แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิสรภาพทางการเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิสรภาพทางการเงิน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563

ความเปราะบางของอิสรภาพทางการเงิน


เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว คำว่า อิสรภาพทางการเงิน ดูเหมือนจะอยู่ในความสนใจของผู้คนจำนวนมาก แม้ในงานเขียนของผมเองก็ยังได้เผยแพร่ “วิธีคำนวณ” อิสรภาพทางการเงินออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่แนวคิดนี้จะค่อย ๆ ลดความนิยมลง สะท้อนได้จากจำนวนหนังสือและบทความที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ทำให้ผมตระหนักถึง “ความเปราะบาง” ของสมมติฐานและการคำนวณ จึงคิดว่าน่าจะใช้โอกาสนี้เขียนถึงมันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้คนที่ยังคงมีศรัทธาและยังคงตามหาอิสรภาพทางการเงิน


ความเดิม 


ในบทความชื่อ “อิสรภาพทางการเงิน...คำนวณแบบง่ายๆ” ผมพยายามตอบคำถามว่า เราต้องมีเงินเท่าไรจึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน ซึ่งก็เป็นที่แน่ชัดว่า จริง ๆ แล้วสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่การมีเงิน ทว่าเรายังจะต้องสามารถนำเงินไปสร้างผลตอบแทน (r) ได้สูงพอรองรับค่าใช้จ่าย (X) ที่เติบโตตามอัตราเงินเฟ้อ (f) ด้วย

เมื่อมีสมมติฐานครบถ้วนแล้ว จำนวนเงิน A ก็จะคำนวณได้ดังนี้


[หากเข้าไปในลิงก์บทความดังกล่าว ท่านจะได้เห็นที่มาที่ไปของสูตรนี้]

ตัวอย่างเช่น เราสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ และมีค่าใช้จ่ายปีละ 500,000 บาท ซึ่งน่าจะเพิ่มขึ้นปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ จำนวนเงินที่จำเป็นสำหรับการมีอิสรภาพทางการเงินจะเท่ากับ 500000 / (0.08 – 0.03) = 10 ล้านบาท ...นี่เป็นตัวอย่างสั้น ๆ ที่แสดงการตั้งสมมติฐานและวิธีคำนวณ


ความเปราะบางประการที่หนึ่ง


ท่านทั้งหลายอาจพอสังเกตได้ว่า ผลตอบแทนที่เราใช้ในโมเดลนี้เป็น ค่าเฉลี่ย จากกรณีอุดมคติที่เราสามารถทำผลตอบแทนได้อย่างคงเส้นคงวา (เช่น ได้ผลตอบแทน 8 เปอร์เซ็นต์ทุกปี) อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ช่างห่างไกลจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เพราะถ้าย้อนไป 25 ปีล่าสุด จะมีจำนวนปีที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนอยู่ในช่วง 0 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพอจะถือว่าใกล้เคียงกับระดับค่าเฉลี่ย เพียงแค่ 4 ปี จากทั้งหมด 25 ปี เท่านั้น


ทั้งนี้ แผนภูมิข้างต้นยังไม่ได้รวมผลตอบแทนจากเงินปันผล (แม้จะรวมเข้ามาก็อาจมีการ shift หรือเลื่อนไปเพียงเล็กน้อย) สังเกตได้ว่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละปีค่อนข้างจะห่างไกลจากค่าเฉลี่ยตามสมมติฐานของเรามากทีเดียว และเพื่อแสดงผลลัพธ์จากสิ่งที่สังเกตได้ เราจะทำการคำนวณบน Excel ตามกรณีอุดมคติ และดูว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี


ในกรณีอุดมคติที่เราสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ เงินต้น 10 ล้านบาท จะให้ผลตอบแทน 8 แสนบาท ในปีแรก ซึ่งเราจะดึงออกมาเป็นค่าใช้จ่าย 5 แสนบาท (ตามตัวอย่างก่อนหน้านี้) และส่วนที่เหลือ 3 แสนบาท ก็จะทบไปเป็นเงินลงทุน ทำให้เงินลงทุนของปีต่อไปกลายเป็น 10.3 ล้านบาท เมื่อคำนวณในลักษณะดังกล่าวต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีที่ 4 พอร์ตโฟลิโอของเราจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 11.255 ล้านบาท ดังที่ไฮไลต์ไว้ด้วยสีฟ้า

นั่นหมายความว่าพอร์ตโฟลิโอขนาด 11.255 ล้านบาท ณ สิ้นปีที่สี่ จะรองรับค่าใช้จ่ายตามการคำนวณอิสรภาพทางการเงินได้เทียบเท่าพอร์ตโฟลิโอขนาด 10 ล้านบาท ณ ต้นปีที่หนึ่ง


ต่อมาเราจะทดสอบกรณีที่ผลตอบแทนรายปีห่างไกลจากค่าเฉลี่ยตามสมมติฐานของเรา โดยกรณีแรก (Volatile #1) เป็นกรณีที่ตลาดหุ้นตกต่ำก่อนที่จะฟื้นตัวในเวลาต่อมา และในกรณีที่สอง (Volatile #2) เป็นกรณีกลับกันเมื่อตลาดหุ้นพุ่งขึ้นก่อนที่จะร่วงลงอย่างหนัก ทั้งสองกรณีมีผลตอบแทนเฉลี่ยแบบเรขาคณิตเท่ากัน คือ 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

[สำหรับท่านที่ชอบคำอธิบายเจาะลึก ในการลงทุนเรามักใช้ค่าเฉลี่ยแบบเรขาคณิต ซึ่งเป็น ผลคูณ แทนที่จะเป็นผลบวก เช่น ในกรณี Volatile #1 เรานำตัวเลขจากคอลัมน์ Return มาคำนวณ (1 – 0.55) x (1 – 0.05) x (1 + 0.63) x (1 + 0.95) จากนั้นถอดรากที่สี่ ก็จะได้ 1.08 หรือก็คือ 1 + 0.08 ซึ่งก็แปลว่า ค่าเฉลี่ยเรขาคณิตเท่ากับ 8 เปอร์เซ็นต์]


ผลลัพธ์จากตารางนี้น่าสนใจ เนื่องจากกรณีแรก (ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติแล้วค่อยฟื้น) เมื่อผ่านไป 4 ปี พอร์ตของเราลดลงมาเหลือเพียง 8.86 ล้านบาท ขณะที่กรณีที่สอง พอร์ตของเรากลับเพิ่มขึ้นไปเป็น 12.23 ล้านบาท เมื่อนำขนาดพอร์ตของทั้งสองกรณีเทียบกับ 11.255 ล้านบาท ของกรณีอุดมคติ เราจะพบว่า แม้จะมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากัน แต่ ลำดับ ของสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นก็มีความสำคัญต่ออิสรภาพทางการเงิน

ดังนั้น นักลงทุนที่โชคร้ายพบกับวิกฤติทันทีภายหลังประกาศอิสรภาพทางการเงิน (เช่น ลาออกจากงานประจำ) มักต้องพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก ถึงแม้ว่าที่สุดแล้วจะสามารถสร้างผลตอบแทน "เฉลี่ย" ในระยะยาวได้ดังที่คาดการณ์ไว้ก็ตาม


ความเปราะบางประการที่สอง


ความเปราะบางประการแรกที่ได้กล่าวไปเป็นกรณีที่เรายังสามารถรักษาค่าเฉลี่ยผลตอบแทนในระยะยาวเอาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม หากว่าเราโชคร้ายทำผลตอบแทนโดยรวมได้ ต่ำกว่า ค่าเฉลี่ยในระยะยาว นี่ก็จะสั่นคลอนอิสรภาพทางการเงินที่เราอุตส่าห์ฟูมฟัก และนับเป็นความเปราะบางประการที่สอง


เมื่อทดสอบเพิ่มเติมกรณีที่ตลาดหุ้นตกต่ำและกลับมาฟื้นตัว (Volatile #3) ความแตกต่างก็คือ ผลตอบแทนในปีที่ 4 เป็น 58 เปอร์เซ็นต์ แทนที่จะเป็น 95 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนโดยรวมกลายเป็น 2.4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และขนาดพอร์ตโฟลิโอก็ฟื้นตัวขึ้นมาแค่ราว ๆ 7.08 ล้านบาท

ประเด็นที่อยากชี้ให้เห็น คือ แม้ทั้งสองกรณีจะมีปีที่ 4 ที่ยอดเยี่ยม (+95% และ +58% ตามลำดับ) ทว่าผลลัพธ์สุดท้ายกลับเป็นอิสรภาพทางการเงินที่มีความมั่นคงไม่เท่ากัน ในกรณี Volatile #1 พอร์ตโฟลิโอขนาด 8.86 ล้านบาท จะคิดเป็น 79 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตโฟลิโอในกรณีอุดมคติ 11.255 ล้านบาท ซึ่งที่จริงก็ไม่ดีเท่าไหร่ แต่กรณี Volatile #3 พอร์ตโฟลิโอขนาด 7.08 ล้านบาท จะเทียบเท่า 63 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าแย่กว่ากันมาก เพราะการมีเงินแค่ 63 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ควรจะเป็น “ภายหลัง” การฟื้นตัวจากวิกฤติ อาจหมายถึงการสูญสิ้นอิสรภาพทางการเงิน และนี่ก็จะสะท้อนความเปราะบางที่เราไม่ได้คำนวณเผื่อไว้ตั้งแต่แรก

สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากประเด็นนี้ คือ ถ้าเราทดลองต่อไปโดยสมมติว่าได้จัดพอร์ตลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ “เน้นความสม่ำเสมอ” 2.4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แทนที่จะยอมรับความผันผวนสูงและเล็งผลเลิศในระดับ 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งอาจพลั้งพลาดได้เหมือนกรณี Volatile #3


ผลที่ตามมาจากความมักน้อย คือ ณ สิ้นปีที่สี่ เราจะมีพอร์ตโฟลิโอขนาด 8.84 ล้านบาท ใกล้เคียงกับกรณี Volatile #1 ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งเราเห็นกันไปก่อนหน้านี้ได้อย่างน่าทึ่ง


บทเรียนจากเรื่องนี้


เราได้เห็นความเปราะบางที่สำคัญ 2 จุด ในการคำนวณอิสรภาพทางการเงิน จุดแรก ได้แก่ การมุ่งเน้นไปที่ผลตอบแทนเฉลี่ยจนลืมรายละเอียดระหว่างทาง โดยเฉพาะลำดับของสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น ซึ่งอาจส่งผลต่ออิสรภาพทางการเงินได้ทั้งในแง่บวกและในแง่ลบ นักลงทุนจึงควรทดสอบสถานการณ์ให้หลากหลาย เพื่อจะได้ทราบจำนวนเงินที่ควรเผื่อเอาไว้รองรับกรณีที่เราโชคร้าย ส่วนความเปราะบางจุดที่สอง ได้แก่ การสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ต่ำกว่าที่คาดหวัง

ในแง่ของการ “ลงทุนให้รวย” ท่านอาจยอมรับความผันผวนสูง ตราบเท่าที่มันให้ผลตอบแทนดี แต่ในเชิงอิสรภาพทางการเงินที่ท่านจะต้องดึงเงินออกไปใช้จ่ายในแต่ละปี เรื่องราวนั้นแตกต่างออกไป การทำผลตอบแทนที่ไม่สูงมาก ทว่ามีความสม่ำเสมอ อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็ได้

อีกสิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืม คือ อิสรภาพทางการเงินไม่ใช่สิ่งตายตัว เราสามารถปรับตัวแปร เช่น เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต หรือลดค่าใช้จ่ายลง ก็ยังอาจรักษาอิสรภาพทางการเงินเอาไว้ได้ แม้ทุกอย่างจะไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวังโดยสมบูรณ์

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

X-RAY อิสรภาพทางการเงิน (A)


เป็นตอนเกือบจบของเรื่องอิสรภาพทางการเงินนะครับ

(ถ้ายังไม่เคยอ่าน โปรดดู
http://www.monkeyfreetime.com/2012/12/blog-post_30.html,
http://www.monkeyfreetime.com/2013/01/x-ray.html และ
http://www.monkeyfreetime.com/2013/02/x-ray-r.html เสียก่อน)

คราวนี้เราจะพูดถึงตัว A หรือ Asset ซึ่งมักเป็นจุดหมายปลายทางของคำถามที่ว่า "ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน?"


