วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

ว่าด้วย Zero-sum Game


หากเราพูดคุยกับบรรดาคอหุ้นขาจร สิ่งที่เราจะได้ยินบ่อยครั้งคือประโยคที่บอกว่า "ถ้าคนหนึ่งกำไร อีกคนหนึ่งก็ขาดทุน" ฟังดูเหมือนกับว่าตลาดหุ้นเป็นแหล่งหมุนเวียนเงินจากคนฉลาดน้อยไปสู่คนฉลาดมาก หรือจากคนที่ช้าไปหาคนที่เร็ว หรือจากคนประมาทไปยังคนรอบคอบ

ภาษาหรูๆ หน่อยเขาบอกว่าหุ้นเป็น zero-sum game นั่นคือ ผลรวมของกำไรขาดทุนเป็นศูนย์ สมัยแรกที่เริ่มลงทุนผมเองก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน และมันก็ดูว่าน่าจะใช่นะ แต่ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า?

ดูเหมือนพระเอกกับผู้ร้ายจะผลัดกันได้เปรียบเสียเปรียบ คงต้องตามดูกันว่าตกลงแล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไร


ดร.นิเวศน์: หุ้นไม่ใช่ zero-sum game
เมื่อผมอ่านหนังสือของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เซียนหุ้นคุณค่าของเมืองไทย จำไม่ได้แล้วว่าเล่มไหน ท่านบอกว่าหุ้นไม่ใช่ zero-sum game โดยให้เหตุผลว่าหากบริษัทมีผลประกอบการดีและตัวบริษัทมีมูลค่ามากขึ้น ทั้งคนขายและคนซื้อหุ้นอาจจะกำไรทั้งคู่เลยก็ได้

ตัวอย่างเช่น ผมซื้อหุ้นมาที่ราคาหุ้นละ 40 บาท หนึ่งปีผ่านไปมีคนซื้อหุ้นต่อจากผมไปที่ราคา 48 บาท เท่ากับว่าผมได้กำไร 8 บาท ถามว่าคนที่ซื้อหุ้นไปจะต้องขาดทุนงั้นสิ? ไม่เลยครับ ถ้าหากว่าระหว่างปีที่ผ่านมากำไรของบริษัทนี้โตขึ้นพร้อมไปกับราคาที่แพงขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่าบริษัทมีการเติบโตทำให้มูลค่าหุ้น ณ ตอนนี้ย่อมจะต้องสูงกว่ามูลค่าเมื่อปีที่ผ่านมา และบางทีถ้าผู้ซื้อเอาหุ้นไปขายต่อในอีก 1 ปีถัดไป เขาอาจจะขายได้ที่ราคา 60 บาทก็เป็นได้ นี่คือเหตุผลที่เราเห็นหุ้นค้าปลีกบางตัวดูเหมือนจะแพงแล้วแพงอีก แต่ราคาก็ยังขึ้นได้อยู่เรื่อยๆ

สรุปว่าถ้าหุ้นโต มันก็ไม่ใช่ zero-sum game


แต่ถ้าย่นย่อเวลาเข้ามา...

การที่เราพูดถึงระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน เช่น 1 ปี ย่อมทำให้เราเห็นการเติบโตของหุ้นได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าเราพูดถึงระยะเวลาแค่ 1-2 วันล่ะ ลองคิดง่ายๆ ถ้าบริษัทโต 20% ต่อปี หรือคิดเป็น 0.05% ต่อวัน ซึ่งเป็นขนาดการเติบโตที่แทบจะมองไม่เห็นเลยก็ว่าได้ และด้วย time frame สั้นขนาดนี้ ผมคิดว่าคงจะแฟร์ถ้าจะบอกว่าเราสามารถมองการเทรดหุ้นรายวันเป็น zero-sum game ได้

จากตัวอย่างเดิมเราได้เห็นการซื้อขายหุ้นที่เป็น win-win คือ คนขายได้กำไร คนซื้อก็(น่าจะ)ได้กำไร แต่ถ้าการซื้อขายดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่หุ้นจะโตจนสร้างมูลค่าให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในเวลาเดียวกัน เท่ากับว่าผู้ซื้อและผู้ขายต่างต้องแย่งกันชิงไหวชิงพริบในเกมที่กลับมาเป็น "near" zero-sum game เกมที่กำไรของนักลงทุนไม่ได้เกิดจากความสามารถของตัวบริษัท แต่เกิดจากการแกว่งตัวของราคาหุ้น ในกรณีนี้หุ้นจะทำหน้าที่เป็นแค่ตัวอ้างอิงราคา แต่ไม่ได้ถูกมองในแง่มุมของ "ความเป็นเจ้าของกิจการ" อีกต่อไป

ถึงตอนนี้ดูเหมือนว่าการเล่นหุ้นระยะสั้นจะเป็น zero-sum game


เจ้ามือแทรกแซง

อย่า เพิ่งคิดว่าผมจะพาดพิงไปถึงเจ้ามือปั่นหุ้นอะไรทำนองนั้นนะครับ เจ้ามือตามความหมายของผมในที่นี้คือ โบรกเกอร์ นั่นเอง ในการซื้อขายหุ้นเราๆ ท่านๆ ไม่สามารถสั่งซื้อขายได้เองโดยตรง แต่ต้องส่งคำสั่งผ่านโบรกเกอร์ โบรกเกอร์จึงเป็นเสมือนเจ้ามือที่คอยอำนวยความสะดวกและเก็บค่าธรรมเนียมจากเราไม่ว่าเราจะทำอะไร

ในเกมที่ผู้เล่น 2 ฝ่ายลงเงินคนละ 100 บาท เจ้ามือชักไป 1 บาท จากนั้นผู้เล่นทั้งสองฝ่ายต่างชิงไหวชิงพริบเอาเงินจากกองกลาง 199 บาทมาเป็นของตัวเองให้ได้มากที่สุด เกมนั้นคือการ "เล่นหุ้น" ผมตอบไม่ได้ว่าฝ่ายไหนจะชนะ แต่ที่แน่ๆ เจ้ามือเก็บไปก่อนแล้ว 1 บาท และทุกครั้งที่คุณแก้มือ เจ้ามือก็จะเก็บไปอีก 1 บาท ดังนั้น นอกจากจะชิงไหวพริบเอาชนะฝ่ายตรงข้ามแล้ว คุณยังจะต้องคำนึงถึงค่าต๋งที่เจ้ามือเก็บไปด้วยนะครับ

ในเกมที่เจ้ามือมีการเก็บค่าต๋งทำนองนี้ ผลที่ได้คือเกมย่อมไม่ใช่ zero-sum แต่จะติดลบอยู่นิดๆ คนเล่นหุ้นระยะสั้นที่มีฝีมือปานกลางจึงมีแนวโน้มที่จะขาดทุนในระยะยาว


