วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

เงินปันผล... พระเอกที่ถูกลืม


แม้ผมจะไม่เคยลงมือสำรวจอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่เท่าที่ได้พูดคุยกับนักลงทุนก็พอจะสังเกตได้ไม่ยากว่า คนส่วนใหญ่พุ่งความสนใจไปที่กำไรหุ้นจากการซื้อๆ ขายๆ เป็นหลัก ส่วนเงินปันผลนั้น พวกเขามักจะบอกว่า "ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่รู้สึกอะไร"

ดังนั้น ผมจึงขอหยิบยกเรื่องราวของ เงินปันผล ขึ้นมา เพื่อให้ท่านทั้งหลายเห็นว่า "พระเอกที่ถูกลืม" คนนี้มีดีอย่างไร รวมทั้งวิธีที่จะดูว่าพระเอกแบบไหนที่หล่อจริง เก่งจริง ไม่ใช่เป็นตัวโกงที่สวมรอยมา


เหตุใดพระเอกจึงถูกลืม


ท่านที่เคยดูซีรีส์เกาหลีอาจเคยเห็นว่า มีบ่อยครั้งที่ "พระรอง" ดูหล่อเร้าใจ และเด่นกว่าพระเอกที่หล่อแบบเรียบๆ ซึ่งผมคิดว่ามันก็คล้ายกับในตลาดหุ้นอยู่เหมือนกัน

ในตลาดหุ้น กำไรจากส่วนต่างราคา หรือ Capital Gain เป็นผลตอบแทนที่ดูเป็นเนื้อเป็นหนัง กำไรครั้งหนึ่งอาจจะ 10% หรือ 20% บางทีทะลุไปเป็นร้อยๆ เปอร์เซ็นต์ก็มี ขึ้นอยู่กับว่าเราจะกินคำโตหรือกินคำเล็ก ขณะที่ผลตอบแทนจาก เงินปันผล อาจอยู่ที่ 4-5% ต่อปี พอเทียบกันแล้วจึงดูไม่น่าตื่นเต้นสักเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมก็คือ เมื่อพูดถึงกำไรจากส่วนต่างราคา 10-20% นั้น เรากำลังพูดถึงเฉพาะการซื้อขายครั้งที่ได้กำไร แต่ในความเป็นจริงเราอาจมีหุ้นอีกหลายตัวที่ยัง "ติดดอย" และบางตัวก็ต้องตัดใจขายขาดทุน หากต้องการเห็นภาพที่แท้จริง เราก็จะต้องมองภาพของทั้งพอร์ตในระยะเวลาที่ยาวเพียงพอ

สมมติ ชาลี เป็นนักลงทุนหุ้นตัวหน้าใหม่ ในระยะเวลา 2 ปี เขาซื้อขายหุ้นไป 10 ตัว ในจำนวนนี้...

มี 2 ตัวที่ได้กำไร 20%
มี 2 ตัวที่ได้กำไร 10%
มี 4 ตัวที่ติดดอย แล้วกลับมาขายเท่าทุน
มี 2 ตัวที่ติดดอย แล้วยอมตัดใจขายขาดทุน -20%

แม้ว่าผลตอบแทนรวมของพอร์ตจะอยู่ที่ 11.5% (ต่อ 2 ปี) แต่เมื่อคิดเป็นผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้น จะเหลือเพียง 5.6% ซึ่งว่าไปแล้ว Capital Gain ที่ชาลีได้รับ ก็ไม่ได้หล่อเร้าใจไปกว่าเงินปันผลสักเท่าไหร่เลย

แต่แน่ล่ะ ถ้าคุณไม่คำนวณก็ไม่มีทางรู้เรื่องนี้


Payout Ratio


หลายคนทราบอยู่แล้วว่า อัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) หรือบางทีก็เรียกสั้นๆ ว่า Payout Ratio นั้น คำนวณได้ง่ายๆ โดยเอา "เงินปันผลต่อหุ้น" หารด้วย "กำไรต่อหุ้น"

ตัวอย่างเช่น บมจ. มังกี้ฟรีไทม์ มีกำไรต่อหุ้น 2.5 บาท และจ่ายเงินปันผล 1.5 บาท ก็จะคำนวณได้ว่า Payout Ratio = 1.5 / 2.5 = 60%

ปัญหาที่ซับซ้อนจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจ่ายปันผลเป็นหุ้น สมมติ บมจ. มังกี้ฟรีไทม์ จ่ายปันผลเป็น "เงินสด" 1.5 บาท และจ่ายเป็น "หุ้น" อีก 1 บาทล่ะ เราจะคำนวณ Payout Ratio อย่างไร?