อาวุธจะดีขึ้นได้อย่างไร


อย่างที่ผมเปรียบเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่า การพิชิตอิสรภาพทางการเงิน คือ การต่อสู้กับสัตว์ที่ร้ายกาจ และ "สัตว์ร้าย" (ค่าใช้จ่าย หรือ ตัว X) เป็นสิ่งที่เราเลือกเองว่าอยากเจองานง่ายหรืองานยาก ส่วน "ทักษะการใช้อาวุธ" (อัตราผลตอบแทน หรือ ตัว r) เป็นเรื่องของการรีดเอาศักยภาพของอาวุธเท่าที่มีออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์

เมื่อพูดถึง อาวุธ หรือ ตัว A ของเรา หากติดตามดูชีวิตของคนส่วนใหญ่ที่ต้องทำงานเก็บเงิน ทรัพย์สินของเราจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทางหนึ่งก็มาจาก "เงินออม" (Earning - eXpense) ในแต่ละเดือน และอีกทางหนึ่งก็มาจากทรัพย์สินที่ "งอกเงย" ขึ้นมา (นำ asset A ไปลงทุนได้อัตราผลตอบแทน r ทำให้ได้ผลตอบแทนเท่ากับ rA)


ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น = (E - X) + rA
 
 
ในระยะแรกที่เรายังมีเงินน้อยอยู่ การเพิ่มขึ้นของทรัพย์สินจะมาจาก "เงินออม" เป็นหลัก หัวใจของการไปสู่อิสรภาพทางการเงินในระยะแรกจึงเป็นการใช้จ่ายให้น้อย (minimise ตัว X) และถ้าสามารถเพิ่มรายได้ (ตัว E) ด้วยก็ยิ่งดี อย่างไรก็ตาม การเพิ่มรายได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะถ้าเรายุ่งอยู่กับงานประจำมากพออยู่แล้ว
 
แม้การงอกเงยของทรัพย์สินจะยังไม่ได้มีบทบาทสำคัญในช่วงแรกนี้ แต่การฝึกลงทุนและแสวงหาความรู้ก็เป็นสิ่งที่ต้องเริ่มทันที เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา
 
 

สมดุลบนเส้นทางสู่อิสรภาพ

 
ข้อดีของการเริ่มฝึกเร็วก็คือ หากเราลงทุนพลาด ความเสียหายก็ยังไม่มากมายนัก เนื่องจากเงินลงทุนของเราก็ยังน้อยอยู่ โดยมากแล้วถ้าเราไปถูกทาง ทรัพย์สินของเราจะเพิ่มขึ้น พร้อมไปกับความรู้เรื่องการลงทุนที่มากขึ้น
 
ผมขอให้ข้อสังเกตเทอม rA ในสมการข้างต้นดังนี้ครับ
 
หากเรามีตัว A ใหญ่ แต่ตัว r เล็ก ก็เหมือนกับการมีอาวุธใหญ่แต่ไม่มีแรงยกขึ้นไปฟาดฟันใคร ในทางกลับกัน หากเรามีตัว r ใหญ่ แต่ตัว A เล็ก ก็เหมือนกับการใช้อาวุธได้แคล่วคล่องว่องไว แต่ไม่น่าเกรงขาม เพราะอาวุธมันเล็กจนไม่สามารถทำงานใหญ่ๆ ได้
 
ทั้งสองกรณีเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงประสงค์ เป็นตัวอย่างของคน "มีตังค์" แต่ลงทุนไม่เป็น กับอีกคนที่ "ลงทุนเก่ง" แต่ไม่มีเงินทุน และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ผมสนับสนุนให้เริ่มต้นฝึกฝนลงทุนตั้งแต่ยังมีเงินไม่มากนัก เพื่อที่ว่าตัว A กับ ตัว r ของเราจะได้เข้มแข็งขึ้นไปพร้อมๆ กัน ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นในตัวเอง ตลอดจนการควบคุมจิตใจในระหว่างที่อยู่ในสนามลงทุนด้วย
 
 

เมื่อเงินทุนมากขึ้น

 
ตามธรรมชาติเมื่อมีเงินทุนมากขึ้น การเก็บออมจะส่งผลต่ออิสรภาพทางการเงินน้อยลง เมื่อเทียบกับการลงทุน
 
อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่า "ค่าใช้จ่าย" หรือ ตัว X ยังคงแสดงบทบาทอยู่ในสมการอิสรภาพทางการเงินอยู่เสมอ ดังนั้น เราอาจผ่อนคลายการหารายได้ลงได้ เช่น ลดจำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลา (OT) หรืองานเสริม แต่ไม่ควรเผลอตัวใช้จ่ายเกินจำเป็น ไม่เช่นนั้นการไขว่คว้าหาอิสรภาพทางการเงินของเราก็จะเหมือนกับการพยายามวิ่งเข้า "เส้นชัย" ที่ขยับไกลออกไปเรื่อยๆ
 
และนั่นก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนกระทำอยู่
 
เงินทุนที่มากขึ้นอาจทำให้คุณรู้สึกชื่นใจ รู้สึก "รวย" และอยากนำเงินออกมาใช้สอยให้มันสมฐานะ ขอให้หยิกตัวเองไว้และคิดเสมือนว่ามันเป็นเงินที่ลงทุนทำธุรกิจ ซึ่งไม่สามารถดึงเข้าดึงออกมาจับจ่ายได้ตามใจชอบ
 
พยายามอย่าไปสนใจคนที่พูดจาประมาณว่า "เฮอะ! มีเงินแล้วไม่ใช้ ก็เหมือนไม่มี" เพราะที่จริงคุณก็ใช้เงินของคุณอยู่ เพียงแต่คุณใช้มันลงทุน!
 
รอจนวันที่อิสรภาพทางการเงินมาถึง พอถึงตอนนั้นแล้ว คุณจะใช้เงินส่วนที่เกินมายังไงก็ได้ จะไปไหนก็ได้ เอาเวลาไปทำประโยชน์อย่างอื่น หรือจะทำงานต่อไปก็ได้ เพราะคุณมี "อิสรภาพ" แล้วครับ

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

X-RAY อิสรภาพทางการเงิน (R)


ว่ากันต่อจากคราวที่แล้วนะครับ

(ถ้า "งง" ว่าอะไรคือ "คราวที่แล้ว" โปรดอ่าน
http://www.monkeyfreetime.com/2012/12/blog-post_30.html และ
http://www.monkeyfreetime.com/2013/01/x-ray.html เสียก่อน)

ดังที่ผมเปรียบเทียบเอาไว้ว่า การพิชิตอิสรภาพทางการเงิน คือ การต่อสู้กับสัตว์ที่ร้ายกาจ ถึงตอนนี้คุณคงเห็นแล้วว่า "สัตว์ร้าย" หรือ "ค่าใช้จ่าย" (ตัว X) เป็นสิ่งที่เราเลือกเองได้ ซึ่งผมก็เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มคิดแล้วล่ะว่าจะลดค่าใช้จ่ายลง เพื่อให้พิชิตอิสรภาพทางการเงินได้ง่ายและเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม คนเรายังไงก็ต้องกินต้องใช้ครับ ค่าใช้จ่ายอาจจะลดลงได้ประมาณนึง เหมือนการที่เราเลือกสัตว์ร้ายที่ตัวเล็กลง แต่ที่สุดแล้วก็คงต้องต่อสู้กับมันอยู่ดี นั่นเป็นเหตุผลที่เราจะมาพูดถึง อาวุธ และ ทักษะการใช้อาวุธ กัน


ทักษะที่เฉียบขาด


ในเกมคอมพิวเตอร์ที่เราต้องใช้อาวุธต่อสู้และปราบศัตรูไปเรื่อยๆ สังเกตว่าในช่วงแรกเกมมักจะให้อาวุธเรามาแบบ "ตามมีตามเกิด" เช่น มีดสั้นห่วยๆ เล่มหนึ่ง จากนั้นเมื่อเกมดำเนินไปสักระยะ เราก็จะค่อยๆ อัพเกรดอาวุธของเราให้ดีขึ้น อาจจะเป็นมีดยาว ต่อจากนั้นจึงเป็น ดาบ หอก ธนู ฯลฯ ... ซึ่งก็คล้ายกับปัญหาอิสรภาพทางการเงินของเราเช่นกันครับ

ในช่วงต้นของชีวิตเรายังมีเงินเก็บน้อยอยู่ ทักษะด้านการลงทุนก็ไม่ค่อยมี เปรียบไปก็เหมือนกับการมีอาวุธเป็นมีดสั้น (เงินน้อย) แถมยังใช้ไม่คล่อง (ลงทุนไม่เป็น) อีกด้วย ถามว่าเราจะทำอย่างไรกับปัญหาเฉพาะหน้าแบบนี้?

แน่นอน การอัพเกรดอาวุธยังทำไม่ได้ในตอนนี้ สิ่งเดียวที่เราทำได้ก็คือ ฝึกฝนการใช้อาวุธ "เท่าที่มี" ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การนั่งปลดปลงกับชีวิตว่าเรามีแค่มีดสั้นจะสู้ใครเขาได้ อย่างนี้ไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมา ถ้าเราฉลาดพอก็จะรู้ว่า เมื่อเราฝึกฝนและรีดเอาศักยภาพของมีดสั้นออกมาได้แล้ว เดี๋ยวเราก็จะต่อสู้ได้เก่งขึ้นและอัพเกรดอาวุธได้เอง

ดังนั้น ฝึกฝนทักษะให้เฉียบขาดเข้าไว้ ไม่ว่าอาวุธของคุณจะเป็นอะไรก็ตาม มีเงินน้อยไม่เป็นไร เพราะถ้าลงทุนเก่ง มันก็จะเติบโตและกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้


"ตัว r" กำหนดชะตาชีวิต


เมื่อเราย้อนกลับไปดู สมการอิสรภาพทางการเงิน ก็จะเห็นว่า "ตัวหาร" ของสมการดังกล่าว คือ ผลต่างระหว่าง อัตราผลตอบแทน (ตัว r) และ อัตราเงินเฟ้อ (ตัว f)

ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการไปถึงอิสรภาพทางการเงินได้เร็ว เราก็จะต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทน สูงกว่า อัตราเงินเฟ้อมากๆ ถ้าเราลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนเท่ากับอัตราเงินเฟ้อ ตัวหารก็จะกลายเป็นศูนย์ และทำให้สินทรัพย์ที่เราจำเป็นต้องมีพุ่งทะลุฟ้า หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อิสรภาพทางการเงินจะไม่มีวันเกิดขึ้น

สรุปก็คือ เราต้องหาการลงทุนให้ผลตอบแทนสูงพอที่จะชนะเงินเฟ้อได้อย่างมีนัยสำคัญ และถ้าจะให้ดีก็ควร float หรือลอยตัวไปตามอัตราเงินเฟ้อด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน จะเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ผมตัดทิ้ง เนื่องจากพันธบัตรส่วนมากให้ผลตอบแทนคงที่ และแทบจะไม่มีทางชนะเงินเฟ้อได้เลย

ดูจากข้อสรุปของเราแล้ว "หุ้น" ดูจะเป็นตัวเลือกที่เข้าท่าและเหมาะสมกับอิสรภาพทางการเงิน เนื่องจากผลตอบแทนของหุ้นสามารถชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว นอกจากนี้เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น บริษัทก็มักทำยอดขายได้สูงขึ้นตามไปด้วย อันนี้หุ้นทั่วไปในระดับกลางๆ ก็ทำได้ไม่ยากครับ

อย่างไรก็ตาม มักมีคนถามผมอยู่เหมือนกันว่า ทองคำล่ะใช้ได้ไหม? แล้วกองทุนอสังหาฯ หรือประกันชีวิตล่ะ?