สรุป

ซื้อหุ้นระยะยาว
- ถ้าหุ้นเติบโตก็เป็น positive-sum
- ถ้าหุ้นไม่เติบโตก็เป็น zero- หรือ negative-sum

เล่นหุ้นระยะสั้น
- หุ้นจะโตหรือไม่โตก็ไม่ค่อยมีผล แต่ยังไงก็เป็น negative-sum

ข่าวดีก็คือ ไม่ว่าจะเป็นแนวไหนก็ตาม ถ้าฝีมือของเราเกินค่าเฉลี่ยเราก็สามารถผลักให้กำไรของเราเป็นบวกได้ครับ

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

บ้านใหญ่รวยช้า


ไม่นานมานี้ผมได้อ่านเว็บหนึ่งพูดถึงหนังสือที่ "ดีเยี่ยม" และทำให้ระลึกได้ว่าผมเองก็มีหนังสือเล่มนั้นอยู่เหมือนกัน เลยขอเอาเนื้อความบางส่วนมาแบ่งปันและต่อยอดกันครับ

หนังสือเล่มที่ว่าคือ "สู่ชีวิตการงานอันเรียบง่าย" ผมขอยกเนื้อความที่พูดถึงเรื่องบ้านมาเรียบเรียงใหม่ไม่ให้ยืดยาวมากเกินไป ...สิ่งที่น่าสังเกตคือหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นในปี 2001 หากคนอเมริกันส่วนใหญ่ได้อ่านและทำตามเราก็คงไม่มีวิกฤติซับไพร์ม คนไทยก็คงไม่มีโอกาสได้เก็บหุ้นราคาถูกในปี 2008 ครับ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยอดค่าใช้จ่ายสูงสุดของครอบครับส่วนใหญ่ก็คือ ค่าบ้าน ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาขนาดบ้านพักอาศัยโดยทั่วไปของคนอเมริกันเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า ขณะที่ค่าบ้านขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำโดยทั่วไปได้เพิ่มขึ้นเกือบเจ็ดเท่า

ข้อแนะนำในการวางแผนทางการเงินแบบเก่าในช่วง 50 ปีมานี้ก็คือ "ไม่ควรจ่ายเงินค่าบ้านโดยรวม (เงินต้น ดอกเบี้ย ภาษี และค่าเบี้ยประกันภัย)เกินกว่าร้อยละ 25 ของรายได้ทั้งหมดต่อเดือน" และคำแนะนำนี้ก็ยังคงใช้ได้อยู่

โชคไม่ดีเลยว่าช่วง 2-3 ปีมานี้ ผู้ปล่อยสินเชื่อกลับยอมให้ผู้กู้จ่ายค่าบ้านในระดับ 40-50% ของรายได้ เมื่อพิจารณาถึงรายได้สุทธิหลังหักภาษี หักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และอื่นๆ คงจะเห็นได้ว่าผู้กู้จะมีเงินเหลือพอใช้ในแต่ละเดือนได้อย่างไร...

ผู้ปล่อยสินเชื่อได้สร้างความลำบากอย่างมหาศาลแก่ประชาชนผู้ซื้อบ้านด้วยการอนุมัติเงินกู้ซึ่งสูงเกินกว่าจำนวนผู้ซื้อจะสามารถจ่ายได้จริง เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะบอกคุณว่าพวกเขาเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อให้คุณเพราะราคาบ้านได้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และพวกเขาเพียงแต่ต้องการให้ผู้ซื้อบ้านได้มีบ้านที่ตนเองต้องการ ที่จริงผู้ปล่อยสินเชื่อไม่ได้ยอมให้กู้เพราะเห็นแก่ผู้ซื้อ แต่เพื่อประโยชน์ของตนเองมากกว่า สิ่งที่ผู้ให้กู้สนใจเป็นอย่างแรกก็คือคุณจะจ่ายชำระในแต่ละเดือนได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ การที่คุณต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางอารมณ์จากการเงินและการทำงานอันเนื่องมาจากการตัดสินใจนี้มิได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อผู้ให้สินเชื่อเลย

แน่นอนว่าในระยะสั้น การอนุมัติสินเชื่อนี้ย่อมทำให้ผู้ซื้อบ้านได้มี "บ้านในฝัน" ซึ่งในหลายๆ กรณีก็เป็นบ้านราคาแพงเกินกว่าพวกเขาจะจ่ายได้ แต่ในระยะยาวแล้ว ยอดผ่อนชำระที่สูงลิบทำให้ผู้กู้ต้องพยายามหาเงินมาจ่ายให้ได้ ซึ่งบ่อยครั้งก็ทำให้พวกเขาไม่อาจสร้างฐานะในระยะยาว แต่ต้องหมดเงินไปกับค่าบ้านสูงลิ่วและต้องทนทำงานที่ไม่ชอบ แถมยังเพิ่มความเครียดให้ชีวิตหนักโข

เรียบเรียงใหม่จาก "สู่ชีวิตการงานอันเรียบง่าย" (Simplify Your Work Life) โดย อีเลน เซนต์เจมส์ แปลโดย นุชจรีย์ ชลคุป
และขอขอบคุณ www.cheechud.com บทความของวันที่ 17 ก.ค. 54

--------------------------------------------------

อ่านแล้วผมนึกไปถึงบ้านของบัฟเฟตต์ ซึ่งแม้เขาจะรวยล้นฟ้าแต่ก็ไม่เคยไขว่คว้าหาบ้านหลังโตในย่านหรูหรา ...หรือนี่อาจเป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกก็เป็นได้ครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมเอามาคิดต่อยอดคือ เพื่อนผมหลายคนมีรายได้สูงลิบ บางคนเป็นผู้จัดการกองทุน บางคนเป็นนักบิน ที่ผมเห็นคือพวกเขาเอาเงินไปทุ่มลงกับ "บ้านใหญ่ๆ" และ "รถเท่ๆ" ความจริงก็นานาจิตตังนะครับ แต่ถ้าเป็นผมคงจะเอาเงินไปลงทุนดีกว่า มีบ้านแบบพอเพียงแต่รวยเร็วดีกว่ามีบ้านใหญ่แล้วรวยช้า และที่สำคัญนี่เป็นการ attack ที่รายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของชีวิตเลยครับ

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

เทนนิสกับการลงทุน


ความจริงเทนนิสเป็นกีฬาที่ผมรู้สึกว่าค่อนข้างไกลตัว เพราะต้องมีคอร์ตมีสนามเป็นเรื่องเป็นราว ไม่เหมือนกับแบดมินตันที่คว้าแร็กเก็ตออกไปหน้าบ้านก็ตีได้แล้ว ส่วนมากผมจึงมักได้ดูเทนนิสผ่านหน้าจอทีวีเสียมากกว่า ระยะหลังพบว่าแม้กระทั่งสาวๆ ก็หันมาสนใจเทนนิสกันมากขึ้น แต่สอบถามไปมาแล้วพบว่าดูนักเทนนิสมากกว่าที่จะดูเกม

