วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด 2










คราวที่แล้วผมแนะนำการลงทุนที่มุ่งเน้นไปที่ "กระแสเงินสด" แทนการมุ่งไปที่ "มูลค่าพอร์ต" ตามแบบของนักลงทุนทั่วๆ ไป คราวนี้ผมจะขอชักชวนให้หันมาพินิจพิเคราะห์ดูว่าพอร์ตโฟลิโอของแต่ละท่านสร้างกระแสเงินสดมากน้อยเพียงใด

เพื่อให้สะดวกปาก ผมขอยกตัวอย่างพอร์ตโฟลิโอขนาด 1 ล้านบาทของคุณเป๊กเพื่อนผม (นามสมมติ) ซึ่งมีลักษณะคร่าวๆ ดังภาพ กองทุนรวมตราสารหนี้ที่เป๊กลงทุนไม่มีการจ่ายเงินปันผล คงมีแต่กองทุนอสังหาฯ ซึ่งจ่ายเงินปันผลหลังหักภาษีในอัตราเฉลี่ยปีละ 7% และหุ้นซึ่งเฉลี่ยแล้วจ่ายปันผลหลังหักภาษีปีละ 4%

ดูเผินๆ ก็ไม่น่ามีอะไร แต่ถ้ามองดีๆ จะพบว่าพอร์ตโฟลิโอนี้มีการสร้างกระแสเงินสดน้อยมาก เนื่องจากมีเพียงหุ้นที่สร้างกระแสเงินสดเฉลี่ยปีละ 4% x 150000 = 6,000 บาท และกองทุนอสังหาฯ ซึ่งสร้างกระแสเงินสดเฉลี่ยปีละ 7% x 150000 = 10,500 บาทเท่านั้น รวมแล้วในแต่ละปีพอร์ตนี้จะสร้างกระแสเงินสดเพียง 16,500 บาท หรือคิดเป็น 1.65% ของมูลค่าพอร์ต


ปรับพอร์ตใหม่ ไม่เพิ่มความเสี่ยง

ผมขอแนะนำให้อ่านเรื่อง "ฉีกตำราเรื่องความเสี่ยง" แล้วจะเห็นว่าเราสามารถปรับพอร์ตเพิ่มสัดส่วนของหุ้นและกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเพิ่มผลตอบแทนได้โดยไม่ต้องเพิ่มความเสี่ยง เพียงแต่เราจะต้องอดทนรอและรู้จักทำการบ้านหน่อยเท่านั้น

จากตัวอย่างข้างต้น หากผมจัดพอร์ตใหม่ดังภาพโดยเลือกสรรหุ้นที่มีผลการดำเนินงานเข้มแข็งและมีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอเฉลี่ย 5% ต่อปี ส่วนกองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นผมคงทำอะไรให้มากไม่ได้ ก็คงถือว่ามันจ่ายเงินปันผลในอัตราเดิมคือ 7% ต่อปี



การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้สัดส่วนของพอร์ตที่สร้างกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นอย่างมาก กระแสเงินสดจากหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 5% x 300000 = 15,000 บาท และกระแสเงินสดจากกองทุนอสังหาฯ จะเพิ่มเป็น 7% x 300000 = 21,000 บาท รวมเป็นกระแสเงินสดทั้งปี 36,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบสองหมื่นบาทโดยที่ไม่ต้องลงเงินเพิ่มเลย

เรื่องราวต่อจาก "ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด" ภาคแรกคงไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความพิสดารต่างๆ นานา เพราะเส้นทางไปสู่อิสรภาพทางการเงินนั้นที่จริงไม่ได้ยาก เพียงเรา "ทำให้ถูกต้อง และทำไปเรื่อยๆ"

"คนที่ไม่ประสบความสำเร็จย่อมมีเหตุผลมากมายมาอธิบายว่าเหตุใดเขาจึงทำไม่สำเร็จ"

หวังว่าคงไม่เป็นแบบนั้นนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด (revisited)


ในสภาวะที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนผมเชื่อเหลือเกินว่าหลายๆ คนคงจะอยู่ในสภาพ "ใจสั่น" เวลาที่เห็นราคาหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ VI

ในมุมมองของ VI หุ้นบางตัวเราคิดแล้วคิดอีกก่อนซื้อ แถมยังซื้อแบบมี margin of safety ซะด้วย แต่ไหงพอตลาดปักหัวลงมันกลับดิ่งตามหน้าตาเฉยได้ล่ะ ตกลงที่เราวิเคราะห์มาก่อนหน้านี้มันถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า??

นายตลาด หรือ Mr Market ตามแนวคิดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นบุคคลสมมติที่มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เขาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจของเราและจะโผล่มาเสนอซื้อขายหุ้นกับเราทุกวัน กติกาก็คือนายตลาดเป็นคนเสนอราคา ส่วนเราเป็นคนตัดสินใจว่าจะซื้อขายหรือไม่ ดังนั้นเมื่อเข้าใจบทบาทของเขาและของเราแล้ว เราก็อย่าไปเถียงเรื่องราคากับนายตลาด คิดในฝั่งของเราเฉยๆ ก็พอว่าจะซื้อ จะขาย หรือจะอยู่เฉยๆ


มองในมุมใหม่ "ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด"

หากว่าในภาวะที่ตลาดกำลังดิ่งลงแล้วเราเทขายหุ้น ฟังดูก็น่าจะโอเค ก็ในเมื่อหุ้นกำลังลงแล้วจะถือหุ้นไว้ทำแป๊ะอะไรจริงมั๊ยครับ แต่ถามจริงๆ เรารู้หรือเปล่าว่า ณ จุดที่เราขายหุ้นมันไม่ใช่ก้นเหว ผมเคยเห็นมานักต่อนักแล้วที่คนเทขายหุ้นด้วยความคิดว่าจะไปรอซื้อกลับที่ก้นเหว แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเองนั่นแหละดันไปขายหุ้นตอนมันตกต่ำที่สุด จากนั้นก็ได้แต่นั่งมองหุ้นที่(เคย)เป็นของเราพุ่งขึ้นๆ จากการที่มีคนช้อนซื้อของดีราคาถูก(ไปจากเรา) หรือแม้เราไม่ได้ขายหุ้นไปที่ก้นเหว แต่พอหุ้นลงต่อเราก็กล้าๆ กลัวๆ ไม่เข้าซื้อซักที จนหุ้นเงยหัวขึ้นมาแล้วก็ยังรีๆ รอๆ จนมันพุ่งผ่านจุดที่เราขายออกไปก็เลยยอมยกธงขาว ปล่อยให้มันลอยผ่านเราไป

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราพยายามไปมองที่ตัว "ราคาหุ้น" แต่เรื่องจะง่ายกว่านี้อีกมากหากว่าเราพยายามมองไปที่ "กระแสเงินสด" ที่ออกมาจากหุ้นจริงๆ ซึ่งก็คือเงินปันผล อย่างไรก็ตาม ผมต้องบอกก่อนว่าการลงทุนแนว VI เน้นไปที่คุณค่าและราคาหุ้น โดยไม่ได้มีนิยามเกี่ยวกับเงินปันผลไว้เป็นพิเศษ ดังนั้นการเน้นกระแสเงินสดหรือเงินปันผลก็เป็นเพียงแค่แนวทางย่อยของ VI เท่านั้น


