วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

ทวิภพ











ปกติผมไม่ใช่คนที่ชอบดูละคร อาจจะดูบ้างบางเรื่องแต่คงต้องบอกว่าไม่ถึงกับติดชนิดว่ารีบกลับบ้านเพื่อมาดูในทีวีให้ทัน เรียกว่าทันดูก็ดู ไม่ทันก็ไม่ดู และไม่เปิด YouTube เพื่อดูย้อนหลังด้วย เรื่องล่าสุดที่ดูก็คือ “ทวิภพ” ซึ่งจะว่าไปก็ทำเป็นละครหลายรอบแล้ว ทั้งละครทีวีหลังข่าว ละครเพลง และยังเคยเอาไปทำเป็นภาพยนตร์แล้วด้วยซ้ำ


ล่าสุดที่ออกอากาศอยู่ทางช่อง 7 นำแสดงโดยแพนเค้ก เขมนิจ (แสดงเป็นมณีจันทร์หรือแม่มณี) และอ๋อม อรรคพันธ์ (แสดงเป็นหลวงอัครเทพวรากรหรือหลวงเทพ) เนื้อเรื่องยังคงเดิมแต่บทโทรทัศน์ก็มีเปลี่ยนไปตามยุคสมัยบ้าง แต่ฉากหนึ่งที่ทำให้ผมสะดุดใจและเอามาเทียบกับการลงทุนก็คือฉากที่ “แม่มณี” ซึ่งทะลุข้ามกระจกเงาไปโผล่ในยุครัชกาลที่ 5 กำลังโดนคุณหญิงสรเดช เพื่อนสนิทของแม่หลวงเทพ สั่งสอนให้มีกิริยามารยาทสมกับเป็นกุลสตรี


ในละครคุณหญิงสรเดชบอกให้แม่มณีเดินช้าๆ และอย่าเดินลงส้นเท้า ขณะที่แม่มณีเองก็งุ่นง่านบอกว่าเดินช้ามันไม่ทันอย่างที่ใจคิด คือ สมองคิดไปไกลแล้วแต่ต้องมาเดินเนิบนาบ ทำอะไรก็ไม่ทันใจ พานจะเป็นลมซะงั้น


สิ่งสิ่งเดียวกันแต่คนสองคนมองไม่เหมือนกัน


คนหนึ่งเกิดในยุคสมัยเราเห็นว่าการเดินช้าเคลื่อนไหวช้าไม่ทันกิน คนสมัยนี้ต้องว่องไว multitasking แล้ว วิธีไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์ ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ได้งานก็แล้วกัน ส่วนคนที่เกิดในยุค ร.๕ ก็บอกว่าใครๆ เขาก็เดินกันแบบนี้ เดินช้ามีสติ ทำอะไรก็มีเวลาคิดไม่ทำผิดพลาด


สังเกตว่าทั้งสองคนต่างมี “biasness” ที่โน้มเข้าหาแนวทางที่ตัวเองคุ้นเคย ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่เรื่องการเดิน การพูด แต่ในเรื่องการลงทุนเองก็เป็นอย่างนี้เช่นเดียวกัน


ผมรู้จักกับนักลงทุนคนหนึ่งที่ลงทุนในแนว “แมงเม่าสามัญ” เขาบอกว่าหนทางเดียวที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้นคือการมี insider หรือรู้ข่าววงใน เราต้องรู้ให้เร็วกว่าคนอื่นและอย่าโลภ เมื่อไหร่ที่ได้กำไรแล้วต้องรีบออกทันที ผมเองเชื่อว่านักเล่นหุ้นจำนวนมากก็มีความคิดเช่นนี้ ในเมื่อคนที่พวกเขารู้จักต่างทำกำไรได้จากแนวทางนี้แล้วมันจะเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร


ขณะเดียวกันผมรู้จักนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ value investment (VI) ที่รอจังหวะซื้อหุ้นในราคาถูก บางครั้งเขาไม่ซื้อหุ้นเลยเป็นเวลาหลายปีเพื่อรอให้ตลาดเกิดภาวะตกต่ำจนนักเล่นหุ้นส่วนมากยอม “สารภาพบาป” และขายหุ้นออกมาทุกราคา เพียงเพื่อที่จะล้างพอร์ตเอาตัวเองออกมาจากตลาดแล้วถือเงินสด(จำนวนน้อยนิดเท่าที่ยังเหลืออยู่)ไว้ หุ้นที่นักลงทุน VI คนนี้ถือจึงมีต้นทุนต่ำมาก จวบจนเมื่อตลาดฟื้นกลับมาเขาก็ทำกำไรได้มหาศาลเพราะเขาเข้าซื้อโดยมีส่วนต่างเพื่อความปลอดภัยหรือ margin of safety นักลงทุนคนนี้เองก็เชื่อว่านี่เป็นแนวทางที่เยี่ยมยอด


ทั้งสองคนเคยเห็นและอาจจะเคยได้กำไรมหาศาลจากแนวทางที่ตัวเองเชื่อมั่น ต่างคนต่างมีความเอนเอียงที่จะสนับสนุนแนวทางที่ตนเองเชื่อ


ทุกสิ่งจะเป็นอย่างที่มันเป็น ไม่ว่าคุณจะเชื่ออย่างไร


ความเอนเอียง (biasness) ของเราไม่ช่วยอะไร หากเรามีประสบการณ์เลวร้ายจากตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเคย “เจ๊งหุ้น” ด้วยตัวเอง มีเพื่อนขาดทุนย่อยยับจากหุ้นเล่าให้ฟัง หรือได้ยินข่าวคนโดดตึกเพราะเล่นหุ้นแล้วหมดตัว ความเชื่อความคิดเหล่านั้นไม่ได้มีผลอะไรต่อหุ้นหรือบริษัทเลย ถ้าบริษัทดำเนินกิจการดีก็ย่อมมีกำไรและจะสะท้อนไปในราคาหุ้นไม่ช้าก็เร็ว


ความสำเร็จในตลาดหุ้นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเอนเอียงไปทางไหน แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจโลกความจริงหรือไม่ หากเราสามารถจำแนกบริษัทดีๆ ออกจากบริษัทปานกลางหรือแย่ และซื้อหุ้นของมันได้ในราคาที่ไม่แพงโดยไม่หวั่นไหวไปกับคำพูดของ “กูรู” เก๊ๆ รายใดที่พยายามจะบอกเล่า biasness ของตนเองและชักจูงให้เราเชื่อตามไปด้วย แน่นอนว่าเราจะกระโดดขึ้นมาเป็นนักลงทุนแถวหน้าได้อย่างแน่นอน


ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การตัด biasness ออก ไม่ว่าจะเป็นของเราหรือของใคร และลงทุนจากสิ่งที่เป็นจริง ผมจึงเน้นเสมอถึงปรัชญาการลงทุน (investment philosophy) ซึ่งจะสะท้อนสิ่งที่เป็นจริงออกมา และเมื่อเราลงทุนตามปรัชญาอย่างเคร่งครัดก็จะประสบความสำเร็จ


บทสรุป Antonio's นักลงทุนไม่ได้ต่างไปจากแม่มณีและคุณหญิงสรเดช ซึ่งต่างคนต่างมองคนละด้านและต่างก็พยายามมองจากมุมที่ตนเองเชื่อ จึงไม่มีใครมองเห็นในมุมของอีกฝ่ายหนึ่ง ความเอนเอียงที่เกิดขึ้นไม่ได้ช่วยให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจเราแต่อย่างใด และเมื่อไหร่ที่ทั้งสองฝ่าย “เห็น” อย่างที่มัน “เป็น” ทั้งสองฝ่ายก็จะเห็นในสิ่งเดียวกัน เช่นเดียวกับนักลงทุนหลายกลุ่มที่เชื่อมั่นไปคนละทิศละทางสุดแต่ biasness ของตน แต่ว่าตลาด(หรือหุ้น)มีเพียงทิศเดียวที่มันจะมุ่งไป และนั่นคือความเป็นจริง

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

เม็ดบัวไข่ 1

ได้ฟังชื่อก็อยากกินซะแล้ว... ใครที่เป็นลูกหลานคนจีน ผมเชื่อว่าน่าจะมีโอกาสได้กินขนมไหว้พระจันทร์ หรือบางทีคนไทยเองไม่ได้ไหว้แต่ก็ซื้อมากินเหมือนกัน


สมัยเด็กๆ แม่ผมจะซื้อขนมไหว้พระจันทร์มาให้ทานอยู่เสมอ แต่ก่อนนั้นไม่ได้มีไส้ให้เลือกมากเหมือนกับสมัยนี้ หลักๆ ก็จะเป็นไส้เม็ดบัว ไส้โหงวยิ้ง หรือไส้ทุเรียน ซึ่งอาจจะมีไข่หรือไม่มีไข่ก็ตาม แต่ปัจจุบันนี้มีไส้แปลกๆ โผล่มาเยอะแยะ เช่น ไส้แปดเซียน ไส้ชาเขียว ไส้แคลิฟอร์เนีย ฯลฯ แต่ว่ากันตามตรงผมคิดว่าอร่อยที่สุดน่าจะเป็นตัวพื้นๆ อย่างไส้เม็ดบัวนี่แหละ


โดยปกติแม่จะซื้อขนมไหว้พระจันทร์เจ้าอร่อยไส้เม็ดบัวไข่ 1 มาให้ผม แต่ไม่ว่าจะไส้อะไรก็ตามที คนที่กินจะทราบดีว่าถ้าเป็นแบบไข่ 1 บางทีไข่แดงมันไม่อยู่ตรงกลาง ผ่าแล้วบางชิ้นบางเสี้ยวไม่เจอไข่ ขณะที่บางชิ้นไข่เยอะแยะเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งไม่ทราบว่านึกอยากจะลองหรือเผลอยังไงแม่ซื้อเม็ดบัว "ไข่ 2" มาให้ ก็นึกดีใจว่าคราวนี้ผ่ายังไงก็ต้องเจอไข่แดงแน่ๆ ปรากฏว่าผ่าแล้วเจอไข่จริงๆ ครับ แต่กลายเป็นว่าบางชิ้นมีแต่ไข่แดงเบียดจนเนื้อขนมไหว้พระจันทร์เหลือนิดเดียว กินแล้วก็ไม่ค่อยสมดุล รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเอาใจยากเหมือนกัน คนซื้อเองก็บ่นว่าไข่เยอะเกินไป ไม่อร่อย



ในทางกลับกันบางคราวพวกไข่ 1 ไข่ 2 เกิดหมดก็ต้องซื้อขนมไหว้พระจันทร์แบบไม่มีไข่ ...มันก็ไม่อร่อยอีกแหละ รู้สึกโล้นๆ ฝืดคอ กลายเป็นว่าไม่มีความพอดี หลังๆ จึงแทบจะเป็นกฎเหล็กว่าถ้าจะซื้อต้องเป็น "เม็ดบัวไข่ 1" เท่านั้น



ผมนึกดูแล้วก็เอาไปเปรียบเทียบกับการลงทุนในหุ้นครับ หลายคนชอบเล่นหุ้นแบบลุ้นใจหายใจคว่ำ บางคราวก็กระโดดเกาะรถไฟด้วยกลัวว่าจะตกขบวน แต่ก็ใจสู้นะครับ ไปผิดทางก็ไม่มีถอย ไม่มีการ cut loss หุ้นขึ้นก็ดีใจได้ความสนุกสนานไป ผมมองว่านี่คือ "ไข่แดง" ที่อยู่ในขนมไหว้พระจันทร์ ครับ



เนื้อขนมไหว้พระจันทร์คือผลตอบแทนจากการลงทุน ส่วนไข่แดงก็คือ ความสนุกที่ได้จากการลุ้นในระยะสั้น



ไข่แดงมากก็เบียดเนื้อขนม ไข่แดงน้อยก็ไม่อร่อย



เรารู้อยู่แล้วว่าการลงทุนแนวน่าเบื่อๆ แบบเน้นคุณค่าหรือ value investment (VI) ทำให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กลายเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก และทำให้ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กลายเป็น idol ของนักลงทุนรุ่นใหม่หลายต่อหลายคน แต่คนส่วนมากก็ไม่อยากกินขนมไหว้พระจันทร์โล้นๆ ที่ไม่มีไข่ (ลงทุนให้รวย แต่อดสนุกเพราะไม่ได้ลุ้นหุ้นรายวัน) บางคนอดทนรอไม่ได้ พอเห็นหุ้นขยับก็อยากจะขยับตัวตาม ทั้งที่รู้ว่าเป็น VI ต้องอดทนรอแต่ใจมันรอไม่ไหว