ตอบสั้นๆ ทองคำ "ใช้ไม่ได้" ในความเห็นของผม เพราะปัจจุบันทองคำกลายเป็นการเก็งกำไรไปมากแล้ว นอกจากนี้ทองคำไม่สามารถจ่ายเงินปันผลออกมาให้เราได้ คุณค่าของมันจึงถูกแขวนอยู่ที่ตลาดโลก ซึ่งยากต่อการทำนาย ถ้าเป็นผมคงไม่อยากฝากอนาคตไว้กับสินทรัพย์ทำนองนี้

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ผมถือว่า "เกือบใช้ได้" เพียงแต่ต้องเข้าใจว่า upside ของมันมีจำกัด เพราะพื้นที่เช่าถูก fix ไว้แล้วตั้งแต่ต้น ส่วนค่าเช่าก็ปรับเพิ่มได้ในระดับหนึ่ง แต่จะหวังกำไรโตพรวดพราดแบบหุ้น อันนั้นคงไม่ได้

ประกันชีวิตก็ถือว่า "ไม่โอเค" สำหรับผม เพราะให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อได้ไม่มาก ถ้าจะซื้อประกันก็ควรเป็นเพราะต้องการ "ความคุ้มครอง" มากกว่าจะหวังอย่างอื่น บางคนซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีและสร้างผลตอบแทน โดยไม่ได้สนใจเรื่องของความคุ้มครองเลยแม้แต่น้อย ผมว่ามันเหมือนการซื้อรถยนต์เพราะอยากได้เครื่องเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่แนะนำ


คำตอบอยู่ที่ "หุ้น"


หลายคนแค่ได้ยินคำว่า "หุ้น" ก็ร้องจ๊าก นึกไปถึงคนที่เจ๊งหุ้นหมดตัว หมดอนาคต แต่ผมจะชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในหุ้นเพื่ออิสรภาพทางการเงินไม่เหมือนกับการเล่นหุ้นเพื่อเก็งกำไร

ในการเล่นหุ้นเก็งกำไร คุณพยายามซื้อขายเล่นรอบ ทำกำไรครั้งละนิดๆ หน่อยๆ ถ้าผิดทางก็ถือหุ้นติดดอยไปก่อน ด้วยคติว่า "ไม่ขาย ไม่ขาดทุน" ด้วยเหตุนี้กำไรของคุณในแต่ละครั้งจึง "จิ๊บจ๊อย" และเงินทุนบางส่วนกลายเป็นต้นทุนจม (ติดดอย) อยู่กับหุ้นไร้อนาคต

ขณะที่การลงทุนเพื่ออิสรภาพทางการเงินเน้นไปที่การทำความเข้าใจธุรกิจ และเข้าซื้อหุ้นต่อเมื่อมี "แต้มต่อ" ที่น่าสนใจเท่านั้น

หากเราซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว 10% โดยไม่มีแต้มต่อใดๆ (เช่น ราคาหุ้นเท่ากับมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นพอดี หรือถ้าเราซื้อเฉลี่ยแบบ Dollar Cost Averaging: DCA) และอัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 4% ค่า r - f ที่จะแทนค่าเข้าไปในสมการอิสรภาพทางการเงินของเราจะเท่ากับ 0.10 - 0.04 = 0.06

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราอดทนรอคอยแต้มต่อที่น่าสนใจ เช่น สามารถซื้อหุ้นได้ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง 40% (มี Margin of Safety 40%) นั่นหมายความว่า แทนที่จะควักเงินซื้อหุ้นแบบไร้แต้มต่อ 100 บาท เรากลับควักเงินเพียง 60 บาทเท่านั้น อัตราผลตอบแทนของเราจึงพุ่งกระฉูดจาก 10% ไปเป็น 16.7% ทันที ทั้งที่เป็นหุ้นตัวเดียวกันแท้ๆ

แม้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นนี้จะดูน่าสนใจ แต่คุณจะยิ่ง "ทึ่ง" ขึ้นไปอีกถ้ารู้ว่า มันสามารถช่วยให้อิสรภาพทางการเงินของคุณมาถึงเร็วขึ้นอย่างมาก

สมมติซื้อหุ้นแบบไม่มีแต้มต่อ (ค่า r - f = 0.06) และต้องการมีเงินใช้จ่ายเดือนละ 50,000 บาท คุณต้องใช้เงินลงทุน 10 ล้านบาท ทว่าแต้มต่อจากการซื้อหุ้นด้วย Margin of Safety 40% ในตัวอย่างข้างต้น (ค่า r - f = 0.127) จะช่วยลดเงินลงทุนลงจาก 10 ล้านบาทเหลือเพียง 4.7 ล้านบาทได้!

นี่เพียงแค่การซื้อหุ้น "ดาดๆ" แบบมีแต้มต่อนะครับ ถ้าเป็นหุ้น "เทพๆ" ที่มีแต้มต่อจะขนาดไหน

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

X-RAY อิสรภาพทางการเงิน


หลังจากที่ผมเขียนถึง สมการอิสรภาพทางการเงิน ในบทความเรื่อง "อิสรภาพทางการเงิน...คำนวณแบบง่ายๆ" ทำให้หลายคนเริ่มเห็นภาพของอิสรภาพทางการเงิน หรือ financial freedom ที่ชัดเจนขึ้น และเลิกตั้งคำถามเสียทีว่า "แค่ไหนถึงจะพอ" ตอนนี้ผมคิดว่าทุกคนคงพร้อมที่จะเจาะลึกลงไปแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึงอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้น

(โปรดอ่าน http://www.monkeyfreetime.com/2012/12/blog-post_30.html เสียก่อนนะครับ)


ผมขอทบทวนคร่าวๆ ว่าอิสรภาพทางการเงินของเราขึ้นอยู่กับตัวแปร 3 ตัว ได้แก่ X, r, A และ เพียงแค่ บวก-ลบ-คูณ-หาร เป็นก็คำนวณได้แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปรบเร้าถามคนอื่นอีกต่อไป เพราะอิสรภาพ "ของเรา" ก็ต้องใช้ตัวแปรของเรา

ในตอนท้ายผมได้เน้นย้ำว่าเราควรมีการเผื่อเพื่อความปลอดภัยเอาไว้ด้วย และเนื่องจากตัวแปรทั้งสามมีความสัมพันธ์ต่อกัน ดังนั้นผมจึงเพิ่มตัว Y เข้าไปเพื่อแทนที่ความเชื่อมโยงระหว่างอิสรภาพทางการเงินกับตัวแปรทั้งสาม เราจะได้ไม่ลืมว่า "ค่าเผื่อ" พวกนี้ก็มีความสำคัญ เมื่อตัวแปรตัวหนึ่งถูกท้าทาย ตัวแปรที่เหลือก็จะต้องขยับไปด้วย นอกจากนี้เราจะได้จำง่ายๆ ว่า XRAY ซึ่งก็จะไปพ้องกับการฉายรังสี นัยว่าเป็นการตรวจสอบอิสรภาพทางการเงินของเรา



การต่อสู้กับสัตว์ร้าย


ผมมักจินตนาการว่า การพิชิตอิสรภาพทางการเงิน คือ การต่อสู้กับสัตว์ที่ร้ายกาจ อาวุธ ที่เรามีก็คือ "สินทรัพย์" หรือ ตัว A ซึ่งถ้าอาวุธของเราเล็ก (อย่าคิดทะลึ่งนะครับ) โอกาสที่จะชนะเจ้าสัตว์ร้ายก็คงยาก การบ้านของเราก็คือ หาอาวุธที่ใหญ่พอที่จะต่อกรกับมัน



อย่างไรก็ตาม ดาบเล่มใหญ่หรือหอกยาวๆ คงไม่มีประโยชน์ หากว่ามันไม่คม ทักษะในการใช้อาวุธพวกนี้ก็สำคัญ เราอาจจะมีสินทรัพย์ 10 ล้าน หรือ 20 ล้านบาท แต่เราจะมีอิสรภาพทางการเงินได้อย่างไร ถ้าเราเอามันไปฝากออมทรัพย์แล้วได้ดอกเบี้ยแค่เดือนละ 6 พันบาท การรีดเอา ศักยภาพ ของอาวุธออกมาจึงเป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

และนี่ก็คือ ตัว r หรือ "อัตราผลตอบแทน" ในสมการอิสรภาพทางการเงินนั่นเอง


ค่าใช้จ่าย... Need vs Want


ในขณะที่หลายคนมัวแต่สาละวนหา อาวุธ และฝึกฝนทักษะเพื่อเพิ่ม ศักยภาพ ให้กับมัน พวกเขาลืมไปว่า ที่จริงแล้วพวกเขาสามารถ "เลือก" ได้ว่าจะต่อสู้กับสัตว์ร้ายตัวไหน... จะเลือกสัตว์ดุร้ายตัวใหญ่ยักษ์ หรือจะเลือกสัตว์ตัวย่อมๆ ที่ง่ายต่อการพิชิต?

ในบรรดาตัวแปรทั้งสาม "ค่าใช้จ่าย" หรือ ตัว X เป็นส่วนที่ง่ายที่สุดของการไปสู่อิสรภาพทางการเงินแล้ว แต่สำหรับบางคน มันก็เป็นสิ่งที่ยากที่สุดด้วยเหมือนกัน

เหตุที่ว่าค่าใช้จ่ายของคนเรามีทั้งที่เป็น "need" และที่เป็น "want" นี่จึงเป็นช่องว่างให้เกิดการตีความ และถ้าเรากิเลสมากสักหน่อย เราก็จะตีความเข้าข้างตัวเองแบบข้างๆ คูๆ และบอกว่า "อันนี้เป็นของใช้จำเป็นนะ... อันนั้นด้วย อันนู้นด้วย..." ที่สุดแล้วก็สำคัญไปเสียหมดทุกอย่าง

ในความเป็นจริงค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อยเป็นแค่เรื่องของกิเลส ลองดูสมการง่ายๆ ต่อไปนี้

ค่าใช้จ่าย = NEED + WANT

ถ้าเราจดบันทึกค่าใช้จ่ายของเราเป็นประจำ ไม่ต้องละเอียดมาก แยกแยะออกมาว่าเป็น need จริงๆ เท่าไร และเป็น want อีกเท่าไร เราจะประหลาดใจว่าในแต่ละเดือนเราต้องเสียเงินไปกับ "ความพึงพอใจ" มากขนาดไหน และจะยิ่งประหลาดใจขึ้นไปอีกเมื่อพบว่ายิ่งนานไป ตัว want ก็จะยิ่งโตขึ้นเร็วกว่าตัว need โดยเฉพาะเมื่อเงินเดือนของเราเพิ่มสูงขึ้น

ผมเองมองว่าการมีค่าใช้จ่ายที่เป็น want ในระดับพอดีๆ ช่วยให้เรามีความสุข แต่ถ้ามากเกินไปก็จะเริ่มเป็นการ "สปอยล์" ตัวเอง สักพักนึงสิ่งที่เคยทำให้เราพอใจหรือสุขใจก็จะไม่พอเสียแล้ว