ตัวอย่างการลงทุนของนักลงทุนทั่วไป

สมมติผมมีหุ้นอยู่ตัวหนึ่ง ชื่อหุ้น MKY ผมเห็นว่ามันเป็นบริษัทที่ดีทำผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจ่ายปันผลปีละไม่ต่ำกว่า 80 สตางค์ ขณะที่ราคาหุ้นอยู่ที่ 10 บาท เมื่อคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลก็จะอยู่ที่ 8% ซึ่งส่วนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสภาพตลาดหุ้น เพราะต่อให้ตลาดหุ้นมันย่ำแย่อย่างไร บริษัทก็ยังเปิดทำการและยังหาเงินได้ พอถึงเวลาจ่ายปันผลก็ยังจ่ายได้ กล่าวได้ว่าผมมั่นใจในกระแสเงินสดส่วนนี้พอสมควรจึงเข้าซื้อไว้ 10,000 หุ้น คิดเป็นเงินลงทุน 10000 x 10 = 1 แสนบาท

ต่อมาตลาดหุ้นตกใจกับปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปทำให้หุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลงไม่เว้นแม้แต่หุ้น MKY ของผมด้วย ราคาร่วงลงมาอยู่ที่ 9 บาท ถ้าผมพยายามคิดมูลค่าเป็นตัวเงินก็จะพบว่าพอร์ตหุ้นของผมขาดทุนไปแล้ว 1 หมื่นบาท (10,000 หุ้น ขาดทุนหุ้นละ 1 บาท) คิดอย่างนี้แล้วสำหรับคนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างผมก็ชวนให้ใจสั่นอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตามไม่กี่วันต่อมาตลาดหุ้นยิ่งตกใจหนัก ตลาดถล่มลงอีกเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน นำพาให้หุ้น MKY ของผมหล่นลงมาอยู่ที่ 7 บาท เอาล่ะสิ ขาดทุนรวมๆ กันตอนนี้ 3 หมื่นบาทเข้าไปแล้ว (10,000 หุ้น ขาดทุนหุ้นละ 3 บาท) นี่มันนรกชัดๆ ยิ่งคิดยิ่งหม่นหมอง


ตัวอย่างการลงทุนเพื่อกระแสเงินสด

จากตัวอย่างเดิมเพียงแต่คราวนี้ผมลงทุนเพื่อกระแสเงินสด มุมมองของผมจะเปลี่ยนไป ในทีแรกที่หุ้นตกลงมาเหลือ 9 บาทผมจะมองว่า "เฮ้ย จะเป็นไรไป บริษัทก็ยังดีอยู่ เดี๋ยวก็ได้เงินปันผลแล้ว" ผมก็จะยังเย็นใจได้ถึงแม้จะแอบอิจฉาคนอื่นในตลาดอยู่นิดๆ ที่สามารถเข้าซื้อหุ้นแสนดีตัวนี้ได้ที่ราคาต่ำกว่าผม

ครั้นพอหุ้นตกมาเหลือ 7 บาท คราวนี้ผมตาลุกแล้วครับ ถ้าคำนวณกระแสเงินสดจากเงินปันผล 80 สตางค์ เทียบกับเงินลงทุน 7 บาท อ้าว! ได้อัตราผลตอบแทนตั้ง 11.4% นี่หว่า โอ้โห มีความสุขมาก เข้าซื้อเลยที่ราคา 7 บาท และคราวนี้โอกาสดีมากจึงซื้อถึง 20,000 หุ้น (ใช้เงิน 140,000 บาท) ตอนนี้ผมก็มี "เด็กๆ" ในคาถาถึง 30,000 หุ้นที่จะมาช่วยกันสร้างกระแสเงินสดให้ผม โดยแบ่งเป็น

  • ล็อตแรก 10,000 หุ้น สร้างกระแสเงินสดให้ผมในอัตรา 8% (ไม่เลวเลย)

  • ล็อตที่สอง 20,000 หุ้น สร้างกระแสเงินสดให้ผมในอัตรา 11.4% (เยี่ยมยอด)
เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วผมควรจะกังวลอะไรล่ะครับ


ลงทุนอย่างไรให้ถูกทาง

พยายามคิดว่าเป้าหมายหลักของเราไม่ใช่การสร้างพอร์ตหุ้นมูลค่าเท่านั้นเท่านี้ แต่เป็นการสร้างกระแสเงินสดต่างหาก เมื่อใดกระแสเงินสดที่เราสร้างขึ้นสูงกว่าค่าใช้จ่ายของเรา เมื่อนั้นเราก็มีอิสรภาพทางการเงิน

สมมติว่าคำนวณจากพอร์ตหุ้นตามตัวอย่างข้างต้นผมจะมีกระแสเงินสดจากเงินปันผลของหุ้นล็อตแรก 10000 x 0.8 = 8,000 บาท และจากหุ้นล็อตที่สอง 20000 x 0.8 = 16,000 บาท รวมแล้วผมจะมีกระแสเงินสด 24,000 บาท และยังไม่นับว่าในอนาคตบริษัทนี้อาจเติบโตและจ่ายเงินปันผลได้มากขึ้นซึ่งก็จะทำให้กระแสเงินสดของผมโตขึ้นกว่านี้อีกด้วย หากจะคิดง่ายๆ ว่าผมใช้จ่ายเดือนละ 2 หมื่นหรือตกปีละ 2.4 แสนบาท กระแสเงินสดที่ผมได้ตอนนี้ก็ยังเป็นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของที่ผมต้องการ สิ่งที่ผมต้องทำคือ รอจังหวะเหมาะๆ ที่จะสะสมหุ้นเพิ่มเพื่อผลักดันให้กระแสเงินสดของผมใหญ่ขึ้นจนกว่าจะถึงเป้าหมายที่วางไว้

นับจากนี้ไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไรก็ตาม ขอให้มองมันในฐานะของ "โอกาส" นะครับ สะสมจำนวนหุ้น ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด แล้วเราจะไม่หม่นหมองในยามที่ตลาดเป็นขาลงครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555

บุคลิกของหุ้น


คนแต่ละคนมีบุคลิกที่ไม่เหมือนกัน บางคนรอบคอบระมัดระวัง บางคนกล้าได้กล้าเสีย บางคนขยัน บางคนขี้เกียจ ...หุ้นก็ไม่แตกต่างกัน เพราะหุ้นแต่ละตัวต่างก็มีบุคลิกที่แตกต่างกันออกไป


บุคลิกของหุ้นตามแนว ปีเตอร์ ลินช์


หลายท่านคงทราบแล้วว่า ปีเตอร์ ลินช์ อดีตผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellan ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้จัดการกองทุนที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลก แบ่งหุ้นออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่

หุ้นโตเร็ว
หุ้นโตช้า
หุ้นแข็งแกร่ง
หุ้นวัฏจักร
หุ้นฟื้นตัว
หุ้นรวยทรัพย์สิน

ลินช์แบ่งหุ้นออกเป็นประเภทต่างๆ ได้จากลักษณะ "กำไร" ของบริษัท ที่จริงแล้วใครที่เป็นนักอ่านตัวยงน่าจะทราบดีว่าลินช์ให้ความสำคัญกับกำไรของบริษัทเป็นอย่างมาก เขาชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้นกับกำไรของบริษัท ซึ่งจะสะท้อนออกมาในระยะยาว จนถึงกับบอกว่า "ถ้าคุณสามารถติดตามข้อมูลได้เพียงชิ้นเดียว ให้ติดตามกำไร"

ที่กล่าวมานี้เป็นการแบ่งบุคลิกของหุ้นตามลักษณะของกำไร (ใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม แนะนำให้อ่าน "One Up On Wall Street" หรือเล่มภาษาไทย "เหนือกว่าวอลสตรีท" แปลโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร) อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าถ้าเราแบ่งหุ้นตามลักษณะของราคาหุ้นก็จะเห็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน


บุคลิกของหุ้นตามพฤติกรรมราคา


1. หุ้นนำตลาด

ผมเคยเขียนเกี่ยวกับหุ้นนำตลาดมาแล้ว แต่ในคราวนั้นผมใช้คำว่า "หุ้นนำดัชนี" (ดูใน http://www.monkeyfreetime.com/2012/02/blog-post_20.html) หุ้นพวกนี้เป็นหุ้นตัวใหญ่ๆ ที่ฝรั่งชอบ ที่ชอบนั้นก็ไม่ใช่เพราะว่ามันมีผลประกอบการดี แต่เพราะว่ามันมีขนาดใหญ่พอที่เม็ดเงินของพวกเขาจะเข้าหรือออกได้สะดวก จริงอยู่ว่าราคาหุ้นในระยะยาวขึ้นอยู่กับผลประกอบการ แต่ในระยะสั้นแล้วราคาหุ้นกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด

ตัวอย่างคร่าวๆ ของหุ้นกลุ่มนี้คือ หุ้นที่อยู่ในดัชนี SET50


2. หุ้นปัจเจกชน

ตรงข้ามกับหุ้นนำตลาด หุ้นปัจเจกชนจะมีบุคลิกเรียบนิ่ง "อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว" ใครจะไปจะมาไม่ค่อยสนใจ ฝรั่งจะเข้า กองทุนจะทิ้งก็ไม่เกี่ยวกับเขา เพราะเขาเป็นพวกหุ้นขนาดกลางถึงเล็ก ราคาหุ้นก็มักจะนิ่งหรือแกว่งอยู่ในกรอบแคบๆ เป็นแรมเดือนแรมปี จนวันดีคืนดีผลประกอบการออกมา ราคาหุ้นถึงวิ่งซะทีนึง จากนั้นก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติคือกลับมานิ่งอีกครั้ง นักลงทุนที่ถือหุ้นกลุ่มนี้จึงมักเป็นพวกถือยาว เพราะพวกเล่นสั้นมักอดทนกับความน่าเบื่อไม่ไหว

ตัวอย่างคร่าวๆ ของหุ้นกลุ่มนี้คือ หุ้นที่ ไม่ อยู่ในดัชนี SET100 หรือ SET50


3. หุ้นมั่นคง หรือ หุ้นเชิงรับ

หุ้นบางตัวที่ไม่ใช่หุ้นนำตลาด ทว่าพอตลาดเป็นขาขึ้นก็ขึ้นไปกับเขาด้วย แม้จะวิ่งไม่แรงนักก็ตาม อย่างไรก็ตามพอตลาดเป็นขาลง หุ้นพวกนี้กลับมีความทนทานหนังเหนียวและไม่ตกมากเท่าหุ้นอื่น ความจริงหุ้นกลุ่มนี้ก็เป็นที่นิยมพอสมควร เพราะคนมักมองว่าพวกมันมีผลประกอบการที่ค่อนข้างแน่นอนและหลายตัวก็จ่ายเงินปันผลในอัตราที่น่าพอใจ ที่สำคัญนักลงทุนถือแล้วมักกินอิ่ม(พอสมควร)และนอนหลับดี

ตัวอย่างคร่าวๆ ของหุ้นกลุ่มนี้คือ หุ้นที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ทางด่วน หรือของกินของใช้ในชีวิตประจำวัน


4. หุ้นปั่น

ถ้าจะเขียนให้ถูกจริงๆ แล้วผมควรจะเขียนว่า "หุ้น(ที่เชื่อว่า)ปั่น" หุ้นพวกนี้ราคาและผลประกอบการไปคนละทิศคนละทาง ขึ้นอยู่กับว่าขาใหญ่ที่เล่นนั้นเขาจะจูงไปทางไหน ส่วนมากเป็นหุ้นขนาดเล็กหรือหุ้นที่มีผลประกอบการขาดทุนระดับที่ผู้จัดการกองทุน "ยี้" นั่นแหละครับ การที่บรรดากองทุนไม่ให้ความสนใจทำให้ "ขาใหญ่" ไม่ต้องกังวลกับ "ขาใหญ่กว่า" และสามารถทำราคา... ลากหรือทุบ จนแมงเม่ากระอักให้เห็นบ่อยๆ

หุ้นกลุ่มนี้ขอไม่ยกตัวอย่างแล้วกัน


เลือกหุ้นให้เหมาะกับตัวเอง

นักลงทุนมือใหม่มักถามหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ โดยไม่เคยหันกลับมาดูตัวเองว่ามีบุคลิกอย่างไร คนที่ไม่ match กับหุ้นมักไปด้วยกันได้ไม่นาน ลงท้ายก็ต้องขายทิ้งออกไป และหลายครั้งก็เป็นการขายทิ้งในจังหวะที่แย่ที่สุดเสียด้วย ผมจึงคิดว่ามันคงดีกว่าถ้าจะสำรวจบุคลิกของหุ้นแล้วลองคิดดูว่าเราจะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้หรือไม่ ไม่ว่าจะในประเด็นของกำไรหรือพฤติกรรมราคา เพราะผลตอบแทนสูงๆ จะไม่มีค่าอะไร ถ้าเราไม่อาจถือรอได้จนถึงวันนั้น

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

เทรดหุ้นอย่างมีระบบ


สำหรับนักเล่นหุ้นมือสมัครเล่น การซื้อขายหุ้นอย่างมีระบบดูจะเป็นเรื่องเข้าใจยาก หรือแม้บางทีเราคิดว่าเข้าใจและมีหลักการแล้ว แต่เอาเข้าจริงมันจะเป็นหลักการที่ถูกต้องหรือไม่?!

บางคนเข้าใจว่า "ใจ" สำคัญที่สุด และที่ผ่านมาตัวเองล้มลุกคลุกคลานเป็นเพราะใจไม่ถึง ใจไม่นิ่ง ใจไม่สู้ ฯลฯ แต่แท้จริงแล้วใจก็เป็นเพียงแค่ 1 ใน 3 องค์ประกอบของ "ระบบ" การเทรดเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผมจะยังไม่เล่าถึงองค์ประกอบทั้งสามในตอนนี้ เพราะถ้าเล่าแล้วยาวแน่นอน ในชั้นนี้ผมขอชี้ให้เห็นก่อนว่า "ระบบ" มีแบบไหนบ้าง และแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร

วิธีการเทรดหุ้นอย่างมีระบบของมืออาชีพแบ่งออกเป็น 2 แบบ แบบแรกเรียกว่า mechanical trading ส่วนแบบที่สองเรียกว่า discretionary trading ถ้าคุณเป็นมืออาชีพ คุณก็ควรจะเทรดวิธีใดวิธีหนึ่งใน 2 วิธีนี้


Mechanical Trading

ในการเทรดแบบ mechanical นักเทรดจะประพฤติตัวเยี่ยงหุ่นยนต์ พวกเขามี "ระบบการเทรด" ที่เป็นกฏเกณฑ์ที่แน่นอนอยู่ ตัวอย่างเช่น ใช้การตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving average crossover) โดยเมื่อไหร่ที่เส้น MA(5) ตัดทะลุเส้น MA(10) ขึ้นไป ถือว่าเป็นสัญญาณซื้อ นักเทรดก็จะคีย์ซื้อทันทีโดยไม่หันกลับมาใคร่ครวญใดๆ อีก ในทางตรงข้าม ถ้าเส้น MA(5) ตัดทะลุเส้น MA(10) ลงมา ถือว่าเป็นสัญญาณขาย นักเทรดก็จะคีย์ขายทันทีเช่นกัน

กฏเกณฑ์ที่ผมยกตัวอย่างเป็นแบบง่ายๆ ในความเป็นจริงนักเทรดย่อมมีทางเลือกมากมาย เช่น ใช้เส้น moving average อื่นๆ อาจจะเป็น MA(8), MA(20) หรือ MA(40) เป็นต้น หรืออาจจะใช้ indicator ตัวอื่นอย่าง MACD, RSI หรือตัวอะไรก็ได้ บางทีเขาอาจจะใช้หลายตัวประกอบกันก็ยังได้

ปัญหาของนักเล่นหุ้นสมัครเล่น คือ จะใช้ indicator ตัวไหนดี?