ในเมื่อมันทนไม่ไหวก็ขออัดเต็มๆ ซื้อขายหุ้นแทบทุกวัน เผลอๆ ซื้อเช้าขายเย็นด้วยซ้ำ เก็งถูกบ้างผิดบ้างแต่ขอให้ได้ลุ้น ถ้าเป็นขนมไหว้พระจันทร์ผมยกให้เป็นเม็ดบัวไข่ 2 เลย ผ่าออกมาหาเนื้อขนมไม่ค่อยเจอ (ผลตอบแทนแย่เพราะเก็งผิดทางบ้าง ไม่ยอม cut loss บ้าง เสียไปกับค่าคอมมิชชั่นบ้าง) คิดว่าไข่เยอะแล้วจะอร่อย แต่ออกมาไม่อร่อยครับ เพราะไม่มีผลตอบแทนให้กิน



ผมเองก็เลยคิดว่าเดินสายกลางก็น่าจะไม่เลวสำหรับคนที่ไม่ชอบอดทนรอนานๆ ก็วิเคราะห์และซื้อหุ้นตามแนวทางของ VI เพียงแต่เหลือเงินติดตัวไว้บ้าง เผื่อหุ้นลงจะได้ซื้อเพิ่มอีก และเมื่อหุ้นขึ้นได้ระยะหนึ่งก็ขายทำกำไรออกมาบ้าง นัยว่าเอามาลดต้นทุนของหุ้นในส่วนที่ยังไม่ขาย



แนวคิดนี้อาจไม่เหมือนกับแนวคิดแบบ "ตีแตก" ของ ดร.นิเวศน์ ที่ให้อดทนรอจนได้จังหวะแล้วก็ซัดให้เต็มแรง แต่แนวคิดนี้ช่วยประนีประนอมระหว่างผลตอบแทนและความสนุก เพราะถ้าเป็นคนชอบความสนุก ชอบการเคลื่อนไหวลงทุนแล้วเกิดเบื่อก็จะเลิกไปเสียก่อน ก็แนะนำให้กิน "เม็ดบัวไข่ 1" นี่แหละ แต่ถ้าใครไม่ห่วงเรื่องสนุกก็ยินดีด้วยครับ คุณเยี่ยมมาก



อ้อ ในภาพประกอบเป็นขนมไหว้พระจันทร์ของ S&P นะครับ คนละเจ้ากับที่แม่ผมซื้อให้กินสมัยก่อน แต่ก็อร่อยเหมือนกัน

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เล่นหุ้น... อย่ารอให้ "เจ็บและชินไปเอง"

วันก่อนผมได้ดูมิวสิควิดีโอของ ETC ที่ได้ศิลปินระดับอินเตอร์อย่างนิชคุณมาร่วมแสดงด้วย

“...และมันจะไม่มีใครทำฉันให้ดีอย่างเดิม
เมื่อความปวดร้าวครั้งนั้น ก็ยังวนเวียนอยู่ทุกๆวันที่มี
และเมื่อเวลาไม่เคยจะช่วยอะไร ให้ฉันลืมเธอสักที
ก็ต้องทำใจว่าจากนี้ ฉันคงคุ้นเคยความเจ็บและชินไปเอง”

คงจะเคยได้ยินเพลงนี้กันมาบ้างนะครับ แต่นอกเหนือจากความสุนทรีย์ที่ได้จากการฟังเพลงแล้ว ผมยังได้แง่คิดดีๆ เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นมาฝากกันด้วย

แมงเม่าคุยกัน

บ่อยครั้งเหลือเกินที่ผมได้พบปะกับคนเล่นหุ้น แล้วนักเล่นหุ้นเหล่านั้นก็จะจับกลุ่มคุยกันซึ่งก็มักจะไม่พ้นเรื่องหุ้น ในยามที่ตลาดสดใสเราอาจได้ยินนักลงทุนคุยโม้โอ้อวดกันว่าได้กำไรหุ้นตัวนั้นตัวนี้ แต่เมื่อไหร่ที่ตลาดเป็นขาลงเรื่องราวก็จะเปลี่ยนไปเป็นการปรับทุกข์แทน หากเงี่ยหูฟังแล้วได้ยินเรื่องในลักษณะ "อะไร" เช่น แต่ละคนซื้อหุ้นอะไรมา ขายไปหรือยัง ได้กำไรเท่าไหร่ แล้วก็หมกมุ่นอยู่กับเรื่องกำไรขาดทุน เงินๆ ทองๆ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ากลุ่มนี้น่าจะเป็นพวกแมงเม่า แต่ถ้าเงี่ยหูฟังแล้วได้ยินเรื่อง "ทำไม" เช่น ทำไมถึงสนใจหุ้นตัวนี้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบอย่างไร หุ้นตัวนี้มีจุดได้เปรียบที่ยั่งยืนหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องเชิงคุณภาพ ผมว่ากลุ่มนี้น่าจะ advance กว่าแมงเม่าไปแล้ว

หัวข้อสำคัญอย่างหนึ่งเวลาแมงเม่าคุยกัน คือ ใครเจ็บปวดมาจากตลาดหุ้น และเจ็บมาในรูปแบบไหนกันบ้าง บางคนซื้อควาย (ซื้อแล้วหุ้นลง) บางคนขายหมู (ขายแล้วหุ้นขึ้น) บางคนติดดอยไม่ยอม cut loss บางคนเล่นอนุพันธ์แล้วโดนเรียกมาร์จิ้น เป็นต้น ที่ตลกก็คือส่วนมากมักจะแข่งกันว่าใครเคยเจ็บหนักมากกว่ากัน (ทั้งที่ไม่เห็นจะเป็นเรื่องน่าภูมิใจตรงไหน) และที่เขามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์นั้นก็ไม่ใช่เพื่อหาทางแก้ไข แต่คล้ายกับมาหาเพื่อนร่วมชะตากรรมและคอยแสดงความห่วงใยปลอบใจกันมากกว่า