เท่าที่ผมเห็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มักตีขลุม นับรวมทั้งหุ้นทั้งเงินสดเข้าไปด้วยกัน ซึ่งก็จะทำให้นักลงทุนที่ไม่สืบสาวราวเรื่องเข้าใจไปว่า บริษัทแห่งนี้มีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงมาก แต่พอเช็คเงินปันผลมาจริงๆ กลับเป็นตัวเลขกระจิ๊ดเดียว

ในหนังสือ Fundamentals of Corporate Finance ซึ่งเขียนโดย Stephen Ross ปรมาจารย์ด้านการเงินแห่งสถาบัน MIT และทีมงาน ระบุไว้ชัดเจนว่า อัตราการจ่ายเงินปันผลควรคำนวณจาก "เงินสดปันผล" ครับ




เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ (ตามความเห็นของผมนะครับ) คือ เงินสดปันผล เป็นสิ่งที่บริษัทจ่ายออกมาจริงๆ เมื่อจ่ายออกมาแล้วบริษัทก็จะ "แฟบลง"

พูดง่ายๆ ว่าสมมติเราประเมินมูลค่าของบริษัทเอาไว้ 1,000 ล้านบาท พอบริษัทจ่ายเงินปันผลออกมา 50 ล้านบาท มูลค่าของบริษัทก็จะลดลงเหลือ 950 ล้านบาท เพราะว่า 50 ล้านบาทนั้นได้ถูกกระจายออกมาให้ผู้ถือหุ้นแล้ว

ในทางตรงข้าม หากบริษัทตัดสินใจออกหุ้นใหม่ เพื่อเอามาจ่ายเป็น หุ้นปันผล ให้เรา บริษัทก็จะมีจำนวนหุ้นมากขึ้น ขณะที่มูลค่าของตัวกิจการยังคงเดิม ดังนั้น มูลค่า "ต่อหุ้น" ก็จะต้องลดลง อย่างที่เราเรียกกันว่า Dilution Effect นั่นเอง

หลายท่านคำนวณไม่เป็นว่า เมื่อบริษัทออกหุ้นปันผล (เช่น 7 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่) แล้ว มูลค่าหุ้นควรจะไดลูทเหลือเท่าไร วิธีคิดคร่าวๆ ก็คือ ให้เอา X หารด้วย X + 1

อย่างเช่น ออก 7 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ เราก็เอา 7 หารด้วย (7+1) ... ก็จะได้ 7/8 ของมูลค่าหุ้นเดิม ง่ายๆ แค่นี้เอง

สำหรับการจ่ายปันผลเป็นหุ้น บริษัทไม่ได้ไขก๊อกผ่องถ่ายความมั่งคั่งออกมาให้กับผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด เพราะเราเพียงแต่มีหุ้น "เล็กลง" ในจำนวนที่มากขึ้น ดังนั้น Payout Ratio ก็ไม่ควรจะเอาตรงนี้มาคิด สรุปว่าผมเห็นด้วยกับหนังสือของอาจารย์ Ross


Dividend Cover


ในสายตาของนักลงทุน เราอาจบอกว่ายิ่งจ่ายเงินปันผลมากยิ่งดี แต่มันจะมีประโยชน์อะไร หากบริษัทจ่ายหนัก จ่ายเยอะ แต่จ่ายได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง?

ประเด็นที่เราควรพิจารณา ได้แก่ ความสามารถในการจ่ายเงินปันผลได้อย่างยั่งยืน ที่วัดผ่านอัตราส่วนที่เรียกว่า Dividend Cover ซึ่งได้จากการเอา "กำไรต่อหุ้น" หารด้วย "เงินปันผลต่อหุ้น"

ตัวอย่างเช่น บมจ. มังกี้ฟรีไทม์ มีกำไรต่อหุ้น 2.5 บาท และจ่ายเงินปันผล 1.5 บาท ก็จะคำนวณได้ว่า Dividend Cover = 2.5 / 1.5 = 1.67 เท่า

หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็น "ส่วนกลับ" ของ Payout Ratio นั่นเอง

ถึงแม้ว่านักลงทุนจำนวนไม่น้อยจะชื่นชอบบริษัทที่จ่ายเงินปันผลในอัตราสูงๆ เช่น 80-90 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิ แต่การกระทำเช่นนั้นก็มีความเสี่ยง โดยเฉพาะถ้ากำไรของบริษัทไม่ได้คงเส้นคงวาจริงๆ

ความจริงแล้วหากปีไหนบริษัทมีกำไรน้อย แต่ยังอยากจ่ายเงินปันผลหนักๆ บริษัทสามารถควักเอา "กำไรสะสม" ออกมาจ่ายประทังไปก่อนได้ นักลงทุนอาจจะยังแฮปปี้ แต่ก็ต้องระมัดระวังเอาไว้ด้วย เพราะมันเป็นวิธีที่ไม่ยั่งยืน