สิ่งที่มือสมัครเล่นทำคือหยิบ indicator ที่สนใจขึ้นมาแล้วทดลองกับกราฟย้อนหลังไประยะหนึ่ง พอเห็นว่าได้กำไรดีก็เอามาใช้ แต่ตัวไหนที่ไม่ได้กำไรก็โยนทิ้งไป สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือเมื่อเวลาผ่านไปเจ้า indicator ที่เคยใช้การได้ดีเยี่ยมกลับแย่ลงๆ จนในที่สุดเขาก็โยนมันทิ้งไปแล้วหาตัวใหม่มาแทน วนเวียนเป็นวัฏจักรอย่างนี้เรื่อยไป

คุณอาจจะแปลกใจว่าที่จริงแล้วนักเทรดมืออาชีพไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เหตุผลก็คือ พวกเขาทดสอบระบบอย่างเข้มงวดก่อนที่จะเอามันมาใช้ และนั่นคือสิ่งที่มือสมัครเล่นไม่ได้ทำ

การทดสอบอย่างเป็นระบบทำให้นักเทรดทราบว่า "ในระยะยาว" ระบบการเทรดของเขาจะให้ผลอย่างไร พวกเขาทราบค่าสถิติต่างๆ ของระบบการเทรดเป็นอย่างดี เป็นต้นว่ากำไรเฉลี่ยต่อครั้ง เปอร์เซ็นต์จำนวนครั้งที่เทรดได้กำไร ผลขาดทุนสูงสุด ฯลฯ พวกเขามองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว ดังนั้นความลุ่มๆ ดอนๆ ระหว่างทางจะไม่ทำให้พวกเขาหันเหไปจากระบบที่พวกเขาคิดมาดีแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ ปฏิบัติตามระบบอย่างเคร่งครัดเท่านั้น

และนี่ก็คือวิธีการเทรดเยี่ยงหุ่นยนต์ หรือ mechanical trading


Discretionary Trading

อย่างไรก็ตาม นักเทรดจำนวนมากไม่ต้องการหลับหูหลับตาเทรดไปตามระบบราวกับตัวเองเป็นหุ่นยนต์ บางทีพวกเขาก็เชื่อมั่นว่าวิจารณญาณหรือสัญชาตญาณของเขามีประโยชน์ต่อการเทรด ซึ่งก็น่าจะดีกว่าการทำตามกฏไปเรื่อยๆ ดังนั้นพวกเขาอาจจะมีกฏไว้หลวมๆ หรือไม่ก็อาจจะไม่มีเลย

พวกเขาอาจจะอ่านกราฟ ดู indicator เช็คแนวโน้มใหญ่ เบ็ดเสร็จแล้วค่อยประมวลออกมาว่าจะทำอะไร พูดให้ชัดก็คือ "ตัวของเขาเอง" นั่นแหละที่เป็นระบบ นักเทรดกลุ่มนี้ทดสอบระบบการเทรดเช่นเดียวกับพวก mechanical traders เพียงแต่พวกเขาต้องทดสอบกับตัวของเขาเองว่าเมื่อเห็นข้อมูลทดสอบแล้วพวกเขาสั่งซื้อขายอย่างไร แล้วก็บันทึกไว้ เมื่อเรียบเรียงได้จำนวนครั้งการเทรดมากเพียงพอก็เอาสถิติมาดูในลักษณะเดียวกัน ซึ่งนั่นก็จะทำให้พวกเขาเห็นภาพได้ว่าในระยะยาวระบบการเทรดของเขาจะทำกำไรได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด

และแน่นอน พวกเขาทดสอบระบบอย่างเข้มงวดก่อนที่จะลงมือเทรด นอกจากนี้พวกเขายังจดบันทึกเอาไว้ด้วยว่าได้ซื้อขายอะไรไปบ้าง ที่ราคาเท่าไหร่ มีเหตุผลอะไร ซึ่งทำให้พวกเขาวิเคราะห์ผลการเทรดและปรับตัวได้เมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนแปลงไป เมื่อทุกอย่างที่ทำกลายเป็นอัตโนมัติ ความสามารถของเขาก้าวเข้าสู่ภาวะไร้สำนึก และนี่คือสิ่งที่นักเทรดเทพๆ ชื่อดังระดับโลกไปถึง

จะเห็นว่า "ใจ" มีความสำคัญต่อระบบการเทรดแบบ discretionary มากกว่าแบบ mechanical ซึ่งเน้นหนักไปที่วินัย เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าใจมีผลต่อสมอง การที่เราใจไม่นิ่งหรือมีอาการวอกแวกจะทำให้การตีความกราฟหรือ indicator ต่างๆ ผิดเพี้ยนไป เราจึงมักได้ยินพวกมืออาชีพพูดเสมอว่า เวลาเทรดอย่าคิดถึงเงิน เทรดให้ดีแล้วเงินจะตามมาเอง


นักเล่นหุ้นสมัครเล่น

หากต้องการอัพเกรดตัวเองจากนักเล่นหุ้นมือสมัครเล่นไปเป็นนักเทรดมืออาชีพ สิ่งที่เราต้องทำอย่างแรกคือ ระบุให้ได้ว่าจะเทรดแบบ mechanical หรือ discretionary ในข้อนี้ผมแนะนำว่าคนที่ใจไม่ค่อยนิ่งควรเริ่มต้นจากการเทรดตามกฏเสียก่อน แต่การที่จะทำเช่นนั้นได้ก็จะต้องทดสอบระบบกับข้อมูลย้อนหลังอย่างเพียงพอ รวมทั้งทดสอบกับข้อมูล real time ไปสักระยะหนึ่งด้วย ก่อนที่จะเข้าสู่สนามจริงและเงินจริง

อย่าเทรดหุ้นไปตามสัญชาตญาณ! ... แม้แต่มืออาชีพยังใช้เวลาเรียนรู้กว่าจะไปถึงระดับความสามารถแบบไร้สำนึก หากคุณเทรดตามสัญชาติญาณหรือตามการนึกคิดในขณะที่ความสามารถของตัวเองยังไม่ถึงขั้น นั่นไม่ใช่วิทยาศาสตร์และไม่ใช่ระบบ ผมชอบที่ George Angell เทรดเดอร์ชื่อดังกล่าวไว้ว่า "Every day I go in without an opinion ... and I let the market tell me where it wants to go" ไม่ต้องบรรยายเพิ่มครับ

ประการต่อมาเราควรจดบันทึกการซื้อขายหรือทำ trade journal ด้วยเสมอ ระบุว่าซื้ออะไร จำนวนเท่าไหร่ มีเหตุผลอะไรหรือใช้ indicator ตัวใด จะขายเมื่อไหร่ ...ถ้าเราบอกตัวเองได้ว่าจะขายเมื่อไหร่ นั่นแปลว่าเราจะไม่ติดอยู่บนดอย อย่างไรก็ตาม การจดบันทึกอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ แต่เราจะต้องเอาผลมาวิเคราะห์ด้วย เช่น ตรวจสอบว่า %win ของระบบการเทรดยังสูงอยู่หรือไม่ ระบบของเราเริ่มจะเจ๊งแล้วหรือยัง เป็นต้น