แต่นี่เองที่ผมเห็นว่าเป็นอันตราย

ทัศนคติที่ว่าความเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อเหล่าแมงเม่าได้ยินได้ฟังเรื่องเจ็บตัวของกันและกัน พวกเขาจะเริ่มคิดว่าการทำผิดพลาดและความเจ็บปวดในตลาดนั้นเป็นของธรรมดา มันเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็เป็น ราวกับเป็นสัจธรรมสำหรับนักเล่นหุ้นและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ พวกเขาจึงไม่คิดหาทางแก้ไขจนในที่สุดก็ "เจ็บและชินไปเอง" แล้วเมื่อไหร่ที่โชคกลับมาเข้าข้าง พวกเขาก็จะกลับมายืดได้อีกครั้งหนึ่ง

ความจริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องของโชค นักเทรดที่เก่งๆ จะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี โชคดีโชคร้ายมีส่วนบ้างในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมันก็คือวิทยาศาสตร์ดีๆ นี่เอง ถ้าเราเทรดหุ้น 2 -3 ครั้ง ผลลัพธ์คงยากจะคาดเดา แต่ถ้าเราเทรดหุ้น 200 - 300 ครั้งอย่างมีหลักการและคงเส้นคงวา ผลลัพธ์ที่ได้คือค่าเฉลี่ย และค่าเฉลี่ยคือสิ่งที่คาดหวังได้ ไม่เกี่ยวข้องกับโชคหรือดวง

นักเทรดที่เก่งๆ เองก็มีขาดทุนเป็นครั้งคราวบ้างเหมือนกัน แต่มันเป็นการขาดทุนชั่วคราวและอยู่ในกรอบที่เขาวางไว้ เขารู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะต้องเจอประมาณนี้ เขารู้ค่าเฉลี่ยในระยะยาวที่เขาจะได้รับ นี่คือสิ่งที่แยก "มือโปร" และ "แมงเม่า" ออกจากกัน แมงเม่าอาจจะขาดทุนเหมือนกัน แต่พวกเขาตอบสนองไม่เหมือนกับที่มือโปรทำและเขาก็ไม่ได้ทำอย่างคงเส้นคงวาด้วย เพราะการขาดทุนไม่ใช่สิ่งที่แมงเม่าคาดหวังไว้

ในขณะที่แมงเม่านอนคอยฝันหวานถึงผลกำไร มือโปรจะคอยระแวดระวังเตรียมรับมือกับทั้งกำไรและขาดทุน

สำหรับพวกมือโปรแล้วการเจ็บปวดเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข เพราะถ้ามีความเจ็บปวดเกิดขึ้นแสดงว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างผิดพลาด การปล่อยให้เจ็บซ้ำซากเป็นการบอกอ้อมๆ ว่ามีความผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และเขาจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเอง "เคยชิน" กับความผิดพลาดเหล่านี้ จะว่าไปพวกมือโปรนี้เหมือนนักมวยอึดๆ โดยต่อยแล้วเก็บอาการ แต่เมื่อไหร่เจ็บจริงๆ ก็แสดงว่ามาผิดแผนและก็ต้องปรับแผนกันต่อไป

พยายามเอาอย่างมือโปรกันนะครับ อย่าทำตามอย่างเนื้อเพลงท่อนสุดท้าย "...ฉันคงคุ้นเคยความเจ็บและชินไปเอง" เพราะนั่นคือการลงทะเบียนเป็นแมงเม่าถาวรครับ

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ปรับเพิ่มหลักประกัน สัญญาณเตือนจากตลาดอนุพันธ์

วันนี้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์พบข่าวใหญ่สำหรับมืออนุพันธ์ทั้งหลายครับ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป ทางสำนักหักบัญชี หรือ TCH (Thailand Clearing House) จะปรับอัตราหลักประกันหรือที่เราเรียกกันว่า "มาร์จิ้น" ใหม่แล้ว

หลักๆ ก็จะเป็นการปรับเพิ่ม ยกเว้นก็แต่ฟิวเจอร์สโลหะเงินซึ่งมีการปรับลง ซึ่งอัตราล่าสุดจะเป็นดังนี้


  • SET50 futures จากเดิมวางมาร์จิ้น 38,000 บาทต่อ 1 สัญญา ปรับเพิ่มเป็น 53,200 บาท

  • Gold futures ขนาดสัญญา 50 บาท จากเดิม 47,500 บาทต่อสัญญา ปรับเพิ่มเป็น 62,700 บาท

  • Gold futures ขนาดสัญญา 10 บาท จากเดิม 9,500 บาทต่อสัญญา ปรับเพิ่มเป็น 12,540 บาท

  • Silver futures จากเดิม 29,450 บาทต่อสัญญา ปรับลดเป็น 21,850 บาท

หลายคนเข้าใจว่าตลาดอนุพันธ์หรือ TFEX เป็นคนปรับเพิ่มหลักประกัน (มาร์จิ้น) แต่ที่จริงแล้ว TCH เป็นคนคำนวณและปรับเพิ่มมาร์จิ้นนะครับ
ในการซื้อขายฟิวเจอร์สนั้น TCH รับหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อตัวจริงและผู้ขายตัวจริง โดย TCH เป็นคนออกหน้ารับแทนในกรณีที่มีฝ่ายใดเบี้ยวเงิน การที่ TCH ทำอย่างนี้ได้ก็เพราะว่าเขาบังคับให้ผู้ซื้อและผู้ขายวางเงินไว้เป็นหลักประกันส่วนหนึ่ง อย่างที่เราเรียกว่าวางมาร์จิ้นนั่นแหละ

ยกตัวอย่าง SET50 futures เดิมที TCH เห็นว่าให้วางมาร์จิ้นตั้งต้นไว้ 38,000 บาทก็พอ แล้วพอสิ้นวันก็มีการชำระราคาหรือ mark to market ถ้าหลักประกันของใครลดลงต่ำเกินไป TCH ก็จะให้รีบเอาเงินมาวางเพิ่ม (ปัจจุบันถ้าต่ำกว่า 26,600 บาทก็จะโดนเรียกครับ)

สังเกตว่าใครมีมาร์จิ้นเหลืออยู่ 26,600 บาทจะยังไม่โดนเรียก แต่อย่างที่เราเห็นๆ กัน ตลาดหุ้นทุกวันนี้ผันผวนมาก โอกาสที่ดัชนี SET50 จะเคลื่อนไหว 20 กว่าจุดนั้นมีมากทีเดียว ทีนี้เกิดตลาดวิ่งแรงๆ ซัก 30 จุด (คิดเป็นเงิน 30 x 1,000 = 30,000 บาท) แล้วมีคนเบี้ยวไม่ยอมเติมเงิน TCH ก็จะต้องควักเงินออกแทนให้ 3,400 บาท เจออย่างนี้ซัก3 พันสัญญาก็ร่วมๆ สิบล้านบาทแล้วนะครับ เมื่อเห็นความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เขาก็เลยขอเรียกหลักประกันเพิ่มซะหน่อย นักลงทุนก็ต้องพยายามเข้าใจ