โดยหลักทั่วไปเรามักจะมองว่า Dividend Cover ที่ต่ำกว่า 1.5 เท่า (เทียบเท่า Payout Ratio ประมาณ 67 เปอร์เซ็นต์) ถือว่าไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไรนัก ส่วนตัวแล้วผมชอบให้จ่ายเงินปันผลพอประมาณ แต่จ่ายได้ยาวๆ และค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนจะดีกว่า

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของ "เงินปันผล" พระเอกที่ไม่ควรจะถูกลืม เพราะแม้จะไม่เร้าใจอะไรมากมาย แต่ก็กินไปได้เรื่อยๆ ครับ

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

สรุปเนื้อหาจากงานเปิดตัวหนังสือ "แต้มต่อในตลาดหุ้น" (2)


ต่อจากบทความก่อนนะครับ

ใน session ที่สองของการเปิดตัวหนังสือ “แต้มต่อในตลาดหุ้น” เป็นการอบรมในหัวข้อ “กลไกราคาหุ้น” โดย สุภศักดิ์ จุลละศร มีการสอดแทรกกิจกรรมทดลองง่ายๆ เพื่อให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมและได้รับประสบการณ์ตรง

เนื้อหาโดยสรุปมีดังนี้


ความเชื่อของนักลงทุน


"ความเชื่อ" เป็นสิ่งที่ตัดสินพฤติกรรมและจำแนกนักลงทุนออกเป็นประเภทต่างๆ สำหรับแนว ป๊อบปูล่า ได้แก่ แนวปัจจัยพื้นฐาน แนวเทคนิค และแนวเจ้ามือหุ้น

  • แนวปัจจัยพื้นฐาน เน้นไปที่การศึกษาตัวกิจการ และพยายามประมวลออกมาเป็น มูลค่า หรือ ราคาที่เหมาะสมของหุ้น (VI หรือ Value Investment ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวนี้)

  • แนวเทคนิค ไม่ปฏิเสธเรื่องมูลค่าหุ้น เพียงแต่พวกเขา "ไม่สนใจ" เพราะถือว่าทุกอย่างสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นแล้ว จึงเน้นไปที่การศึกษาพฤติกรรมของ ราคาหุ้น บนกระดาน

  • แนวเจ้ามือหุ้น มองว่าราคาหุ้นเป็นผลมาจากการกระทำของคนบางกลุ่ม ซึ่งรู้จักกันในนาม เจ้ามือหุ้น นักลงทุนแนวนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การคาดเดาพฤติกรรมของเจ้ามือหุ้น


ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะผสมผสานแนวทางต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่โดยส่วนตัวแล้ววิทยากรไม่เห็นด้วย เพราะปรัชญาการลงทุนของแต่ละแนวทางมีความแตกต่างกัน สุดท้ายแล้วนักลงทุนก็ต้องเลือกแนวใดแนวหนึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวอยู่ดี

นอกเหนือจากแนวป๊อบปูล่าทั้งสามนี้แล้ว ยังมีแนวทางอื่นๆ อีก เช่น แนวปรัชญา ของ จอร์จ โซรอส หรือ แนว Quant (คว้อนท์) ของ จิม ไซมอนส์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเฮ็ดจ์ฟันด์ชื่อ Renaissance Technologies แต่บทสรุปของเนื้อหาส่วนนี้ก็คือ ไม่ว่าแนวไหนก็สามารถรวยได้ ถ้าลงทุนอย่างมีแต้มต่อจริงๆ


กลไกที่ผลักดันราคาหุ้น


ในระยะยาวราคาหุ้นมักจะสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะ "กำไร" แต่ว่าในระยะสั้น แนวโน้มราคาหุ้นอาจแตกต่างไปจากปัจจัยพื้นฐานอย่างมากก็ได้ เพราะฉะนั้นนักลงทุนต้องตระหนักว่า กลไกหลัก ที่ผลักดันราคาหุ้นในแต่ละกรอบระยะเวลานั้นเป็นคนละตัวกัน อย่าพากเพียรแกะงบ แล้วไปเล่นหุ้นสั้นๆ เพราะมันเหนื่อยเปล่า แถมทำให้เราหงุดหงิดและสับสนได้




ในเรื่องของกลไกราคาหุ้น มีประเด็นที่ต้องพิจารณาหลักๆ อยู่ 2 ประเด็น ได้แก่
  1. กิจการนั้นเป็น value creation หรือไม่

  2. ราคาหุ้นอยู่ห่างจากมูลค่าหุ้นมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งประเด็นที่สองนี้เป็นกลไกที่เรียกว่า "Margin of Safety" และวิทยากรก็ได้สอดแทรกการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ให้ประสบการณ์เลียนแบบสิ่งที่เกิดขึ้นจากกลไกนี้ จากนั้นได้อธิบายการสร้างแต้มต่อจากทั้งสองประเด็นพร้อมๆ กัน รวมทั้งนำกลไกดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับตัวอย่างในชีวิตจริง และชี้ให้เห็นว่าการผสมผสานแนวทางที่แตกต่างกันจะก่อให้เกิดความลักลั่นในการลงทุนได้อย่างไร