การเทรดหุ้นอย่างมีระบบเป็นกิจกรรมที่ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เราต้องหมั่นทบทวนและตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราได้ทำตามระบบอย่างมีวินัย รวมทั้งระบบของเรายังคงดีอยู่ การอ่านหนังสือและหาความรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม วิธีการต่างๆ ที่หนังสือพูดถึงนั้นเราต้องเอามาทดสอบอย่างเข้มงวดก่อนที่จะนำมาใช้เสมอ แล้ววันหนึ่งเราก็จะพ้นจากสภาพแมงเม่าและกลายเป็นมืออาชีพเต็มตัวครับ

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

วิเคราะห์หุ้น 2 แบบ


ใครวิเคราะห์หุ้นก่อนซื้อถือได้ว่าเป็น "นักลงทุน" ใครไม่วิเคราะห์หุ้นก่อนซื้อถือได้ว่าเป็น "นักเสี่ยงโชค" ไม่อยากให้ใครครหาว่าเล่นหุ้นเป็นการพนันก็ต้องรู้จักวิเคราะห์หุ้น

เป็นที่ทราบกันว่าแนวทางการวิเคราะห์หุ้นมีอยู่ 2 แบบ คือ การวิเคราะห์แบบ top-down และการวิเคราะห์แบบ bottom-up ผมจะขอเล่าให้ฟังว่าแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร นักวิเคราะห์ส่วนมากใช้วิธีไหน แล้วมันเป็นวิธีที่ดีกว่าจริงหรือไม่! ลองติดตามดูนะครับ


การวิเคราะห์แบบ top-down
การวิเคราะห์แบบ top-down เป็นการมองจากบนลงล่าง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการมองจากภาพใหญ่ไล่ลงมาสู่ภาพเล็ก โดยอาศัยการตัดตัวเลือกออกไปทีละขั้น ตัวอย่างเช่น เราเป็นผู้จัดการกองทุนที่ลงทุนไปทั่วโลก เราอาจจะเริ่มจากการวิเคราะห์ภูมิภาคที่เราสนใจ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย เป็นต้น สมมติว่าเราวิเคราะห์แล้วเศรษฐกิจยุโรปยังย่ำแย่ อเมริกาก็ยังไม่แน่ว่าจะฟื้น พิจารณาดูแล้วเอเชียมีภาษีกว่าเพื่อน เราก็วิเคราะห์ย่อยลงมาในระดับประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไทย มาเลเซีย ฯลฯ โดยพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจ การเมือง และโครงสร้างพื้นฐานประกอบกัน

จากตัวอย่างนี้สมมติว่าเราชอบประเทศไทย เราก็วิเคราะห์ต่อไปโดยอาจมองว่าเศรษฐกิจของประเทศยังคงขยายตัวได้ดี อัตราดอกเบี้ยยังน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะหนึ่ง กำลังซื้อของประชาชนโดยรวมน่าจะสูงขึ้นจากมาตรการปรับขึ้นค่าแรงของรัฐบาล รวมทั้งเหตุการณ์อุทกภัยที่เพิ่งผ่านพ้นไปน่าจะส่งผลให้ผู้คนจำเป็นต้องจับจ่าย ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตามที ภาพนี้ทำให้เราพอจะมองเห็นได้ว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะสูงขึ้น เป็นต้น เมื่อวิเคราะห์ได้ดังนี้แล้ว เราก็มองต่อว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อได้กลุ่มอุตสาหกรรมแล้วก็ค่อยมาดูว่ามีบริษัทอะไรในนั้น แล้วก็ขุดงบการเงินมาดูต่อไป ...จนเมื่อได้ตัวบริษัทที่เราพอใจก็เริ่มลงเม็ดเงินซื้อหุ้นได้

การวิเคราะห์หุ้นแบบ top-down เป็นที่นิยมกันในหมู่นักวิเคราะห์ หากเราเปิดทีวีช่องเศรษฐกิจอย่าง Money Channel หรือ TNN24 เราจะพบว่าผู้ดำเนินรายการมักถามนักวิเคราะห์ที่เชิญมาว่า "ลงทุนในหุ้นกลุ่มไหนดี?" ซึ่งมองให้ลึกๆ แล้วนี่คือการบอกเราทางอ้อมว่าเขาใช้การวิเคราะห์แบบ top-down นั่นเอง


การวิเคราะห์แบบ bottom-up

นอกจากการวิเคราะห์จากบนลงล่างแล้ว เรายังวิเคราะห์หุ้นจากล่างขึ้นบนได้ด้วย ความแตกต่างอยู่ที่การวิเคราะห์แบบ top-down เราไล่มองในภาพใหญ่ก่อนแล้วค่อยไล่เรียงเจาะไปทีละขั้นๆ กว่าจะมาถึงตัวหุ้น ในขณะที่การวิเคราะห์แบบ bottom-up นั้น เราโผล่มาถึงก็ตัวหุ้นเลย จากนั้นค่อยวิเคราะห์ออกไปที่คู่แข่งและอุตสาหกรรม แล้วเลยต่อไปถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและดูว่าบริษัทจะได้รับผลดีหรือผลเสียอย่างไร พูดแบบชาวบ้านๆ ก็คือมีปัญญาที่จะอยู่รอดและเติบโตต่อไปหรือไม่ เมื่อวิเคราะห์อย่างรอบคอบแล้วก็ลงมือซื้อหุ้นได้

ในมุมมองของคนใส่สูทผูกไทด์นั่งทำงานวิเคราะห์อยู่ในออฟฟิศ แน่นอนว่าการวิเคราะห์แบบ bottom-up ย่อมจะเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มวิเคราะห์หุ้นตัวไหนดีในเมื่อหุ้นในตลาดมีอยู่ร่วมๆ 500 ตัว ต่างจากนักลงทุนทั่วไปที่สามารถเอาชีวิตประจำวันมาใช้ในการคัดเลือกหุ้นที่ตนเองสนใจ เช่น ผมอาจจะเดินผ่านโฮมโปรทุกสัปดาห์และสังเกตเห็นว่ามีคนซื้อของเยอะทุกที ทำให้ผมรู้สึกสนใจกิจการของเขาและเริ่มค้นคว้า ซึ่งอาจจะลงท้ายด้วยการซื้อหรือไม่ซื้อหุ้นก็ได้ ลักษณะแบบนี้แหละครับที่เรียกว่าการวิเคราะห์แบบ bottom-up


มืออาชีพใช้ top-down โคตรเศรษฐีใช้ bottom-up

เมื่อผมเรียนเรื่องการวิเคราะห์หุ้น ผมรู้สึกว่าตำราค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางชื่นชอบวิธี top-down มากกว่าวิธี bottom-up ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าตำราหรือหลักสูตรนั้นเขาฝึกคนให้ไปเป็นนักวิเคราะห์หรือผู้จัดการกองทุน อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวผมกลับชื่นชอบวิธี bottom-up มากกว่าครับ

ประการแรก วิธี bottom-up เริ่มจากเรารู้จักตัวหุ้นหรือตัวบริษัทมาก่อนเป็นเบื้องต้น นั่นแปลว่าขอแค่เรารู้จักบริษัทเจ๋งๆ ซัก 2-3 บริษัทอย่างลึกซึ้งก็เพียงพอแล้วที่เราจะถือหุ้นเหล่านั้นและทำกำไร ส่วนหุ้นอีก 400-500 ตัวในตลาดเราไม่จำเป็นต้องรู้จักหรือใส่ใจเลยก็ได้ เพราะเราไม่ใช่นักวิเคราะห์ชื่อดังที่จะต้องคอยตอบนักข่าวว่า "ลงทุนหุ้นกลุ่มไหนดี?"

