วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

คำถามท้าทายมนุษย์เงินเดือน


คำถามหนึ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรถามตัวเองอย่างจริงจัง คือ "ถ้าห้ามทำงานกินเงินเดือน ชีวิตฉันจะทำมาหากินอะไรได้อีกบ้าง"

 ... ลองคิดถึงงานที่คุณอาจจะ "ยี้" ในแว้บแรก

... อย่าเพิ่งตัดทุกความเป็นไปได้

... อย่ามองข้ามงานที่ได้เงินน้อย หรือไร้เกียรติ

คุณอาจคิดถึงคนขายหมูปิ้งหน้าบูดๆ แถวบ้าน แล้วนึกไปว่าความจริงคุณสามารถขายสินค้าอย่างเดียวกัน และเอาชนะได้ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม บางทีคุณอาจคิดถึงการรับซ่อมไฟฟ้าหรือประปาเล็กๆ น้อยๆ ตามบ้าน ... ความรู้ที่คนสมัยนี้ "ยอมจำนน" และยินดีจ่าย เพราะไม่มีปัญญาทำด้วยตัวเอง

หรือไม่ก็สอนพิเศษวิชาโปรดที่คุณเคยเก่งกาจสมัยเรียนก็ได้

แน่นอน ในวันที่ปราศจากแรงบีบคั้น คุณอาจเบะปากใส่บางอาชีพ เพราะคิดว่าตัวเองร่ำเรียนมาสูง แต่เชื่อผมเถอะว่าการ คิดถึงทุกความเป็นไปได้ เอาไว้ก่อน ไม่ใช่เรื่องเสียหาย อย่างน้อยคุณก็จะมีทางเลือกในชีวิตที่สุดหลากหลาย และถ้าสุดท้ายแล้วตัดสินใจว่าจะไม่ทำ มันก็เป็นการตัดสินใจของเรา พูดง่ายๆ ว่าเราเป็นคนบงการชีวิตตัวเอง

สำหรับคนที่ทำงานบริษัทใหญ่ๆ อาจคิดและบอกกับตัวเองว่า "รอดแล้ว" ... แต่สถานการณ์ในชีวิตสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ งานที่คิดว่ามั่นคง ก็ไม่มั่นคงมากไปกว่าตัวบริษัท สมมติว่าวันหนึ่งเกิดบริษัทซวนเซ เขาก็อาจจะต้องปลดคน หรือไม่ต้องซวนเซก็ได้ แค่มีการควบรวมกิจการ บริษัทแม่รายใหม่ก็อาจตัดสินใจเลิกจ้างคุณได้ง่ายๆ เหมือนกัน และถึงแม้จะได้เงินชดเชยมาบ้าง แต่การหางานใหม่เมื่ออายุมากขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

นั่นคือเหตุผลที่ผมตั้งคำถามนี้ และอยากให้ทุกท่านลองคิดและต่อยอดดูว่า ตัวเราสามารถทำอะไรได้บ้าง

หลังจากที่ตอบคำถามนี้ ท่านอาจประหลาดใจเมื่อเห็นว่าหนทางเลี้ยงชีพมันช่างกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน ไม่ได้จำกัดอยู่ในออฟฟิศแคบๆ แต่เพียงอย่างเดียว

และบางอาชีพนั้น เมื่อขยับขยายออกไป รายได้ของมันไม่เพียงแค่ทำให้คุณ "มีเงินใช้" แต่อาจถึงขั้น "รวย" ได้ด้วยซ้ำ

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

เงินปันผลของหุ้นเติบโต


ตำราทางการเงินมักบอกว่า บริษัทที่มีการเติบโตสูงๆ มีความจำเป็นต้องเอาเงินสดไปขยายกิจการ จึงจ่ายเงินปันผลน้อยหรือไม่จ่ายเลย และการกระทำเช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่ "สมเหตุสมผล" เสียด้วย

ดังนั้น นักลงทุนที่ซื้อหุ้นดังกล่าวจึงมัก "ไม่คาดหวัง" เงินปันผล และนั่นก็เป็นเหตุผลที่บริษัทเหล่านี้เองก็ไม่คิดจะจ่ายเงินปันผลอย่างเป็นน้ำเป็นเนื้อด้วยเหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นเหตุและผลที่วนลูป สะท้อน...ซึ่งกันและกัน แล้วทุกคนก็แฮปปี้ (อันนี้ตำราไม่ได้บอก แต่ผมบอกเอง)

อย่างไรก็ตาม เมื่อการเติบโตเริ่มลดลง ตำราก็บอกว่าในที่สุดบริษัทจะหันกลับมาจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงขึ้น ... แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมไม่เชื่อสักเท่าไหร่


เสือปืน(ไม่)ไว

ความจริงแล้วการที่บริษัทโตเร็วและ "งก" เงินปันผล จะพลิกกลับมาเป็น เสือปืนไว ควักเงินปันผลจ่ายให้ผู้ถือหุ้นโครมๆ นั้นก็มีอยู่ แต่ก็คงไม่ง่ายนัก เพราะมันขัดกับบุคลิกและความเคยชินของผู้บริหาร

ประเด็นแรก ในมุมของฝ่ายบริหาร พวกเขาต้องการมีเงินสดติดกระเป๋าเอาไว้เยอะๆ หยิบง่ายใช้คล่อง การไม่ต้องควักเงินออกมาจ่ายเป็นปันผลหลายๆ ปี ทำให้พวกเขา "เคยตัว" แล้วพอถึงวันหนึ่ง คุณคิดว่าเขาจะยอมควักเงินออกมาง่ายๆ น่ะหรือ? เมินเสียเถอะ

ประเด็นต่อมา คือ การเติบโตที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี จะทำให้ผู้คน "ยึดติด" อยู่กับภาพนั้นๆ แม้ต่อมาการเติบโตจะเริ่มชะลอตัว แต่ทุกคนก็คิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ดังนั้น การจะทำให้ใครบางคน (โดยเฉพาะฝ่ายบริหาร) ยอมรับว่าการเติบโตสวยหรูเริ่มจบลง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังไม่ต้องคิดฝันไปไกลถึงการจ่ายเงินปันผลเลย