เราปิดท้ายด้วยการประยุกต์ความรู้เรื่อง ข้อต่อของการลงทุน และ กลไกราคาหุ้น เข้าด้วยกัน คือ ให้สร้างแต้มต่อทั้งตอน ซื้อ-ถือ-ขาย โดยอาศัยกลไกของ Margin of Safety สร้างความได้เปรียบในการซื้อและขาย ส่วนกลไก Value Creation ใช้สร้างความได้เปรียบในการถือ เพื่อนำไปสู่ "แต้มต่อแบบไม่เหนื่อย" ซึ่งท่านที่ได้นั่งเรียนในวันนั้นคงพอเห็นภาพว่า เนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบนั้นเรียงร้อยต่อเนื่องกันมา ไม่มีอะไรสูญเปล่า เหมือนภาพยนตร์ที่ทุกฉากล้วนเข้มข้นและมีความหมาย เพียงแต่มาเฉลยกันในตอนท้ายเท่านั้น


... และนี่ก็คือ เนื้อหาอย่างคร่าว ๆ ในงานเปิดตัวหนังสือวันนั้นครับ

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

สรุปเนื้อหาจากงานเปิดตัวหนังสือ "แต้มต่อในตลาดหุ้น" (1)


ขอแบ่งปันเนื้อหาดีๆ จากงานสัมมนาเนื่องในโอกาสเปิดตัวหนังสือ “แต้มต่อในตลาดหุ้น” ซึ่งเป็นสัมมนาฟรีที่จัดขึ้นสำหรับแฟนหนังสือ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2558




ใน session แรกเป็นการเสวนาในหัวข้อ “ไม่รวยสักที เพราะไม่มีแต้มต่อ” โดยผู้เขียน (สุภศักดิ์ จุลละศร) และบรรณาธิการ (คุณประภาคาร ภราดรภิบาล) สามารถสรุปประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

  • รวย หมายถึง มีเงินทองมาก ... อย่าสับสนระหว่าง “มีเงินมาก” กับ “มีรายได้มาก”

  • มีเงินมาก เรียกว่า “รวย” แต่ถ้าใช้เงินมาก เรียกว่า “ดูรวย” 

  • คิดดีๆ ว่าเราต้องการอะไร บางคนอยากดูรวยก็ไม่ได้ถือว่าผิด แต่ต้องเข้าใจว่าสองสิ่งนี้อยู่ตรงข้ามกัน เพราะโดยปกติถ้าเราใช้เงินมาก เงินที่เรามีก็จะลดลง

วิธีรวยมากๆ (ระดับร้อยล้านหรือพันล้านบาท) เรียกว่า Code R-I-C-H ซึ่งดัดแปลงมาจากสัมมนาโดยคุณ Sebastien Leblond ที่จัดขึ้นโดย British Council และผู้เขียนได้เข้าฟังเมื่อหลายปีก่อน

R – Real Estate คือ รวยจากอสังหาริมทรัพย์
ให้นึกถึงมหาเศรษฐีตระกูลดังๆ เช่น ภิรมย์ภักดี กาญจนพาสน์ เตชะณรงค์ สิริวัฒนภักดี ฯลฯ ซึ่งหันเหจากธุรกิจเดิมเข้าสู่ “ตัว R” นี้ เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่ง

I – Investor คือ รวยจากการลงทุน
ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์, จอร์จ โซรอส, ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

C – Company Owner คือ รวยจากการสร้างบริษัท
ในยุคปัจจุบันมีตัวอย่างบริษัทที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้ผู้ก่อตั้งร่ำรวยมหาศาล เช่น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แห่ง Facebook, เซอร์เกย์ บริน และ ลาร์รี เพจ แห่ง Google

H – High Income Earner คือ รวยจากการมีรายได้มหาศาล
ตัวอย่างเช่น นักกีฬาดังๆ อย่าง ไทเกอร์ วูดส์ และ คริสเตียโน โรนัลโด หรือ เจ. เค. โรว์ลิง ผู้เขียนหนังสือแฮรี่ พอตเตอร์ 



การสร้างความร่ำรวยสไตล์ ดร.นิเวศน์ ใช้หลักที่เรียกว่า “แก้ว 3 ประการ” ซึ่งผู้เขียนเคยเรียบเรียงไว้ในหนังสือ “ปลุกความคิด พิชิตการลงทุน” โดยสำนักพิมพ์วิง มีเดีย ประเด็นคือ เราควร maximise สามอย่างนี้ให้ได้พร้อมๆ กัน สำหรับแก้ว 3 ประการนั้นประกอบด้วย