ภาวะยอมจำนน


อาจจะเป็นเพราะชอบดูรายการ Dog Whisperer ของซีซาร์ มิลลาน (Cesar Millan) กูรูผู้รู้ใจสุนัขชื่อดังเป็นประจำ ผมจึงติดใจคำหนึ่งที่เขาพูดถึง ภาวะยอมจำนน ซึ่งเป็นการที่หมายอมเชื่อฟังเจ้าของในฐานะของ "จ่าฝูง" โดยดุษฎี หรือถ้าพูดภาษาคนก็คือ ยอมเชื่อฟังแบบไม่มีการโต้เถียงใดๆ

หมาเป็นสัตว์ที่อยู่กันเป็นฝูงโดยธรรมชาติ และในฝูงก็จะมีลำดับชั้นว่าใครใหญ่กว่าใคร ดังนั้นหากเราเลี้ยงหมา มันก็จะมองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของฝูงด้วย และถ้าเราไม่ใหญ่กว่ามัน มันก็จะคิดว่ามันใหญ่กว่าเรา ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นภาวะยอมจำนนก็จะไม่เกิดขึ้น

ภาวะยอมจำนนในแง่ที่ผมยกมา คือ ภาวะยอมจำนนต่อ want ของตัวเราเอง ในทำนองเดียวกัน ถ้าเราอยู่เหนือกิเลสและความพึงพอใจของตัวเราเองไม่ได้ เราก็ย่อมจะตกเป็นเบี้ยล่างของมัน เมื่อเราใส่รายละเอียดนี้ลงไปในสมการค่าใช้จ่าย มันจะเปลี่ยนเป็น

ค่าใช้จ่าย = NEED + (C x WANT)

จะเห็นว่าผมแทรก ค่า C ซึ่งเป็นตัวแทนของภาวะยอมจำนนเข้าไป ถ้าเราปล่อยตัวเองล่องลอยไปตามความอยาก ค่า C ของเราก็จะเป็น 1 หรือพูดอีกอย่างก็คือ อยากได้อะไรก็ซื้อหมด ในทางกลับกันถ้าเราอดใจไปหมดเสียทุกอย่าง ค่า C ของเราก็จะเป็นศูนย์ และค่าใช้จ่ายของเราก็จะมีแต่ need เท่านั้น

ความจริงเป็นเรื่องยากที่จะระบุลงไปว่าค่า C ของเราควรเป็นเท่าไร แต่ที่แน่ๆ คือ ยิ่งใกล้ 1 ก็ยิ่งไม่ดี เพราะนอกจากจะทำให้เรามีค่าใช้จ่ายมากแล้ว การสนอง want ไปเสียหมดทุกอย่างก็จะยิ่งทำให้ want ของเราในเดือนหรือในปีต่อๆ ไปมีแต่จะสูงขึ้น และก็จะผลักดันให้ค่าใช้จ่ายรวมสูงขึ้นไปด้วย

การควบคุมตัวเองไม่ให้ไหลไปกับความอยากหรือกระแสสังคมเป็นสิ่งที่ฟังดูน่าเบื่อ แต่ถ้าคุณอยากไปถึงอิสรภาพทางการเงิน นี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง อย่าลืมว่าการพิชิตอิสรภาพทางการเงิน คือ การต่อสู้กับสัตว์ร้าย และคุณเป็นคนเลือกเองว่าสัตว์ร้ายนั้นจะตัวใหญ่หรือร้ายกาจแค่ไหน

...ว่ากันแค่นี้ก่อนแล้วกัน สำหรับตัวแปรที่เหลือ ผมจะยกไปพูดในคราวหน้าครับ


ภาพ gladiator มาจากหนังสือ Gladiator: Fight for Freedom ของ Simon Scarrow

--------------------------------------

ขอทิ้งท้ายด้วยหนังสือแนว VI ที่จะทำให้คุณแยกแยะได้ว่า ใครรู้จริง และ ใครเกาะกระแส  ผลงานคุณภาพเล่มล่าสุดจาก ClubVI.com

ที่สำคัญหนังสือเล่มนี้อธิบายงบการเงินและเรื่องราวของหุ้นในแบบที่ว่ากันว่า "ง่ายที่สุดในโลก"... วางแผงและติดอันดับหนังสือขายดีเรียบร้อยแล้วครับ

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อิสรภาพทางการเงิน...คำนวณแบบง่ายๆ


คำถามหนึ่งที่เรามักจะได้ยินกัน คือ "ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน?"

สิ่งที่น่าสนใจอยู่ตรงที่คนส่วนมากอยากมีอิสรภาพทางการเงิน (financial freedom) แต่พวกเขาคำนวณไม่เป็นว่าแค่ไหนถึงจะเพียงพอ ทำให้พวกเขาไม่เคยมั่นใจได้เลยว่าตัวเองอยู่ใกล้หรือไกลจุดหมายมากน้อยเพียงใด

ความจริงแล้วการ "คำนวณไม่เป็น" นั้นเป็นช่องโหว่ใหญ่ๆ อันหนึ่ง แต่ก็ยังถือว่าเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ ต่อจากนี้ผมจะแสดงให้ดูว่าเราสามารถต่อยอดจากประโยคคำถามสั้นๆ ข้างบนออกไปได้อย่างไร

และที่พลาดไม่ได้ ในตอนท้ายผมจะสอนให้คำนวณอิสรภาพทางการเงินของตัวเองด้วยสมการง่ายๆ ครับ


ไม่ใช่แค่มีเงิน!


คนส่วนใหญ่ที่ถวิลหาอิสรภาพทางการเงินต่างให้ความสนใจกับ "จำนวนเงิน" ที่ต้องมีเพื่อบรรลุเป้าหมายยิ่งใหญ่อันนี้ แต่จะมีสักกี่คนที่ตระหนักว่า ลำพังแค่การ "มีเงิน" ยังไม่ได้การันตีอิสรภาพทางการเงิน

อิสรภาพทางการเงินไม่ใช่การมีเงินมาก หลายคนคงทราบแล้วว่า อิสรภาพทางการเงินเกิดจากสร้าง "รายได้จากสินทรัพย์" หรือที่เรียกว่า passive income ให้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพของเรา ดังนั้นถ้าเรามีเงินมาก แต่เป็นเงินที่นอนแช่เฉยๆ ไม่ได้สร้างกระแสเงินสด อย่างนี้ก็ยังไม่ถือว่ามีอิสรภาพทางการเงิน

อิสรภาพทางการเงินของเราเป็นระบบอย่างหนึ่ง (หาเงิน - ใช้เงิน - เงินเหลือ - สินทรัพย์งอกเงย) ซึ่งถ้าเราออกไปยืนอยู่ข้างนอกแล้วมองกลับเข้ามา เราควรจะเห็นว่ามันสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องด้วยตัวของมันเอง ซึ่งเรียกว่าเป็น "self-financing" หมายความว่า สินทรัพย์สามารถทำเงินได้เกินกว่ารายจ่ายโดยที่เราไม่ต้อง "เติมเงิน" ด้วยรายได้จากงานประจำหรือเงินเดือน

ความหมายของ self-financing ก็คือ เราจะทำงานประจำหรือไม่ก็ได้ ถ้าเราทำงานต่อไปก็ยิ่งดี เพราะสินทรัพย์ของเราก็จะยิ่งงอกเงยได้เร็วขึ้น แต่ถ้าเราไม่ทำงานต่อ อย่างน้อยระบบก็สามารถทำเงินและสร้างสินทรัพย์เพิ่มเติมให้ทันกับเงินเฟ้อได้ด้วยตัวของมันเอง

กล่าวโดยย่อก็คือ การมีเงินมากเป็นเรื่องดี แต่มันก็ไม่ใช่แค่ว่า "มีเงิน" ทว่าอยู่ที่เราเอาเงินไปทำอะไรด้วย


ความฉลาดก็มีผล


ฉลาดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเรียนเก่ง แต่หมายถึงความฉลาดในการสร้างสินทรัพย์ที่ทำเงิน พูดอีกอย่างก็คือ ความฉลาดในทางการเงิน นั่นเอง

ความฉลาดในทางการเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินที่เรามีอยู่ คนมีเงินมากอาจฉลาดน้อย ส่วนคนมีเงินน้อยอาจฉลาดมากก็ได้ คนที่ฉลาดน้อยจะรวยขึ้นในอัตราที่ไม่เร็วนัก พวกเขาอาจมีเงิน 20 ล้านบาท และใช้เวลาถึง 15 ปีในการทบต้นให้รวยขึ้นเป็นสองเท่า แต่ในสายตาของพวกเรา 20 ล้านหรือ 40 ล้านบาทก็ถือว่ามากอยู่ดี เราจึงคิดว่าพวกเขารวยและเก่งอยู่เสมอ

ในอีกด้านหนึ่งคนที่ฉลาดมากจะรวยขึ้นในอัตราที่เร็วกว่า พวกเขาอาจมีเงินแค่ 1 ล้านบาท แต่สามารถทบต้นให้รวยขึ้นเป็นสองเท่าภายใน 5 ปี ซึ่งถือว่าเร็วมาก แต่คนส่วนใหญ่ที่มองเห็นเขามีเงิน 1 ล้านหรือ 2 ล้านบาท ก็จะคิดว่า "ไม่เห็นจะเท่าไหร่" และอาจไม่ใส่ใจขอความรู้จากเขา ทั้งที่เขาก็เก่งไม่ใช่ย่อยเลย

เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผมขอสมมติคนสองคนที่มีเงินอยู่ 2 ล้านบาทเท่ากัน คนแรกเอาเงินไปซื้อคอนโดฯ แล้วนำไปปล่อยเช่า สร้างกระแสเงินสดได้เดือนละ 12,000 บาท (คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 7.2% ต่อปี) ส่วนอีกคนหนึ่งเอาเงินไปดาวน์คอนโดฯ ได้ 4 ห้อง แล้วนำไปปล่อยเช่า ระหว่างนั้นก็นำค่าเช่าส่วนหนึ่งไปผ่อนคอนโดฯ

คนที่สองแม้จะมีภาระผ่อนคอนโดฯ เดือนละ 8,000 บาทต่อห้อง แต่หักลบกับค่าเช่าแล้วก็ยังเหลือเงินอีก 4,000 บาท รวม 4 ห้อง ก็ 16,000 บาทต่อเดือน (คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 9.6% ต่อปี) ความจริงเราสามารถโต้เถียงกันในแง่มุมต่างๆ ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ถ้าวัดกันที่ผลกำไรสุดท้าย หรือ bottom line ก็ต้องบอกว่าคนที่สองสร้างผลตอบแทนได้เก่งกว่าคนแรก

หากสินทรัพย์ของเราสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูง โอกาสที่เราจะบรรลุอิสรภาพทางการเงินก็มีมากขึ้นและเร็วขึ้น ทั้งนี้แม้ผมจะยกตัวอย่างการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่ความจริงแล้วการลงทุนประเภทอื่นๆ ก็ยังมีอีกมาก เช่น การลงทุนในหุ้น พันธบัตร หรือในธุรกิจต่างๆ ข้อสำคัญ คือ จับให้ได้ว่าเรามีความถนัดอะไร อะไรที่เราทำแล้วเก่งกว่าคนอื่น และพยายามฝึกฝนให้ "เก่งจริง" ให้ได้ ยิ่งเราเก่งเท่าไร อัตราผลตอบแทนก็จะยิ่งสูงโดยที่ไม่ต้องเพิ่มความเสี่ยง


เจียมเนื้อเจียมตัว


คนที่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง มีโอกาสไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้เร็วกว่าคนที่ฟุ้งเฟ้อประเภท "เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง" เหตุผลก็คือ เราไม่ต้องถูกบีบให้สร้างกระแสเงินสดก้อนโต เพื่อให้ทันกับความมือไวใจกล้าของเรา