ประเด็นสุดท้าย แม้ฝ่ายบริหารจะยอมรับกันเองภายในว่าการเติบโตกำลังจะสิ้นสุดลง แต่ก็คงเป็นการยากที่พวกเขาจะ "ประกาศ" เรื่องนี้อย่างเป็นทางการผ่านการจ่ายเงินปันผล

อย่าลืมว่าหุ้นเติบโตจำนวนไม่น้อยมีการซื้อขายกันที่ P/E สูงลิ่ว เช่น 40-50 เท่า หากสาธารณชนเกิดตระหนักขึ้นมาว่า บริษัทกำลังจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นหุ้นที่โตธรรมดาๆ ค่า P/E อาจหดลงไปเหลือเพียงครึ่งเดียว ส่งผลให้ราคาหุ้นทรุดลงอย่างน่าสะพรึงกลัว

และยิ่งถ้าผู้บริหารเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วยแล้ว พวกเขาก็คงไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเป็นแน่

พูดง่ายๆ ก็คือ มีความเป็นไปได้น้อยที่ สิงห์ปืนฝืด จะผันตัวมาเป็น เสือปืนไว

Soft Landing


โดยทั่วไป Soft Landing เป็นคำที่ใช้ในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค เมื่อภาครัฐพยายามชะลอเศรษฐกิจให้ลดความร้อนแรงลง แทนที่จะโตพรวดพราดเป็นฟองสบู่และจบลงด้วยการระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ในกรณีของหุ้นโตเร็วที่ค่อยๆ ลดการเติบโตลง พร้อมไปกับการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงขึ้น ผมคิดว่าคำนี้ก็น่าจะพอใช้ได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่า Soft Landing จะเกิดขึ้นง่ายๆ ในกรณีของหุ้นเติบโต และต่อให้ผู้บริหารเห็นแล้วว่าธุรกิจเริ่มตีบตัน ความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะ "ปลิ้น" หอบเงินของบริษัทไปลงทุนสัพเพเหระแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ก็ยังมีมากกว่าการจ่ายปันผลคืนให้กับผู้ถือหุ้น

ลองคิดดูก็ได้ว่าอะไรจะน่าอภิรมย์มากกว่ากัน ระหว่างการประกาศอย่างยิ่งใหญ่ว่าบริษัทกำลังจะ "ทุ่มเงิน" เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ กับการประกาศว่าบริษัทจะเริ่มจ่ายเงินปันผลมากขึ้น เพราะกิจการกำลังจะเติบโตน้อยลง?!

เรื่องแบบนี้ตำราเรียนไม่มีเขียนไว้แน่ๆ นักลงทุนต้องคิดเอาเองครับ

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ลาพักร้อน


มนุษย์เงินเดือนหรือคนที่ทำงานประจำ คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักการ "ลาพักร้อน" ความจริงแล้วสิ่งนี้น่าจะถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ของหลายคนได้เลยเสียด้วยซ้ำ บางคนพอได้ปฏิทินปีใหม่มาก็รีบเปิดดูทันทีว่าปีหน้ามีวันหยุดยาวช่วงไหนบ้าง ในหัวก็วางแผนเสร็จสรรพ หาที่เที่ยว หาคนไปด้วยเรียบร้อย (แต่เงินยังไม่ได้หานะครับ)

ค่านิยมเรื่องการลาพักร้อนเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คนจำนวนไม่น้อยคิดว่าพักร้อนทั้งทีจะต้องไปเที่ยวไกลๆ สมัยก่อนที่ยังทำงานประจำ เมื่อผมลาพักร้อนแล้วบอกว่า "นอนอยู่บ้าน" หลายคนจะทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่า แล้วจะลาไปทำไม

การลาพักร้อนในความหมายของพวกเขา คือ ลางานยาวๆ ออกเดินทางไปเที่ยวไกลๆ ถ้าไม่ใช่ต่างจังหวัดก็ต้องเป็นต่างประเทศ ไปเที่ยวแล้วก็ต้องเอาให้คุ้ม ออกเที่ยวตั้งแต่เช้า และกลับเข้าที่พักให้ดึกที่สุดเท่าที่จะมีปัญญา กลับมาก็ต้องมีของฝากพะรุงพะรัง

แต่ว่า... นั่นไม่เห็นจะเป็นการ "พักผ่อน" สำหรับผมตรงไหนเลย (ขออภัยถ้าคิดไม่ตรงกับคนอื่นๆ นะครับ)

ในความเห็นของผม กิจกรรมที่ว่ามานั้นน่าจะทำให้ผมเหนื่อยมากขึ้น อาจจะสนุก แต่ก็เป็นความสนุกแบบเหนื่อยๆ เพราะฉะนั้น ถ้าต้องการพักผ่อนจริงๆ อย่างที่ใครๆ เรียกว่า การชาร์จแบต ผมก็จะพักอยู่ที่บ้านในวันธรรมดา ซึ่งคีย์เวิร์ดมันก็อยู่ตรงนี้ครับ

หลังจากตื่นนอนแล้ว ผมจะออกไปเดินเล่นแถวๆ บ้าน ดูวิถีชีวิตของผู้คน ได้เห็นบางคนกระวีกระวาดเดินทางไปทำงาน บางทีก็แทบจะ "วิ่ง" เพราะกลัวไปสาย เมื่อเห็นแล้วผมก็ย้อนกลับมาบอกตัวเองว่า เราโชคดีแค่ไหนที่มีวันหยุด ได้เอ้อระเหยลอยชายชมนกชมไม้ ในขณะที่คนอื่นต้องใช้ชีวิตอย่างวุ่นวาย ต่อจากนั้นผมก็จะอุดหนุนกาแฟสดและปาท่องโก๋แถวบ้านเป็นอาหารเช้า

พอตอนสายตลาดหุ้นเปิดทำการ ผมก็จะเปิดทีวีเพื่อดูตัวหุ้นที่วิ่งอยู่บนหน้าจอ พร้อมกับผู้ดำเนินรายการสาวที่มักจะทำท่าทางตื่นเต้นไปกับทุกข่าวสารที่อาจกระทบกับราคาหุ้น ทำให้ผมพอจะเข้าใจว่า เหตุใดนักลงทุนที่เกาะติดตลาดหุ้นจึงมักจะลุกลี้ลุกลนกับข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมเข้ามา และนี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่มีโอกาสได้เห็นในวันธรรมดาอื่นๆ เนื่องจากต้องไปทำงาน