  1. เม็ดเงินลงทุน สามารถสร้างแต้มต่อได้โดยการเก็บออมให้มาก พยายามอดใจไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย รวบรวมเงินที่เรามีอย่าให้เป็นเบี้ยหัวแตก ชักชวนพ่อแม่หรือญาติๆ มาร่วมลงทุน

  2. ผลตอบแทนทบต้น สามารถสร้างแต้มต่อได้โดยการเปิดใจให้กว้าง มองหาโอกาสในการลงทุน แสวงหาความรู้ ถ้ารู้น้อยก็อย่าเพิ่งโลภมาก

  3. ระยะเวลาลงทุน สามารถเพิ่มแต้มต่อได้โดยการเริ่มลงทุนเร็ว ตายช้าๆ (คือ ให้รักษาสุขภาพ) รู้จักส่งต่อความมั่งคั่งไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน มุมมองที่สำคัญอีกอย่าง คือ ถ้าลงทุนหุ้นแล้วชอบ “เล่นรอบ” เข้าๆ ออกๆ พอตกรถปุ๊บ การลงทุนก็ไม่ต่อเนื่อง ทำให้ระยะเวลาลงทุนกะพร่องกะแพร่ง เกิดแต้มต่อไม่เต็มที่

สุดท้ายเป็นเรื่องข้อต่อของการลงทุน ประกอบด้วยการ “ซื้อ–ถือ–ขาย” เราสามารถหาแต้มต่อได้จากทุกท่อน โดยหากเป็น VI ท่อนที่เป็นการ ถือ จะเด่นขึ้นมา ขณะที่แนวเก็งกำไรระยะสั้น ท่อน ถือ อาจสั้นจนแทบไม่มีประโยชน์ นั่นเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ

สำหรับเนื้อหาใน session ที่สอง ผมจะมาเล่าให้ฟังอีกทีนะครับ

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

งานเปิดตัวหนังสือ ... ที่นั่งเต็มแล้ว



ขณะนี้ที่นั่งในงานเปิดตัวหนังสือ "แต้มต่อในตลาดหุ้น" และอบรมหุ้น Mini Course ได้เต็มแล้ว


ขอขอบคุณสำหรับการตอบรับ และหวังว่าจะมีโอกาสได้นำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับทุกท่านอีกครับ

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

"แต้มต่อในตลาดหุ้น"




ขอบคุณท่านบรรณาธิการและทีมงาน Wing Media สำหรับความเหนื่อยยากกว่าจะมาเป็นหนังสือเล่มนี้นะครับ

ความพิเศษของหนังสือเล่มนี้ คือ ท่านสามารถอ่านได้ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือโปร และชื่อของมันก็สื่อสุดๆ ว่าท่านควรจะคาดหวังอะไรจากมัน

"แต้มต่อ" คือ ความได้เปรียบที่เราสามารถใช้เอาชนะตลาดหุ้น นักลงทุนขั้นเทพทุกคนล้วนมีสิ่งนี้อยู่ในมือ ... และเผื่อว่าคุณจะไม่ทันสังเกต แต้มต่อของพวกเขาแต่ละคนล้วนแตกต่าง ทว่าปลายทางกลับทำให้พวกเขาร่ำรวยได้เหมือนกัน! มันน่าประหลาดไหมล่ะครับ

หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจหลักธรรมชาติและความได้เปรียบขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรมี ก่อนจะตีแผ่แนวทางการลงทุนที่หลากหลาย และ open ให้ทุกท่านได้เลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง

ถัดมาเป็นการกล่าวถึง "กลไกราคาหุ้น" รวมทั้งโมเดลการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแบบง่ายๆ แต่ทรงประสิทธิภาพ รวมทั้งชักชวนให้ผู้อ่านค้นหาว่า เราจะหาผลตอบแทนสูงๆ อย่างมีแต้มต่อได้อย่างไร และพฤติกรรมแบบไหนควรทำหรือไม่ควรทำ

สำหรับท่านที่สนใจ "ตัวกิจการ" ที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเขียวๆ แดงๆ หนังสือเล่มนี้ปูพื้นวิธีส่องหาธุรกิจ อธิบายงบการเงินและอัตราส่วนต่างๆ ด้วยเทคนิคพิเศษที่หลายคนในเว็บบอร์ดถึงกับบอกว่า

"ถ้าอาจารย์สอนแบบนี้ ฉันก็เข้าใจไปตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว!"