การสร้างกระแสเงินสดก้อนเล็กย่อมง่ายกว่าการสร้างกระแสเงินสดก้อนใหญ่ นอกจากนี้ การใช้จ่ายน้อยยังเปิดโอกาสให้เรามีเงินเหลือพอไปสร้างสินทรัพย์เพิ่ม ซึ่งก็จะวนมาสร้างกระแสเงินสดได้อีก การรู้จักใช้จ่ายอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวโดยเฉพาะในระยะแรกๆ ของการสร้างอิสรภาพทางการเงินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ค่าใช้จ่ายบางอย่างเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น ผมไม่ได้บอกว่าให้อดอาหารหรือกินข้าวน้อยๆ แต่อยากให้ทุกคนมองออกว่าอะไรคือจำเป็น และอะไรคือความอยาก... อาหารที่มีคุณค่าและราคาไม่แพงมีอยู่ทั่วไป เราอาจไปทานอาหารร้านดีๆ บ้างก็ได้ ถือว่าเป็นความสุขในชีวิต แต่อย่าให้มันเป็น "เงื่อนไข" ของความสุขในชีวิตของเรา และต้องรู้จักประมาณตัว ไม่ใช่ว่าเงินเดือน 15,000 บาท แต่ทานอาหารโรงแรมหรูมื้อละเป็นพัน หรือซื้อของแบรนด์เนมบ่อยๆ อย่างนี้ถือว่าใช้จ่ายไม่สมฐานะ


สมการอิสรภาพทางการเงิน


ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่สังเกตถึง 3 ปัจจัยที่ผมพยายามป้อนเข้าสู่กระบวนการคิด นั่นคือ

1. สินทรัพย์ (Asset หรือ A) ซึ่งสร้างกระแสเงินสด
2. อัตราผลตอบแทน (Rate of Return หรือ r) ซึ่งเป็นผลมาจากความฉลาดในทางการเงิน
3. ค่าใช้จ่ายของเรา (Living Expense หรือ X) ซึ่งขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความเจียมเนื้อเจียมตัวของแต่ละคน

ปัจจัยทั้งสามนี้ (รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อ หรือ Inflation ซึ่งผมแทนด้วยตัว f) เป็นตัวกำหนดอิสรภาพทางการเงินของเรา ตัว A, ตัว r และตัว X มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผมจะเขียนคำพูดออกมาก่อน จากนั้นก็จะถอดมันออกมาเป็นสมการ คำพูดของผม คือ "สร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย และเหลือพอที่จะทำให้สินทรัพย์งอกเงยจนสามารถชดเชยเงินเฟ้อได้ด้วย"



เราสามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องหมาย "เท่ากับ" ก็ได้ อสมการนี้ก็จะกลายเป็นสมการ และตัว A ของเราก็จะเป็นสินทรัพย์น้อยที่สุดเท่าที่เราจะมีอิสรภาพทางการเงิน




เมื่อย้ายข้างสมการและจัดรูปใหม่ เราจะได้สมการอิสรภาพทางการเงินแบบง่ายๆ และสามารถคำนวณหาเงินที่เราต้องมีได้

ตัวอย่างเช่น เราใช้ชีวิตอยู่ได้สบายๆ ด้วยรายจ่ายเดือนละ 20,000 บาท และสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในอัตรา 8% ต่อปี หากอัตราเงินเฟ้อเป็น 4% (สมมติว่าแบงก์ชาติสามารถดำเนินนโยบายเงินเฟ้อได้ตามที่วางเป้าหมายไว้)

ค่า A หรือ asset ที่เราต้องมีจะเท่ากับ (20000 x 12) / (0.08 - 0.04) = 6,000,000 บาท

นี่คือการคำนวณแบบง่ายๆ นะครับ ในชีวิตจริงขอให้เผื่อเหลือเผื่อขาดกันเอาเอง อาจจะเพิ่มรายจ่ายขึ้นเป็น 24,000 บาท เผื่อยามจำเป็น หรือสำรองเงินใช้จ่ายฉุกเฉินไว้สัก 24 เดือน (อีก 480,000 บาท บวกเข้าไปในตัว A) เผื่อช่วงตลาดขาลง เป็นต้น ใคร conservative มากๆ ก็เผื่อให้เยอะหน่อย

การคำนวณอิสรภาพทางเงินไม่ใช่เรื่องยาก การเผื่อเพื่อความปลอดภัยก็ไม่ใช่เรื่องยาก ความยากอยู่ที่ตัว A, ตัว r และตัว X นั่นแหละ ซึ่งผมขอแนะนำหลักสำคัญ 2 ข้อ ได้แก่

1) ใช้จ่ายให้น้อยเข้าไว้ การใช้จ่ายน้อยส่งผลให้ตัว X ลดลงโดยตรง และอีกทางหนึ่งเราก็จะมีเงินมากขึ้นเพื่อไปสะสมสินทรัพย์ ซึ่งจะทำให้ตัว A เพิ่มขึ้นด้วย

2) แสวงหาความรู้ทางการเงิน จะทำให้เราสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ตัว r สูงขึ้น

พยายามกันหน่อยนะครับ อิสรภาพทางการเงินอยู่ไม่ไกล แต่ถ้าคุณไม่ก้าวเดิน นานเท่าไรก็ไม่มีทางไปถึงครับ

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

นักโทษแหกคุก


ช่วงปลายปีเรามักได้ยินเพื่อนๆ บ่นอยากลาพักร้อนไปเที่ยวกับครอบครัว แต่หลายคนก็บ่นกระปอดกระแปดว่างานล้นมือจนไม่สามารถลาไปไหนกับใครเขาได้ ผมจึงคิดถึงเรื่องราวของ "นักโทษแหกคุก" ขึ้นมา

คนทำงานประจำมีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นคนที่ทำงานด้วยความรักในงานอย่างแท้จริง และแทบไม่เคยบ่น ไม่เคยเจ็บปวด ไม่เคยน้อยใจในชีวิตการทำงาน แน่นอนว่าคนกลุ่มแรกนี้เป็นคนที่โชคดีมาก และเขาคงไม่มีคุกให้ต้องแหกแต่อย่างใด ที่จริงแล้วเขาอาจเต็มใจ "จ่ายเงิน" เพื่อให้ได้ไปทำงานเสียด้วยซ้ำ

แต่สำหรับคนกลุ่มที่สอง คือ คนที่ทำงานด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจเป็นหลัก อาจมีความรักในงานอยู่ด้วย แต่พวกเขาก็มีความเจ็บปวด น้อยใจ หรือไม่พอใจกับชีวิตอยู่เรื่อยๆ คนกลุ่มนี้มีคุกให้แหก แต่เขาจะแหกหรือไม่ อันนี้เป็นสิทธิส่วนตัวซึ่งคงไปก้าวก่ายไม่ได้

สิ่งที่ผมพอทำได้ คือ บอกพวกเขาว่า logic ของนักโทษแหกคุก สามารถนำมาใช้กับชีวิตได้อย่างไร และบางทีพวกเขาอาจจะเปลี่ยนชีวิตไปได้ตลอดกาล...



นักโทษในออฟฟิศ


ด้วยความเคารพในเกียรติภูมิของมนุษย์เงินเดือนที่มีอยู่เป็นล้านๆ คนในประเทศไทย ผมไม่มีเจตนาจะกล่าวหาว่าการทำงานประจำเป็นสิ่งเลวร้ายหรือปราศจากอิสรภาพ เพราะผมเองก็อาศัยเงินเดือนเลี้ยงชีพและตั้งตัวมาได้จนถึงทุกวันนี้ พูดแบบกลางๆ ก็คือ ผมเห็นทั้งข้อดีและข้อเสียของงานประจำมาพอสมควร

งานประจำ หรือ งานที่รับเงินเดือน นั้นใช่ว่าจะไม่ดี อย่างน้อยเราก็มีรายได้ที่แน่นอน มีสวัสดิการพอสมควร บางครั้งก็เป็นหน้าเป็นตาด้วย โดยเฉพาะถ้าเราทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ หรือบริษัทที่มีชื่อเสียง แต่ปัญหาก็คือ ชีวิตของเราจำเป็นต้องขึ้นกับ "คนอื่น" หรือ "ปัจจัยอื่นๆ" อยู่มากเกินไป และบางครั้ง เหตุ ที่ดีก็ไม่ได้นำไปสู่ ผล ที่ดีเสมอไป

ตัวอย่างเช่น คุณอาจมีตรรกะว่า ทำงานเก่งแล้วจะได้เลื่อนขั้น แต่ในโลกของความเป็นจริง ยังมีคนอื่นและปัจจัยอื่นอีกมาก เช่น
  • งานที่คุณเก่งนั้นมีความสำคัญกับแผนกหรือองค์กรแค่ไหน?
  • หัวหน้าเห็นคุณค่าของสิ่งที่คุณทำหรือไม่? หรือต่อให้เห็น เขาอยากให้คุณเติบโตหรือไม่?
  • การเลื่อนขั้นมีโควต้าหรือเปล่า? บางทีอาจจะมีคนอื่นที่มีผลงานโดดเด่นกว่าคุณ
  • การเลื่อนขั้นของคุณอาจสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นหรือเปล่า?

การที่เราไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้ บวกกับระเบียบปฏิบัติต่างๆ ขององค์กรที่เราอยู่ เป็นต้นว่าการเข้างาน 8.30 น. เลิกงาน 17.00 น. (ซึ่งก็ไม่เคยได้เลิกงานตามเวลานั้น) การลาหยุดต้องได้รับอนุญาต บางครั้งต้องทำงานวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ หรือทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน งานไม่เสร็จก็ยังกลับบ้านไม่ได้ หรือต้องหอบงานกลับมาทำที่บ้าน ฯลฯ

เมื่อคุยเรื่องนี้กับเพื่อนที่ทำงานประจำ เขาก็หัวเราะ แล้วว่า "แล้วจะให้ทำยังไง?"... ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะบอกเขาว่า "แกก็เลิกเป็นนักโทษในออฟฟิศสิ แหกคุกซะ!"


แหกคุก...ทำยังไง?


คนส่วนมากไม่น่าจะมีความรู้เกี่ยวกับการแหกคุก(จริงๆ) แต่อย่างน้อยก็คงจะเคยเห็นจากในภาพยนตร์กันมาบ้าง เพียงแต่จะมีสักกี่คนที่จะเห็นตรรกะบางอย่างที่เอามาใช้สร้างอิสรภาพให้กับชีวิตมนุษย์เงินเดือนได้

ถามแบบง่ายๆ ถ้านักโทษจะแหกคุก เขาต้องทำอะไรเป็นอันดับแรก?

คำตอบง่ายมากครับ... ก็ต้อง "วางแผน" ไง!