ในภาวะที่ตลาดตกต่ำ สำนักหักบัญชีมักผ่อนปรนลดมาร์จิ้นลง เพราะเมื่อตลาดตกมาถึงจุดหนึ่งความผันผวนก็จะน้อยลง ตัวดัชนีเองก็ไม่ได้วิ่งแรงมากแล้ว สมมติดัชนีอยู่ที่ 300 จุด ต่อให้ตลาดวิ่งขึ้น 5% มันก็แค่ 15 จุดเท่านั้น (คิดเป็นเงิน 15 x 1,000 = 15,000 บาท) แต่ถ้าเป็นช่วงที่ดัชนีอยู่ที่ 800 จุด ตลาดวิ่งขึ้น 5% จะคิดเป็น 40 จุดเลยทีเดียว (คิดเป็นเงิน 40 x 1,000 = 40,000 บาท) จะเห็นว่าแม้ตลาดวิ่ง 5% เหมือนกัน แต่ความเสี่ยงที่เป็นตัวเงินของ TCH ไม่เท่ากัน

ในมุมของนักลงทุนการวางมาร์จิ้นด้วยจำนวนเงินที่สูงกว่าก็ทำให้อัตราผลตอบแทนลดลง ตัวอย่างเช่น เราได้กำไรจาก SET50 futures มา 10 จุด หรือ 10,000 บาท หากเราวางมาร์จิ้น 38,000 บาท กำไรนี้จะคิดเป็น 10000 / 38000 = 26.3% แต่เมื่อมาร์จิ้นปรับเพิ่มเป็น 53,200 บาท กำไรนี้จะลดลงเหลือ 10000 / 53200 = 18.8% อย่างไรก็ตาม ผมแนะนำว่านักลงทุนควรวางมาร์จิ้นไว้อย่างน้อย 2 เท่าของหลักประกันตั้งต้นนะครับ

ที่ผ่านมาถ้าจำไม่ผิด SET50 futures เปิดตัวมาพร้อมมาร์จิ้น 45,600 บาท ก่อนที่จะเจอวิกฤติซับไพร์ม หุ้นตกระเนระนาดจนต้องลดมาร์จิ้นลงมาเหลือ 38,000 บาท ในเวลานั้นผมก็ป่าวประกาศบอกเพื่อนๆ ของผมว่า "นี่เป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยงน้อย และเป็นเวลาที่ควรซื้อหุ้น" จำได้ว่าเพื่อนก็ทำท่าตื่นเต้นแต่ไม่เห็นมีใครทำตามซักคน

ถึงตอนนี้หุ้นขึ้นมามากแล้ว TCH ปรับเพิ่มมาร์จิ้นจาก 38,000 บาทไปเป็น 53,200 บาท ผมคงต้องบอกว่า "นี่เป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยงมาก ใครจะซื้อหุ้นตอนนี้ให้ระวังไว้"

...ดูซิว่าจะมีใครเชื่อบ้างครับ!!

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เครดิตอเมริกา - ทองคำ - หุ้นไทย


เชื่อว่าในแวดวงธุรกิจการเงินช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีเรื่องใดรุนแรงเท่ากับการที่สหรัฐอเมริกาถูกปรับลดเครดิต ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งติดจรวดและหุ้นตกแทบถล่มทลายในเวลาต่อมา

เล่าย้อนให้ฟังนิดนึงครับ นักลงทุนต่างชาติเนี่ยเป็นพวกที่มีเงินเยอะ เขาชอบลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร แต่ด้วยความที่ตลาดมันใหญ่เขาก็จะไม่รู้ว่าแต่ละบริษัทมันดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็เลยมีใครบางคน...โผล่เข้ามารับหน้า โดยรวบรวมข้อมูลของบริษัทต่างๆ แล้ววิเคราะห์ออกมาเป็นฉากๆ ว่าบริษัทนี้เครดิตดี บริษัทนี้เครดิตแย่ ว่าแล้วก็จัดเรียงลำดับเสียด้วยเลยว่าใครเจ๋งกว่าใคร

ใครบางคนที่ว่านี่ก็คือพวกบริษัทจัดอันดับเครดิตนั่นเอง

บริษัทจัดอันดับเครดิตในต่างประเทศที่ใหญ่ๆ ก็มีอยู่ 3 เจ้า คือ S&P (เอส แอนด์ พี ...ไม่ใช่ร้านอาหารนะครับ อันนั้นผมกินบ่อย) Moody's (มูดี้ส์) และ Fitch (ฟิทช์) แล้วนอกจากจัดอันดับให้กับบริษัทเอกชนแล้วเขายังจัดอันดับให้กับแต่ละประเทศอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกาย่อมได้รับอันดับเครดิตที่แจ๋วที่สุด นั่นคือ ทริปเปิ้ลเอ หรือ AAA

แย่หน่อยครับ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอเมริกาโดนลดอันดับจาก AAA ซึ่งถือว่าเจ๋งที่สุดลงมาเหลือ AA+ ซึ่งเป็นอันดับที่ดีรองลงมา เรียกว่าห่างชั้นกันปิ๊ดเดียว แต่ว่าก็ว่าเถอะ ดีแค่ไหนแต่ได้ชื่อว่าโดนลดอันดับก็เสียขวัญกันยกใหญ่ นักลงทุนทั่วโลกต่างคิดกันว่าเศรษฐกิจอเมริกาแย่แล้ว ก็เลยไม่มีใครอยากลงทุนในอเมริกา สิ่งที่เขาทำกันก็คือ ขาย ขาย ขาย อะไรก็ตามที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ ขายหมด ขายหุ้น ขายพันธบัตร แล้วโยกเงินไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า

สินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าดอลลาร์ในตอนนี้ก็คือทองคำนั่นเอง คนเรารู้จักทองคำมานับพันปีแล้ว ต่อให้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เห็นทองคำปุ๊บก็ตาโตอยากได้ การถือทองคำจึงการันตีได้ว่าไม่มีทางสูญค่าแน่นอน (แต่จะมีราคาเท่าไหร่ค่อยว่ากันอีกที)