เนื้อหาของหนังสือค่อนข้าง well-organised (เรียบเรียงเป็นขั้นเป็นตอน อ่านเข้าใจง่าย) ไม่ใช่การรวมบทความ มีภาพประกอบที่คอยอธิบายเนื้อความเยอะมากกกก ไม่ใช่กราฟฟิกที่มีไว้แค่สวยๆ

นั่นเป็นเหตุผลที่ผมและกองบรรณาธิการต้องเหน็ดเหนื่อยและภูมิใจกับมันมากเป็นพิเศษ




สำหรับคนที่ชอบอะไรพิสดารๆ ระดับที่ textbook เรียกพี่ ... บอกได้ว่าอยู่ท้ายเล่มครับ

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

คำถามท้าทายมนุษย์เงินเดือน


คำถามหนึ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรถามตัวเองอย่างจริงจัง คือ "ถ้าห้ามทำงานกินเงินเดือน ชีวิตฉันจะทำมาหากินอะไรได้อีกบ้าง"

 ... ลองคิดถึงงานที่คุณอาจจะ "ยี้" ในแว้บแรก

... อย่าเพิ่งตัดทุกความเป็นไปได้

... อย่ามองข้ามงานที่ได้เงินน้อย หรือไร้เกียรติ

คุณอาจคิดถึงคนขายหมูปิ้งหน้าบูดๆ แถวบ้าน แล้วนึกไปว่าความจริงคุณสามารถขายสินค้าอย่างเดียวกัน และเอาชนะได้ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม บางทีคุณอาจคิดถึงการรับซ่อมไฟฟ้าหรือประปาเล็กๆ น้อยๆ ตามบ้าน ... ความรู้ที่คนสมัยนี้ "ยอมจำนน" และยินดีจ่าย เพราะไม่มีปัญญาทำด้วยตัวเอง

หรือไม่ก็สอนพิเศษวิชาโปรดที่คุณเคยเก่งกาจสมัยเรียนก็ได้

แน่นอน ในวันที่ปราศจากแรงบีบคั้น คุณอาจเบะปากใส่บางอาชีพ เพราะคิดว่าตัวเองร่ำเรียนมาสูง แต่เชื่อผมเถอะว่าการ คิดถึงทุกความเป็นไปได้ เอาไว้ก่อน ไม่ใช่เรื่องเสียหาย อย่างน้อยคุณก็จะมีทางเลือกในชีวิตที่สุดหลากหลาย และถ้าสุดท้ายแล้วตัดสินใจว่าจะไม่ทำ มันก็เป็นการตัดสินใจของเรา พูดง่ายๆ ว่าเราเป็นคนบงการชีวิตตัวเอง

สำหรับคนที่ทำงานบริษัทใหญ่ๆ อาจคิดและบอกกับตัวเองว่า "รอดแล้ว" ... แต่สถานการณ์ในชีวิตสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ งานที่คิดว่ามั่นคง ก็ไม่มั่นคงมากไปกว่าตัวบริษัท สมมติว่าวันหนึ่งเกิดบริษัทซวนเซ เขาก็อาจจะต้องปลดคน หรือไม่ต้องซวนเซก็ได้ แค่มีการควบรวมกิจการ บริษัทแม่รายใหม่ก็อาจตัดสินใจเลิกจ้างคุณได้ง่ายๆ เหมือนกัน และถึงแม้จะได้เงินชดเชยมาบ้าง แต่การหางานใหม่เมื่ออายุมากขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

นั่นคือเหตุผลที่ผมตั้งคำถามนี้ และอยากให้ทุกท่านลองคิดและต่อยอดดูว่า ตัวเราสามารถทำอะไรได้บ้าง

หลังจากที่ตอบคำถามนี้ ท่านอาจประหลาดใจเมื่อเห็นว่าหนทางเลี้ยงชีพมันช่างกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน ไม่ได้จำกัดอยู่ในออฟฟิศแคบๆ แต่เพียงอย่างเดียว

และบางอาชีพนั้น เมื่อขยับขยายออกไป รายได้ของมันไม่เพียงแค่ทำให้คุณ "มีเงินใช้" แต่อาจถึงขั้น "รวย" ได้ด้วยซ้ำ

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

เงินปันผลของหุ้นเติบโต


ตำราทางการเงินมักบอกว่า บริษัทที่มีการเติบโตสูงๆ มีความจำเป็นต้องเอาเงินสดไปขยายกิจการ จึงจ่ายเงินปันผลน้อยหรือไม่จ่ายเลย และการกระทำเช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่ "สมเหตุสมผล" เสียด้วย

ดังนั้น นักลงทุนที่ซื้อหุ้นดังกล่าวจึงมัก "ไม่คาดหวัง" เงินปันผล และนั่นก็เป็นเหตุผลที่บริษัทเหล่านี้เองก็ไม่คิดจะจ่ายเงินปันผลอย่างเป็นน้ำเป็นเนื้อด้วยเหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นเหตุและผลที่วนลูป สะท้อน...ซึ่งกันและกัน แล้วทุกคนก็แฮปปี้ (อันนี้ตำราไม่ได้บอก แต่ผมบอกเอง)

อย่างไรก็ตาม เมื่อการเติบโตเริ่มลดลง ตำราก็บอกว่าในที่สุดบริษัทจะหันกลับมาจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงขึ้น ... แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมไม่เชื่อสักเท่าไหร่