แต่จะว่าไปมันอาจเป็นเรื่องดี เพราะถ้าผมเกาะติดหน้าจออย่างนี้ทุกวัน บางทีจิตใจอาจหวั่นไหวไปกับข่าวสัพเพเหระพวกนี้ก็เป็นได้

ตอนกลางวันผมจะหาโอกาสออกไป "เดินห้าง" เพื่อซึมซับความรู้สึกของการเดินห้างวันธรรมดา ผู้คนไม่พลุกพล่าน ที่จอดรถหาง่าย พนักงานขายก็กุลีกุจอต้อนรับ แล้วเวลาขับรถกลับบ้านก็กะเวลาให้ถึงบ้านก่อนช่วงรถติดตอนเย็น บางทีก็ได้เห็นลุงๆ ป้าๆ แถวบ้านเดินออกกำลังกาย หรือไม่ก็ทักทายกับเพื่อนบ้านที่เริ่มทยอยกันกลับมาจากที่ทำงาน

พูดได้ว่าผม ออกแบบ ชีวิตให้ชิลล์สุดๆ ได้ อย่างน้อยก็ในวันพักร้อนนี้

จริงอยู่ว่า ผมอาจจะไม่มีรูปถ่ายเอาไว้อวดคนอื่น ไม่มีเรื่องราวเก๋ๆ อัพลงโซเชียล ไม่มีของฝากไว้แจกเพื่อนร่วมงาน แต่ถ้าถามว่า "แบต" ของผมเต็มหรือเปล่า ... ตอบได้ว่า "เต็มสุดๆ ครับ"

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ถ้าน้ำลายยังไม่ไหล อย่าตัดใจซื้อหุ้น



"ตอนนี้ซื้อหุ้นได้รึยัง?" ... นี่เป็นคำถามที่ผมได้ยินมาจนหูแทบเปื่อย ทั้งที่หลายๆ ครั้ง ผู้ถามเองก็พอประมาณความถูก-แพงของหุ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่เขาก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่า จะกัดฟันซื้อหุ้นที่แพงนิดๆ แต่มีโอกาสเติบโตสูง หรือว่าจะรออีกหน่อย แต่เสี่ยงกับโอกาส "ตกรถ"
อย่างไรก็ตาม ในการที่จะตอบคำถามดังกล่าว เราควรทำความเข้าใจเรื่อง Upside Gain และ Downside Risk ผ่านตัวอย่างง่ายๆ ข้างล่างนี้เสียก่อนครับ


กรอบราคาของหุ้น


สมมติข้อมูลย้อนหลังแสดงให้เห็นว่า หุ้นของ บมจ. มังกี้ฟรีไทม์ (MKY) ซื้อขายกันที่ค่า P/E ระหว่าง 14 - 30 เท่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยช่วงที่หุ้นปรับตัวขึ้นไปแถวๆ กรอบบน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมีมุมมองในแง่ดีต่อหุ้นเป็นอย่างมาก และในทางกลับกัน ช่วงที่หุ้นปรับตัวลดลงมาแถวๆ กรอบล่าง ก็สะท้อนว่าตลาดมีมุมมองที่ค่อนข้างเป็นลบ




ในปีล่าสุด MKY มีกำไรต่อหุ้น 1 บาท ปกติแล้วกำไรของบริษัทสามารถเติบโตได้เฉลี่ยราว 10% แต่ก็คาดการณ์กันว่าถ้าสภาวะเศรษฐกิจเป็นใจ กำไรก็อาจเติบโตขึ้นถึง 20% หรือถ้าเศรษฐกิจไม่ดี กำไรก็อาจหดตัวลง 5%

สรุปก็คือ กำไรต่อหุ้นของ MKY ในปีต่อไปน่าจะอยู่ในช่วง 0.95 - 1.20 บาท
ทั้งนี้ เชื่อกันว่าในกรณีที่ผลประกอบการดี ค่า P/E ของหุ้นน่าจะเทรดกันสูงสุดที่กรอบบน (P/E 30 เท่า) และถ้าผลประกอบการไม่ดี ค่า P/E ของหุ้นน่าจะเทรดกันต่ำสุดที่กรอบล่าง (P/E 14 เท่า)
ซึ่งก็แปลว่า กรอบบนของราคาหุ้น MKY น่าจะอยู่ที่ 1.20 x 30 = 36 บาท ขณะที่กรอบล่างน่าจะอยู่ที่ 0.95 x 14 = 13.3 บาท ดังภาพ




"Upside Gain" vs "Downside Risk"


Upside Gain หมายถึง กำไรที่เราจะได้ หากราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นในกรณีที่ดีที่สุด (Best Case Scenario) ขณะที่ Downside Risk หมายถึง ผลขาดทุนที่จะเกิดขึ้น หากราคาหุ้นปรับตัวลดลงในกรณีที่แย่ที่สุด (Worst Case Scenario) ลองมาดูกันว่าการซื้อหุ้นในแต่ละสถานการณ์จะให้ผลอย่างไร

ในจังหวะที่น่าซื้อสุดๆ เช่น ตอนที่ตลาดมองหุ้นตัวนี้ในแง่ลบ และให้ค่า P/E เพียง 14 เท่า เทียบกับกำไรปัจจุบัน (1 บาท) ผลลัพธ์ที่ได้ คือ Upside Gain ที่สูง พร้อมๆ กับ Downside Risk ที่ต่ำ สถานการณ์นี้คือ "สวรรค์บนดิน" ของนักลงทุนที่พร้อมจะถือหุ้นในระยะยาว


ส่วนการตัดใจซื้อหุ้นในจังหวะที่ "พอซื้อได้" เช่น ตอนที่ตลาดมองหุ้นตัวนี้กลางๆ และให้ค่า P/E 22 เท่า เทียบกับกำไรปัจจุบัน (1 บาท) ผลลัพธ์ที่ได้ คือ Upside Gain ในระดับปานกลาง กับ Downside Risk ในระดับปานกลางเช่นกัน สถานการณ์นี้จัดว่าค่อนข้างสูสี (เกินไป) และนักลงทุนชั้นยอดก็มักจะปฏิเสธมัน