อย่างน้อยเราจะต้องมีแผนผังของคุกที่จะแหกออกมา การวางแผนทำให้เรารู้ว่าจะต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง ต้องหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์มาคอยช่วยเหลือหรือไม่ จะใช้เวลานานแค่ไหน จะลงมือได้เมื่อไร เป็นต้น หากปราศจากการเตรียมการที่ดี แผนแหกคุกก็ยากที่จะสำเร็จได้ และทุกคนก็น่าจะรู้ดีว่าการแหกคุกที่ไม่สำเร็จนั้นจะส่งผลอย่างไร

การวางแผนที่ดีทำให้เราสามารถกำหนดรูปแบบการแหกคุกออกมาได้ว่าควรใช้วิธีใดหรือเส้นทางไหน รู้ว่าต้องมี "อะไร" และจะใช้มัน "เมื่อไหร่" จากนั้นจึงค่อยคิดว่าจะหาสิ่งเหล่านั้นได้ "อย่างไร" รวมทั้งเมื่อทำได้สำเร็จแล้วจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ต้องไม่ให้คนอื่นรู้เรื่องนี้ก่อนเวลาอันควร โดยเฉพาะผู้คุมของคุณ


"ไอ้คนมีฝัน"


ในทำนองเดียวกัน หากคุณคิดจะแหกคุกออกไปจากออฟฟิศ คุณก็ย่อมจะไม่อยากให้หัวหน้างานของคุณรู้เรื่องพวกนี้ก่อนเวลาอันควร ถ้าวันหนึ่งที่คุณพร้อมหมดทุกอย่างแล้ว และเดินไปบอกเขาว่า "พี่ครับ ผมจะลาออกไปทำตามฝันของผม ตอนนี้ผมพร้อมทุกอย่างแล้วทั้งเงินทุน สถานที่ บุคลากร และได้วางแผนไว้อย่างรอบคอบแล้ว ผมดีใจที่ได้ร่วมงานกับทุกๆ คนครับ"

เทียบกับการที่คุณ "โดนจับได้" ก่อนที่จะพร้อม สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ คุณจะไม่อยู่ในรายชื่อต้นๆ ที่จะได้รับการโปรโมทในครั้งต่อไป เพราะหัวหน้าย่อมไม่อยากเข็นคุณขึ้นทั้งที่รู้ว่าคุณอยากลาออกไปโลดโผนด้วยตัวเอง และการเลื่อนขั้นให้กับคนที่ "พร้อมใจ" จะทำงานเป็นมือซ้ายมือขวาให้กับเขาในระยะยาวย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

นี่ยังไม่นับนะครับว่าคุณจะถูกจัดจำแนกไปอยู่ในพวก "ไอ้คนมีฝัน" ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์ออฟฟิศที่ช้อปกระจายตอนพักเที่ยง เดินถือกาแฟสดหรือชาไข่มุกกลับเข้าออฟฟิศ พอบ่ายก็สุมหัวกันเม้าท์ ใกล้สิ้นเดือนก็จดจ่อรอเงินเดือนออก จ่ายหนี้บัตรเครดิต ได้โบนัสมาก็เอาไปช้อปไปเที่ยวจนหมด ฯลฯ

บางทีพฤติกรรมของคุณอาจแตกต่างจากชาวบ้านอยู่บ้าง แต่จะยังไม่ "แปลกแยก" จนกว่าจะมีคนระแคะระคายว่าคุณกำลังวางแผนคิดการใหญ่ ผมจึงต้องย้ำว่า อย่าให้ใครรู้แผนของคุณก่อนเวลาอันควร


ตัวอย่างของแผน


ดังที่บอกแล้วข้างต้นว่าเราจำเป็นต้องวางแผนเพื่อให้รู้ว่าเราต้องมี "อะไร" และมี "เมื่อไหร่" ผมจึงขอสมมติตัวอย่างดังนี้นะครับ

นายอิสระ เป็นพนักงานประจำที่มีความมุ่งมั่นที่จะไปสู่อิสรภาพทางการเงิน เขาวางแผน 2 ขั้น โดยขั้นแรกเป็นการเก็บหอมรอมริบเพื่อออกมาเปิดร้านเบเกอรี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารักและมีความถนัด ในการนี้เขาจะต้องใช้เงินลงทุน 2 ล้านบาท

จากนั้นจะเข้าสู่แผนขั้นที่สอง คือ การเอากำไรจากร้านเบเกอรี่ไปลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อสร้างพอร์ตหุ้นที่เลี้ยงชีวิตได้ในระยะยาว เขาคำนวณคร่าวๆ พบว่า หากใช้จ่าย 25,000 บาทต่อเดือน และลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 10% เมื่อบวกกับเงินค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่เขาจะกันไว้ เบ็ดเสร็จแล้วเขาจะต้องมีเงินตั้งต้นในขั้นตอนนี้ราว 4 ล้านบาท

นี่คือเบื้องต้น สิ่งที่เขาต้องมี และลำดับก่อนหลัง ต่อจากนี้เขาก็คิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ

อิสระมองว่าความสำเร็จของเขาขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการเปิดร้านเบเกอรี่ เขาจึงไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำร้านเบเกอรี่เพิ่มเติม สะสมเงินและลงทุนไปพร้อมๆ กัน เขางดเว้นจากการจับจ่ายใช้สอยหรือเที่ยวเตร่เกินจำเป็น ในที่สุดเมื่อทำงานประจำจนครบ 5 ปี อิสระก็มีเงินทุน 2 ล้านบาทและ "แหกคุก" ออกจากงานประจำ พร้อมมุ่งหน้าสู่อิสรภาพทางการเงินต่อไป


กุญแจของความสำเร็จ


จากตัวอย่างข้างต้น อิสระไม่ได้คิดแค่ว่า "อยากมีเงินเยอะๆ" หรือ "อยากมีเงินเดือนเยอะๆ" เพราะนั่นไม่ได้ตอบโจทย์ในระยะยาวของชีวิตเขา

อิสระอ่านความต้องการในชีวิตของตัวเองออกว่า เขาอยากมีร้านเบเกอรี่เป็นของตัวเอง และอยากมีอิสรภาพทางการเงิน... การมีเงินทุนก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญ คือ เขาคำนวณออกมาด้วย ว่าที่ต้องมีนั้นมากน้อยแค่ไหน และต้องมั่นใจด้วยว่ามันเป็นจำนวนที่เพียงพอ

นอกจากเรื่องของเงินทุน เขายังเห็นว่า ความรู้เกี่ยวกับเบเกอรี่และธุรกิจเบเกอรี่ ก็เป็นสิ่งสำคัญ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาลงมือศึกษาไปพร้อมๆ กับการสะสมเงินทุน

ระหว่างที่ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี อิสระไม่ได้ละเลยหน้าที่ในงานประจำแต่อย่างใด เขายังคงมีความก้าวหน้าดีและได้รับเงินเดือนเพิ่มอยู่เรื่อยๆ เพียงแต่ว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายในระยะยาวของเขา เขาอาจมีความสุขพอสมควรในงานประจำ แต่เขาก็มั่นใจว่าจะมีความสุขมากกว่ากันมากในร้านเบเกอรี่ของตัวเอง


จากตัวอย่างนี้น่าจะทำให้เห็นว่าการวางแผนจะช่วยเราได้อย่างไร ทั้งในแง่ของลำดับความคิด พลังใจ และการลงมือปฏิบัติ แต่ข้อที่ว่าจะแหกคุกได้สำเร็จหรือไม่นั้น มีแต่คุณที่จะตอบได้ครับ

ภาพประกอบมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Shawshank Redemption เป็นหนังแหกคุกที่ดีมากเรื่องหนึ่ง

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด 2










คราวที่แล้วผมแนะนำการลงทุนที่มุ่งเน้นไปที่ "กระแสเงินสด" แทนการมุ่งไปที่ "มูลค่าพอร์ต" ตามแบบของนักลงทุนทั่วๆ ไป คราวนี้ผมจะขอชักชวนให้หันมาพินิจพิเคราะห์ดูว่าพอร์ตโฟลิโอของแต่ละท่านสร้างกระแสเงินสดมากน้อยเพียงใด

เพื่อให้สะดวกปาก ผมขอยกตัวอย่างพอร์ตโฟลิโอขนาด 1 ล้านบาทของคุณเป๊กเพื่อนผม (นามสมมติ) ซึ่งมีลักษณะคร่าวๆ ดังภาพ กองทุนรวมตราสารหนี้ที่เป๊กลงทุนไม่มีการจ่ายเงินปันผล คงมีแต่กองทุนอสังหาฯ ซึ่งจ่ายเงินปันผลหลังหักภาษีในอัตราเฉลี่ยปีละ 7% และหุ้นซึ่งเฉลี่ยแล้วจ่ายปันผลหลังหักภาษีปีละ 4%

ดูเผินๆ ก็ไม่น่ามีอะไร แต่ถ้ามองดีๆ จะพบว่าพอร์ตโฟลิโอนี้มีการสร้างกระแสเงินสดน้อยมาก เนื่องจากมีเพียงหุ้นที่สร้างกระแสเงินสดเฉลี่ยปีละ 4% x 150000 = 6,000 บาท และกองทุนอสังหาฯ ซึ่งสร้างกระแสเงินสดเฉลี่ยปีละ 7% x 150000 = 10,500 บาทเท่านั้น รวมแล้วในแต่ละปีพอร์ตนี้จะสร้างกระแสเงินสดเพียง 16,500 บาท หรือคิดเป็น 1.65% ของมูลค่าพอร์ต


ปรับพอร์ตใหม่ ไม่เพิ่มความเสี่ยง

ผมขอแนะนำให้อ่านเรื่อง "ฉีกตำราเรื่องความเสี่ยง" แล้วจะเห็นว่าเราสามารถปรับพอร์ตเพิ่มสัดส่วนของหุ้นและกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเพิ่มผลตอบแทนได้โดยไม่ต้องเพิ่มความเสี่ยง เพียงแต่เราจะต้องอดทนรอและรู้จักทำการบ้านหน่อยเท่านั้น

จากตัวอย่างข้างต้น หากผมจัดพอร์ตใหม่ดังภาพโดยเลือกสรรหุ้นที่มีผลการดำเนินงานเข้มแข็งและมีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอเฉลี่ย 5% ต่อปี ส่วนกองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นผมคงทำอะไรให้มากไม่ได้ ก็คงถือว่ามันจ่ายเงินปันผลในอัตราเดิมคือ 7% ต่อปี



การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้สัดส่วนของพอร์ตที่สร้างกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นอย่างมาก กระแสเงินสดจากหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 5% x 300000 = 15,000 บาท และกระแสเงินสดจากกองทุนอสังหาฯ จะเพิ่มเป็น 7% x 300000 = 21,000 บาท รวมเป็นกระแสเงินสดทั้งปี 36,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบสองหมื่นบาทโดยที่ไม่ต้องลงเงินเพิ่มเลย

เรื่องราวต่อจาก "ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด" ภาคแรกคงไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความพิสดารต่างๆ นานา เพราะเส้นทางไปสู่อิสรภาพทางการเงินนั้นที่จริงไม่ได้ยาก เพียงเรา "ทำให้ถูกต้อง และทำไปเรื่อยๆ"

"คนที่ไม่ประสบความสำเร็จย่อมมีเหตุผลมากมายมาอธิบายว่าเหตุใดเขาจึงทำไม่สำเร็จ"

หวังว่าคงไม่เป็นแบบนั้นนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด (revisited)


ในสภาวะที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนผมเชื่อเหลือเกินว่าหลายๆ คนคงจะอยู่ในสภาพ "ใจสั่น" เวลาที่เห็นราคาหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ VI

ในมุมมองของ VI หุ้นบางตัวเราคิดแล้วคิดอีกก่อนซื้อ แถมยังซื้อแบบมี margin of safety ซะด้วย แต่ไหงพอตลาดปักหัวลงมันกลับดิ่งตามหน้าตาเฉยได้ล่ะ ตกลงที่เราวิเคราะห์มาก่อนหน้านี้มันถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า??