เสือปืน(ไม่)ไว

ความจริงแล้วการที่บริษัทโตเร็วและ "งก" เงินปันผล จะพลิกกลับมาเป็น เสือปืนไว ควักเงินปันผลจ่ายให้ผู้ถือหุ้นโครมๆ นั้นก็มีอยู่ แต่ก็คงไม่ง่ายนัก เพราะมันขัดกับบุคลิกและความเคยชินของผู้บริหาร

ประเด็นแรก ในมุมของฝ่ายบริหาร พวกเขาต้องการมีเงินสดติดกระเป๋าเอาไว้เยอะๆ หยิบง่ายใช้คล่อง การไม่ต้องควักเงินออกมาจ่ายเป็นปันผลหลายๆ ปี ทำให้พวกเขา "เคยตัว" แล้วพอถึงวันหนึ่ง คุณคิดว่าเขาจะยอมควักเงินออกมาง่ายๆ น่ะหรือ? เมินเสียเถอะ

ประเด็นต่อมา คือ การเติบโตที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี จะทำให้ผู้คน "ยึดติด" อยู่กับภาพนั้นๆ แม้ต่อมาการเติบโตจะเริ่มชะลอตัว แต่ทุกคนก็คิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ดังนั้น การจะทำให้ใครบางคน (โดยเฉพาะฝ่ายบริหาร) ยอมรับว่าการเติบโตสวยหรูเริ่มจบลง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังไม่ต้องคิดฝันไปไกลถึงการจ่ายเงินปันผลเลย

ประเด็นสุดท้าย แม้ฝ่ายบริหารจะยอมรับกันเองภายในว่าการเติบโตกำลังจะสิ้นสุดลง แต่ก็คงเป็นการยากที่พวกเขาจะ "ประกาศ" เรื่องนี้อย่างเป็นทางการผ่านการจ่ายเงินปันผล

อย่าลืมว่าหุ้นเติบโตจำนวนไม่น้อยมีการซื้อขายกันที่ P/E สูงลิ่ว เช่น 40-50 เท่า หากสาธารณชนเกิดตระหนักขึ้นมาว่า บริษัทกำลังจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นหุ้นที่โตธรรมดาๆ ค่า P/E อาจหดลงไปเหลือเพียงครึ่งเดียว ส่งผลให้ราคาหุ้นทรุดลงอย่างน่าสะพรึงกลัว

และยิ่งถ้าผู้บริหารเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วยแล้ว พวกเขาก็คงไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเป็นแน่

พูดง่ายๆ ก็คือ มีความเป็นไปได้น้อยที่ สิงห์ปืนฝืด จะผันตัวมาเป็น เสือปืนไว

Soft Landing


โดยทั่วไป Soft Landing เป็นคำที่ใช้ในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค เมื่อภาครัฐพยายามชะลอเศรษฐกิจให้ลดความร้อนแรงลง แทนที่จะโตพรวดพราดเป็นฟองสบู่และจบลงด้วยการระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ในกรณีของหุ้นโตเร็วที่ค่อยๆ ลดการเติบโตลง พร้อมไปกับการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงขึ้น ผมคิดว่าคำนี้ก็น่าจะพอใช้ได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่า Soft Landing จะเกิดขึ้นง่ายๆ ในกรณีของหุ้นเติบโต และต่อให้ผู้บริหารเห็นแล้วว่าธุรกิจเริ่มตีบตัน ความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะ "ปลิ้น" หอบเงินของบริษัทไปลงทุนสัพเพเหระแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ก็ยังมีมากกว่าการจ่ายปันผลคืนให้กับผู้ถือหุ้น

ลองคิดดูก็ได้ว่าอะไรจะน่าอภิรมย์มากกว่ากัน ระหว่างการประกาศอย่างยิ่งใหญ่ว่าบริษัทกำลังจะ "ทุ่มเงิน" เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ กับการประกาศว่าบริษัทจะเริ่มจ่ายเงินปันผลมากขึ้น เพราะกิจการกำลังจะเติบโตน้อยลง?!