ประการที่สอง วิธี top-down ค่อนข้างขึ้นกับทิศทางและสภาวะเศรษฐกิจ เมื่อทิศทางลมเปลี่ยน ข้อสรุปก็เปลี่ยน ดังนั้นตัวหุ้นที่แนะนำก็เปลี่ยนได้เรื่อยๆ และอาจจะบ่อยด้วย การเปลี่ยนตัวหุ้นบ่อยๆ ทำให้เราไม่สามารถทำความรู้จักหุ้นได้อย่างลึกซึ้งและทำให้เราก้าวข้าม "ขอบข่ายแห่งความชำนาญ" หรือ circle of competence ของเราเอง

ประการที่สาม อย่าลืมว่านักลงทุนระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์, ฟิลลิป ฟิชเชอร์ หรือแม้แต่ ปีเตอร์ ลินช์ ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน ต่างก็ใช้วิธี bottom-up ในการเลือกหุ้น พวกเขามีความเชื่อร่วมกันว่ากิจการชั้นเยี่ยมนั้นจะดูแลตัวเองได้ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดำเนินไปอย่างไร ดังนั้นหากหุ้นตัวใดมีความโดดเด่นจน "เตะตา" เราได้ มันย่อมมีดีพอที่เราจะลงทุนลงแรงและศึกษามัน

ประการสุดท้าย การอ่านสภาวะเศรษฐกิจเป็นเรื่องยาก 2-3 เดือนผ่านไป แนวโน้มก็เปลี่ยนไปแล้ว การพยายามคาดการณ์เศรษฐกิจอาจเป็นความพยายามที่สูญเปล่า อีกทั้งภาพที่เราเห็น คนอื่นๆ เขาก็เห็น ในจังหวะที่เราวิเคราะห์แบบ top-down แล้วไล่ตามหุ้นกลุ่มแบงก์ คนจำนวนมากก็กำลังวิ่งไล่ตามอยู่เช่นกัน จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะได้ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำและมี margin of safety

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ความเห็นส่วนตัว แต่ก็อาจมีประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่กำลังเลือกแนวทางการวิเคราะห์หุ้น ถึงอย่างไรผมก็เชื่อว่า ไม่ว่าเราใช้วิธีใด อย่างน้อยก็ยังดีกว่าคนที่ไม่วิเคราะห์ครับ

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

ฉีกตำราเรื่องความเสี่ยง


เมื่อเราตั้งคำถามกับนักลงทุนว่า "อะไรคือความเสี่ยงของคุณ?"

ก) สูญเสียเงินลงทุน (ขาดทุน)
ข) ราคาหุ้นผันผวน

หากต้องเลือกจริงๆ เพียง 1 ข้อ ผมคิดว่าเกิน 90% จะเลือกข้อ ก

จริงอยู่ว่าราคาหุ้นที่แกว่งไกวไปมาอาจทำให้เรารู้สึกกลัว แต่ถ้าเรามีประสบการณ์มากพอก็อาจจะกล้าถือหุ้นต่อไปและได้ผลตอบแทนที่ดีในที่สุด และแท้ที่จริงแล้ว ความกลัวที่มีต่อความผันผวนในข้อ ข ก็มีรากเหง้ามาจากความกลัวที่จะขาดทุน (ข้อ ก) นั่นเอง

แต่เชื่อหรือเปล่าครับว่าในทางวิชาการแล้ว "ความเสี่ยง" คือ คำตอบในข้อ ข !!! ไม่เชื่อไปถามคนที่สอบ CFA หรือ CISA ก็ได้


หุ้น X เสี่ยงกว่าหุ้น Y

การนิยามความเสี่ยงให้ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเราในฐานะของนักลงทุน หากเราเชื่อว่าความเสี่ยงคือความผันผวนของราคาหุ้น เราจะลดความเสี่ยงด้วยการถือหุ้นที่ราคาไม่ค่อยแกว่ง หรือที่เราเรียกว่าหุ้น low-beta โดยไม่ได้สนใจว่าผลประกอบการของบริษัทมีการเติบโตอย่างโดดเด่นหรือไม่ หรือเราอาจจะหันไปถือหุ้น high-beta หรือหุ้นที่มีความผันผวนมากกว่าตลาด เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น อย่างที่ได้ยินกันมาว่า high risk, high return

นั่นหมายความว่า หากเราต้องการผลตอบแทนสูงๆ สิ่งเดียวที่เราจะทำคือ "เพิ่ม" ความเสี่ยง เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

งั้นเราลองคิดถึงนักลงทุนระดับเซียนอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ทั้งสองคนนี้กล้าเสี่ยงลุยไฟเพื่อให้ได้ผลตอบแทนงามๆ หรือเปล่า ... คำตอบคือ เปล่าเลย

ในทางตรงกันข้าม นักลงทุนทั้งสอง "ลด" ความเสี่ยงให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ยังได้ผลตอบแทนงดงาม ทั้งสองคนไม่ได้เชื่อว่า หุ้น X เสี่ยงกว่าหุ้น Y ทั้งสองคนไม่ได้เชื่อว่าความเสี่ยงอยู่ที่ตัวหุ้น หรือ instrument และนี่คือกรอบความคิดที่ทำให้ลงทุนแล้วรวย


ความเสี่ยงอยู่ที่วิธีลงทุน

ในทางวิชาการ คนที่ถือหุ้น X ต่างก็มีความเสี่ยงเท่าๆ กัน เพราะเขานิยามความเสี่ยงเอาไว้ที่ตัว instrument แต่ในชีวิตจริง คนที่ซื้อหุ้น X ที่ราคา 20 บาท ย่อมมีความเสี่ยงน้อยกว่าคนที่ซื้อที่ราคา 40 บาท จะเห็นว่าคุณมีโอกาสทำกำไรได้เป็นเท่าตัวทั้งที่ถือหุ้นตัวเดียวกัน และไม่ต้องเพิ่มค่า beta ให้กับพอร์ตของตัวเองเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่รอจังหวะซื้อในขณะที่หุ้นมีราคาถูกเท่านั้น และนี่ก็คือวิธีที่บัฟเฟตต์และ ดร.นิเวศน์ ทำ

ที่จริงเซียน VI ทั้งสองท่านไม่เคยให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นอยู่แล้ว ค่า beta (ซึ่งมาจากราคาหุ้น) จึงไม่เคยอยู่ในหัวสมองของทั้งคู่เลยแม้แต่น้อย และแทนที่จะเลือกหุ้นที่มีค่า beta สูงหรือต่ำ พวกเขากลับพิจารณาศักยภาพการเติบโตของบริษัท รวมทั้ง "ส่วนลด" ที่ได้จากราคาตลาด ที่เราเรียกกันว่า margin of safety

ผมมีโอกาสได้ฟังเสวนาเซียนหุ้น VI งานหนึ่ง คุณพรชัย รัตนนนทชัยสุข ได้ให้ข้อคิดที่ตรงใจผมมากๆ ว่า "มันไม่มีหรอก หุ้น VI มันมีแต่วิธีการลงทุนแบบ VI" หุ้นตัวเดียวกัน เซียนหุ้น VI เข้าซื้อตอนที่มัน undervalued แต่นักเล่นหุ้นทั่วไปมักเพิ่งมาสนใจตอนที่รู้ว่าเซียน VI ถืออยู่ ซึ่งกว่าพวกเขาจะได้ข่าวนี้ มันก็อาจไม่เข้าเกณฑ์การลงทุนแบบเน้นคุณค่าแล้วก็ได้

วิธีที่ถูกต้อง คือ อย่าซื้อหุ้นตามใคร แม้กระทั่งเซียนหุ้น VI ก็ตามที


สรุป

หากคุณต้องการรวยตู้มต้ามแบบบัฟเฟตต์ โซรอส หรือแม้แต่ ดร.นิเวศน์ ผมแนะนำให้โยนความคิดเรื่อง high risk, high return ทิ้งออกไปนอกหน้าต่างซะ ลืมเรื่องค่า beta ลืมเรื่องการเพิ่มความเสี่ยง แล้วหันมาเพิ่มผลตอบแทนด้วยการ "ลด" ความเสี่ยงในแบบเดียวกับที่ทั้งสามคนทำจนประสบผลมาแล้ว