เชื่อว่าแม้แต่คนที่ไม่ได้ใส่ใจกับเทนนิสก็คงจะพอได้ยินชื่อ "โรเจอร์ เฟเดอเรอร์" หรือ "ราฟาเอล นาดาล" หรือถ้าย้อนไปไกลๆ ก็อาจจะเป็น "อังเดร อากัสซี" หรือ "พีท แซมพราส" ขึ้นอยู่กับอายุของคุณ นักเทนนิสเหล่านี้ต่างเคยขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกมาแล้วทั้งสิ้น แต่ละคนมีช่วงรุ่งเรืองและช่วงตกต่ำซึ่งไม่ต่างอะไรกับหุ้นในตลาดเลย


Biasness ในโลกของเทนนิส

ในปี 2003 ชื่อของ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ เริ่มฉายแสงเจิดจรัสด้วยชัยชนะในการแข่งขันที่วิมเบิลดัน ประเทศอังกฤษ จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ชนะรายการแล้วรายการเล่าและขึ้นครองมือ 1 ของโลกอย่างเหนียวแน่น ถ้ามีคนตั้งคำถามว่าเขาจะสามารถทำลายสถิติชนะแกรนด์สแลม 14 รายการของ พีท แซมพราส ได้หรือไม่ คนตอบทุกคนจะตอบว่า "แน่นอน!" แถมบางคนยังคิดไปไกลว่าเขาจะชนะได้ถึง 20 รายการด้วยซ้ำ

ในภาวะที่เฟเดอเรอร์กำลังขึ้นถึงจุดสูงสุดของอาชีพและก็ยังไม่แก่เสียด้วย ใครก็ต้องคิดว่าเขาจะ "ชนะไปได้เรื่อยๆ" ...ตราบจนกระทั่งมีดาวดวงใหม่ชื่อ ราฟาเอล นาดาล โผล่เข้ามา

นาดาลเป็นนักเทนนิสสไตล์วิ่งสู้ฟัด เขาโดดเด่นมากบนคอร์ตดิน (clay court) เมื่อไหร่ที่ไปดวลกับเฟเดอเรอร์บนคอร์ตดินเขาก็มักจะเอาชนะได้ ที่จริงแล้วเฟเดอเรอร์บนคอร์ตดินก็จัดว่าดี เพียงแต่ไม่ได้เด่นเท่ากับนาดาลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมแล้วเฟเดอเรอร์ก็เหนือกว่านาดาลเรื่อยมา ...เราคิดว่าเฟเดอเรอร์จะยังคง "ชนะไปได้เรื่อยๆ" ใช่มั๊ยครับ

ผิดแล้วล่ะครับ... นาดาลพัฒนาฝีมือของตัวเองบนคอร์ตประเภทอื่นจนกระทั่งขึ้นมาเทียบเคียงกับเฟเดอเรอร์ซึ่งในวงการถือว่าเป็น "ระดับเทพ" และสามารถแซงขึ้นเป็นมือ 1 ของโลกได้ในที่สุดชนิดที่ใครๆ ก็อ้าปากตาค้าง นาดาลพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งและชนะการแข่งขันรายการแล้วรายการเล่า ถึงตรงนี้ทุกคนก็คิดว่าหมอนี่เป็นเทพองค์ต่อไปและต่างก็คิดว่านาดาลจะ "ชนะไปได้เรื่อยๆ"


Biasness ในโลกของการลงทุน

เราอาจจะเคยพบหุ้นบางตัวที่อยู่ๆ ก็ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น ซึ่งอาจจะเป็นผลพวงจากการปั่นหุ้นธรรมดาหรืออาจจะเป็นหุ้นที่มีดีจริงๆ ก็ได้ หุ้นดังกล่าวดูเหมือนจะแพงแล้วแต่ก็ยังคงมีคนอยากซื้อ ผลักดันให้ราคาของมัน "แพงแล้วแพงอีก" ในระยะแรกผลประกอบการของบริษัทอาจยังพอรองรับความแพงนั้นได้ แต่เมื่อหุ้นวิ่งไปนานๆ ผลประกอบการก็ตามไม่ทันเหมือนกัน เมื่อประเมินมูลค่าหุ้นด้วยค่า P/E หรือวิธีอื่นใด จะมองมุมไหนมันก็แพง(ไปแล้ว) แต่เราก็รู้สึกว่ามันยังน่าจะไปต่อได้ เพราะแม้แต่โบรกเกอร์ก็ยังบอกว่ามันน่าจะไปต่อได้

ในตอนนั้นเองกรอบความคิดของเราไม่ต่างอะไรจากแฟนเทนนิสที่คิดว่าผู้เล่นคนโปรดของเขาจะยัง "ชนะไปได้เรื่อยๆ" ในทำนองเดียวกันเราก็คิดว่าหุ้นตัวนั้น "น่าจะไปต่อได้"

ถ้าคิดจากพื้นฐานของบริษัท มันชัดเจนว่าหุ้นนี้ไม่ใช่แค่เริ่มแพง แต่ว่ามันแพงมานานแล้ว ทว่าการที่เราพล็อตกราฟและมองเห็นแนวโน้มขาขึ้นหรือ uptrend ที่แข็งแกร่งส่งเสริมทัศนคติที่บอกว่าราคาหุ้นน่าจะไปต่อได้ ผลที่เกิดขึ้นคือเราตัดปัจจัยพื้นฐานออกไปโดยไม่รู้ตัวและตัดสินใจซื้อ


ไม่มี Cut Loss

หากคุณเป็นนักเล่นหุ้นแนวเทคนิคและตัดสินใจซื้อที่แนวโน้มขาขึ้น ผมคิดว่ามันก็โอเคครับ ซื้อด้วยเทคนิค ออกด้วยเทคนิค แล้วก็ตั้งจุด cut loss เอาไว้ด้วย ซึ่งมันก็เป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม คนที่ซื้อด้วยทัศนคติ (ที่ว่าหุ้นน่าจะไปต่อได้) มักไม่มีการตั้งจุด cut loss อาจเป็นเพราะว่ามันขัดกับทัศนคติของเขา (ก็เขาเชื่อว่าหุ้นยังไปต่อได้นี่)

สิ่งที่ผมเรียนรู้จากเรื่องนี้คือ biasness ในโลกของการลงทุนจะดึงเราออกจากเหตุผล (ปัจจัยพื้นฐานหรือปัจจัยเทคนิคก็ตามที) อย่าใช้มันในการลงทุน

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

พรานโซรอส นิทาน Anti-VI


แม้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะถือเป็นสุดยอดนักลงทุนแนว VI และเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก แต่ถ้านับกันเป็น "ต่อปี" แล้วก็ยังแพ้ผู้จัดการกองทุนเฮ็ดจ์ฟันด์นามว่า จอร์จ โซรอส อยู่พอสมควร (บัฟเฟตต์ทำผลตอบแทนได้ 24.7% ต่อปี ระหว่างปี 1956-2002 ขณะที่โซรอสทำได้ 28.6% ต่อปี ระหว่างปี 1969-2002) นอกจากนี้เรื่องราวของโซรอสในนิทานก็ยังโลดโผนกว่ามาก...