เรื่องแบบนี้ตำราเรียนไม่มีเขียนไว้แน่ๆ นักลงทุนต้องคิดเอาเองครับ

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ลาพักร้อน


มนุษย์เงินเดือนหรือคนที่ทำงานประจำ คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักการ "ลาพักร้อน" ความจริงแล้วสิ่งนี้น่าจะถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ของหลายคนได้เลยเสียด้วยซ้ำ บางคนพอได้ปฏิทินปีใหม่มาก็รีบเปิดดูทันทีว่าปีหน้ามีวันหยุดยาวช่วงไหนบ้าง ในหัวก็วางแผนเสร็จสรรพ หาที่เที่ยว หาคนไปด้วยเรียบร้อย (แต่เงินยังไม่ได้หานะครับ)

ค่านิยมเรื่องการลาพักร้อนเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คนจำนวนไม่น้อยคิดว่าพักร้อนทั้งทีจะต้องไปเที่ยวไกลๆ สมัยก่อนที่ยังทำงานประจำ เมื่อผมลาพักร้อนแล้วบอกว่า "นอนอยู่บ้าน" หลายคนจะทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่า แล้วจะลาไปทำไม

การลาพักร้อนในความหมายของพวกเขา คือ ลางานยาวๆ ออกเดินทางไปเที่ยวไกลๆ ถ้าไม่ใช่ต่างจังหวัดก็ต้องเป็นต่างประเทศ ไปเที่ยวแล้วก็ต้องเอาให้คุ้ม ออกเที่ยวตั้งแต่เช้า และกลับเข้าที่พักให้ดึกที่สุดเท่าที่จะมีปัญญา กลับมาก็ต้องมีของฝากพะรุงพะรัง

แต่ว่า... นั่นไม่เห็นจะเป็นการ "พักผ่อน" สำหรับผมตรงไหนเลย (ขออภัยถ้าคิดไม่ตรงกับคนอื่นๆ นะครับ)

ในความเห็นของผม กิจกรรมที่ว่ามานั้นน่าจะทำให้ผมเหนื่อยมากขึ้น อาจจะสนุก แต่ก็เป็นความสนุกแบบเหนื่อยๆ เพราะฉะนั้น ถ้าต้องการพักผ่อนจริงๆ อย่างที่ใครๆ เรียกว่า การชาร์จแบต ผมก็จะพักอยู่ที่บ้านในวันธรรมดา ซึ่งคีย์เวิร์ดมันก็อยู่ตรงนี้ครับ

หลังจากตื่นนอนแล้ว ผมจะออกไปเดินเล่นแถวๆ บ้าน ดูวิถีชีวิตของผู้คน ได้เห็นบางคนกระวีกระวาดเดินทางไปทำงาน บางทีก็แทบจะ "วิ่ง" เพราะกลัวไปสาย เมื่อเห็นแล้วผมก็ย้อนกลับมาบอกตัวเองว่า เราโชคดีแค่ไหนที่มีวันหยุด ได้เอ้อระเหยลอยชายชมนกชมไม้ ในขณะที่คนอื่นต้องใช้ชีวิตอย่างวุ่นวาย ต่อจากนั้นผมก็จะอุดหนุนกาแฟสดและปาท่องโก๋แถวบ้านเป็นอาหารเช้า

พอตอนสายตลาดหุ้นเปิดทำการ ผมก็จะเปิดทีวีเพื่อดูตัวหุ้นที่วิ่งอยู่บนหน้าจอ พร้อมกับผู้ดำเนินรายการสาวที่มักจะทำท่าทางตื่นเต้นไปกับทุกข่าวสารที่อาจกระทบกับราคาหุ้น ทำให้ผมพอจะเข้าใจว่า เหตุใดนักลงทุนที่เกาะติดตลาดหุ้นจึงมักจะลุกลี้ลุกลนกับข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมเข้ามา และนี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่มีโอกาสได้เห็นในวันธรรมดาอื่นๆ เนื่องจากต้องไปทำงาน

แต่จะว่าไปมันอาจเป็นเรื่องดี เพราะถ้าผมเกาะติดหน้าจออย่างนี้ทุกวัน บางทีจิตใจอาจหวั่นไหวไปกับข่าวสัพเพเหระพวกนี้ก็เป็นได้

ตอนกลางวันผมจะหาโอกาสออกไป "เดินห้าง" เพื่อซึมซับความรู้สึกของการเดินห้างวันธรรมดา ผู้คนไม่พลุกพล่าน ที่จอดรถหาง่าย พนักงานขายก็กุลีกุจอต้อนรับ แล้วเวลาขับรถกลับบ้านก็กะเวลาให้ถึงบ้านก่อนช่วงรถติดตอนเย็น บางทีก็ได้เห็นลุงๆ ป้าๆ แถวบ้านเดินออกกำลังกาย หรือไม่ก็ทักทายกับเพื่อนบ้านที่เริ่มทยอยกันกลับมาจากที่ทำงาน

พูดได้ว่าผม ออกแบบ ชีวิตให้ชิลล์สุดๆ ได้ อย่างน้อยก็ในวันพักร้อนนี้

จริงอยู่ว่า ผมอาจจะไม่มีรูปถ่ายเอาไว้อวดคนอื่น ไม่มีเรื่องราวเก๋ๆ อัพลงโซเชียล ไม่มีของฝากไว้แจกเพื่อนร่วมงาน แต่ถ้าถามว่า "แบต" ของผมเต็มหรือเปล่า ... ตอบได้ว่า "เต็มสุดๆ ครับ"