สถานที่เดียวที่ผมเอาแนวคิดเรื่อง high risk, high return มาใช้ก็คือในห้องสอบ ไม่ใช่ในตลาดหุ้นครับ

วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555

ดอยสูง - ดอยต่ำ - ดอย VI


สำหรับคอหุ้นแล้วการเที่ยวดอยเที่ยวภูเขาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากไป ไม่ใช่ว่านักเล่นหุ้นเป็นพวกขาดอารมณ์สุนทรีย์ แต่เพราะการ "เที่ยวดอย" หรือ "ติดดอย" ในภาษาหุ้นแล้วหมายถึง ซื้อหุ้นแพงแล้วพอหุ้นตกก็เลยขายไม่ได้ (ที่จริงก็ขายได้เหมือนกัน แต่ส่วนมากจะไม่ยอมขายเอง)

หากถามผมว่าถ้าเห็นแววจะติดหุ้นติดดอยแล้ว ควรจะตัดใจขายเลยดีหรือไม่ เพราะเห็นบางคน cut loss แล้วก็ดี แต่บางคนทนถือแล้วก็ได้ดีเหมือนกัน ผมขอแนะนำอย่างนี้ครับ


ดอยสูง-ดอยต่ำ
หากเราจินตนาการกราฟหุ้นให้เป็นภูเขา คนที่จะซื้อ "ยอดดอย" จริงๆ นั้น ต้องเป็นพวกที่ชอบไล่ซื้อ ประมาณว่าหุ้นตัวไหนวิ่งแรงและทำ new high เป็นว่าเล่นนี่สเปกเค้าเลย ผมเรียกการติดหุ้นในลักษณะนี้ว่า "ดอยสูง" ส่วนมากคนที่ติดดอยแบบนี้มักจะว้าเหว่และเหน็บหนาว เพราะซื้อที่ราคาเกือบๆ จะสูงสุด หาเพื่อนยาก

ขณะเดียวกันมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ชอบซื้อตอนที่หุ้นย่อตัวลง แต่บางครั้งซื้อเสร็จมันก็ยังคงย่อลงไปอีก กลายเป็นพวกติดดอยอีกเหมือนกัน แต่คราวนี้ยังเป็น "ดอยต่ำ" เรียกว่าสถานการณ์ดีกว่าพวกแรกนิดนึง แต่ก็ขาดทุนนะ

ในเชิงของการเก็งกำไร พวกดอยต่ำถือว่ามีความได้เปรียบพวกดอยสูงอยู่อย่างหนึ่ง คือ ตลาดได้เห็นแล้วว่าหุ้นตัวนี้มีศักยภาพที่จะไปต่อได้ถึงราคาไหนเป็นอย่างน้อย (ซึ่งก็คือตำแหน่งที่เป็นยอดดอยนั่นเอง) และหากราคาหุ้นวกกลับไปที่ยอดดอยอีกครั้งหนึ่ง พวกดอยต่ำก็มีทางเลือกว่าจะทำอะไรดีระหว่าง

1) ขายทำกำไร
2) let profit run
3) ซื้อเพิ่ม (มีกำไรสะสมแล้วบางส่วน)

ขณะที่พวกดอยสูงมีทางเลือกคล้ายกัน แต่ต่างกันที่ผลลัพธ์

1) เสมอตัวแล้ว รีบเผ่นดีกว่า
2) let profit begin
3) ซื้อเพิ่ม

จะเห็นว่าคนที่ติดดอยสูงมีทางเลือกที่แย่กว่า ผมเห็นว่าสำหรับนักเก็งกำไรทั่วไปที่ใจไม่กล้าพอจะ cut loss ควรหลีกเลี่ยงการติดดอยสูง ด้วยการรอซื้อหุ้นในจังหวะที่มันพักตัวมากกว่าจะวิ่งใส่ในจังหวะที่มันทำ new high

ส่วนในสายตาของนักลงทุนระยะยาวนั้น "ซื้อถูกกว่า" ก็ย่อมดีกว่า "ซื้อแพงกว่า" อยู่แล้ว


ดอย VI

ผมเคยเห็นนักเล่นหุ้นหลายรายวิจารณ์ทำนองว่า พอหุ้นตกใครๆ ก็ติดดอย ไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI บางคนหนักกว่านั้น บอกว่าตัวเองติดดอยแล้วจึงต้องทนถือหุ้นเป็น VI

เอาเรื่องแรกก่อน VI ติดดอยจริงหรือไม่?

โดยวิสัยของ VI แล้ว เขาจะไม่ซื้อหุ้นที่มีราคาแพงกว่ามูลค่า ในภาวะตลาดกระทิงหรือตลาดขาขึ้นเต็มตัว เราจะไม่ค่อยเห็น VI ตัวจริงเข้ามาไล่ซื้อหุ้น เว้นแต่จะมีหุ้นตัวไหนที่ถูกตลาดมองข้ามไปจริงๆ ซึ่งก็หายากเต็มที แต่ว่ากันตามจริงแล้ว หากตลาดหุ้นตกแรงๆ VI เองก็อาจขาดทุนได้เหมือนกัน เพียงแต่เขาจะไม่นิยามตัวเองว่า "ติดดอย" เท่านั้น

VI แต่ละคนจะมีระดับความพอใจไม่เท่ากัน บางคนอดทนมากและรอจนหุ้นถูกสุดๆ จึงค่อยซื้อ ขณะที่บางคนใช้วิธีทยอยซื้อ ดังนั้นการที่ราคาหุ้นลดลงจึงกลับเป็นความชอบอกชอบใจของคอ VI ทั้งหลายมากกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ระหว่างที่นักเล่นหุ้นทั่วไป "เสียใจ" ที่ติดดอย เหล่า VI อาจกำลังซื้อหุ้นอยู่หรือไม่ก็กำลัง "เสียดาย" ที่เงินหมดแล้ว

เรื่องที่สอง ติดดอยแล้วถือยาวกลายเป็น VI

อันนี้ขัดใจสาวก VI น้อยใหญ่เป็นอย่างมากครับ เพราะการถือยาวหุ้นดีๆ ที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วอย่างหนักด้วยความตั้งใจและต้นทุนต่ำ มันช่างแตกต่างกับการถือยาวหุ้นที่ไม่รู้ว่าดีหรือเปล่า ด้วยความจำใจและต้นทุนสูง การถือยาวแบบ VI เป็นการถือยาวแบบมีแต้มต่อ หากเขาวิเคราะห์ได้ถูกต้อง ยิ่งถือนานก็ยิ่งมีโอกาสได้กำไรมากขึ้น ในทางกลับกันการถือยาวแบบติดดอยเป็นการเสียโอกาสที่จะไปเก็งกำไรหุ้นตัวอื่น บ่อยครั้งผลกำไรของบริษัทก็ย่ำแย่จนพาให้หุ้นตกและยิ่งถือยาวก็ยิ่งขาดทุนหนักจนเกินเยียวยา

ในความเห็นของผม การเก็งกำไรเป็นวิธีทำเงินแบบหนึ่งและไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่เมื่อไหร่ที่เรานิยามตัวเองว่าเป็นนักเก็งกำไร เราก็ต้องปฏิบัติตัวให้เป็นนักเก็งกำไรที่ดีด้วย และนักเก็งกำไรที่ดีก็จะไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองติดดอย โดยเฉพาะดอยสูง