เราไม่ต้อนรับพรานโซรอส!

ในเมืองเล็กๆ ท่ามกลางขุนเขา ผับดูเหมือนจะเป็นที่รวมของผู้คน ทั้งพรานหนุ่มซึ่งเปี่ยมด้วยกำลังและพรานเฒ่าซึ่งเปี่ยมด้วยประสบการณ์ ต่างก็ดื่มเบียร์พูดคุยกันอย่างออกรส บ้างก็โม้กันเรื่องล่าสัตว์ บ้างก็ปรึกษาหาวิธีล่าสัตว์ใหม่ๆ แต่ครั้นเสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น เสียงพูดคุยก็เงียบลงราวกับปิดสวิตซ์

"มีอะไรหรือครับ" พรานหนุ่มคนหนึ่งกระซิบถาม

"จะอะไรซะอีก ก็ไอ้พรานโซรอสน่ะสิ! พูดแล้วของขึ้น" พรานเฒ่าตอบแบบไม่สบอารมณ์ พลางมองตามเด็กในร้านที่ถือเบียร์ 3-4 กระป๋องเดินออกไปข้างนอก "อันโตนิโอ แกจำไว้นะ พรานโซรอสมันเก่งก็จริงแต่มันล่าสัตว์ด้วยวิธีชั่วร้าย พวกเราในที่นี้เกลียดมันทุกคน"

พรานอันโตนิโอเดินออกมาหน้าร้าน เห็นป้ายเขียนไว้ตัวโต "ยินดีต้อนรับทุกท่าน ยกเว้นพรานโซรอสกรุณารอข้างนอก" พรานหนุ่มเกาหัวด้วยความงุนงง เขายังเห็นหลังของใครบางคนไวๆ บางทีอาจจะเป็นพรานโซรอสก็ได้ เขาจึงรีบตามไปโดยทันที

"ท่านคือพรานโซรอสหรือ" พรานหนุ่มถาม น้ำเสียงยังกระหืดกระหอบอยู่

"ข้าจะเป็นใครไปได้" พรานเฒ่าตอบเรียบๆ "ผู้คนไม่ค่อยต้อนรับข้านักหรอก เข้าไปในผับคราวล่าสุดคนก็โห่ไล่ ทั้งขวดทั้งแก้วปลิวว่อน"


เรื่องเล่ารอบกองไฟ

พรานโซรอสเดินนำไปจนถึงกลางป่าที่หนาวเย็น มีใครบางคนก่อกองไฟรออยู่ เขาแนะนำให้พรานอันโตนิโอรู้จักกับพรานครักเคนมิลเลอร์ ที่จริงอันโตนิโอเคยได้ยินเรื่องราวของสองคนนี้อยู่เหมือนกัน พรานโซรอสได้ชื่อว่าเป็นนายพรานที่ช่ำชองการล่าสัตว์ "แปลกๆ" เป็นอย่างมาก ขณะที่พรานดรักเคนมิลเลอร์จัดได้ว่าเป็นลูกมือชั้นยอดที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

ครั้งหนึ่งพรานดรักเคนมิลเลอร์เห็นช่องทางที่จะจับหมีซึ่งจะทำเงินได้มหาศาล จึงขุดหลุมดักไว้ถึง 30 หลุม ทว่าพรานโซรอสกลับบอกว่า "แค่นี้เหรอที่คุณเรียกว่าการดักสัตว์" และคำถามนี้ก็เป็นที่โจษจัณฑ์ไปทั่วทั้งป่า พรานโซรอสบอกว่า ถ้าคุณมั่นใจสุดๆ ว่าจะจับหมีได้และพวกมันจะทำเงินมหาศาล คุณต้องเทกระเป๋าซัดให้เต็มที่ มันไม่สำคัญหรอกว่าจะผิดหรือถูก สิ่งสำคัญคือคุณทำเงินได้เท่าไหร่เมื่อคุณถูก และคุณเสียเงินเท่าไหร่เมื่อคุณผิด


จับสิงโต ล้มช้าง

บางทีวีรกรรมของพรานโซรอสที่เลื่องลือที่สุดคือการที่เขาจับสิงโตได้เมื่อปี 1992 "ผมไม่ควรได้เครดิตถึงขนาดนั้นหรอก สิงโตฝูงนั้นอ่อนแรง ใครๆ ก็เห็น" ที่จริงมีพรานหลายคนแลเห็นว่าสิงโตอ่อนแรงและต่างยิงลูกดอกใส่พวกมัน แต่มีเพียงโซรอสที่บ้าระห่ำพอที่จะคว้าตาข่ายและกระโจนใส่ตัวจ่าฝูง ที่สุดแล้วการจับสิงโตครั้งนั้นทำกำไรให้เขาอย่างงดงาม

"แล้วจริงหรือที่คุณเผาป่าจับช้าง" พรานอันโตนิโอถามขึ้นแบบเกรงๆ

"บ้าสิ" พรานโซรอสสวนทันที "ข้าไม่เคยเผาป่าต้อนสัตว์ที่ไหน มีแต่คนคิดและกล่าวโทษข้าไปเอง"

สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 1997 คือ อากาศร้อนและแห้งแล้งได้ปกคลุมป่า พรานโซรอสมั่นใจว่าไฟป่าจะต้องเกิดขึ้น เขาเดินสำรวจเส้นทางที่สัตว์ป่าใช้และวางแผนจับช้างเพื่อเอางาไปขาย เขาสุมกองใบไม้แห้งตีกรอบให้มั่นใจว่าช้างจะไม่หลุดรอดไปทางอื่น และแล้วเมือไฟไหม้ป่า ช้างก็กรูกันมาตามทางที่โซรอสวางไว้และตายอยู่ในกองเพลิงถึง 56 ตัว

พรานอันโตนิโอฟังแล้วถึงกับอึ้ง ถึงพรานโซรอสจะไม่ได้เป็นคนจุดไฟ แต่ก็เซ็ตอัพเตรียมล้มช้างซะขนาดนี้ แล้วจะไม่ให้คนเกลียดชังเขาได้ยังไงกันเล่า


ทฤษฎีการล่าสัตว์

การล่าสัตว์ของพรานโซรอสไม่ใช่การซุ่มรอกวางเหมือนอย่างพรานบัฟเฟตต์ ไม่ใช่การซุ่มยิงกระต่ายป่าเหมือนอย่างพรานทั่วไป แต่เขามีทฤษฎีที่เชื่อมโยงพฤติกรรมของสัตว์ใหญ่ๆ และทำให้เขารู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะเป็นเวลาที่ดีที่จะ "ลงมือ"

"เมื่อสัตว์กระหายน้ำ มันย่อมไปที่ลำธาร... เมื่อสัตว์หิวโหย มันย่อมไร้เรี่ยวแรง... เมื่อตื่นตระหนก พวกมันย่อมแตกฝูง" พรานโซรอสกล่าว "ถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เจ้าจะเสี่ยงน้อยกว่าที่ใครๆ นึก"

"ลืมเรื่องการล่าสัตว์แบบสะเปะสะปะที่เหล่าพรานไร้ฝีมือแนะนำเสีย ไม่มีพรานเก่งๆ คนไหนเตรียมกระสุนหรือกับดัก 10 แบบสำหรับล่าสัตว์ 10 ชนิดในคราวเดียวกันหรอก เจ้าต้องมุ่งเน้นและหมั่นฝึกฝน"

"ต้องมุ่งเน้นและหมั่นฝึกฝน" พรานอันโตนิโอพึมพำ

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พรานบัฟเฟตต์ นิทาน VI


วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตำนานนักลงทุนแนว VI (Value Investment) ระดับโลกเคยเปรียบเทียบสไตล์การลงทุนของตนเองว่าเป็นเหมือนสิงโตที่ซุ่มอยู่ในพงหญ้า (a lion in the tall grass) เพื่อรอตะครุบเหยื่อเมื่อมันเข้ามาใกล้ แต่ผมเองกลับคิดว่าบัฟเฟตต์มีความคล้ายคลึงกับนายพรานในนิทานต่อไปนี้เสียยิ่งกว่า...


พราน VI

บนภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ การหาของป่าหรือล่าสัตว์เป็นเรื่องยากสำหรับนายพรานทั้งหลาย และหนึ่งในนั้นก็คือพรานหนุ่มแววดีผู้มีนามว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์

พรานบัฟเฟตต์เรียนรู้ศาสตร์แห่งการล่าสัตว์จากพรานเบนซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์ของเขา อาจารย์บอกบัฟเฟตต์ว่า "เจ้าเห็นพรานไร้ฝีมือพวกนั้นมั๊ย พวกเขาเสียเวลา เสียกระสุน แต่กลับล่าได้เพียงกระต่ายป่าตัวกระจ้อย"

เบนสอนบัฟเฟตต์ว่า กระต่ายตัวเล็กและว่องไว ยิงถูกยาก และต่อให้ยิงได้ พอเอาไปขายในเมืองก็ไม่ค่อยได้ราคา พรานส่วนมากได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ แค่พอซื้อกระสุนล็อตใหม่กับเงินติดตัวอีกหน่อย จากนั้นก็ขึ้นเขามาล่ากระต่ายอีก นายพรานพวกนี้ไม่ยิงกวาง เพราะกวางหายาก ขณะที่กระต่ายมีเยอะกว่ามาก และพวกเขาไม่อดทนพอที่จะรอให้กวางผ่านมา

"เราต้องล่ากวาง" พรานเบนย้ำ "และกวางต้องตัวไม่ใหญ่มาก ไม่เช่นนั้นเจ้าจะต้องใช้กระสุนหลายนัดเพื่อหยุดมัน"

คำสอนนี้บัฟเฟตต์ปฏิบัติตามมาระยะหนึ่ง แต่เมื่อเรียนรู้เพิ่มจากพรานฟิลซึ่งเป็นนายพรานที่มีชื่อเสียง บัฟเฟตต์ก็พบว่าหากเขายอมเสียกระสุนหลายนัดล่ากวางตัวโต เมื่อเอาไปขายจะได้ราคากว่ากวางผอมๆ ตัวเล็กมากมายนัก

"เราพบหนทางรวยแล้ว!" พรานบัฟเฟตต์กล่าวกับตัวเองด้วยความเชื่อมั่น


Circle of Competence

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พรานต่างๆ เดินผ่านไปพร้อมกับลังบรรจุกระต่ายป่า บัฟเฟตต์ยังคงซุ่มรอให้กวางผ่านมา บางครั้งเขาซุ่มรออยู่ทั้งวันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เขาก็ไม่คิดจะเปลี่ยนไปล่ากระต่ายป่า

วันหนึ่งมีม้าป่าหลุดเข้ามาในบริเวณที่พรานบัฟเฟตต์และเพื่อนซุ่มอยู่ เพื่อนสะกิดเขาบอกว่า "เราล่ากวางยังไม่ได้ ตอนนี้จับม้าป่านี่ไปขายเสียก่อนดีกว่า น่าจะได้เงินดีเหมือนกัน" บัฟเฟตต์ตอบโดยทันที "ไม่มีทาง เราชำนาญแต่การล่าสัตว์ ตอนนี้จะให้โดดออกไปจับม้าป่า เดี๋ยวโดนม้าเตะคางเหลืองไปจะว่าไง" ว่าแล้วพรานบัฟเฟตต์ก็ซุ่มอยู่ในพุ่มไม้เช่นเดิม ขณะที่เพื่อนไม่ฟังเสียวิ่งออกไปพร้อมเชือก กะว่าจะจับม้าไปขาย ทันไดนั้นเขาก็โดนม้าดีดเข้าให้ โครม! แล้วมันก็วิ่งหนีเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว

"บอกแล้วไม่ฟัง" บัฟเฟตต์ส่ายหัวอย่างระอา


นายพรานผู้ร่ำรวย

พรานบัฟเฟตต์ล่ากวางไปขาย ได้เงินมาก็เอาไว้ใช้สอยเพียงเล็กน้อย ที่เหลือก็เอาไปซื้อกระสุนล็อตใหม่ แล้วก็กลับมาล่ากวางไปขายอีก วนเวียนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เขาร่ำรวยขึ้นมาเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่เขาไปซื้อกระสุนในเมือง มิตรสหายที่เจอต่างพร่ำบอกให้เขาซื้อเสื้อใหม่บ้าง รองเท้าใหม่บ้าง นาฬิกาใหม่บ้าง

"มีเงินแล้วแต่งตัวให้มันสมฐานะหน่อย" ใครบางคนพูด แต่บัฟเฟตต์ตอบว่า "ของพวกนั้นมันช่วยให้ผมล่าสัตว์ได้มากขึ้นหรือเปล่าล่ะ เสื้อผ้าและรองเท้าของเดิมก็อุ่นดี นาฬิกาก็ยังเดินตรง ตอนนี้ผมแฮปปี้มากพออยู่แล้ว" ก่อนจะวางกระป๋องเชอร์รี่โค้กของโปรดลงและหยิบวอชิงตันโพสต์ขึ้นมาอ่าน

การใช้ชีวิตของเขาแตกต่างกับพรานคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง พรานส่วนมากได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ ก็เอามาซื้อกระสุนส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็เอาไปซื้อรองเท้าใหม่ เสื้อคลุมใหม่ หรือไม่ก็เอาไปกินไปเที่ยวจนหมด พวกเขาจึงไม่เคยสร้างเนื้อสร้างตัวได้อย่างแท้จริง


วิธีล่าสัตว์ระดับเทพ

แม้วิธีล่าสัตว์ในช่วงต้นของพรานบัฟเฟตต์จะเน้นไปที่กวางตัวผอมๆ ตามแบบฉบับของพรานเบนผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งสอนให้เขากะประมาณขนาดเขากวางเทียบกับส่วนสูง สัดส่วนระหว่างหัวกับลำตัว ฯลฯ เพราะพรานเบนให้ความสำคัญกับเชิงปริมาณอยู่ค่อนข้างมาก แต่เมื่อชำนาญมากขึ้นบัฟเฟตต์กลับเลือกที่จะให้ความสำคัญกับเชิงคุณภาพมากกว่า ตามแนวทางของพรานฟิล ผู้เป็นเสมือนอาจารย์อีกคนหนึ่งของเขา

เคล็ดลับของพรานบัฟเฟตต์ คือ

1. ล่ากวางเท่านั้น ไม่ล่ากระต่ายป่า
2. กวางต้องตัวโต ขายได้ราคาดี
3. ใช้กระสุนอย่างคุ้มค่า
4. ไม่ซื้อข้าวของไร้สาระ
5. อดทนเฝ้ารออย่างใจเย็น ถ้าไม่มีกวางที่ตรงตามเกณฑ์ก็จะไม่ยิงเด็ดขาด และไม่ทำนอกแผน (เช่น จับม้าป่ามาขาย) เป็นอันขาด

และที่สำคัญ ต้องแยกแยะให้เป็นว่าตัวไหนเป็นกวาง ตัวไหนเป็นกระต่าย ...แล้วเราล่ะ แยกแยะเป็นไหมครับ?

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หุ้นสัมมาอาชีวะ


เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าอริยมรรคมีองค์ 8 และหนึ่งในนั้นก็คือ "สัมมาอาชีวะ" หรือการเลี้ยงชีพชอบ ซึ่งหมายถึงการทำมาหากินด้วยอาชีพสุจริต จากมุมมองของนักลงทุน ผมเห็นว่าในตลาดหุ้นก็มีหุ้นสัมมาอาชีวะและหุ้นมิจฉาอาชีวะด้วยเหมือนกัน

เราต้องสนใจด้วยหรือ?

เราอาจจะทำเป็นไม่สนใจก็ได้ เพียงแค่ลงทุนแล้วให้มันได้กำไรก็พอ แต่เราจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นหรือว่าบริษัทที่เราลงทุนนั้นกำลังประกอบธุรกิจสีเทาๆ หรือไปเบียดเบียนใคร แต่ว่ากำไรที่มาจากการเบียดเบียนคนอื่นคงไม่ทำให้เรามีความสุขได้อย่างเต็มที่หรอกใช่ไหมครับ

ความจริงผมจำแนกบริษัทในตลาดหุ้นออกเป็น 1. หุ้นสัมมาอาชีวะ 2. หุ้นเบียดเบียน 3. หุ้นก้ำกึ่ง ถ้าเป็นไปได้ผมจะเลือกลงทุนในหุ้นพวกแรกที่มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง แต่ถ้าหาได้ยากหรือจำเป็นจริงๆ ผมก็จะข้ามมาลงทุนในพวกที่สาม แต่จะไม่ลงทุนในพวกที่สองเป็นอันขาด

เราสามารถจำแนกหุ้นสัมมาอาชีวะออกมาได้ไม่ยาก แต่การหาหุ้นที่เป็นสัมมาอาชีวะและมีผลการดำเนินงานดีจริงๆ ในตลาดนั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายเหมือนกัน ตัวอย่างหุ้นที่เลี้ยงชีพชอบได้แก่


  • หุ้นในหมวดเกษตรและอาหาร เป็นกิจการที่ผลิตและจำหน่ายอาหารเลี้ยงปากท้องให้ผู้คน แต่ก็ยกเว้นพวกที่ไปฆ่าสัตว์มาขายนะครับ

  • หุ้นในกลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น ผลิตเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องครัว

  • หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อย่างพวกที่ปลูกบ้านขายหรือขายวัสดุก่อสร้าง

  • หุ้นในกลุ่มค้าปลีก เช่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างค้าปลีก

  • หุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล

ที่จริงยังมีอีกมาก ผมอยากให้เห็นว่าหุ้นที่เราคุ้นหูคุ้นตานั้นส่วนมากก็สามารถเป็นหุ้นสัมมาอาชีวะได้ แต่ก็จะมีบ้างเหมือนกันที่ตัวบริษัทเองประพฤติไม่ดี เลยพาให้กิจการไม่เป็นสัมมาอาชีวะไป เป็นต้นว่าเบียดเบียนลูกจ้างของตัวเอง เอาเปรียบลูกค้าผู้มีพระคุณ ตบแต่งบัญชี หรือรังแกคู่แข่งที่ตัวเล็กกว่า ถ้าไม่อุกฉกรรจ์มากเกินไปผมก็จะนิยามบริษัทพวกนี้ว่าเป็นพวกก้ำกึ่ง และหากพอรับได้ก็ "อาจจะ" ลงทุนด้วยเหมือนกัน


ส่วนหุ้นที่ไปเบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่รักษาศีล 5 ที่ชัดเจนก็อย่างเช่น บริษัทเหล้า บริษัทบุหรี่ บริษัทพนัน (เมืองไทยไม่มี แต่ที่เมืองนอกเขามีนะครับ) พวกนี้ผมไม่เอาด้วยแน่นอน สำหรับบริษัทที่เลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหาร อันนี้ก็ลำบากใจ เพราะทางหนึ่งเขาก็ผลิตอาหารเลี้ยงผู้คน แต่อีกทางหนึ่งเขาก็เบียดเบียนชีวิตสัตว์ แนะนำว่าถ้าใครธัมมะธัมโมก็อย่าลงทุนกับบริษัทพวกนี้เลย ถือหุ้นแล้วไม่สบายใจ

คำถาม

หุ้นธนาคารเป็นหุ้นสัมมาอาชีวะหรือไม่? - ผมคิดว่าเป็นครับ ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้คนเอาไปทำธุรกิจหรือใช้สอยในสิ่งที่จำเป็น แต่บางธนาคารที่ล่อหลอกให้คนกู้เงินไปใช้ไร้สาระ อันนั้นถือว่าไม่ดี

หุ้นบริษัทอัญมณีเป็นหุ้นสัมมาอาชีวะหรือไม่? - กิจการไม่เบียดเบียนใคร แต่ก็สร้างกิเลสให้กับผู้คน ก็ถือว่าไม่ดีนักครับ ยกเว้นบริษัทที่ผลิตอัญมณีเพื่ออุตสาหกรรม อันนั้นไม่มีปัญหาอะไร

หุ้นบริษัทหนังสือเป็นหุ้นสัมมาอาชีวะหรือไม่? - เป็นแน่นอนครับ ส่งเสริมการอ่านและให้ความรู้กับผู้คน

หุ้นเก็งกำไรเป็นหุ้นสัมมาอาชีวะหรือไม่? - การเก็งกำไรเป็นเรื่องของนักลงทุนเอง ตัวบริษัทเขาไม่เกี่ยวด้วย อย่าไปโทษเขาครับ

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ออมเงินถึงชาติหน้า...


ผมเคยมีความสงสัยว่า ถ้าเราเก็บเงินออมปีแล้วปีเล่าไปจนถึง infinite (ชั่วนิรันดร์) จะสามารถสู้คนที่เอาเงินไปลงทุนได้หรือไม่ แน่นอนว่าถ้าเราเทียบกับคนที่ลงทุนเก่งๆ อย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร คำตอบที่ได้คือ "ลงทุนรวยกว่า" แหงๆ อยู่แล้ว ...แต่ถ้าเป็นการลงทุนแบบชิลล์ๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ไม่ยากล่ะ?? คนที่ออมอย่างมีวินัยจะสู้ได้หรือเปล่า

ออมเงินถึงชาติหน้า ปะทะ ลงทุนแบบชิลล์ๆ

หนังสือจำพวกบริหารเงินส่วนบุคคลมักบอกให้คนลงทุน โดยยกตัวอย่างการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 20% (หรืออย่างน้อยๆ ก็ 10-15%) แล้วก็บอกว่า "นี่ไง เห็นมั๊ย! ลงทุนแล้วมีเงินเยอะ" ซึ่งผมเห็นว่าไอเดียก็ดี แต่มันออกจะดีเกินจริงไปสักหน่อย เพราะคนทั่วไปคงทำผลตอบแทนไม่ได้ถึงขนาดนั้น เพราะแม้กระทั่ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ เองยังทำผลตอบแทนได้ในระดับ 20 เปอร์เซ็นต์ต้นๆ เท่านั้นเอง (ปี 1965-2005 ทำได้เฉลี่ย 21.5% ต่อปี)

งั้นถ้าผลตอบแทนซัก 8% ล่ะ พอไหวมั๊ย? ผมดูสถิติของตลาดหุ้นไทยบวกกับเงินปันผลก็พบว่าน่าจะเป็นไปได้ค่อนข้างมาก สมมติว่าเราซื้อหุ้นดีๆ ที่จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอในอัตราปีละ 5% ซึ่งน่าจะหาได้ไม่ยาก และคาดหวังให้ราคาหุ้นขยับขึ้นเฉลี่ยปีละ 3% แค่นี้ก็เข้าทางเราแล้ว เริ่มเลยดีกว่า

ออมเงินแบบมด

ผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางของมด โดยบอกว่าหากเราเดินช้าๆ ไปเรื่อยแบบที่มดทำ เผลอแป๊บเดียวก็จะไปได้ไกลอย่างไม่น่าเชื่อแล้ว งั้นถ้าผมออมเงินแบบมดบ้างล่ะ? สมมติว่าเก็บเงินได้เดือนละ 4,000 บาท หรือปีละ 48,000 บาท แล้วออมในระดับนี้ไปเรื่อยๆ ชั่วนิรันดร์ (ผมปรับเพิ่มการออมด้วยนิดหน่อยตามภาวะเงินเฟ้อปีละ 4%)

ปีแรกผมเก็บได้ 48,000 บาท พอปีที่สองผมเก็บ 49,920 บาท คือ บวกชดเชยเงินเฟ้อเข้าไปหน่อย แล้วออมแบบนี้ไปเรื่อยๆ เงินออมของผมจะเป็นไปตามภาพด้านล่างครับ จบ 40 ปีจะมีเงินออมประมาณ 4.56 ล้านบาท

ลงทุนแบบชิลล์ๆ

เทียบกันแบบสมน้ำสมเนื้อ ผมเก็บเงินปีละ 48,000 บาทเหมือนกัน แต่คราวนี้เอาไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 8% ต่อปี พอปีที่สองก็เก็บ 49,920 บาทแล้วเอาไปลงทุนเพิ่มอีก ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ พอจบ 8 ปีผมก็ไม่ต้องใส่เงินออมเพิ่มแล้ว แค่ปล่อยให้เงินลงทุนโตด้วยตัวของมันเองต่อไป ...จบ 40 ปีผมจะมีเงินทั้งสิ้น 6.79 ล้านบาท



สังเกตนะครับว่าในกรณีที่เราลงทุน กราฟจะหักเล็กน้อยตอนปีที่ 8 นั่นเป็นเพราะเราเลิกใส่เงินออม แต่ถึงกระนั้นพอร์ตการลงทุนของเราก็ยังโตชนะการออมแบบมดโดยตลอด และถ้าเราลากกราฟต่อไปจนถึง infinite ก็คงเดาได้ว่าพอร์ตลงทุนจะยิ่งทิ้งการออมแบบมดแทบไม่เห็นฝุ่น ผมเจตนาเขียนแบบสั้นๆ ไม่ซับซ้อน เพื่อชี้ให้เห็นว่าแม้เราจะลงทุนแบบพื้นๆ ก็ยังดีกว่าออมเงินไปเฉยๆ แบบไม่ใช้สมอง

ทีนี้ก็ขึ้นกับคุณแล้วล่ะครับ ว่าอยากเหนื่อยเดินแบบมดไปชั่วชีวิต หรือทำการบ้านหน่อยแล้วเหนื่อยแค่ 8 ปี และที่สำคัญ แนวทางนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย ใครๆ ก็ทำได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หมู่บ้านของมะลิน