ทำไมล่ะ? คำตอบง่ายๆ คือ ถ้าคุณเริ่มลงทุนด้วยเงิน 22 บาท และได้กำไร 64% เงินทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น 36 บาท ต่อจากนั้นถ้าคุณเกิดขาดทุน 40% เงินทุนของคุณจะลดลงมาเหลือราวๆ 22 บาทเท่าเดิม ... เห็นได้ชัดว่า กำไร/ขาดทุน ในอัตรา 64:40 ถือว่ายังไม่ดีพอ

ปิดท้ายด้วยการซื้อหุ้นในจังหวะที่ไม่น่าซื้อ เช่น เมื่อหุ้น MKY เทรดกันที่กรอบบนของค่า P/E (30 เท่า) หรือเทียบเท่าราคาหุ้นปัจจุบัน 30 บาท จะเห็นว่า Upside Gain ในกรณีนี้ต่ำมาก ขณะที่ Downside Risk สูงจนน่าขนลุก

เรื่องจริงก็คือ คนจำนวนมาก "กัดฟัน" ซื้อหุ้นดีราคาแพง โดยไม่ได้คำนึงถึง Upside/Downside ถึงแม้พวกเขาจะมีปีที่ดี 3-4 ปีติดต่อกัน แต่กำไรทั้งหมดก็อาจถูกกวาดหายไปราวกับคลื่นสึนามิได้ หาก Downside Risk มาเยือน


น้ำลายไหล = ตัวชี้วัดที่ดี



ท่านที่ติดตามแฟนเพจ MonkeyFreeTime คงจะเคยเห็นคำแนะนำของผมที่ว่า "อย่าพยายามซื้อหุ้นเพียงเพราะว่ามีเงินอยู่ในมือ"
ผมไม่รู้สึกอายที่จะบอกว่า นั่นคือสิ่งที่ผมเคยทำมาแล้ว ในสมัยที่ยังน้อมรับแนวคิดการถือหุ้นเต็ม 100% ของเซียนหุ้นท่านหนึ่ง โดยที่ไม่ได้ "ตกผลึก" เป็นแนวคิดของตัวเอง ดังนั้น เมื่อได้เงินโบนัสหรือเม็ดเงินจากไหนก็ตาม ผมก็จะพยายามซื้อหุ้นตัวที่คิดว่าเข้าท่าที่สุด ณ ขณะนั้น
ผลลัพธ์น่ะหรือครับ? หุ้นล็อตนั้นก็เป็นหุ้นที่มีต้นทุนสูง และเป็นการซื้อที่ไม่ได้เปรียบ ถึงแม้ตัวหุ้นจะดี แต่มันก็ดึงให้ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตลดต่ำลง นอกจากนั้น พอถึงจังหวะที่ "น่าซื้อ" จริงๆ ผมกลับมีเม็ดเงินไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย
นั่นเป็นเหตุผลที่ผมบอกว่า ถ้ามันแค่ "พอซื้อได้" ถือว่ายังไม่พอ!
สัญญาณที่บ่งบอกว่า ควรซื้อหุ้นได้แล้ว คือ Upside Gain สูง Downside Risk ต่ำ และคุณรู้สึกอย่างไม่ลังเลว่าหุ้นตัวนี้ ณ ราคานี้ ถูกมากๆ ถูกจนคุณแทบจะน้ำลายไหลเลยล่ะ!
ปัญหาเดียวของเรื่องนี้ก็คือ โอกาสที่ว่านั้นไม่ได้มาบ่อยๆ เราจึงต้องฝึกตัวเองให้ทนได้ รอได้ ไม่เกี่ยงที่จะยอม "ตกรถ" เป็นครั้งคราว ไม่งกและไขว้เขวไปกับเงินปันผลปีละ 3-4% เพราะเราจะสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาลด 20-30% เมื่อฤดูกาล Grand Sales มาถึง ซึ่งเทียบเท่าเงินปันผลไม่รู้กี่ปี แถมยังได้หุ้นดีในราคาไม่แพง เสี่ยงน้อย แต่มีโอกาสกำไรมาก

...แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

หนีชีวิตด้วย "เงิน"


เงิน ตามความหมายทั่วไป คือ สิ่งที่กำหนดให้ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนหรือชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผม "เงิน" ถือเป็นสื่อกลางที่ทำให้คนหลีกหนีออกจากสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ

ตัวอย่างเช่น เมื่อไปทำงานทุกวัน เราจ่ายเงินค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก็เพราะไม่ต้องการเดินเป็นระยะทางไกลๆ, จ่ายเงินค่าอาหารเช้า เพราะไม่อยากเสียเวลาทำอาหารทานเองที่บ้าน หรือวันเสาร์อาทิตย์ก็จ่ายเงินจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดบ้านให้ เนื่องจากรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากงานประจำจนไม่อยากปัดกวาดเช็ดถูด้วยตัวเอง เป็นต้น

กล่าวได้ว่า ยิ่งเรามีสิ่งที่ไม่อยากทำมากเท่าไหร่ เงินที่เราต้องจ่ายไปก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย


การจ่ายเงินไม่ใช่เรื่องเลวร้าย


คนเราไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น การจ่ายเงินเพื่อหลีกหนีออกจาก "บางกิจกรรม" ก็อาจเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เพียงแต่เราก็ต้องระวังหลุมพรางสำหรับเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

ประการแรก "บางกิจกรรม" ที่ว่านั้น เป็นกิจกรรมที่เราควรหลีกหนีจริงหรือไม่

สมมติว่าเราเป็นคนแพ้ฝุ่น การจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องก็อาจเป็นเรื่องจำเป็น แต่สำหรับคนทั่วไป การทำงานบ้านด้วยตัวเองนอกจากเป็นการประหยัดเงินแล้ว ยังเป็นการออกกำลังกายที่ดีวิธีหนึ่ง และถ้ามีลูก คุณก็สอนให้เขาช่วยงานบ้านได้ ถือเป็นการฝึกความรับผิดชอบและสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง

ประการที่สอง เงินที่จ่ายออกไปคุ้มค่าหรือไม่

เพื่อนของผมบางคนสมัครเรียนภาษาอังกฤษแบบ "บุฟเฟต์" คือ จะไปเรียนเมื่อไหร่ กี่ครั้งก็ได้ ภายในช่วงเวลาที่กำหนด เขาบอกว่าคอร์สแบบนี้แม้จะมีราคาแพง แต่ก็สะดวกและคุ้มค่า ... ทายสิครับว่าเขาไปเรียนกี่ครั้ง?