นายตลาด หรือ Mr Market ตามแนวคิดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นบุคคลสมมติที่มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เขาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจของเราและจะโผล่มาเสนอซื้อขายหุ้นกับเราทุกวัน กติกาก็คือนายตลาดเป็นคนเสนอราคา ส่วนเราเป็นคนตัดสินใจว่าจะซื้อขายหรือไม่ ดังนั้นเมื่อเข้าใจบทบาทของเขาและของเราแล้ว เราก็อย่าไปเถียงเรื่องราคากับนายตลาด คิดในฝั่งของเราเฉยๆ ก็พอว่าจะซื้อ จะขาย หรือจะอยู่เฉยๆ


มองในมุมใหม่ "ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด"

หากว่าในภาวะที่ตลาดกำลังดิ่งลงแล้วเราเทขายหุ้น ฟังดูก็น่าจะโอเค ก็ในเมื่อหุ้นกำลังลงแล้วจะถือหุ้นไว้ทำแป๊ะอะไรจริงมั๊ยครับ แต่ถามจริงๆ เรารู้หรือเปล่าว่า ณ จุดที่เราขายหุ้นมันไม่ใช่ก้นเหว ผมเคยเห็นมานักต่อนักแล้วที่คนเทขายหุ้นด้วยความคิดว่าจะไปรอซื้อกลับที่ก้นเหว แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเองนั่นแหละดันไปขายหุ้นตอนมันตกต่ำที่สุด จากนั้นก็ได้แต่นั่งมองหุ้นที่(เคย)เป็นของเราพุ่งขึ้นๆ จากการที่มีคนช้อนซื้อของดีราคาถูก(ไปจากเรา) หรือแม้เราไม่ได้ขายหุ้นไปที่ก้นเหว แต่พอหุ้นลงต่อเราก็กล้าๆ กลัวๆ ไม่เข้าซื้อซักที จนหุ้นเงยหัวขึ้นมาแล้วก็ยังรีๆ รอๆ จนมันพุ่งผ่านจุดที่เราขายออกไปก็เลยยอมยกธงขาว ปล่อยให้มันลอยผ่านเราไป

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราพยายามไปมองที่ตัว "ราคาหุ้น" แต่เรื่องจะง่ายกว่านี้อีกมากหากว่าเราพยายามมองไปที่ "กระแสเงินสด" ที่ออกมาจากหุ้นจริงๆ ซึ่งก็คือเงินปันผล อย่างไรก็ตาม ผมต้องบอกก่อนว่าการลงทุนแนว VI เน้นไปที่คุณค่าและราคาหุ้น โดยไม่ได้มีนิยามเกี่ยวกับเงินปันผลไว้เป็นพิเศษ ดังนั้นการเน้นกระแสเงินสดหรือเงินปันผลก็เป็นเพียงแค่แนวทางย่อยของ VI เท่านั้น


ตัวอย่างการลงทุนของนักลงทุนทั่วไป

สมมติผมมีหุ้นอยู่ตัวหนึ่ง ชื่อหุ้น MKY ผมเห็นว่ามันเป็นบริษัทที่ดีทำผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจ่ายปันผลปีละไม่ต่ำกว่า 80 สตางค์ ขณะที่ราคาหุ้นอยู่ที่ 10 บาท เมื่อคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลก็จะอยู่ที่ 8% ซึ่งส่วนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสภาพตลาดหุ้น เพราะต่อให้ตลาดหุ้นมันย่ำแย่อย่างไร บริษัทก็ยังเปิดทำการและยังหาเงินได้ พอถึงเวลาจ่ายปันผลก็ยังจ่ายได้ กล่าวได้ว่าผมมั่นใจในกระแสเงินสดส่วนนี้พอสมควรจึงเข้าซื้อไว้ 10,000 หุ้น คิดเป็นเงินลงทุน 10000 x 10 = 1 แสนบาท

ต่อมาตลาดหุ้นตกใจกับปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปทำให้หุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลงไม่เว้นแม้แต่หุ้น MKY ของผมด้วย ราคาร่วงลงมาอยู่ที่ 9 บาท ถ้าผมพยายามคิดมูลค่าเป็นตัวเงินก็จะพบว่าพอร์ตหุ้นของผมขาดทุนไปแล้ว 1 หมื่นบาท (10,000 หุ้น ขาดทุนหุ้นละ 1 บาท) คิดอย่างนี้แล้วสำหรับคนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างผมก็ชวนให้ใจสั่นอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตามไม่กี่วันต่อมาตลาดหุ้นยิ่งตกใจหนัก ตลาดถล่มลงอีกเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน นำพาให้หุ้น MKY ของผมหล่นลงมาอยู่ที่ 7 บาท เอาล่ะสิ ขาดทุนรวมๆ กันตอนนี้ 3 หมื่นบาทเข้าไปแล้ว (10,000 หุ้น ขาดทุนหุ้นละ 3 บาท) นี่มันนรกชัดๆ ยิ่งคิดยิ่งหม่นหมอง


ตัวอย่างการลงทุนเพื่อกระแสเงินสด

จากตัวอย่างเดิมเพียงแต่คราวนี้ผมลงทุนเพื่อกระแสเงินสด มุมมองของผมจะเปลี่ยนไป ในทีแรกที่หุ้นตกลงมาเหลือ 9 บาทผมจะมองว่า "เฮ้ย จะเป็นไรไป บริษัทก็ยังดีอยู่ เดี๋ยวก็ได้เงินปันผลแล้ว" ผมก็จะยังเย็นใจได้ถึงแม้จะแอบอิจฉาคนอื่นในตลาดอยู่นิดๆ ที่สามารถเข้าซื้อหุ้นแสนดีตัวนี้ได้ที่ราคาต่ำกว่าผม

ครั้นพอหุ้นตกมาเหลือ 7 บาท คราวนี้ผมตาลุกแล้วครับ ถ้าคำนวณกระแสเงินสดจากเงินปันผล 80 สตางค์ เทียบกับเงินลงทุน 7 บาท อ้าว! ได้อัตราผลตอบแทนตั้ง 11.4% นี่หว่า โอ้โห มีความสุขมาก เข้าซื้อเลยที่ราคา 7 บาท และคราวนี้โอกาสดีมากจึงซื้อถึง 20,000 หุ้น (ใช้เงิน 140,000 บาท) ตอนนี้ผมก็มี "เด็กๆ" ในคาถาถึง 30,000 หุ้นที่จะมาช่วยกันสร้างกระแสเงินสดให้ผม โดยแบ่งเป็น

  • ล็อตแรก 10,000 หุ้น สร้างกระแสเงินสดให้ผมในอัตรา 8% (ไม่เลวเลย)

  • ล็อตที่สอง 20,000 หุ้น สร้างกระแสเงินสดให้ผมในอัตรา 11.4% (เยี่ยมยอด)
เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วผมควรจะกังวลอะไรล่ะครับ


ลงทุนอย่างไรให้ถูกทาง

พยายามคิดว่าเป้าหมายหลักของเราไม่ใช่การสร้างพอร์ตหุ้นมูลค่าเท่านั้นเท่านี้ แต่เป็นการสร้างกระแสเงินสดต่างหาก เมื่อใดกระแสเงินสดที่เราสร้างขึ้นสูงกว่าค่าใช้จ่ายของเรา เมื่อนั้นเราก็มีอิสรภาพทางการเงิน

สมมติว่าคำนวณจากพอร์ตหุ้นตามตัวอย่างข้างต้นผมจะมีกระแสเงินสดจากเงินปันผลของหุ้นล็อตแรก 10000 x 0.8 = 8,000 บาท และจากหุ้นล็อตที่สอง 20000 x 0.8 = 16,000 บาท รวมแล้วผมจะมีกระแสเงินสด 24,000 บาท และยังไม่นับว่าในอนาคตบริษัทนี้อาจเติบโตและจ่ายเงินปันผลได้มากขึ้นซึ่งก็จะทำให้กระแสเงินสดของผมโตขึ้นกว่านี้อีกด้วย หากจะคิดง่ายๆ ว่าผมใช้จ่ายเดือนละ 2 หมื่นหรือตกปีละ 2.4 แสนบาท กระแสเงินสดที่ผมได้ตอนนี้ก็ยังเป็นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของที่ผมต้องการ สิ่งที่ผมต้องทำคือ รอจังหวะเหมาะๆ ที่จะสะสมหุ้นเพิ่มเพื่อผลักดันให้กระแสเงินสดของผมใหญ่ขึ้นจนกว่าจะถึงเป้าหมายที่วางไว้

นับจากนี้ไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไรก็ตาม ขอให้มองมันในฐานะของ "โอกาส" นะครับ สะสมจำนวนหุ้น ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด แล้วเราจะไม่หม่นหมองในยามที่ตลาดเป็นขาลงครับ

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

6 พฤติกรรมละลายเงิน


พอดีไปอ่านเจอข้อเขียนของ Rose Raymond จาก Bankrate.com เห็นว่าน่าสนใจดี

http://finance.yahoo.com/news/6-ways-conventional-wisdom-wastes-080048041.html

เรื่อง "6 Ways Conventional Wisdom Wastes Money" มีใจความประมาณนี้

หลายอย่างที่เราเชื่อหรือฟังตามกันมาทำให้เงินในกระเป๋าของเราหายไปโดยไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งได้แก่

1. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์บ่อยเกินจำเป็น - ตามบทความเขาบอกว่าคนจำนวนมากเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 3,000 ไมล์ หรือถ้ากรณีของคนไทยก็คงประมาณ 5,000 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันเกรดน้ำมันเครื่องรวมทั้งสเปกเครื่องยนต์ดีขึ้นมากแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเปลืองเงินเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องบ่อยขนาดนั้น รถยนต์รุ่นหลังๆ สามารถอยู่ได้ถึง 10,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ไปศึกษาคู่มือประจำรถของเราก่อนเพื่อความแน่ใจ

2. ใช้ชุดเครื่องนอน เช่น ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ซึ่งมีจำนวนเส้นด้าย (thread count) มากเกินไป - เขาบอกว่าคนทั่วไปมักคิดว่ายิ่งมากยิ่งดี แต่ที่จริงจำนวนเส้นด้ายที่ไม่มากเกินไปกลับมีข้อดีทั้งในแง่ของการซักและตาก เพราะซักง่ายแห้งไว เวลานอนก็สบายตัวกว่าเพราะมีช่องว่างให้อากาศผ่าน แต่คนก็มักซื้อแบบที่ทอถี่เพราะเห็นว่ามีราคาแพงเลยคิดว่าดี

3. เปิดพัดลมเพดานทิ้งไว้ในห้องที่ไม่มีคนอยู่ - พัดลมไม่ได้ทำให้มวลอากาศเย็นลง มันเพียงแต่พัดให้ลมเคลื่อนที่และทำให้เรารู้สึกสบาย ดังนั้นการเปิดพัดลมทิ้งไว้ในห้องที่ไม่มีคนอยู่จึงไม่เกิดประโยชน์แถมยังเปลืองไฟ

4. ดื่มน้ำบรรจุขวดแทนที่จะดื่มน้ำประปา - อันนี้คงหมายถึงเมืองนอกซึ่งน้ำประปามีมาตรฐานดี สำหรับเมืองไทยคิดว่าน้ำกรองตามบ้านก็น่าจะโอเค หมั่นเปลี่ยนไส้กรองก็แล้วกัน

5. จัดโปรแกรมเที่ยวสุดหรู - การนั่งเครื่องบินไปเที่ยวต่างประเทศเป็นตัวสูบเงินชั้นดี ทั้งค่าตั๋ว ค่าที่พัก ค่าอาหาร ลองเปลี่ยนมาเป็นเที่ยวใกล้ๆ แล้วแวะเยี่ยมญาติมิตรก็ได้ความสุขไม่แพ้กัน

6. ดูเคเบิลทีวีแพงๆ - ค่ารายเดือนของเคเบิลทีวีที่สูงเกินจำเป็นเป็นตัวดูดเงินชั้นดีอีกตัวหนึ่ง เทียบกับในเมืองไทยสมมติเราดู T___Visions แพ็คเกจที่มีบอลพรีเมียร์ลีก ตกเดือนละ 1,500-1,600 บาท หรือปีละร่วมๆ สองหมื่นบาท ซึ่งถ้าบ้านไหนดูคุ้มก็แล้วไป แต่ถ้าดูไม่คุ้มก็น่าจะลองทบทวนดูว่าเปลี่ยนเป็นแพ็คเกจอื่นหรือเป็นจานที่ขายขาดดีกว่าหรือไม่

ทั้งนี้ออกตัวก่อนว่าเนื้อหาผมปรับให้เข้ากับบริบทในเมืองไทยบ้าง ไม่ใช่การแปลหรือเรียบเรียงมา