ในส่วนของ VI ก็มีวิธีคิดในแบบฉบับของพวกเขา แม้เราจะเห็นพวกเขา "ทน" ถือหุ้นในจังหวะหุ้นตก แต่ที่จริงพวกเขาไม่ได้ทน พวกเขากำลัง "enjoy" นะครับ

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

เจ้ามือหุ้น


ตำราหุ้นมักจะบอกว่า ราคาหุ้นในระยะยาวจะสอดคล้องกับผลประกอบการของบริษัท แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นมักแกว่งไกวไปมาตามข่าวและตัวเลขเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่ามีหุ้นบางตัวเหมือนกันที่ "ดูเหมือนว่า" จะมีการทำราคา อย่างที่รายย่อยพูดกันทั่วไปว่ามี "เจ้ามือ"


เทพเจ้า

ในสมัยโบราณที่มนุษย์ยังไม่มีความรู้เรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติ พอฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า คนในยุคนั้นก็คิดกันไปว่าเป็นสิ่งที่ภูติผี เทวดา หรือเทพเจ้าเป็นผู้กระทำ ทั้งหมดนี้ไม่ได้แตกต่างจากปรากฏการณ์ในตลาดหุ้นนัก

ในแง่ของตลาดหุ้น รายย่อยจำนวนมากเชื่อว่าหุ้นแต่ละตัวจะมี "เทพเจ้า" ประจำอยู่ วันไหนที่เทพเจ้าลงมาประทับ หุ้นก็จะวิ่งปรู๊ดดด ในทางตรงกันข้าม วันไหนที่เทพเจ้าทรงพิโรธ ท่านก็จะทุบจนหุ้นไส้แตก เล่นเอาแมงเม่าแตกกระเจิงและเข็ดขยาดกันไประยะหนึ่ง จริงอยู่ว่าเทพเจ้าที่เรากล่าวถึงไม่ใช่เทพเจ้าจริงๆ ทว่าเป็น "รายใหญ่" ซึ่งอาจจะมาเดี่ยวหรือมาเป็นกลุ่มก็ได้ แต่มุมมองความเชื่อในลักษณะนี้ทำให้เราไม่คิดว่ารายย่อยจะสามารถหาญกล้าไปสู้กับเจ้ามือได้


แบบจำลองเจ้ามือหุ้น

ในตำนานเราอาจมีมนุษย์ที่หาญสู้กับทวยเทพจนได้รับชัยชนะ แต่ว่าตลาดหุ้นไม่ใช่เทพนิยาย หนทางที่เราจะเอาชนะเจ้ามือหุ้นได้ คือ เราต้องรู้จักเจ้ามือและสู้ด้วยไอเดีย

ในมุมมองของผม รายย่อย คือ นักลงทุนตัวเล็กๆ ที่มีเม็ดเงินลงทุนไม่มาก







สิ่งที่เราพบเห็นทั่วไปในตลาดหุ้น คือ รายย่อยพยายามงัดข้อกับเจ้ามือ สู้ตายทั้งที่เสียเปรียบ






สิ่งนี้เกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง และผลลัพธ์ก็เป็นไปในแบบเดียวกัน










อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปดูว่าเจ้ามือเป็นใคร เราจะพบว่าโดยมากแล้วเจ้ามือเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่มีเม็ดเงินมากรวมตัวกัน ซึ่งเรามักจะมีอคติและคิดไปว่าพวกเขามีการ "ฮั้ว" และพยายามปั่นราคา ผมเองก็ไม่ทราบว่ามีกรณีเช่นนั้นมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่ารายใหญ่ที่มีความฉลาดและมองภาพคล้ายๆ กัน (เช่น ตีความข่าวได้ว่าจะมีผลต่อราคาหุ้นอย่างไร) ก็คงมีอยู่ ซึ่งนักลงทุนชั้นเซียนก็มักจะรวมอยู่ในพวกนี้ด้วย








แม้ที่มาที่ไปอาจจะไม่เหมือนกัน คือ พวกหนึ่งทุจริตปั่นหุ้น ส่วนอีกพวกหนึ่งสุจริต แต่ผลลัพธ์ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะทำให้เกิดการกระจุกตัวของตลาด หรือ concentration of market เป็นผลให้เกิด demand หรือ supply ขนาดใหญ่ที่มีทิศทางเดียวกันและสามารถผลักดันราคาหุ้นให้ขึ้นหรือลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพยายามสู้กับกลุ่มนี้ (เจ้ามือ) เราก็จะเสียเปรียบมาก


วิธีสู้กับเจ้ามือ


ทางรอดหนึ่งของรายย่อยที่ผมมักจะเห็น ก็คือ พยายามจับทางให้ได้ว่าเจ้ามือจะมาเมื่อไหร่และมาในทิศทางไหน จากนั้นก็ตามแห่ไปกับเค้าด้วย ผมเองเห็นว่า "ถ้า" ทำได้ก็จะเป็นทางรอดอย่างหนึ่ง แต่ปัญหาที่พบคือ เรามักไม่รู้ล่วงหน้า และบ่อยครั้งที่เจ้ามือเข้าเนียนและออกไว การพยายามตีซี้และตามแห่จึงมักทำให้ติดดอย (ต้องทนถือหุ้นต้นทุนสูง)

ผมเองกลับคิดถึงอีกทางรอดหนึ่งว่า ถ้ารายย่อยอย่างเราสามารถรวมพลังกันได้ในแบบเดียวกับที่เจ้ามือทำ เราก็จะสามารถสู้กับเจ้ามือได้














ผมตั้งข้อสังเกตว่า หากเรารวมกลุ่มกันได้ใหญ่พอ บางทีอาจจะใหญ่กว่ากลุ่มเจ้ามือเดิมก็ได้ ...มาถึงตรงนี้เชื่อว่ารายย่อยน้อยใหญ่คงเริ่มสนใจ เพียงแต่ยังคิดอยู่ว่า "แล้วเราจะรวมตัวกันได้อย่างไรล่ะ?"

ความจริงแล้วเคล็ดลับนี้ปรากฏหราอยู่ที่บรรทัดแรกที่ผมเขียน...

เคล็ดลับก็คือซื้อขายหุ้นตามแนวโน้มระยะยาวของราคาหุ้นไงล่ะ! คุณอาจจะบอกว่า "ฉันจะไปรู้แนวโน้มราคาระยะยาวได้ยังไง" ไม่ยากเลยครับ เพียงแต่มองไปที่ปัจจัยพื้นฐานและตีความให้ได้ว่าหุ้นตัวนี้ดีหรือแย่ (แม้จะยังไม่คำนวณเลยด้วยซ้ำ) บริษัทมีผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่องหรือไม่ การที่เรา "คาดการณ์" ผลประกอบการระยะยาวได้ ก็เท่ากับเราหาแนวโน้มระยะยาวของราคาหุ้นได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่ลงทุนเลย ถ้าคาดการณ์ไม่ได้ว่าผลประกอบการของบริษัทใน 3-5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร บริษัทพวกนั้นผมปล่อยครับ ใครอยากเล่นก็เล่นไป








ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเป็นภาพที่รายย่อยจะเห็นได้ร่วมกัน และเป็นทีเด็ดที่จะเอาชนะเจ้ามือได้ เพราะเมื่อไหร่ที่เจ้ามือลากหรือทุบหุ้นสวนทางกับปัจจัยพื้นฐานแล้วล่ะก็ โอกาสที่เจ้ามือจะเจ็บเองก็มีเหมือนกัน

เพียงแต่เราเองอย่าไป "เล่น" หุ้นตัวเล็กที่ผลประกอบการห่วย และลาก-ทุบได้ง่ายๆ ก็แล้วกัน ไม่งั้นจะถูกเทพเจ้าลงทัณฑ์