หลักสูตรลักษณะนี้เหมาะกับคนที่มีเวลาและมีความตั้งใจสูง แต่ในกรณีของเพื่อนผมที่ไม่ค่อยมีเวลาว่าง (แม้ออฟฟิศจะอยู่ใกล้สถาบันสอนภาษามากๆ แล้วก็ตาม) นี่คือการจ่ายเงินที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ความจริงแล้วด้วยเงินจำนวนเดียวกันนี้ เขาสามารถซื้อคอร์สเรียนแบบตัวต่อตัวกับฝรั่ง และนัดหมายตามเวลาที่ตนเองสะดวกได้สบายๆ

ประการที่สาม Alternative ของเงินจำนวนนั้นคืออะไร

ผมพยายามนึกคำในภาษาไทย แต่ก็นึกไม่ออก ความหมายของคำถามนี้คือ ถ้าไม่จ่ายเงินเพื่อหนีกิจกรรมดังกล่าว เราจะเอามันไปทำ "อะไร" ที่ดีกว่าได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น สมมติเราตัดสินใจไม่ซื้อคอนโดมิเนียมริมถนนใหญ่ แต่เลือกซื้อคอนโดฯ ที่หลบเข้าไปอยู่ในซอยตื้นๆ แทน ในกรณีนี้เราเลือกที่จะ "ไม่จ่าย" เพื่อหลีกหนีการเดินเข้าซอย 200 เมตร และอาจประหยัดเงินค่างวดไปได้เดือนละ 3,000 บาท

ด้วยเงินจำนวนนี้ เราสามารถพาคุณพ่อคุณแม่ไปทานข้าวนอกบ้านได้อาทิตย์ละหนสบายๆ หรือถ้ารวบรวมให้เป็นก้อนใหญ่ จะส่งตัวเองไปเที่ยวญี่ปุ่นปีละหนก็ยังได้ ... แค่เดินออกกำลังกายวันละ 200 เมตร เช้า-เย็น


ทางเลือกของเรา


ดังที่ผมบอกไปแล้วว่า การจ่ายเงินเพื่อหลีกหนีออกจากบางกิจกรรมเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล แต่เราจำเป็นต้องคัดกรองและเดินอยู่ในทางสายกลางด้วย การ แก้ปัญหา ด้วยการจ่ายเงิน อาจกลายเป็นการ สร้างปัญหา ขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะถ้าเป็นการจ่ายด้วยเงินในอนาคต (ก่อหนี้)

อีกอย่างที่น่าคิด คือ คนเราควรจะลงมือทำบางสิ่งบางอย่างด้วยตัวเอง เพื่อรักษาจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์หรือไม่ อย่างเช่น การล้างรถ ปลูกต้นไม้ หรือทำอาหาร เป็นต้น

... หรือจะปล่อยตัวเองให้ "ทำงานปั๊มเงิน" ลูกเดียว แล้วจ้างคนอื่นมา "ใช้ชีวิต" แทน

วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ทายผลบอลโลก


คอหุ้นที่มีความสร้างสรรค์ย่อมสามารถมองเห็นแง่คิดจากกิจกรรมต่างๆ และเอามาปรับใช้กับการลงทุนหุ้นได้เสมอ อย่างเช่นในกรณีของการ "ทายผลบอลโลก" ซึ่งมีอะไรมากกว่าเรื่องฟุตบอล

ผมเชื่อว่าคนไทยจำนวนมาก แม้จะไม่ได้ชื่นชอบหรือติดตามกีฬาชนิดนี้เป็นประจำ แต่อย่างน้อยก็น่าจะเคยเห็น หรือแม้แต่เคยมีส่วนร่วมในการทายผลฟุตบอลโลก ไม่ว่าจะเป็นการส่งไปรษณียบัตร ตัดชิ้นส่วนจากหนังสือพิมพ์ หรือส่งคูปองตามแคมเปญของร้านค้า เพราะฉะนั้น พวกเขาก็คงรู้บ้างว่าทีมชาติไหนเป็นตัวเต็งแชมป์ อย่างเยอรมนี บราซิล ฮอลแลนด์ พวกนี้เป็นต้น


Logic ของการทายผล


ในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่เขียนทายผลไปเพียงแค่ "ชื่อเดียว" ในคูปองทุกใบที่ตัวเองมี อย่างเช่น ชอบบราซิลก็เลยเขียนบราซิลไปทุกใบ ไม่เผื่อใจให้ทีมอื่นเลย?

เท่าที่ผมเคยพบเห็นมา คนส่วนมากจะเขียนอย่างน้อยก็ 2-3 ชื่อ เหตุผลก็คือ ถ้าทีมที่พวกเขาเชียร์เกิดตกรอบ อย่างน้อยก็ยังมีลุ้นกับทีมอื่นๆ ที่เหลือ ไม่ใช่ว่าทีมรักก็ตกรอบ ตัวเองก็หมดลุ้นชิงโชคไปเสียอีก เซ็งกันสองเด้งเลยทีเดียว แล้วโลกนี้มีอะไรแน่นอนบ้าง วันดีคืนดี นักเตะตัวเก่งเกิดบาดเจ็บลงสนามไม่ได้ ทีมแกร่งอาจกลายเป็นทีมแกร่วได้ง่ายๆ

ในการทายผลนั้น ส่วนใหญ่เราจะคัดเลือก ทีมที่ตัวเองชื่นชอบ และคิดว่ามีโอกาสทะลุไปถึงรอบชิง บางคนเชียร์ ทีมชาติอังกฤษ สุดหัวใจ แต่เวลาทายผลกลับไม่เขียนลงไปในคูปองเลยสักใบ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าศักยภาพของทีมคงไม่ถึงขั้นเป็นแชมป์ นี่ก็คือ logic อย่างหนึ่ง

ตรรกะของคนทั่วไป คือ ถ้ามั่นใจทีมไหนมาก ก็เขียนชื่อทีมนั้นลงไปเยอะหน่อย ส่วนทีมที่มั่นใจรองลงมา ก็เขียนในสัดส่วนที่ลดลง เช่น หากส่งชิงโชค 20 ใบ เราอาจเขียน เยอรมนี 5 ใบ, บราซิล 5 ใบ, ฮอลแลนด์ 3 ใบ ที่เหลือก็ลดหลั่นกันลงมา ส่วนทีมไหนไม่มีโหงวเฮ้งจะได้แชมป์ ก็ไม่ต้องเขียน


Logic ของการซื้อหุ้น


ในทำนองเดียวกัน ผมคิดว่านักลงทุนหุ้นโดยทั่วไปก็คงไม่ "ตีแตก" ไปกับหุ้นตัวหนึ่งตัวใด เพราะหากพลาดพลั้งแล้ว โอกาสเละเทะมีสูงมาก

และในทางกลับกัน ผมก็ไม่คิดว่าการ "กระจายการลงทุน" ไปกับหุ้นหลายสิบตัวจะเป็นความคิดที่ดี เพราะเท่ากับว่าคุณกำลังเขียนชื่อทีมชาติที่แทบจะไม่มีลุ้นแชมป์ลงไปในคูปอง ลองคิดดูว่าคุณจะเขียนชื่อ แคเมอรูน หรือ ฮอนดูรัส ไปชิงโชคดีมั๊ย?

ไอเดียที่ดีกว่า คือ คัดสรรหุ้นที่ตัวเราชื่นชอบ และน่าจะทำผลงานได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นแต่ละตัวในสัดส่วนเท่าๆ กัน หุ้นตัวไหนมีศักยภาพมาก ก็ซื้อมากหน่อย ตัวไหนศักยภาพรองลงมา ก็ซื้อในสัดส่วนที่น้อยกว่า อย่างนี้เป็นต้น ส่วนกิจการไหนที่รักชอบเป็นการส่วนตัว แต่ทำกำไรไม่ค่อยเก่ง แบบนี้ก็ชื่นชอบไว้ห่างๆ พอ

การซื้อหุ้นในสัดส่วนที่ แปรผัน ไปตามศักยภาพ มีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าการเฉลี่ยซื้อในจำนวนเงินที่เท่ากันทุกตัว เพราะมันเท่ากับเรากำลัง "โหลด" ใส่ตัวที่เก่งมากๆ และ "ลดโหลด" ออกจากตัวที่เก่งน้อยกว่า ส่วนตัวที่ไม่เก่งนั้น เราไม่แตะอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ในระหว่างทางเราก็ควรตรวจสอบ ฟอร์มการเล่น ของหุ้นอยู่เป็นระยะ ถ้าตัวไหนเคยเก่ง แต่เริ่มจะโชว์ฟอร์มไม่เอาไหน เช่น เริ่มคุมต้นทุนไม่ได้ หรือสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่งอย่างต่อเนื่อง เราก็ต้องปรับมุมมองให้สะท้อนศักยภาพล่าสุดด้วย ถึงจะเรียกว่าเป็นนักลงทุนที่ดี

กิจกรรมทายผลบอลโลกมีเริ่มต้น มีสิ้นสุด แต่การจัดพอร์ตหุ้นของเรายังคงต้องดำเนินเรื่อยไปครับ

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กำไรสามขั้น


ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมพูดถึงกำไรสามขั้น เพราะในหนังสือ ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้ ก็มีเล่าถึงเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดแล้ว จึงขอฉายภาพให้ดูสั้นๆ เผื่อท่านที่ยังไม่เคยเห็นแล้วกันนะครับ

เมื่อบริษัทขายของได้เงินมา เราเรียกเงินจำนวนนี้ว่า “ยอดขาย” ซึ่งเมื่อหักต้นทุนการผลิต (ต้นทุนขาย) เช่น วัตถุดิบ และค่าแรง ก็จะเหลือกำไรที่เรียกว่า “กำไรขั้นต้น” ... นี่คือ ปฐมบทของกำไรสามขั้น



แน่นอนว่าบริษัทยังคงมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก นอกเหนือจากค่าแรงและวัตถุดิบ เป็นต้นว่าค่าโฆษณา โปรโมชั่น เงินเดือนผู้บริหาร ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนการผลิตโดยตรง ส่วนนี้เราเรียกว่า “ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร” ต่อเมื่อหักค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออกจากกำไรขั้นต้น เราจึงจะทราบว่า การดำเนินงานของบริษัททำกำไรได้มากน้อยเพียงใด



“กำไรจากการดำเนินงาน” บางครั้งก็ถูกเรียกว่า EBIT (อี-บิท) ซึ่งย่อมาจาก Earnings Before Interest and Tax หมายถึง กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี หากท่านเห็นคำศัพท์พวกนี้ในงบการเงิน ก็ขอให้เข้าใจว่าเป็นตัวเดียวกัน



สาเหตุที่ต้องแยก ดอกเบี้ย กับ ภาษี ออกมาเป็นเพราะว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโดยตรง เราจึงจับมาหักในขั้นตอนสุดท้ายก่อนออกมาเป็น “กำไรสุทธิ” ที่เราคุ้นเคย

สังเกตว่าเมื่อเรามุ่งความสนใจไปที่บรรทัดสุดท้าย (Bottom Line) หรือ กำไรสุทธิ เราก็กำลังมองข้ามรายละเอียดที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งบางครั้งก็เป็นข้อมูลสำคัญ และเป็นตัวบ่งบอกความเจริญรุ่งเรืองหรือความตกต่ำที่กำลังใกล้เข้ามา ดังนั้น นักลงทุนที่ดีจะต้องมองกำไรสุทธิ รวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ ประกอบกันไปด้วยเสมอ

เมื่อประมวลภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน เราจะเห็นกำไรทั้งสามขั้นโดยสมบูรณ์ และนี่ก็คือสิ่งที่บรรจุอยู่ใน งบกำไรขาดทุน



เราลองชะโงกดูกันดีกว่าว่างบกำไรขาดทุนของจริงจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร


หมายเหตุ เป็นงบกำไรขาดทุนที่ดัดแปลงจากข้อมูลจริงของบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่ง เพื่อวัตถุประสงค์ในการศึกษา


เราคงพอมองเห็นแล้วว่า งบกำไรขาดทุน มีความสัมพันธ์กับเรื่องกำไรสามขั้นเป็นอย่างมาก และถึงแม้งบกำไรขาดทุนส่วนใหญ่จะไม่ระบุ “กำไรขั้นต้น” เอาไว้ตรงๆ แต่เราก็สามารถคำนวณได้เอง โดยเอา ยอดขาย ลบด้วย ต้นทุนขาย

นอกจากนี้บางครั้งเราอาจเห็นว่า ถ้อยคำที่ใช้ในงบการเงินของแต่ละบริษัทมีความแตกต่างกันบ้าง ตัวอย่างที่พบเห็นได้บ่อย ได้แก่ ต้นทุนทางการเงิน ที่มีความหมายเดียวกับ “ดอกเบี้ยจ่าย” และ กำไรสำหรับปี ซึ่งมีความหมายเดียวกับ “กำไรสุทธิ”

แต่ไม่ว่าถ้อยคำที่ใช้จะแตกต่างกันอย่างไร ทั้งหลายทั้งปวงบริษัทก็เพียงแต่จะอธิบาย “กำไรสามขั้น” ของพวกเขาเท่านั้น

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

ภาษี... มหาศาล



มีคำกล่าวว่า สองสิ่งที่คนเราไม่อาจหลีกพ้น คือ "ความตาย" กับ "ภาษี" ... ในเรื่องของความตาย ผมคิดว่าคงไม่มีใครเถียง แต่เรื่องภาษีนั้นบางคนอาจตั้งข้อสงสัยว่า นี่เป็นสิ่งที่พูดกันแค่เหน็บแนมหรือพูดเกินจริงไปหรือไม่


บางท่านบอกว่า เขายินดีจ่ายภาษีเยอะๆ เพราะถ้าเขาต้องจ่ายภาษีมากก็แปลความได้ว่า รายได้ของเขามากนั่นเอง น่าดีใจออก นอกจากนี้ยังบอกด้วยว่า การจ่ายภาษีเป็นการช่วยรัฐให้มีเงินเอาไปพัฒนาประเทศ ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ผมก็บอกเขาว่า อันที่จริงไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เพราะคุณจ่ายภาษีเยอะกว่าที่ตัวเองคิด เยอะมาก!


ดังนั้น ผมจะขอฉายภาพให้ดูว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร และถ้าอยาก "ผ่อนหนักให้เป็นเบา" จะพอทำอย่างไรได้บ้าง โดยผมจะพยายามหยิบยกประเด็นที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงครับ




มหาศาลจริงๆ ด้วย



ผมบอกได้เลยว่า คนส่วนมากในประเทศไทยกำลังเสียภาษีมากกว่าที่ตัวเองนึกฝัน


สมมติคุณมีเงินเดือน 50,000 บาท รายได้เต็มปีของคุณก็คือ 50000 x 12 = 600,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่าย 6 หมื่นบาท และหักค่าลดหย่อน 3 หมื่นบาท (สมมติคุณไม่มีเทคนิคลดหย่อนภาษีอื่นใดเลย) เงินได้ที่ต้องเสียภาษีก็คือ 510,000 บาท พอคำนวณภาษีเงินได้ตามอัตราใหม่ จะพบว่า


ในช่วง 0 - 150,000 บาท เสียภาษี 0%
150,000 - 300,000 บาท เสียภาษี 5%
300,000 - 500,000 บาท เสียภาษี 10%
500,000 - 700,000 บาท เสียภาษี 15%


กดเครื่องคิดเลขดูแล้ว ภาษีที่ต้องเสีย คือ 29,000 บาท นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิด...


ในความเป็นจริง สมมติคุณเก็บออม 10% ของรายได้ และนำเงินส่วนที่เหลือ 600000 - 29000 - 60000 = 511,000 บาท ไปจับจ่ายใช้สอย เงินที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเรานั้น ส่วนมากจะถูกหัก "ภาษีมูลค่าเพิ่ม" หรือ VAT (Value Added Tax) เอาไว้ส่วนหนึ่ง การควักเงินซื้อสินค้าราคา 107 บาท จึงเป็นค่าสินค้าเพียง 100 บาท ส่วนอีก 7 บาท ก็คือ VAT


เมื่อเทียบบัญญัติไตรยางศ์ เงินที่เราใช้จ่ายทั้งปี 511,000 บาท จึงระเหยกลายเป็น VAT ไป 33,430 บาท สรุปก็คือ ในปีหนึ่งๆ คุณจ่ายภาษีทั้งสองประเภทนี้รวมกัน 62,430 บาท!


และข้อสังเกตหนึ่งที่ผมอยากให้ไว้ คือ ยิ่งคุณจับจ่ายมากขึ้นเท่าไหร่ ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะ VAT มันฝังอยู่ในทุกการใช้จ่ายครับ




สูงวัยได้เปรียบ



การกรอกภาษีไม่ใช่เรื่องยาก แต่การกรอกให้ "ถูกต้อง" และ "ได้เงินคืนมากๆ" ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน หากเราเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน และใช้สิทธิลดหย่อนอย่างถูกต้อง สรรพากรท่านก็ไม่ว่าอะไร หลายๆ นโยบายก็เจตนาเปิดช่องไว้สำหรับให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ อย่างในกรณีของผู้สูงอายุเป็นต้น

ผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี ควรทราบว่า ท่านสามารถขอยกเว้นภาษีเพิ่มกรณีผู้สูงอายุได้ 190,000 บาท ถ้ามีบำนาญอย่างเดียว กรอก ภ.ง.ด. 91 ในรายการ "เงินได้ที่ได้รับยกเว้น" ได้เลย แต่ถ้ามีเงินได้ประเภทอื่นด้วย เช่น เงินปันผล ต้องใช้ ภ.ง.ด. 90 ครับ แนะนำให้เริ่มกรอกจาก "ใบแสดงสิทธิ" จะได้ไม่งง ลูกหลานช่วยกรอกให้ก็ยิ่งดี ถ้าตั้งต้นผิดที่ เดี๋ยวจะงงว่าสิทธิยกเว้น 190,000 บาท มันไปกรอกตรงไหน

