วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569

หุ้นถูก... หรือ หุ้นน่าซื้อ?


หิว กับ อยากกิน นั้นไม่เหมือนกัน บางครั้งเราอยากกินทั้งที่ไม่หิว หรือบางทีหิว แต่เจออาหารแย่ก็ไม่อยากกิน

ในเชิงของหุ้น หุ้นถูก กับ หุ้นน่าซื้อ เองก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งบทความนี้จะพาท่านไปพบความจริงที่น่าตื่นตะลึง แถมยังแทรกความน่าขันและน่าปวดใจไปพร้อม ๆ กัน


ความเป็นไปได้ทั้ง 4


โดยธรรมชาตินักลงทุนจะ “รู้สึก” ถึงความถูกแพงของหุ้นแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา ถ้าหุ้นเคยป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ 10 บาท แล้วต่อมาราคาพุ่งขึ้นไปที่ 13-14 บาท นักลงทุนก็จะเริ่มรู้สึกว่าหุ้นแพง หรือในทางกลับกัน หากหุ้นปรับตัวลงไปที่ 6 บาท พวกเขาก็อาจรู้สึกว่าหุ้นถูกมากแล้ว

แต่แน่ล่ะ หุ้นถูกอาจจะน่าซื้อหรือไม่น่าซื้อก็ได้ กรณีข้างต้นถ้านักลงทุนเชื่อว่าราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงไปอีก เช่น จาก 6 บาท แล้วยังลงไปต่ำกว่า 5 บาทได้ แบบนี้แม้หุ้นมีราคาเพียง 6 บาท ก็ไม่เรียกว่าน่าซื้อ

ดังนั้น เราสามารถจำแนกสถานการณ์ทั้ง 4 แบบในรูปตาราง โดยกำกับความคิดเห็นลงไปด้วย
 

ตัวอย่างของหุ้นถูกและน่าซื้อ คือ ราคาหุ้นลดลงมาต่ำ และมีปัจจัยเกื้อหนุนต่อการฟื้นตัว ซื้อแล้วน่าจะ ปลอดภัย แต่กลับกันถ้าราคาหุ้นลงมาเยอะแล้ว และมีโอกาสลงต่อยาว ๆ อันนี้เรียกว่า หุ้นถูกแต่ไม่น่าซื้อ แบบนี้ทางออกอาจเป็นการ ปล่อยไป ไม่เข้าไปยุ่ง

ในทางตรงข้าม สถานการณ์ที่หุ้นแพงทว่ายังคงน่าซื้อ เกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาเยอะโดยมีเหตุผลที่ดีรองรับ ถ้าใจกล้าซื้อไว้ก็อาจจะ คุ้มเสี่ยง แต่หากตรงข้าม คือ หุ้นพุ่งขึ้นมาเยอะเกินตัว แล้วเหตุผลรองรับที่จับต้องได้ก็ไม่มีเพียงพอ อย่างนี้จะเป็นสถานการณ์ที่หุ้นแพงแถมยังไม่น่าซื้อด้วย คงต้องรอให้ คนบ้า มาซื้อไป

เมื่อทราบความเป็นไปได้ทั้ง 4 แบบแล้ว ส่วนใหญ่คนที่มีเหตุมีผลและระแวดระวังจะเลือกซื้อหุ้นในช่องซ้ายบน (วิถีปลอดภัย) หรือถ้าใจกล้าหน่อยก็อาจจะเลือกช่องซ้ายล่าง (ซื้อแพง เพื่อไปขายแพงกว่า)

พูดง่าย ๆ คือ นักลงทุนที่มีเหตุผลมักซื้อ เมื่อหุ้นน่าซื้อ นั่นเอง


สร้างโมเดล


เพื่อให้เข้าใจกระบวนการลงทุนมากขึ้น เราจะสร้างโมเดลการเคลื่อนไหวของ ราคาหุ้น ในลักษณะวัฏจักรอย่างง่ายที่มีวงรอบประมาณ 4 ปี แสดงด้วยเส้นสีฟ้า


หากเราพิจารณาว่าหุ้นเกือบทุกตัวล้วนมีความเป็นวัฏจักรเกี่ยวพันกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ไม่มากก็น้อย โมเดลอย่างง่ายนี้ย่อมทำให้ท่านเห็นความเป็นไปและมีประโยชน์อยู่บ้าง มากน้อยตามแต่คุณลักษณะของหุ้นที่ท่านสนใจ

สมมติว่ามีการประเมิน มูลค่าหุ้น หรือราคาเป้าหมาย เป็นเส้นประสีส้ม เส้นประนี้ควรวิ่งล้อไปกับราคาหุ้น แต่ “ล้าหลัง” อยู่เล็กน้อย


เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าการคาดการณ์ไปในอนาคต (เพื่อประเมินมูลค่าหุ้น) นั้น อาศัยมุมมองของนักวิเคราะห์หรือนักลงทุน และมุมมองดังกล่าวก็ประมวลขึ้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต การประเมินมูลค่าหุ้นจึงแฝงองค์ประกอบที่มีความล้าหลังไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นอกจากเรื่องของการล้าหลังแล้ว อีกข้อหนึ่งที่ควรสังเกต คือ มุมมองของนักวิเคราะห์มักดีเกินจริงในช่วงเวลาที่ดี และมักแย่เกินจริงในช่วงเวลาที่แย่ สะท้อนด้วยมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นหรือลดลงทะลุระดับราคาที่หุ้นไปถึงจริง ข้อนี้เกิดจากความไม่สมบูรณ์ของการรับรู้ ทำให้นักวิเคราะห์ต้องทำการ “ลากเส้นต่อจุด” โดยอาศัยประสบการณ์ของตนเองและข้อมูลข่าวสารเท่าที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น

จากความล้าหลังและเกินจริงนี้ มูลค่าหุ้นที่คำนวณออกมา (เส้นประสีส้ม) จึงมีเฟสตามหลัง และมีแอมพลิจูด หรือขนาดของยอดคลื่น มากกว่าราคาหุ้นในโมเดลของเรา


จุดที่น่าสนใจ


เมื่อกำหนด A, B, C และ D เป็นจุดที่น่าสนใจบนโมเดล แล้วตั้งข้อสังเกตไล่ไปทีละจุด



ภาพขยายจุด A


เมื่อบริษัทมีกำไรเติบโตดี นักลงทุนก็ปรับมุมมองดีขึ้น ราคาหุ้น (เส้นสีฟ้า) จึงปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงจุดหนึ่งที่พัฒนาการเชิงบวกของบริษัทเริ่มตีบตัน เช่น มีคู่แข่งเพิ่มขึ้น หรือเริ่มประสบปัญหาในการลดต้นทุน สถานการณ์เช่นนี้ทำให้นักลงทุนที่รู้จักบริษัทอย่างลึกซึ้งเริ่มระมัดระวัง และราคาหุ้นอาจชะลอตัว

อย่างไรก็ดี ตราบเท่าที่ตัวเลขผลการดำเนินงานยังไม่ประกาศออกมา นักลงทุนจำนวนมากย่อมคาดการณ์ผลกำไรของบริษัทโดยปรับแต่งตัวเลขจากอัตราการเติบโตของไตรมาสก่อน ๆ มูลค่าหุ้นที่ประเมินออกมาจึงมีแนวโน้มวิ่งต่อ ส่งผลให้เส้นประสีส้ม พุ่งทะยานแซงราคาหุ้นขึ้นไป

ลูกศรสีดำ แสดงให้เห็นว่า มูลค่าหุ้น ตามมุมมองของนักลงทุนขณะนั้น สูงกว่าราคาหุ้นปัจจุบัน จึงเปิดช่องให้กับมุมมองที่ว่า ราคาหุ้นอาจขยับตัวสูงขึ้นได้อีก (อยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า เมื่อซื้อหุ้นได้ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ที่สุดแล้วราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นไปหามูลค่า) เพราะฉะนั้น ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นจนดูเหมือนว่าแพงมาตลอดทาง ก็อาจจะคุ้มค่ากับความเสี่ยง และไม่ควรเป็นปัญหาสำหรับหุ้นที่ “น่าซื้อ” ตัวนี้

ภาพขยายจุด B


นี่เป็นสถานการณ์ที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดมาระยะหนึ่ง ทำให้หุ้นที่เคยแพงเริ่มดู “ไม่แพง” เมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้านั้น นักลงทุนอาจปรับลดมุมมองที่ดีเกินจริงลงมา คำนวณเป็นมูลค่าหุ้นก็ลดลงบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงสูงกว่าราคาหุ้นอยู่พอสมควร หลายคนจึงเข้าซื้อหุ้นเพื่อรอขายเมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปหามูลค่า หรือถ้าเชื่อมั่นจริง ๆ ว่านี่เป็นซุปเปอร์สต็อก พวกเขาอาจเก็บหุ้นในจังหวะที่ราคาลดลงชั่วคราวและตั้งใจจะถือเอาไว้ตลอดไป

โดยสรุปก็คือ นี่เป็นหุ้นที่ถูกและน่าซื้อ เป็นสถานการณ์ที่หลายคนมองว่าค่อนข้างปลอดภัย หากจะซื้อหุ้นตัวนี้