การที่คนเปลี่ยนมาถือครองทองคำส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นจนเกิดปรากฏการณ์ตื่นทอง ชนิดที่ว่าร้านทองต้องออกใบจองให้แล้วให้ผู้ซื้อมารับทองคำในสัปดาห์ถัดไป ส่วนฟิวเจอร์สทองคำก็มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นแบบพุ่งพรวด ความจริงผมคิดว่าฝรั่งเขาซื้อทองเพราะกลัววิกฤติเศรษฐกิจและต้องการโยกเงิน แต่คนไทยซื้อทองคำเพราะเห็นว่าราคามันวิ่งดี (ฮ่าๆ) ไม่ใช่ว่าตกใจกลัววิกฤติอะไรหรอก

นอกจากเรื่องตื่นทองแล้ว นักลงทุนในบ้านเราเห็นฝรั่งเทขายหุ้นที่ต่างประเทศก็ตกใจ พลอยเทขายหุ้นไทยกะเค้าด้วย ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยแต่ว่าเป็นกันทั่วโลก ต่อจากนี้คงต้องจับตาดูว่าตลาดหุ้นจะยังลงไปถึงไหน แต่ตามทัศนะของผม หุ้นไทยจำนวนมากไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง หากราคาหุ้นลงมามากๆ จริงก็เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจครับ

ในตอนวิกฤติฟองสบู่มันมีคนเจ๊ง เบี้ยวหนี้ สถาบันการเงินปิด ในตอนวิกฤติซับไพร์ม สถาบันการเงินเจ๊งเป็นลูกโซ่ แต่ในการ downgrade สหรัฐอเมริกาตอนนี้ยังไม่มีใครเจ๊ง สถานภาพการคลังของอเมริกาก็ยังคงดีเท่าเดิม (หรือเละเทะเท่าเดิม) ขาดก็แต่ความเชื่อมั่น ถ้าไม่มีอะไรถล่มเพิ่มเติม ตอนนี้เป็นช่วงที่ดีสำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ value investor ครับ

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ราคาหุ้นกับเป้าหมายของผู้บริหาร


แปลกใจหรือเปล่าว่าทำไมช่วงเศรษฐกิจตกต่ำราคาหุ้นถึงได้ดิ่งเอาๆ และทำไมช่วงเศรษฐกิจเติบโตราคาหุ้นถึงได้พุ่งเอาๆ ไม่ได้ขยับแบบค่อยเป็นค่อยไป

เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ในภาวะปกติธุรกิจจะดำเนินและเติบโตไปเรื่อยๆ ราคาหุ้นก็จะขยับขึ้นลงบ้างในระยะสั้นตามสภาพตลาดหุ้นแต่มองยาวๆ แล้วค่อนไปทางบวก ช่วงปกตินี้อาจกินระยะเวลานานหรือสั้นก็ได้

ขาลง



เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นไม่ว่าต้นตอจะเป็นภาคอสังหาฯ ภาคการเงินธนาคาร การโจมตีค่าเงิน หรืออะไรก็ตามที วิกฤติที่เกิดขึ้นในช่วงแรกนี้ผู้คนจะยังไม่รู้สึกตัว แม้แต่ผู้บริหารบริษัทก็ตาม ดังนั้นพวกเขาจะตั้งเป้าหมายของบริษัทไปในทางบวก เช่นว่า ยอดขายรายไตรมาสจะเติบโตได้ 10% หรือส่วนแบ่งตลาดจะเพิ่มขึ้นอีก 5% เมื่อผลออกมาต่ำกว่าเป้า พวกเขาก็ยังคิดว่ามันเป็นเรื่องชั่วคราวและบริษัทยังสามารถตีตื้นกลับมาได้

เวลาผ่านไปวิกฤติเริ่มชัดเจนขึ้น บริษัททำผลงานได้ต่ำกว่าเป้าหมายมาโดยตลอด และทุกครั้งที่ผลประกอบการออกมาแย่นักลงทุนก็จะเทขายหุ้นทำให้หุ้นตก นักลงทุนที่พยายามเข้าช้อนซื้อหุ้นก็พบว่ายิ่งซื้อหุ้นก็ยิ่งตก เพราะบริษัททำผลงานได้ห่วยกว่าเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง จนสุดท้ายทุกคนก้มหน้ายอมรับว่าวิกฤติเกิดขึ้นแล้ว และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เศรษฐกิจถึงจะฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง

ในกลางช่วงภาวะวิกฤติ ผู้บริหารบริษัทมีความระมัดระวังตัวมากขึ้น เวลาตั้งเป้าหมายก็จะรอบคอบมักน้อยเป็นปกติวิสัย ช่วงนี้บริษัทเริ่มทำผลงานได้ตามเป้าหมาย แต่ก็เป็นผลงานที่ยังไม่ดีนัก



ขาขึ้น


จวบจนเมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ธุรกิจกลับฟื้นตัวได้อีกครั้ง ทว่าผู้บริหารยังคงมีทัศนคติที่ระมัดระวังตัวเช่นเคย จึงวางเป้าหมายในลักษณะมักน้อย (ความจริงใครๆ ต่างก็ยังไม่คิดว่าเศรษฐกิจกำลังจะฟื้น)

ในสถานการณ์เช่นนี้บริษัททำผลงานได้ดีขึ้นและสามารถทำได้เกินเป้าหมาย และอีกเช่นเคยผู้บริหารที่เปี่ยมล้นด้วยความระแวดระวังยังไม่ยอมขยับเป้าหมายให้สูงขึ้นมากๆ พวกเขายังคงวางเป้าหมายมักน้อยต่อไป จนเมื่อบริษัท "ทะลุเป้า" ได้อย่างชัดเจน นักลงทุนเริ่มตื่นตัวและเข้าซื้อ ตลาดหุ้นเริ่มกลับมาคึกคัก

ผู้บริหารเริ่มมีกำลังใจและห้าวหาญขึ้น จึงขยับเป้าหมายขึ้นช้าๆ แต่บริษัทก็ยังทำได้ดีกว่านั้นมาก ราคาหุ้นจึงพุ่งไม่หยุด ผู้บริหารชักหลงตัวเองแล้วว่าตูบริหารเก่งนี่หว่า เลยตั้งเป้าหมายสูงลิ่ว...

