโลภคิดว่าจะตกรถ จึงรีบร้อนซื้อโดยไม่รอให้ตัวเองอยู่ในฐานะได้เปรียบเสียก่อน

ดูเผินๆ เหมือนว่านักลงทุนเก่งๆ เป็นผู้ที่ถูกธรรมชาติคัดเลือกให้อยู่ต่อ ส่วนนักลงทุนแมงเม่าก็ควรจะทยอยกันหายไปจากตลาด แล้วทำไมเราจึงยังเห็นแมงเม่าบินกันให้ว่อนไม่ว่าจะยุคสมัยไหน

หากตลาดหุ้นเป็นระบบปิด คือ ไม่มีการเทเงินเข้าหรือดึงเงินออก ตลาดควรเต็มไปด้วยนักลงทุนเก่งๆ และแมงเม่าก็ควรหมดไป แต่ในความเป็นจริง แมงเม่าจำนวนมากมีรายได้หลักมาจากทางอื่น เช่น เงินเดือน เงินจากธุรกิจ ฯลฯ แมงเม่าจึงไม่เคยตายไปจากตลาดจริงๆ แต่กลับไปขนเงินจากที่อื่นมาลงในตลาดต่อ ทำให้ตลาดหุ้นยังคงเป็นสวรรค์ของนักลงทุนชั้นเซียนต่อไป


ส่งท้าย

เมื่อทราบดังนี้แล้ว สิ่งที่เราควรทำคือ "ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับธรรมชาติ" ในเมื่อธรรมชาติคัดเลือกบริษัทที่เข้มแข็ง เราก็ลงทุนกับบริษัทที่เข้มแข็ง และเมื่อธรรมชาติคัดเลือกนักลงทุนที่เก่ง เราก็ต้องเรียนรู้ว่าจะเป็นนักลงทุนที่เก่งได้อย่างไร

---------------------------------------

ขอขอบคุณ http://pongsakorne.blogspot.com/2012/01/natural-selection.html

1 ความคิดเห็น: