วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เกมของผู้ชนะ


เข้าสู่ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่ฟิวเจอร์สของดัชนี SET50 ซีรีส์ M หรือ S50M11 จะหมดอายุ ผมมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เรื่อยมา และเรียกมันว่า "เกมของผู้ชนะ"

โดยปกติในตลาดอนุพันธ์ไม่ว่าในประเทศไหนก็ตาม ฟิวเจอร์สตัวที่มีคนซื้อขายมากที่สุดมักจะเป็นตัวที่ใกล้หมดอายุมากที่สุด ส่วนตัวที่หมดอายุในลำดับถัดไปก็จะมีการซื้อขายมาเป็นอันดับรองลงมา ใครเป็นคนกำหนดเอาไว้แบบนี้ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แต่ว่าถ้าวันหนึ่งมีนักลงทุนรวมหัวกันเทรดฟิวเจอร์สซีรีส์รองๆ ลงมา อาทิ ตัวที่หมดอายุเดือนธันวาคมนู่น ผู้คนก็จะพากันแห่ไปเทรดซีรีส์นั้นด้วยเช่นกัน เพราะว่าสภาพคล่องดึงดูดสภาพคล่อง

ความจริงถ้ามีใครอุตริทำแบบนี้ก็จะ win-win กันถ้วนหน้านะครับ เพราะแทนที่เราจะเทรดตัวสั้นๆ แล้วต้องสลับตัวเทรดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสิ้นปี เสียเงินเสียทองค่าคอมมิชชั่นในการ "roll over" ไปยังซีรีส์ถัดไป ...สู้รวมหัวกันเทรดซีรีส์เดือนธันวาคมไปเลยซะดีกว่า นอกจากนี้การรวมตัวกันเทรดอย่างที่ว่าก็จะระดมพลพรรคนักเทรดและทำให้สภาพคล่องพุ่งกระฉูด ส่งผลให้ช่องห่างระหว่างราคา bid และราคา offer แคบลงมาอย่างมาก ซึ่งผลดีก็จะตกอยู่กับนักเทรดทุกท่านนั่นเอง ไม่ใช่ใครอื่นเลย แต่ก็น่าเสียดายที่เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นจริง

ถ้าแบ่งผู้เล่นในตลาดออกเป็น 2 พวก พวกแรกเป็นพวกแห่เทรดตามกัน เช่น เดือนนี้ซีรีส์ M ฮิตสุด เราก็เฮโลกันเทรดซีรีส์ M มันนี่แหละ ผู้เล่นกลุ่มนี้มีมาก ผมเรียกว่ากลุ่ม "ยักษ์" ส่วนอีกพวกเป็น "แจ๊ค" ซึ่งไม่แห่เทรดตามใคร สมมติว่าชาวบ้านเขาเทรดซีรีส์ M พวกแจ๊คกลับไปเทรดซีรีส์ Z เป็นต้น

ในนิทานแจ๊คเป็นคนฆ่ายักษ์ (ความจริงแจ๊คเป็นคน set up ด้วยการฟันต้นถั่วให้ยักษ์ตกลงมาตาย น่าจะเรียกได้ว่าทั้งแจ๊ค-ยักษ์-และแรงโน้มถ่วงของโลก ต่างมีส่วนกับการตายของยักษ์) แต่ในตลาดจริงๆ ยักษ์กลับเป็นผู้ชนะด้วยความสามัคคี ส่วนแจ๊คเป็นวีรบุรุษผู้บุกเบิก แต่เอาตัวแทบไม่รอด

ครั้งหนึ่งผมพยายามเล่นแบบแจ๊ค คือ เข้าไปเทรดออปชั่น ซึ่งเราๆ ท่านๆ รู้ดีว่าสภาพคล่องของตลาดออปชั่นในเมืองไทยนั้นบางเฉียบขนาดไหน ผมพยายามตั้ง bid บ้าง offer บ้าง ด้วยความ active และหวังว่าตลาดจะกระชุ่มกระชวยตาม แต่... ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยครับ ในท้ายที่สุดผมก็ต้องเลิกทำตัวเป็นแจ๊คแล้วหันมาร่วมวงกับหมู่ยักษ์ จนตอนนี้กลับมาร่วมเป็น "ผู้ชนะ" แล้ว

เทรดได้กำไรหรือเปล่ายังไม่แน่ แต่ในแง่ของสภาพคล่อง ประสิทธิภาพราคา และ bid-offer spread นั้น เทรดกับยักษ์ก็ชนะไปครึ่งตัวแล้วครับ

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มีปัญหาในการ cut loss?


ว่ากันว่าคนที่เล่นหุ้นส่วนมากในระยะยาวแล้วมักจะขาดทุน บางตำราถึงกับบอกว่า ถ้าบวกต้นทุนค่าคอมมิชชั่นเข้าไปด้วยแล้วจะมีเพียง 10% เท่านั้นที่ได้กำไร จากประสบการณ์เท่าที่ได้ยินได้ฟังมานักเล่นหุ้นส่วนมากคุยว่ากำไร แล้วตำราเอาที่ไหนมาบอกว่าขาดทุนล่ะ ...เรื่องนี้มีที่มาที่ไปครับ

โดยมากผลงานที่พูดคุยกันระหว่างนักลงทุนมาจากการ "จดจำ" ซึ่งโดยธรรมดาคนเราก็ไม่ค่อยอยากจำอะไรที่มันขาดทุน อันนี้ไม่ได้แกลังลืม แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่อยากลืมจริงๆ เราจึงมักได้ยินด้านกำไรบ่อยกว่าด้านขาดทุน กับอีกอย่างคือคนที่ขาดทุนมักเก็บตัวสงบปากสงบคำ เลยเสียงไม่ค่อยดัง

ความจริงที่ว่านี้ส่งผลไปถึงการเทรดด้วย นักเทรดมือสมัครเล่นมักติดค้างนิสัยที่ว่านี้และไม่ยอมขายตัดขาดทุนหรือ "cut loss" หลายครั้งหลายคราที่ปล่อยให้หุ้นห่วยๆ หรือการเทรดแย่ๆ ค้างอยู่ในพอร์ตจนฉิบหายวายวอดก็มีให้เห็นกันมานักต่อนักแล้ว

ปัญหาหลักๆ ในการ cut loss มีดังนี้


  1. ไม่รู้ว่าต้องมีการ cut loss -- มักเกิดกับมือสมัครเล่นตัวจริงเสียงจริง ที่เห็นกำไรหน่อยเดียวก็รีบขายทำกำไร แต่พอเห็นขาดทุนกลับเก็บซุกไว้รอวันกลับมา

  2. รู้ว่าต้อง cut loss แต่ไม่รู้ว่าควรตั้ง cut loss ที่ตรงไหน -- แนะนำให้อ่านบทความก่อนหน้านี้ เรื่อง "Stop Loss ที่เหมาะสม" ซึ่งพอจะเป็นแนวทางให้ได้

  3. กำหนดจุด cut loss ไว้ในใจแล้ว แต่พอราคาไปถึงจริงกลับไม่ยอมทำ -- อันนี้เจอเยอะเหมือนกัน นี่เป็นปัญหาเรื่องของจิตวิทยาล้วนๆ
แนวทางการแก้ปัญหาอันดับแรก คือ เราต้องศึกษาหาความรู้มากๆ มากจนเราซึบซับเข้าไปว่าการ cut loss เป็นต้นทุนอันหนึ่งในการเทรด ถ้าเราไม่ยอม "ลงทุน" ในส่วนนี้ก็ไม่มีวันที่จะได้กำไรในระยะยาว อาจฟังดูแปลกว่าการยอมขาดทุนจะทำให้เราได้กำไรได้อย่างไร แต่ความจริงก็คือ ผลขาดทุนจากการไม่ cut loss มักใหญ่จนกลบกำไรก้อนอื่นๆ ที่เคยทำมาเสียหมด เราถึงต้อง "คัต" มันยังไงล่ะครับ

ปัญหาอันต่อมาได้แก่ การไม่ยอมลงมือ cut loss ในจังหวะที่ควรทำ มัวแต่อ้ำอึ้งลังเล จน loss เล็กขยายกลายเป็น loss ใหญ่ สุดท้ายก็มือสั่นไม่กล้าคัตในที่สุด ปัญหานี้สำหรับการเทรดฟิวเจอร์สเป็นเรื่องง่ายเพราะเราสามารถใช้คำสั่ง stop order ในการส่งคำสั่งล่วงหน้าแบบระบุราคาไว้ก่อน พอราคาฟิวเจอร์สมาแตะมันก็ cut loss ของมันเอง แต่ถ้าใครเทรดหุ้นก็อาจต้องเพิ่มวินัยให้ตัวเองหน่อย เขียนใส่กระดาษไว้ข้างๆ ตัวไว้คอยเตือนตัวเองก็ได้

ไว้คราวหน้าลองนำไปใช้ดูนะครับ การขาดทุนน้อยลงก็คือการได้กำไรมากขึ้นนั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Stop Loss ที่เหมาะสม


ปัญหาใหญ่สำหรับนักเทรดส่วนมากก็คือ ไม่รู้ว่าจะตั้ง stop loss หรือ cut loss ที่เท่าไหร่ดี

บางคนบอกว่ารู้แหละว่าจำเป็นต้องตั้ง stop loss แต่ไม่รู้ว่าควรตั้งไว้เท่าไหร่ ครั้นหันไปถาม "กูรู" บางท่านก็บอกว่าให้ตั้ง stop loss แคบๆ เข้าไว้ เวลาขาดทุนจะได้ขาดทุนเป็นเงินก้อนเล็ก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเทรดของเราได้

แต่นั่นเป็นความจริงหรือเปล่า?


Stop Loss ช่วยลดการขาดทุน


การ stop loss ก็คือการ cut loss เพียงแต่เมื่อเราใช้คำว่า cut มันไม่ได้ระบุวิธีการ ในขณะที่คำว่า stop มันจะกระเดียดไปในทางใช้คำสั่ง stop order เพื่อบริหารความเสี่ยงของหุ้นหรือฟิวเจอร์สที่เราถือครองอยู่ เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ในที่นี้ผมจะถือว่าทั้งสองคำนี้เหมือนกัน และผมก็จะเน้นไปในส่วนของฟิวเจอร์สซึ่งการบริหารความเสี่ยงถือว่าเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด!

กลับมาที่การเทรด สิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือ การถือครองสถานะฟิวเจอร์ส (long หรือ short ก็ตามที) แล้วไม่ยอมตั้ง stop loss บางคนพอผมถามว่าทำไม ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า "กลัวว่าจะโดน stop" เออ กลัวขาดทุนเล็กๆ แต่ไม่ยักกลัวขาดทุนใหญ่ๆ

เท่าที่ผมเห็น นักเทรดที่เจ๊งส่วนมากเจ๊งจากการขาดทุนครั้งใหญ่เพียงไม่กี่ครั้ง และก็แน่นอนว่าคนพวกนี้ไม่เคยตั้ง stop loss อยู่แล้ว ในอีกฟากหนึ่งนักเทรดที่รู้จักตั้ง stop loss ก็มีบางส่วนที่เจ๊งเหมือนกัน แต่พวกเขาเจ๊งแบบ "ค่อยเป็นค่อยไป"

ความจริงถ้าพวกเขาเป็นนักวิเคราะห์ที่ใส่ใจซักหน่อย การขาดทุนครั้งเล็กๆ ติดต่อกันบ่อยๆ ก็ควรจะดึงความสนใจให้เขากลับมาขุดค้นปัญหาของการเทรดได้แล้ว โดยมากปัญหาเกิดจาก 1 ใน 2 อย่างนี้ คือ ถ้าไม่ใช่เพราะระบบการเทรดของเขาไม่เวิร์ก ก็เป็นเพราะเขาตั้ง stop loss ไม่เหมาะสม

ปัญหาแรกค่อนข้างชัดเจน ถ้าระบบห่วยเทรดแล้วขาดทุน มันก็ต้องเจ๊ง แต่สำหรับปัญหาข้อหลังผมขอย้อนกลับไปที่คำแนะนำของกูรูบางท่านที่บอกว่าควรตั้ง stop loss แคบๆ เข้าไว้จะได้ลดความเสี่ยง เพื่อที่เราจะได้เข้าใจว่ามันเป็นปัญหาได้อย่างไร


Stop Loss แคบๆ ช่วยลดความเสี่ยงจริงหรือ?


ลองจินตนาการว่าคุณกำลังเห็นราคาฟิวเจอร์สพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงตัดสินใจเปิดสถานะ long (ซื้อ) ทันที เสร็จแล้วก็ยังรอบคอบหันมาตั้ง stop loss ไว้ด้วยโดยจำกัดการขาดทุนไว้ที่ 1 จุด

ผ่านไปแค่ 2 นาที ราคาฟิวเจอร์สขยับลงมาแตะจุด stop loss ทำให้คุณต้องปิดสัญญานั้นไปด้วยความหัวเสีย และยิ่งหัวเสียหนักขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าต่อจากนั้นไปฟิวเจอร์สยังคงวิ่งต่อจนถึงสิ้นวัน เบ็ดเสร็จแล้ววันนั้นชาวบ้านเขากำไรกันหมดในขณะที่คุณขาดทุน

เห็นปัญหาแล้วใช่มั๊ยครับ คุณตั้ง stop loss ไว้แคบเกินไปจนมันไม่สามารถทนกับการ "แกว่งตัว" ของราคาได้เลย ดังนั้น การตั้ง stop loss แคบๆ อาจไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงก็เป็นได้

ทีนี้ถามต่อว่า อ้าว แล้วต้องตั้งไว้ให้กว้างหรือแคบแค่ไหนล่ะ

ถ้ายังจำได้ผมเคยบอกแล้วว่านักเทรดมีหลายกลุ่ม เช่น day trader, swing trader, position trader ซึ่งก็มีกรอบเวลาที่จะเทรดเรียงกันมาจากน้อยไปมาก นั่นคือ

  • day trader - มีกรอบเวลาไม่เกิน 1 วัน
  • swing trader - มีกรอบเวลาตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 2 - 3 สัปดาห์
  • position trader - มีกรอบเวลาตั้งแต่ 2 - 3 วันไปจนถึงหลายเดือน

การตั้ง stop loss ของนักเทรดแต่ละกลุ่มก็ไม่เหมือนกัน แต่หลักการที่ยอมรับกันโดยทั่วไปก็คือ ยิ่งคุณเทรดยาว stop loss ยิ่งต้องกว้าง เหตุผลก็เพราะว่าคุณจะต้องอยู่ในตลาดหลายวันหรืออาจจะหลายสัปดาห์ คุณต้องพบเจอกับการแกว่งตัวของราคาวันแล้ววันเล่า หากตั้ง stop loss ไว้แคบ เผลอแป๊บเดียวก็โดน stop อีกแล้ว ทั้งที่จริงฟิวเจอร์สอาจกำลังแกว่งตัวไปในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้

ในทางกลับกันถ้าคุณเทรดสั้น เช่น day trade คุณก็ควรตั้ง stop loss ไว้ไม่ให้กว้างมากนัก เพราะกำไรคาดหวังของคุณในแต่ละวันไม่ได้มากมายอะไร หากตั้งตัดขาดทุนไว้กว้าง ทุกครั้งที่คุณขาดทุนมันจะขาดทุนเยอะ เผลอๆ กินกำไรเสียจนหมด แต่ก็ไม่ใช่ตั้งไว้แคบซะจนกระดิกอะไรไม่ได้เลย

ทั้งหมดนี้เป็นหลักการคร่าวๆ แต่ถ้าอยากรู้ตัวเลขชัดๆ แนะนำให้เปิดกราฟดูการแกว่งตัวของราคา แล้วทดลองดูว่า stop loss ในระดับต่างๆ เช่น 1%, 2%, 5% แค่ไหนถึงจะเหมาะสมกับสไตล์และกรอบเวลาของเรา แค่ไหนที่จะไม่ตื่นตูมเกินไป และแค่ไหนที่จะไม่ชิลล์เกินควร ซึ่งการจะรู้ตรงนี้ได้เราต้อง ทดสอบ ดูครับ แนะนำว่าควรทดสอบตามลำดับขั้นโดย

1) ทดสอบกับ ข้อมูลย้อนหลัง หากว่าผ่านค่อย...

2) ทดสอบกับ ข้อมูล real time โดยยังไม่ลงเงินจริง จากนั้นถ้าผ่านเราก็...

3) ทดสอบกับ เงินจริงจำนวนน้อยๆ...

เมื่อผ่านหมดทุกบททดสอบถึงค่อยเอาไปใช้งานจริงจัง ถ้าใครทำแล้วผ่านหมดตามนี้ โอกาสเจ๊งก็ยากแล้วล่ะครับ ที่เราเห็นเจ๊งๆ กันในตลาดเป็นเพราะว่าคนส่วนมากใจร้อนและไม่เคยทดสอบระบบและ stop loss ของตัวเองในขั้นตอนใดเลย!

ผมถือว่านักเทรดแต่ละท่านเป็นนายตัวเอง ดังนั้น "Stop Loss ที่เหมาะสมของเรา" ก็มีแต่ตัวเราที่จะตอบได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อาชีพปัจจุบันในยุคโบราณ


คนที่ผมพบเห็นในสังคมเมืองทุกวันนี้เชื่อว่าเกิน 80% น่าจะเป็นลูกจ้าง ซึ่งมันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วที่เราเกิดมา เรียนๆๆ เรียนจบก็ไปสมัครงาน ทำงาน... ได้เงินเดือน... ย้ายงาน... ได้เงินเดือนเยอะขึ้น จนความคิดของคนสมัยนี้คือ ไปสมัครทำงานที่ไหนถึงจะได้เงินเยอะๆ ไปทำที่ไหนถึงจะก้าวหน้าได้เป็นผู้บริหารเร็วๆ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ศรัทธาการหา-กิน คือ การหามาเพื่อกิน ใช้ เที่ยว จนหมด วันหนึ่งที่ผมหมดไปกับชีวิตการทำงาน แลกเงินเดือนด้วยความยากลำบาก ควรค่ากับการเอามากินอาหารหรูๆ ซื้อของใช้แพงๆ หรือเที่ยวแบบไฮโซเหมือนคนรวย ในวันนี้หรือเปล่า

ผมเคยได้ยินนักลงทุนชั้นบรมครูบอกไว้ว่า "ถ้าคุณใช้ชีวิตเหมือนคนรวย คุณก็จะไม่มีวันรวย"

ถ้ามี 100 ใช้หมด 100 ชีวิตไม่เหลืออะไร... แม้จะใช้ 95 เก็บ 5 ก็ยังอาจไม่พอใช้ในวันข้างหน้า... หลายคนไม่ถนัดเรื่องตัวเลข แต่ผมบอกได้ว่า math สามารถพิสูจน์ได้ว่าเราจะรวยเร็วขึ้นอักโข ถ้าไม่ตบะแตก ใช้สอยซื้อของแพงๆ ตามกระแสไปหมดเสียก่อน เว้นเสียแต่เราจะพอใจกับการเป็นเพียง "คนงานในฟาร์ม" ของมนุษย์ยุคโบราณครับ

คนในสมัยโบราณเริ่มจากการล่าสัตว์ เก็บพืชผักมากิน ในชั้นแรกทุกคนจึงเป็น "เจ้านาย" ของตัวเองหมด จนเมื่อสังคมพัฒนาขึ้นมาคนก็เพาะปลูก มีการทำฟาร์ม และเริ่มมีการจ้างงาน คนที่รับจ้างทำงานในฟาร์มก็เอาแรงงานแลกค่าตอบแทน ส่วนเจ้าของฟาร์มก็ได้ผลผลิต

ทุกวันนี้แม้สังคมในเมืองก็ยังมีรูปแบบนี้อยู่ เพียงแต่เปลี่ยนจากการทำฟาร์มไปเป็นการทำธุรกิจ ซึ่งลูกจ้างอย่างเราๆ ก็เอาแรงงานไปแลกเงิน ว่ากันไปก็เหมือนกับ "คนงานในฟาร์ม" นั่นเอง น่าตลกที่ชีวิตคนงานในฟาร์มคล้องจองกับลูกจ้างในปัจจุบันอย่างเหลือเชื่อ เวลาที่ลูกจ้างไปทำงานสาย เขามักเจอหัวหน้า (แสดงว่าหัวหน้าก็มาสายนี่หว่า) หรือบางทีแว้บไปซื้อของกิน หัวหน้าก็ดันเรียกใช้พอดี... คนงานในฟาร์มก็เหมือนกันครับ เมื่อไหร่ที่เขาทำงานจนเหนื่อยแล้วนั่งพัก เดี๋ยวเดียวหัวหน้าคนงานก็จะเดินมาตรวจพอดี ฟังแล้วคุ้นหูกันบ้างไหม?

บางบ้านสอนให้ลูกไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้บริหารซึ่งก็เท่ากับได้เป็น "หัวหน้าคนงาน" ซึ่งได้ค่าจ้างแพงขึ้นมาบ้าง แต่ก็ต้องเครียดปวดหัวปวดเฮดมากขึ้นแล้วก็ยังเป็น "คนงาน" อยู่ดี แต่ก็มีบางบ้านเหมือนกันที่ก็สอนให้ลูกเป็น "เจ้าของฟาร์ม" คือ เริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง แต่ว่าเราเคยถามตัวเองอย่างจริงจังบ้างไหมว่าเราอยากเป็นอะไร

พอใจกับการเป็นคนงาน? หัวหน้าคนงาน? หรือเป็นเจ้าของฟาร์ม?

หวังว่าคงมีคำตอบกันนะครับ ทีนี้ถ้ามีคนสงสัยว่าแล้วถ้าเป็นนักลงทุนหรือนักเทรดมืออาชีพล่ะ จะเป็นอาชีพอะไรในยุคโบราณ จะว่าเป็นเจ้าของฟาร์มก็ไม่น่าใช่ คนงานก็คงไม่ใช่ ...ผมคิดว่าน่าจะเป็น "นายพราน" ครับ นายพรานออกล่าสัตว์ด้วยเครื่องมือเครื่องไม้และความเชี่ยวชาญของตนเอง บางครั้งกลับมาพร้อมอาหารมากมาย แต่บางครั้งก็กลับมามือเปล่า มิหนำซ้ำยังทำเครื่องมือเจ๊งไปอีกก็มี

นายพรานบางคนชอบออกล่าสัตว์บ่อย บางคนชอบรอจนเห็นจังหวะที่จะแจ้งก่อนค่อยลงมือ เปรียบเหมือนนักลงทุนที่มีสไตล์ไม่เหมือนกัน แต่ที่ไม่แตกต่างคือพวกเขาจะอิ่มท้องหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวเอง ไม่มีคนงาน ไม่มีฟาร์ม สิ่งสำคัญที่ต้องมีคืออุปกรณ์และฝีมือ

แต่ก็มีคนงานในฟาร์มหลายคนเห็นนายพรานกลับมาจากล่าสัตว์พร้อมอาหารเยอะแยะ ก็เลยคิดว่า "เฮ้ย! นี่มันง่ายนี่หว่า เราอย่ามัวเป็นคนงานเลย ไปล่าสัตว์ดีกว่า" แล้วก็วิ่งเข้าป่าซึ่งมีอันตรายรอบด้านโดยปราศจากการเตรียมตัว ไม่มีมีด ไม่มีหอก ไม่มีธนู ไม่มีแผนการใดๆ ...แล้วคุณคิดว่าเขาจะเป็นอย่างไรครับ

ในทำนองเดียวกันคนที่อยากเป็นนักลงทุนหรือนักเทรดก็ต้องมีการเรียนรู้และเตรียมตัว มีเงินทุนและทักษะที่เพียงพอ มีการวางแผน จริงอยู่ว่าเราไม่มีทางรู้ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร แต่เราควรรู้ว่า "ถ้า" ตลาดเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเราจะรับมืออย่างไร

ขอเอาใจช่วย "นายพราน" ทุกคนครับ

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

หุ้น IPO กับกรณี LH Bank


ปกตินักเล่นหุ้นมักให้ความสนใจกับหุ้นที่ออกใหม่หรือที่เรียกว่าหุ้นไอพีโอ (IPO: Initial Public Offering) เนื่องจากบ่อยครั้งที่นักลงทุนได้สิทธิ์ซื้อหุ้น IPO ในราคาต่ำๆ จากนั้นพอหุ้นเข้าตลาดและเริ่มมีการซื้อขาย ราคาหุ้นก็วิ่งกระจุยกระจาย

ผมคงต้องย้อนความสำหรับมือใหม่ก่อนว่า ก่อนที่หุ้นแต่ละตัวจะมาซื้อๆ ขายๆ กันในตลาดดังที่เราเห็นนี้ บริษัทจะต้องออกหุ้นมาเพื่อส่งเข้าตลาด และกิจกรรม "ออกหุ้น" นี้เราเรียกว่าการทำ IPO นั่นเอง

ในการทำ IPO นักลงทุนจะต้องจองซื้อหุ้นตามราคาที่กำหนดไว้ และเม็ดเงินที่จ่ายซื้อหุ้น IPO จะเป็นเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ตัวบริษัทจริงๆ การซื้อหุ้น IPO นี้เป็นการซื้อหุ้นใน "ตลาดแรก" หรือที่เรียกแบบไพเราะว่า primary market

จนกระทั่งถึงวันที่หุ้นตัวนี้ไปปรากฏบนกระดานซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ คนที่จองซื้อหุ้นไม่ทันหรืออยากซื้อหุ้นเพิ่มจึงสามารถไปซื้อขายกันในตลาดหุ้น และตั้งราคาซื้อขายกันเองตามหลัก demand-supply ซึ่ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ สมมติสิ่งนี้ว่า Mr Market หรือนายตลาด

การซื้อขายหุ้นที่เราได้ยินกันทุกเมื่อเชื่อวันนั้นเป็นการซื้อขายในตลาดหุ้นซึ่งถือว่าเป็น "ตลาดรอง" หรือเรียกหรูๆ ว่า secondary market ครับ เม็ดเงินที่ซื้อขายกันนั้นเป็นการแลกเปลี่ยนกันเองระหว่างนักลงทุน ตัวบริษัทไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรด้วย แต่ว่ากันตามจริงแล้วบริษัทก็จะแอบเชียร์ให้หุ้นตัวเองมีมูลค่าสูงๆ เพราะนักลงทุนจะได้พึงพอใจ เวลาประชุมผู้ถือหุ้นจะได้ชื่นชมฝ่ายบริหารและอนุมัติค่าตอบแทนงามๆ อะไรประมาณนั้น

เร็วๆ นี้ก็จะมีหุ้น IPO ที่เป็นหุ้นแบงก์ออกใหม่ คือ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ LH Bank ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมากแน่นอน เนื่องจากเราไม่มีหุ้นแบงก์ออก IPO มาเป็นร่วม 20 ปีแล้วและราคาที่เคาะออกมาก็ไม่สูง ผมใช้คำว่า "ไม่สูง" ไม่ใช่คำว่า "ไม่แพง" เพราะสารภาพตามจริงผมก็ไม่แน่ใจว่ามันแพงมั๊ย แต่ที่บอกได้ว่าไม่สูงเพราะราคาเสนอขายตกหุ้นละ 1.4 บาท ถ้าใครมีเงินซักหนึ่งแสนสี่หมื่นบาทก็จะได้ซื้อตั้ง 100,000 หุ้น ซึ่งฟังดูเยอะ

ทว่าผมจะต้องเตือนสติซักหน่อยว่าการออก 100 ล้านหุ้นที่ราคา 1.4 บาท ในทางเทคนิคแล้วไม่แตกต่างกับการออก 1 ล้านหุ้นที่ราคา 140 บาท เพราะเม็ดเงินที่เข้าสู่ตัวบริษัทมันเท่ากัน แต่คนทั่วไปมักเทียบแค่ว่า 1.4 บาทต่ำกว่า 140 บาท ก็เลยมักสรุปมั่วๆ แบบไม่ต้องวิเคราะห์ไปเลยว่ามันถูกกว่าด้วย ซึ่งอาจไม่จริง นักลงทุนที่สนใจควรวิเคราะห์อย่างน้อยก็ควรพิจารณาค่า P/BV หรือค่า P/E ประกอบด้วย ซึ่งการหามูลค่าหุ้นทางบัญชี (book value) และกำไร (earning) ก็ไม่ได้ยากอะไร เพียงแต่ไปเสิร์ชในอินเตอร์เน็ตแล้วเอามาเทียบกับราคาจองซื้อก็ได้แล้ว

ในช่วงที่ออก IPO ธนาคารแห่งนี้ยังคงเป็น "ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย" ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์เต็มตัว จึงมีบางกิจกรรมในทางฝั่งสินเชื่อที่ยังมีข้อจำกัด แต่ถ้าเป็นฝั่งเงินฝากนั้นทำได้หมด อย่างไรก็ตาม ทางแบงก์เองเปิดเผยว่าจะยื่นขออนุมัติเลื่อนชั้นเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มตัวเร็วๆ นี้ ซึ่งถ้าทำได้จริงก็จะเป็นผลบวกต่อ LH Bank เป็นอย่างมาก

ไหนๆ ก็เอ่ยชื่อหุ้นออกมาแล้วผมต้องออกตัวว่าผมไม่เชียร์และไม่ขัด ถ้าใครคิดจะจองซื้อหรือไม่จองซื้อ เพียงแต่มาทำความกระจ่างซักหน่อยครับ บริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนเป็นบริษัท LH Financial Group จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG ซึ่งเป็นบริษัทแม่หรือโฮลดิ้งของ LH Bank หรือธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) อีกที ไม่ใช่ว่าตัวแบงก์มาเองนะครับ แต่ก็เป็นปกติอยู่แล้วที่หลายบริษัทมักเอาบริษัทโฮลดิ้งมาจดทะเบียนแทนที่จะเอาตัวบริษัทมาจริงๆ ทั้งนี้ก็เพื่อลดความยุ่งยากในการรายงานต่างๆ

แม้จะจดทะเบียนด้วยบริษัทแม่ คือ LHFG แต่เวลาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์จะใช้ชื่อตรงไปตรงมาว่า LHBANK ใครอยากตามไปซื้อในตลาดหุ้นก็ติดตามไปได้ อย่าผิดฝาผิดตัวล่ะ แต่โดยส่วนตัวผมไม่นิยมหุ้น IPO และยอมมองเห็นคนอื่นกำไรโครมๆ ดีกว่าวิ่งเข้าลุยในสิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

วิถีของนักลงทุน


ความเดิมผมกล่าวไว้ใน "ทางเลือกของนักลงทุน" โดยแบ่งนักลงทุนออกเป็น 2 พวก ได้แก่ นักลงทุน(ตัวจริง) กับนักเทรด ในส่วนของนักเทรดผมแบ่งออกได้อีกเป็น 3+1 พวกตามเงื่อนไขเวลา คือ position trader, swing trader และ day trader (บวกกับ scalper อีกหนึ่งพวกด้วย)

นอกจากการแบ่งด้วยเรื่องของเวลาแล้ว เรายังสามารถแบ่งพวกเขาออกตามวิถีหรือแนวทางที่พวกเขาลงทุนอีกด้วย ในระดับสุดขั้วเราแบ่งแนวทางออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่
1. พวกที่วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (fundamental analysis)
ซึ่งก็ยังแบ่งย่อยออกไปได้อีกตามระดับความเข้ม คือ
  • วิเคราะห์ในระดับเข้มข้น - เน้นตัวกิจการและผลประกอบการ โดยศึกษาจากนโยบายบริษัท รายงานประจำปีและงบการเงินโดยละเอียด การเยี่ยมชมบริษัท รวมทั้งข่าวที่เป็นทางการ (งดข่าวลือ) นักลงทุนในสไตล์นี้ เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก

  • วิเคราะห์ในระดับปานกลาง - เน้นตัวกิจการและผลประกอบการเช่นกัน แต่ลดความเข้มข้นลงโดยศึกษาจากรายงานสรุปและสรุปตัวเลขทางการเงิน เช่น ยอดขาย กำไร เงินปันผล เป็นต้น โดยอาจศึกษาจากเอกสารของบริษัทเองหรือบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ก็ได้

  • วิเคราะห์ในระดับอ่อน - เป็นแนว screening เช่น พิจารณาเลือกหุ้นที่มีค่า P/E ที่ไม่เกิน 15 มีการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ เป็นต้น โดยทั่วไปไม่อ่านรายงานของตัวบริษัทเองแต่จะอ่านจากหนังสือพิมพ์และบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์

  • วิเคราะห์ข่าว - สนใจเฉพาะปัจจัยพื้นฐานที่มีข่าวและมีแนวโน้มที่ตลาดจะ "เล่นด้วย"

2. พวกที่วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (technical analysis)
คนกลุ่มนี้จะไม่สนใจปัจจัยพื้นฐาน สิ่งที่พิจารณาหลักๆ มีเพียง "ราคา" และ "ปริมาณการซื้อขาย" ซึ่งอาจนักเทรดอาจสนใจการทำรูปแบบ (pattern) หรือค่าตัวชี้วัด (indicator) ก็ได้ แต่โดยคร่าวๆ แล้วแบ่งออกได้เป็น 2 แนวทาง ได้แก่

  • trend follower คือ กลุ่มที่เทรดตามแนวโน้ม นักเทรดกลุ่มนี้จะสังเกตหรือวัดค่าว่ามีแนวโน้มเกิดขึ้นหรือยัง จากนั้นเขาจะพยายามเข้าเกาะ trend ทันที (คติประจำใจ "Trend is your friend")