บริษัทเริ่มหดลงมาจาก "ทะลุเป้า" เหลือแค่ "ได้ตามเป้า" ราคาหุ้นย่อตัวลงและเข้าสู่ภาวะ sideway จวบจนวิกฤติกลับมาเยื่อนอีกครั้ง วนเวียนกันไปไม่รู้จบ


ข้อสังเกต


จริงอยู่ว่าวัฏจักรเศรษฐกิจเป็นตัวหลักที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นหรือลง แต่เป้าหมายของผู้บริหารก็เป็น "ตัวเร่ง" ที่ทำให้ราคาหุ้นวิ่งเป็นรถไฟเหาะตีลังกา และผมสังเกตว่าเป้าหมายของผู้บริหารนี้มักจะล้าหลังสภาพเศรษฐกิจอยู่เสมอๆ ดังนั้นใครก็ตามที่พยายามยึดเอาทัศนะของผู้บริหารมาประกอบการซื้อขายหุ้นจะต้องระวังในจุดนี้ด้วย

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ลูกไล่


ผมดูทีวีเห็นผู้ดำเนินรายการข่าวท่านหนึ่งที่ "ใครๆ" ก็น่าจะคุ้นชื่อ เพราะเขาดังคับฟ้าเมืองไทย ซึ่งเมื่อผ่านการคิดนู่นคิดนี่ของผมแล้วเห็นว่ามันเชื่อมโยงมาหาแนวคิดทาง marketing และวิถีชีวิตของเราๆ ท่านๆ ได้อย่างน่าสนใจ เลยขอยกมาว่ากันสักหน่อย

สมมติว่าผู้ดำเนินรายการข่าวท่านนี้ชื่อ "คุณต้อน" แล้วกันนะครับ คุณต้อนเป็นคนที่มีความสามารถในการนำเสนอข่าวและดึงความสนใจจากผู้ชมทางทีวี ความนิยมของคุณต้อนจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เรื่องไหนที่เขาหยิบยกขึ้นมาจะได้รับความสนใจจากสื่ออื่นตามไปด้วย หลายครั้งมีคดีที่ทำท่าจะถูกดองเพราะไปเหยียบเท้าคนใหญ่คนโต แต่พอคุณต้อนยกขึ้นมาตีข่าวปุ๊บ คดีที่เคยรอๆ ก็วิ่งจู๊ดทันใจในพริบตาเดียวและความยุติธรรมก็บังเกิด...

ทว่ามีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียเช่นกัน แนวทาง "ถึงลูกถึงคน" ของคุณต้อน ไม่ใช่แค่เพียงไล่ต้อนผู้ถูกสัมภาษณ์จนสะใจคนดูเท่านั้น แต่ยังมีการดุหรือเอ็ดผู้ช่วยของตัวเองกลางรายการ จนทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกเสียหน้าหลายครั้ง หลายคนบอกว่าหลังๆ ไม่ค่อยชอบดูรายการของคุณต้อนแล้วเพราะเยิ่นเย้อ ชอบเล่นข่าวชาวบ้านๆ มากเกินไป และมักปฏิบัติกับผู้ร่วมงานเหมือนกับเป็น "ลูกไล่"

ในความเป็นจริงไม่มีใครอยากเป็นลูกไล่ใคร โดยเฉพาะในสภาพสังคมปัจจุบันที่ทุกคนต่างรู้สึกว่าตัวเองเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ถึงแม้ในการทำงานตามองค์กรต่างๆ ก็เชื่อว่าลูกน้องก็อยากได้รับการปฏิบัติที่ดีจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเช่นกัน ไม่ต้องยกยอปอปั้นเกินจริง ไม่ต้องประเคนเงินรางวัลให้ และอย่ามา "ตบหัวแล้วลูบหลัง" เพราะการสบายหลังไม่ได้ช่วยให้หายเจ็บหัว

ต่อเนื่องมาถึงด้านการตลาด ผมเห็นว่าการตกเป็นลูกไล่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกรณีเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้ากับลูกน้องเท่านั้น แต่ในแง่ของธุรกิจบริการเองบางครั้งบริษัทก็ยอมให้พนักงานของตัวเองตกเป็นลูกไล่ของลูกค้า ด้วยคิดว่าลูกค้าสำคัญที่สุดอย่างที่บางคนบอกว่า "ลูกค้าคือพระเจ้า"

อาจจะจริงอยู่ว่าลูกค้าเป็นแหล่งขุมทรัพย์ของกิจการและเป็นคนที่ทำเงินให้กิจการ แต่ถ้าถามลูกค้าส่วนใหญ่ว่าต้องการให้พนักงานมากราบกรานหรือไม่ ...คำตอบคือ ไม่! โดยเฉพาะถ้าเราทราบว่าการกราบกรานหรือนอบน้อมนั้นมีจุดประสงค์อยู่ที่เงินในกระเป๋าพวกเรา มันไม่จริงใจครับ

สิ่งที่ลูกค้าพึงได้รับคือการปฏิบัติอย่างให้เกียรติตามสมควร ยุติธรรม และจริงใจ แต่ไม่จำเป็นต้องมาสปอยล์จนกลายเป็นว่า "ถ้าชั้นอยากได้ต้องได้ ถึงชั้นจะผิดหรือเหยียดหยามแกแค่ไหนก็ต้องยอมชั้นเพราะว่าชั้นเป็นลูกค้า"

ผมเชื่อว่ากิจการใดเอาใจใส่แต่เฉพาะด้านลูกค้าและละเลยลูกจ้างของตัวเอง ลูกจ้างจะตกอยู่ในฐานะ "ลูกไล่" แต่ตอบโต้หรือระบายออกไปไม่ได้ สุดท้ายเขาก็ไม่อยู่กับบริษัทนี้ สิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการคือทำอย่างไรจึงจะรักษาสมดุลไว้ให้ได้ อย่าลืมว่าถ้ามีแต่ลูกค้า ไม่มีพนักงาน หรือมีแต่พนักงานที่ไม่มีความสุข แล้วคุณจะขายของได้อย่างไร

สุดท้ายแล้วคุณจะเหลือแต่พนักงานเฮงซวย ไว้คอยบริการลูกค้าเฮงซวย กิจการของคุณเองก็เลย......ไปด้วย (เติมคำเอาเอง)

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ


เดิมไม่ค่อยสนใจเรื่องของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมัยเข้าทำงานใหม่ๆ ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร แต่เดี๋ยวนี้รู้แล้วและพอลาออกจากงานก็ยิ่งรู้ขึ้นไปอีก จะเล่าให้ฟังครับ

เวลาเราเข้าทำงานกับบริษัทใดๆ เราก็จะได้เงินเดือนใช่มั๊ยครับ แต่นั่นไม่ใช่ผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวที่เราได้ เพราะบริษัทส่วนมากก็จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เราอีกด้วย ไอเดียเริ่มต้นคือบริษัทต้องการให้พนักงานเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ จึงตั้งกองทุนขึ้นมาเรียกว่า "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" แล้วมันคืออะไร มีข้อดียังไง?