สมมติท่านมีเงินได้เป็นบำนาญรวม 400,000 บาท ก็กรอกไปในใบแสดงสิทธิ แล้วค่อยเอายอดสุทธิ 400000 - 190000 = 210,000 บาท ไปกรอกต่อใน ภ.ง.ด. 90 ตามปกติ

อันนี้ต้องระวังนะครับ ถ้ากรอกผิดอาจกลายเป็นต้องจ่ายภาษีมากเกินควร





ฐานภาษีต่ำก็ได้เปรียบ



บางครั้งคนที่มีฐานภาษีค่อนข้างต่ำ (เช่น 0% หรือ 5%) จะรู้สึกจ๋อยๆ คิดว่าตัวเองมีรายได้น้อย แต่ในความเป็นจริง คนเหล่านี้ถือว่าอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบเลยทีเดียว เพราะสามารถทำสิ่งที่คนมีรายได้มากทำกันไม่ค่อยได้ นั่นคือ การนำเงินปันผลที่ได้รับจาก "กองทุนรวม" มาขอคืนภาษีครับ

สมมติว่าได้รับเงินปันผล 10,000 บาท ถ้าท่านขี้เกียจ จะยอมจบที่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% หรือ 1,000 บาท ก็ได้ ก็ไม่ต้องยื่นรายการนี้ไปคำนวณภาษีอีก แต่ถ้าท่านขยัน ยอมลำบากเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อย แล้วหันมายื่นคำนวณภาษี เพื่อจ่ายภาษีในอัตราของตัวท่านเอง (สมมติว่าฐานภาษี 5%) ท่านก็จะได้รับเงินคืนภาษีเพิ่ม 500 บาท ถือว่าไม่เลวเลย

ที่สำคัญ ขอให้กรอกให้ถูกต้อง คนจำนวนไม่น้อยหลงไปกรอกเป็นเงินได้มาตรา 40 (4) ทั้งที่อันนั้นเป็นกองทุนรวมในยุคโบราณนานมาแล้วครับ กองทุนรวมที่เราๆ ท่านๆ ลงทุนกัน ส่วนใหญ่แล้วเป็น กองทุนรวมตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ต้องไปกรอกเป็นเงินได้ในมาตรา 40 (8) ต่างหาก



ฐานภาษีต่ำก็เข้าท่าดีเหมือนกันนะ




สลับกันลงทุน



มีเพื่อนของผมคนหนึ่งเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ

ตัวเธอเองมีรายได้สูง จึงซื้อหุ้นในนามคุณพ่อที่เกษียณอายุแล้ว พอถึงสิ้นปีก็ยื่นเครดิตภาษีเงินปันผลและขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ทุกบาททุกสตางค์ ไม่เหลือให้สรรพากรเลยสักเม็ดเดียว (ถ้าเจ้าหน้าที่สรรพากรมาอ่านเจอ อย่าเพิ่งโมโหนะครับ)

ในทางกลับกัน หากเธอซื้อหุ้นในชื่อตัวเอง เงินปันผลเหล่านั้นก็จะต้องถูกรวมคำนวณภาษี ทำให้ฐานภาษีขยับสูงขึ้น หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องยอมทิ้งภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5-6 พันบาทไป

คุณพ่อแม้มีเงินบำนาญ แต่ฐานภาษีก็อยู่ที่ 0% เพราะสามารถขอยกเว้นเงินได้กรณีผู้สูงอายุ 190,000 บาท เงินบำนาญที่เหลือใช้ก็เอาไปซื้อ LTF ในนามลูกสาวซึ่งมีรายได้สูง หักลดหย่อนภาษีได้หลายหมื่นบาท เรียกว่าพ่อลูกทำงานกันเป็นทีม

ใครมีพ่อแม่สูงวัย จะลองใช้วิธี "สลับกันลงทุน" แบบนี้บ้างก็ได้นะครับ





ทำบุญแบบทวีบุญ



หลายคนบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลไปแล้ว มักมีความรู้สึกไม่ดีหากจะนำยอดเงินบริจาคนั้นมาขอลดหย่อนภาษี โดยมากบริจาคไปแล้วก็แล้วกัน หรือบางคนก็กลัวว่าการนำเงินบริจาคมาขอลดหย่อนภาษีจะเป็นการ "ละโมบ" หรือเป็นการทำบุญหวังผล ทำให้ได้บุญลดน้อยลง


ความจริงแล้ว สมมติว่าท่านบริจาคเงิน 1,000 บาท ให้มูลนิธิแห่งหนึ่ง ไม่ว่าท่านจะนำยอดเงินนี้มาขอลดหย่อนภาษีหรือไม่ เงินที่มูลนิธิได้รับก็ยังคงเท่ากับ 1,000 บาทอยู่ดี


ในอีกมุมหนึ่ง สมมติท่านเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ และควักเงินบริจาคเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 บาท แต่ว่าคราวนี้นำยอดบริจาคไปขอลดหย่อนภาษีด้วย หากท่านมีฐานภาษีอยู่ที่ 20% ยอดบริจาคของท่านก็จะช่วยลดภาษีได้ 1200 x 0.20 = 240 บาท หรือเท่ากับว่าท่านควักเงินจริงเพียง 960 บาท ขณะที่มูลนิธิได้รับเงินไปเต็มๆ 1,200 บาท


ลองคิดดูนะครับ ท่านทำบุญตามกำลังเท่าเดิม (อันที่จริงน้อยกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ) แต่มูลนิธิกลับได้เงินไปใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น ผมคิดว่าผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสที่ทางมูลนิธิให้ความช่วยเหลืออยู่น่าจะอนุโมทนาบุญ และไม่มีทางที่พวกเขาจะคิดว่าท่านเป็นคนละโมบได้เลย


ถ้าคนที่บริจาคเงินช่วยกันทำแบบนี้ องค์กรการกุศลต่างๆ น่าจะมีรายได้มากขึ้นไม่น้อยกว่า 10% และเราจะช่วยคนได้มากขึ้น โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว


... และทั้งหมดนี้ก็คือ เรื่องราวของภาษี ซึ่งถ้าท่านไม่รู้ ก็จะต้อง "จ่ายภาษีมหาศาล" แต่เมื่อท่านรู้ ท่านก็จะขอคืนภาษีได้มาก และ "ทำประโยชน์ได้มหาศาล" ครับ