  • countertrend trading คือ กลุ่มที่เทรดตามจังหวะการแกว่งตัวของราคา นักเทรดกลุ่มนี้จะมองหา "จุดเปลี่ยน" ที่ราคาหุ้นจะเด้งกลับ ไม่ว่าจะเป็นการเด้งขึ้นจากแนวรับหรือเด้งลงจากแนวต้าน ผมแนะนำให้นึกถึงลูกปิงปองที่เด้งกับพื้นหรือเพดาน (คติประจำใจ "Trend is your เวร" ...คือ คิดว่าจะเด้งแต่ดันไม่เด้ง กลับวิ่งต่อไปกลายเป็น trend)

ใครชอบแบบไหนก็เลือกเอาได้เลยครับ

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554

Choose Well & Make It Real

Last time I mentioned about investors’ choices. If you don’t want to hold stocks forever just like Warren Buffett does (actually when the company fails to comply with his investment criteria, he kiss them goodbye too), we have got to be a kind of traders, i.e. position trader, swing trader or day trader. And it’s all up to you.

I say ‘Choose Well & Make It Real’ because most people cannot choose well. They don’t know themselves. Once I ask them whether they are sure about their decision, some of them pause and rethink. This is not a sign of a well-thought decision.

Meanwhile there are many of them who are able to choose well but cannot make it real. They know themselves. They know what to do. Nonetheless they cannot make it real through the process.

For example, Rohan is an investor who is sensitive to market conditions and people around him. He believe that ‘playing’ the stock market needs quick moves. He is considered as a good technical chart reader so he decides to day trade. However, after a series of wrong decisions, he loses his confidence and hesitates to cut loss at the end of the days. As a result he holds the positions and inevitably becomes a swing trader.

To make it worse, he usually trades via telephone so that every time he cuts loss, in his point of view, he not only feels bad to himself but also loses his face to his broker and let her know his mistake. Therefore he keeps his terrible investments in his portfolio, waiting for a turnaround so that he can sell them off. (At this point he goes beyond even being a swing trader.)

From this example, where is Rohan’s mistake? Not choosing well? Not making it real? Or both?

In my opinion he might choose it right because, from the information above, he is a good chart reader and believes in success from quick actions. He can be a day trader, of course. Hence the problem is not about choosing but may be because he cannot “make it real”. He reads technical charts well but he cannot “read” himself well enough.

As he knows that he might have problems about making decisions, he could adopt mechanical trading rather than discretionary trading, at least for the first trading months. For his bad feeling about cutting loss, it is important for him to realise that cutting loss is a courageous manner and gives him a chance to retain his investment strategies. All successful traders cut loss.

I would like to tell you a noninvestment related story which could help you guys as investors.

In Formula One racing many years ago, the Brazillian Rubens Barrichello was Ferrari’s second driver. (Each team had two drivers. The other Ferrari driver was the world champion Michael Schumacher.)

In one race almost all drivers, including Schumacher, opted for the three-stop strategy which means that the car will stop three times to refill fuel and replace tires while Barrichello received a team order to use the two-stop strategy. By this Barrichello’s car weighed more than others’ but he needed not stop often. He knew that his car was loaded and slower so he just drove it his way even though he was overtaken time after time in the race. But it was a ‘different strategy’ he needed to stick to it.

In the end his discipline paid out. I’m not sure which place he got exactly but remember that he was on the podium (in the top 3). This is an excellent example how your patience and discipline lead to success.


Understand your situation, stick to ‘YOUR OWN strategy’ and never listen to any backseat drivers because they will never share our prosperity. Good luck.

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554

กลับมาจากอบรมเทรดเทคนิค

ว่ากันสั้นๆ วันนี้ผมไปอบรมของ UOB Bullion & Futures ซึ่งจัดได้ดีครับ

วิทยากรเป็นเทรดเดอร์จากสิงคโปร์ หัวข้อที่พูดก็ค่อนข้าง intermediate แล้วเนื่องจากผมไม่ได้ไปฟังตอนโมดูลแรกๆ แต่เฉพาะวันนี้ก็ถือว่าโอเคครับ
  • เนื้อหาหลักเน้นไปที่ trend และการนับคลื่น (wave) โดยมีการใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่กับเลขฟิโบนัชชี่ (Fibonacci number) มาช่วยหาแนวรับ-แนวต้าน
  • เทคนิค day trading การหา setup, trigger และ follow through
  • การเทรดในจำนวนเท่าของ 3 (เช่น 3, 6 หรือ 9 สัญญา เป็นต้น) เพื่อเอามาช่วยในตอน stop loss และ take profit
  • Indicator เช่น momentum และ stochastic เป็นต้น
ที่ขาดไปจากในเว็บคือเรื่อง money management ซึ่งผมรู้สึกว่าเขายังไม่ค่อยเน้นครับ มีบอกใน PowerPoint เพียงว่าให้เสี่ยงไม่เกิน 2% ของเงินที่มี แต่ฟังจากวิทยากรเห็นแกบอกแว๊บๆ ว่า 5%

ประมาณนี้ครับ