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็คล้ายกับกองทุนรวมนั่นแหละ เพียงแต่มันไม่ได้เปิดกว้างให้ใครๆ เข้ามาร่วมวง แต่จำเพาะต้องเป็นพนักงานของบริษัทนั้นๆ เมื่อเงินเดือนเราออก นายจ้างก็จะหักเงินเราไปส่วนหนึ่ง่สมมติว่า 3% เราเรียกเงินก้อนนี้ว่า "เงินสะสม" เพราะมันเป็นเงินเราเองที่สะสมไว้ใช้ยามแก่ (ถึงแม้คนบีบคอหักเงินไปจะเป็นนายจ้างก็ตาม)

ในฝ่ายนายจ้างก็จะควักเงินของเขาอีกส่วนหนึ่งมาใส่เข้าไปด้วย นัยว่าเป็นรางวัลหรือแรงจูงใจให้พนักงานสมมติว่า 5% เงินตรงนี้ คือ "เงินสมทบ" ซึ่งกฎหมายระบุไว้ว่านายจ้างต้องสมทบไม่ต่ำกว่าที่หักจากเราไป นั่นคือ สัดส่วนของเงินสมทบต้องไม่น้อยกว่าเงินสะสม ลูกจ้างก็เฮสิครับ

ตัวอย่างเช่น ผมยอมให้นายจ้างหักเงินของผมไป 3% จากเงินเดือน 10,000 บาท ก็จะเท่ากับ 300 บาท ในขณะเดียวกันฝ่ายนายจ้างก็จะควักกระเป๋ามาสมทบกับผมด้วย 500 บาท รวมสองส่วนกลายเป็นเงิน "ของผม" 800 บาท ว้าว! จ่ายเอง 300 แต่กลายเป็น 800 แน่ะ

ถ้าพูดในแง่ผลตอบแทน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แต้มต่อกับลูกจ้างอย่างเราๆ มาก เพราะเท่ากับลงเงินปุ๊บก็ได้กำไรทันที (ตามตัวอย่างนี้ผมได้กำไรมาฟรีๆ ทันที 500 บาทจากเงินลงทุนของผมเอง 300 บาท คิดเป็นกำไรทันทีทันใด 167% หาที่ไหนได้อีก) ดังนั้นถ้าบริษัทที่ท่านทำงานอยู่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็จงใช้สิทธิประโยชน์นั้นเถอะครับ

แต่ก่อนที่จะดีใจมากไปกว่านี้ มีจุดที่เราๆ ท่านๆ ควรทราบอยู่หน่อยนึง คือ



  1. เงินสะสมนั้นเป็นของเราแน่นอน แต่เงินสมทบจากนายจ้างนั้นมีเงื่อนไข เป็นต้นว่าต้องทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ปีจึงจะได้เงินส่วนนี้ หากใครลาออกก่อน 5 ปีก็จะไม่ได้เงินในส่วนของนายจ้างนี้

  2. ในการลงทุนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เรามักเลือกสัดส่วนการลงทุนตามใจเราไม่ค่อยได้ เป็นต้นว่าตอนนี้หุ้นกำลังสดใส อยากลงหุ้นเยอะๆ ผ่านไปครึ่งปีหุ้นแพงแล้วอยากเปลี่ยนกลับมาลงทุนอย่างอื่น อะไรแบบนี้มักไม่ค่อยได้ครับ เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมักเปิดโอกาสให้เราปรับแผนได้แค่ปีละครั้ง เผลอๆ บางกองไม่มีให้เลือกด้วยซ้ำ


  3. เวลาที่เราลาออกจากงานก่อนอายุ 55 ปี จะต้องเสียภาษีด้วย การคำนวณภาษีสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของคนที่ทำงานมาเกิน 5 ปีขึ้นไปเป็นดังนี้ครับ

เงินได้พึงประเมิน = {เงินทั้งหมดจากกองทุน - เงินที่เราจ่ายสะสม - (7000 x อายุงาน)} x 50%

ตัวอย่างเช่น ผมทำงานมา 6 ปี เมื่อลาออกก็ได้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจ่ายเช็คมา 300,000 บาท ซึ่งแบ่งเป็นเงินที่ผมจ่ายสะสมเองรวม 120,000 บาท และเป็นเงินที่นายจ้างจ่าย 150,000 บาท อีก 30,000 บาทเป็นผลกำไรที่งอกเงยขึ้นจากการที่กองทุนฯ เอาเงินไปลงทุน

เงินได้พึงประเมินของผมจะเท่ากับ {300000 - 120000 - (7000 x 6)} x 50% = 69,000 บาท

จากนั้นนำไปคิดภาษีตามอัตราก้าวหน้าในเว็บของ ThaiPVD.com ในหัวข้อ "โปรแกรมคำนวณภาษี" สำหรับตัวอย่างนี้ผมจะต้องเสียภาษีในอัตรา 5% ซึ่งจะเท่ากับ 3,450 บาท อ้อ! เขาไม่มียกเว้น 150,000 บาทแรกเหมือนเวลาเรายื่นแบบ ภงด. ตามปกตินะครับ


สำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานประจำก็อย่าเสียใจไป ไม่มีใครสมทบให้เรา เราก็เก็บออมของเราเองได้โดยการไปซื้อ "กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ" หรือ Retirement Mutual Fund (RMF) นั่นเอง ไอเดียเดียวกันเลย คือ เก็บเงินไว้สำหรับใช้จ่ายในยามชรา เสียแต่ไม่มีคนช่วยสมทบเท่านั้นเอง