ภาพขยายจุด C


หลังจากผลประกอบการที่ย่ำแย่ผลัดกันเวียนหน้าออกมาโชว์ต่อสาธารณะ ราคาหุ้นก็ไหลลงจนเรียกว่า ถูกแล้วถูกอีก นักลงทุนเองก็ปรับลดมุมมองครั้งแล้วครั้งเล่า จนมูลค่าหุ้นที่เคยสูงมุดลงต่ำกว่าราคาหุ้น กลายเป็นสถานการณ์ที่ราคาหุ้นขาดปัจจัยพื้นฐานรองรับ ในลักษณะนี้นักลงทุนที่มีเหตุมีผลอาจมองว่า ราคาหุ้นมีโอกาสลงต่อไปอีก

นั่นคือ หุ้นถูก แต่ก็ยังไม่น่าซื้ออยู่ดี

ภาพขยายจุด D


หลังจากตกต่ำอยู่พักใหญ่ ราคาหุ้นก็เริ่มทรงตัวและฟื้นขึ้นมาได้ อาจมีข่าวดีออกมาบ้าง แต่ก็ถือว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่วิ่งขึ้น “อย่างไม่สมเหตุสมผล” หลายคนคิดว่าราคาหุ้นได้แพงจนสะท้อนข่าวดีพวกนั้นไปหมดแล้ว ฝ่ายผู้ที่คำนวณมูลค่าหุ้นแม้เห็นว่าบริษัทมีพัฒนาการอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะทัดเทียมกับราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นมา

เมื่อหุ้นแพงเกินไปเทียบกับมูลค่าที่ยังกระเตื้องขึ้นไม่มาก บทสรุปของพวกเขาก็คือ ความฝันนั้นสวยหรูเกินจริง... แพง และไม่น่าซื้อด้วย


ถอยออกมา ช็อก!


ข้อสังเกตข้างต้นอยู่บนพื้นฐานของแต่ละจุดเวลา ซึ่งแน่นอนว่าหลายอย่างอาจเปลี่ยนไป หากเราถอยออกมามองภาพใหญ่


อย่างเช่น จุด A ที่หุ้นแพง + น่าซื้อ ความจริงกลับกลายเป็นว่าจุดนั้นเป็นฟองสบู่พอดี ส่วนจุด B ที่หุ้นถูก + น่าซื้อ แท้จริงหุ้นกำลังดิ่งเป็นขาลง

ขณะที่จุด C หุ้นถูก + ไม่น่าซื้อ แต่นั่นกำลังจะเป็นจุดต่ำสุดก่อนที่หุ้นจะฟื้นตัว และจุด D ที่หุ้นแพง + ไม่น่าซื้อ ที่จริงหุ้นกำลังอยู่ในขาขึ้น

พูดง่าย ๆ ว่ากลับหัวกลับหางไปหมด จุดที่คิดว่าน่าซื้อ ที่แท้ไม่ควรซื้อ ส่วนจุดที่คิดว่าไม่น่าซื้อ แต่ถ้าซื้อกลับมีกำไร นี่เป็นเรื่องน่าขันสำหรับผู้ที่พยายามจริงจังกับการลงทุน

...และขณะเดียวกันก็น่าปวดใจ

ผมเองก่อนหน้านี้ก็เคยซื้อหุ้นที่จุด B หรือหาจังหวะขายแถวจุด D ทำให้ขาดทุนไปบ้าง ชวดกำไรไปบ้าง ผลตอบแทนไม่ดีเท่าที่หวัง แต่ก็ไม่ทราบว่าผิดพลาดตรงไหน จนมาค้นพบตอนนี้

เมื่อนักลงทุนพยายามเลือกหุ้นที่มีความมั่นคง โดยมองจากความคงเส้นคงวาของกำไร 3-4 ปีล่าสุด พวกเขาอาจมองข้ามหรือปฏิเสธความเกี่ยวพันกับวัฏจักรไปได้ง่าย ๆ ทั้งที่ความเป็นวัฏจักรของหุ้นนั้นมีอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจ, วัฏจักรดอกเบี้ย, ค่าแรง, ค่าใช้จ่ายทุน (CAPEX) หรือราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น และยิ่งความเป็นวัฏจักรชัดเจนขึ้นเท่าไร คำเตือนก็ยิ่งชัดเจนว่า...

หุ้นถูกไม่ใช่หุ้นน่าซื้อ และหุ้นน่าซื้อก็อาจไม่ใช่หุ้นน่าซื้อครับ