ล้อมรอบด้วยขุนเขาในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ มะลินเติบโตขึ้นมาพร้อมกับสังเกตว่าหมู่บ้านของเธอค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป วันหนึ่งเด็กน้อยจึงถามแม่ว่า “แม่คะ ทำไมหมู่บ้านเราถึงได้แห้งแล้งนัก”

“ก็หมู่บ้านเราไม่มีต้นไม้ใหญ่นี่ลูก พอเที่ยงก็แดดร้อน ลมไม่ค่อยมี ฝนก็ไม่ค่อยตก” แม่ตอบ

“แต่หนูจำได้ว่าแต่ก่อนเรามีต้นไม้เยอะกว่านี้” มะลินแย้ง

“เราเคยมีจ้ะ” แม่นิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะว่าต่อ “สมัยก่อนบนเขามีต้นไม้ใหญ่มาก แต่ก็มักจะถูกชาวบ้านตัดไปขายอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งเราตกลงกันว่าจะไม่ตัดต้นไม้ใหญ่ ...ถึงวันนี้เราจึงไม่มีต้นไม้ใหญ่อีกแล้ว”

“เกิดอะไรขึ้นหนอ... ก็เราไม่ตัดต้นไม้ใหญ่ แล้วจะไม่มีต้นไม้ใหญ่ได้ยังไง” เด็กน้อยรำพึง “หรือมีใครแอบมาตัดต้นไม้นะ”

มะลินเดินออกมานอกชาน เห็นต้นไม้ต้นเล็กต้นน้อยกิ่งก้านเหี่ยวเฉากระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ไม่มีต้นไม้ใหญ่จริงๆ ด้วย ทันใดนั้นเด็กน้อยตาโต “โอ้โห! ฉันนึกออกแล้ว” มะลินวิ่งเข้าไปหาแม่อย่างลิงโลด “แม่ขา หนูรู้แล้ว! ชาวบ้านเขาไม่ตัดต้นไม้ใหญ่หรอก เขาตัดต้นเล็ก!!”

-----------------------------------------

บ่อยครั้งที่การแก้ปัญหากลับเป็นการซ้ำเติมปัญหา ชาวบ้านคิดว่าเขาต้องรักษาต้นไม้ใหญ่จึงตกลงกันว่าจะไม่ตัดมัน แต่ตรรกะนี้ไม่ครบถ้วน จำนวนต้นไม้ใหญ่อาจไม่ได้ลดลงจากการตัดไม้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้นไม้อาจยืนต้นตายเอง เป็นโรค หรือโดนฟ้าผ่า ขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่ได้คิดถึงการเพิ่มจำนวนของต้นไม้ใหญ่ ซึ่งก็ต้องมาจากต้นไม้เล็กนั่นเอง

ชาวบ้านรักษาสัญญาด้วยการเลี่ยงไปตัดไม้ต้นเล็กแทน แต่กิจกรรมดังกล่าวก็ไม่ได้ให้ผลดีกับใคร พวกเขาได้ไม้เพียงน้อยนิดที่ขายไม่ได้ราคา ขณะที่ป่าก็สูญเสียต้นไม้ใหญ่ในอนาคต เมื่อสิ่งต่างๆ ดำเนินไปเช่นนี้ ต้นไม้ใหญ่ก็มีแต่จะลดลง แต่ทำให้ต้นไม้ใหญ่ที่เหลือต้องแบกรับภาระที่หนักขึ้นๆ และทยอยล้มตายกันไป

-----------------------------------------

เงินของคุณก็เหมือนกัน

ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นกับเงินในกระเป๋า รวมไปถึงพอร์ตการลงทุนของคุณด้วย

หากว่าคุณเป็นสาว (หรือหนุ่ม) นักช้อป คุณอาจคิดว่า "เฮ้ เราไม่เห็นได้เอาเงินไปทำอะไรเลย แล้วมันหายไปไหนหมดฟะ" จากนั้นก็ เฮ้อ เมื่อยจัง เดินช้อปมา 6 ชั่วโมงแล้ว กินสตาร์บัคส์ดีกว่า...

อาจจะจริงครับ เราไม่ได้ซื้อของแพงหรือที่ผมมักเรียกว่า "ไอเท็มใหญ่" อย่างเช่น ทีวี ตู้เย็น คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ นั่นคือเราไม่ได้ตัดต้นไม้ใหญ่ แต่เราลืมไปหรือเปล่าว่าเราตัดต้นไม้เล็กด้วยการซื้อรองเท้าส้นสูง 199 บาท กระเป๋าถือ 1,499 บาท ถ้าเป็นผู้ชายก็อาจไปดูหนังกับแฟน 340 บาททุกสัปดาห์ แวะสตาร์บัคส์ทุกวัน ฯลฯ เดือนแล้วเดือนเล่าผ่านไป แล้วก็มาสำรวจดู อ้าว ไม่เห็นมีเงินก้อน (ต้นไม้ใหญ่) เลย

หรือในแง่ของพอร์ตการลงทุน เราเลื่อมใส ดร.นิเวศน์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ รวมทั้งแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า จึงวิเคราะห์หุ้นอย่างตั้งอกตั้งใจและซื้อหุ้นสุดเจ๋งมาไว้ในพอร์ตจนได้ ผ่านไปไม่นานหุ้นเริ่มทำกำไร ด้วยความกลัวว่ากำไรจะหดหายหรือพลิกกลับไปขาดทุน เราเลยขายหุ้นที่ได้กำไรนั้นออกไป (ตัดต้นไม้เล็ก) โดยไม่รู้เลยว่าหากปล่อยให้หุ้นมันโตต่อไปอีก 2-3 ปี มันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าหรือกลายเป็นหุ้น 10 เด้ง อย่างที่ ปีเตอร์ ลินช์ เรียก

ผลก็คือในพอร์ตของเรามีแต่ต้นไม้เล็กที่แคระแกร็น เพราะเราตัดต้นเล็กที่มีแววดีไปเรียบร้อยแล้ว ต้นที่เหลืออยู่ไม่อยู่ในสภาพที่จะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาหรือดอกผล หรือแม้บางต้นจะฟื้นกลับมาได้แต่ก็ต้องสิ้นเปลืองน้ำ-ปุ๋ย และการดูแลอีกมาก วิธีสังเกตก็ไม่ยาก ถ้าในพอร์ตของเราดูไปแล้วเขียว (กำไร) อยู่เสมอ นั่นแสดงว่าต้นไม้กำลังเติบโตขึ้นเป็นต้นใหญ่ และถ้าอยากได้ต้นใหญ่เราก็ต้องรอ หากตัดต้นเล็กไปแล้วจะมีต้นใหญ่ได้อย่างไร??

หวังว่าคงได้แง่คิดดีๆ ไปบ้างนะครับ