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

บ้านใหญ่รวยช้า


ไม่นานมานี้ผมได้อ่านเว็บหนึ่งพูดถึงหนังสือที่ "ดีเยี่ยม" และทำให้ระลึกได้ว่าผมเองก็มีหนังสือเล่มนั้นอยู่เหมือนกัน เลยขอเอาเนื้อความบางส่วนมาแบ่งปันและต่อยอดกันครับ

หนังสือเล่มที่ว่าคือ "สู่ชีวิตการงานอันเรียบง่าย" ผมขอยกเนื้อความที่พูดถึงเรื่องบ้านมาเรียบเรียงใหม่ไม่ให้ยืดยาวมากเกินไป ...สิ่งที่น่าสังเกตคือหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นในปี 2001 หากคนอเมริกันส่วนใหญ่ได้อ่านและทำตามเราก็คงไม่มีวิกฤติซับไพร์ม คนไทยก็คงไม่มีโอกาสได้เก็บหุ้นราคาถูกในปี 2008 ครับ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยอดค่าใช้จ่ายสูงสุดของครอบครับส่วนใหญ่ก็คือ ค่าบ้าน ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาขนาดบ้านพักอาศัยโดยทั่วไปของคนอเมริกันเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า ขณะที่ค่าบ้านขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำโดยทั่วไปได้เพิ่มขึ้นเกือบเจ็ดเท่า

ข้อแนะนำในการวางแผนทางการเงินแบบเก่าในช่วง 50 ปีมานี้ก็คือ "ไม่ควรจ่ายเงินค่าบ้านโดยรวม (เงินต้น ดอกเบี้ย ภาษี และค่าเบี้ยประกันภัย)เกินกว่าร้อยละ 25 ของรายได้ทั้งหมดต่อเดือน" และคำแนะนำนี้ก็ยังคงใช้ได้อยู่

โชคไม่ดีเลยว่าช่วง 2-3 ปีมานี้ ผู้ปล่อยสินเชื่อกลับยอมให้ผู้กู้จ่ายค่าบ้านในระดับ 40-50% ของรายได้ เมื่อพิจารณาถึงรายได้สุทธิหลังหักภาษี หักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และอื่นๆ คงจะเห็นได้ว่าผู้กู้จะมีเงินเหลือพอใช้ในแต่ละเดือนได้อย่างไร...

ผู้ปล่อยสินเชื่อได้สร้างความลำบากอย่างมหาศาลแก่ประชาชนผู้ซื้อบ้านด้วยการอนุมัติเงินกู้ซึ่งสูงเกินกว่าจำนวนผู้ซื้อจะสามารถจ่ายได้จริง เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะบอกคุณว่าพวกเขาเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อให้คุณเพราะราคาบ้านได้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และพวกเขาเพียงแต่ต้องการให้ผู้ซื้อบ้านได้มีบ้านที่ตนเองต้องการ ที่จริงผู้ปล่อยสินเชื่อไม่ได้ยอมให้กู้เพราะเห็นแก่ผู้ซื้อ แต่เพื่อประโยชน์ของตนเองมากกว่า สิ่งที่ผู้ให้กู้สนใจเป็นอย่างแรกก็คือคุณจะจ่ายชำระในแต่ละเดือนได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ การที่คุณต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางอารมณ์จากการเงินและการทำงานอันเนื่องมาจากการตัดสินใจนี้มิได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อผู้ให้สินเชื่อเลย

แน่นอนว่าในระยะสั้น การอนุมัติสินเชื่อนี้ย่อมทำให้ผู้ซื้อบ้านได้มี "บ้านในฝัน" ซึ่งในหลายๆ กรณีก็เป็นบ้านราคาแพงเกินกว่าพวกเขาจะจ่ายได้ แต่ในระยะยาวแล้ว ยอดผ่อนชำระที่สูงลิบทำให้ผู้กู้ต้องพยายามหาเงินมาจ่ายให้ได้ ซึ่งบ่อยครั้งก็ทำให้พวกเขาไม่อาจสร้างฐานะในระยะยาว แต่ต้องหมดเงินไปกับค่าบ้านสูงลิ่วและต้องทนทำงานที่ไม่ชอบ แถมยังเพิ่มความเครียดให้ชีวิตหนักโข

เรียบเรียงใหม่จาก "สู่ชีวิตการงานอันเรียบง่าย" (Simplify Your Work Life) โดย อีเลน เซนต์เจมส์ แปลโดย นุชจรีย์ ชลคุป
และขอขอบคุณ www.cheechud.com บทความของวันที่ 17 ก.ค. 54

--------------------------------------------------

อ่านแล้วผมนึกไปถึงบ้านของบัฟเฟตต์ ซึ่งแม้เขาจะรวยล้นฟ้าแต่ก็ไม่เคยไขว่คว้าหาบ้านหลังโตในย่านหรูหรา ...หรือนี่อาจเป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกก็เป็นได้ครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมเอามาคิดต่อยอดคือ เพื่อนผมหลายคนมีรายได้สูงลิบ บางคนเป็นผู้จัดการกองทุน บางคนเป็นนักบิน ที่ผมเห็นคือพวกเขาเอาเงินไปทุ่มลงกับ "บ้านใหญ่ๆ" และ "รถเท่ๆ" ความจริงก็นานาจิตตังนะครับ แต่ถ้าเป็นผมคงจะเอาเงินไปลงทุนดีกว่า มีบ้านแบบพอเพียงแต่รวยเร็วดีกว่ามีบ้านใหญ่แล้วรวยช้า และที่สำคัญนี่เป็นการ attack ที่รายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของชีวิตเลยครับ

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ออมเงินถึงชาติหน้า...


ผมเคยมีความสงสัยว่า ถ้าเราเก็บเงินออมปีแล้วปีเล่าไปจนถึง infinite (ชั่วนิรันดร์) จะสามารถสู้คนที่เอาเงินไปลงทุนได้หรือไม่ แน่นอนว่าถ้าเราเทียบกับคนที่ลงทุนเก่งๆ อย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร คำตอบที่ได้คือ "ลงทุนรวยกว่า" แหงๆ อยู่แล้ว ...แต่ถ้าเป็นการลงทุนแบบชิลล์ๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ไม่ยากล่ะ?? คนที่ออมอย่างมีวินัยจะสู้ได้หรือเปล่า

ออมเงินถึงชาติหน้า ปะทะ ลงทุนแบบชิลล์ๆ

หนังสือจำพวกบริหารเงินส่วนบุคคลมักบอกให้คนลงทุน โดยยกตัวอย่างการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 20% (หรืออย่างน้อยๆ ก็ 10-15%) แล้วก็บอกว่า "นี่ไง เห็นมั๊ย! ลงทุนแล้วมีเงินเยอะ" ซึ่งผมเห็นว่าไอเดียก็ดี แต่มันออกจะดีเกินจริงไปสักหน่อย เพราะคนทั่วไปคงทำผลตอบแทนไม่ได้ถึงขนาดนั้น เพราะแม้กระทั่ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ เองยังทำผลตอบแทนได้ในระดับ 20 เปอร์เซ็นต์ต้นๆ เท่านั้นเอง (ปี 1965-2005 ทำได้เฉลี่ย 21.5% ต่อปี)

งั้นถ้าผลตอบแทนซัก 8% ล่ะ พอไหวมั๊ย? ผมดูสถิติของตลาดหุ้นไทยบวกกับเงินปันผลก็พบว่าน่าจะเป็นไปได้ค่อนข้างมาก สมมติว่าเราซื้อหุ้นดีๆ ที่จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอในอัตราปีละ 5% ซึ่งน่าจะหาได้ไม่ยาก และคาดหวังให้ราคาหุ้นขยับขึ้นเฉลี่ยปีละ 3% แค่นี้ก็เข้าทางเราแล้ว เริ่มเลยดีกว่า

ออมเงินแบบมด

ผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางของมด โดยบอกว่าหากเราเดินช้าๆ ไปเรื่อยแบบที่มดทำ เผลอแป๊บเดียวก็จะไปได้ไกลอย่างไม่น่าเชื่อแล้ว งั้นถ้าผมออมเงินแบบมดบ้างล่ะ? สมมติว่าเก็บเงินได้เดือนละ 4,000 บาท หรือปีละ 48,000 บาท แล้วออมในระดับนี้ไปเรื่อยๆ ชั่วนิรันดร์ (ผมปรับเพิ่มการออมด้วยนิดหน่อยตามภาวะเงินเฟ้อปีละ 4%)

ปีแรกผมเก็บได้ 48,000 บาท พอปีที่สองผมเก็บ 49,920 บาท คือ บวกชดเชยเงินเฟ้อเข้าไปหน่อย แล้วออมแบบนี้ไปเรื่อยๆ เงินออมของผมจะเป็นไปตามภาพด้านล่างครับ จบ 40 ปีจะมีเงินออมประมาณ 4.56 ล้านบาท

ลงทุนแบบชิลล์ๆ

เทียบกันแบบสมน้ำสมเนื้อ ผมเก็บเงินปีละ 48,000 บาทเหมือนกัน แต่คราวนี้เอาไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 8% ต่อปี พอปีที่สองก็เก็บ 49,920 บาทแล้วเอาไปลงทุนเพิ่มอีก ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ พอจบ 8 ปีผมก็ไม่ต้องใส่เงินออมเพิ่มแล้ว แค่ปล่อยให้เงินลงทุนโตด้วยตัวของมันเองต่อไป ...จบ 40 ปีผมจะมีเงินทั้งสิ้น 6.79 ล้านบาท



สังเกตนะครับว่าในกรณีที่เราลงทุน กราฟจะหักเล็กน้อยตอนปีที่ 8 นั่นเป็นเพราะเราเลิกใส่เงินออม แต่ถึงกระนั้นพอร์ตการลงทุนของเราก็ยังโตชนะการออมแบบมดโดยตลอด และถ้าเราลากกราฟต่อไปจนถึง infinite ก็คงเดาได้ว่าพอร์ตลงทุนจะยิ่งทิ้งการออมแบบมดแทบไม่เห็นฝุ่น ผมเจตนาเขียนแบบสั้นๆ ไม่ซับซ้อน เพื่อชี้ให้เห็นว่าแม้เราจะลงทุนแบบพื้นๆ ก็ยังดีกว่าออมเงินไปเฉยๆ แบบไม่ใช้สมอง

ทีนี้ก็ขึ้นกับคุณแล้วล่ะครับ ว่าอยากเหนื่อยเดินแบบมดไปชั่วชีวิต หรือทำการบ้านหน่อยแล้วเหนื่อยแค่ 8 ปี และที่สำคัญ แนวทางนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย ใครๆ ก็ทำได้ครับ

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การเดินทางของมด


หลังจากน้ำท่วมโผล่มาขู่เข็ญแถวบ้านผมอยู่พักหนึ่ง สิ่งที่ผมสังเกตได้คือบ้านของผมมีมดเยอะขึ้น และเริ่มมารังควานตั้งแต่ครัวไปจนถึงห้องนั่งเล่น ไม่ได้โอเว่อร์นะครับ ขณะเขียนบล็อกอยู่นี่มันยังเดินผ่านมาขึ้นมาแสดงตัวบนหน้าจอตัวนึงเลย อายุยืนจริงๆ มันทำให้ผมนึกไปถึงวันหนึ่งที่มองลงมาจากตึกสูงและนึกถึงปรัชญาการลงทุนได้ ...จะเล่าให้ฟังครับ

ผมมองลงมาจากตึกและเห็นชายสองคนกำลังเดินอยู่บนถนนข้างล่าง (อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นคู่เกย์นะครับ นั่นไม่ใช่ประเด็น) สองคนที่ว่านั้นตัวเล็กราวกับมดเดินต้วมเตี้ยมไปทีละน้อย เผลอแป๊บเดียวที่ผมละสายตาไปมองอย่างอื่น หันกลับมาอีกที อ้าว เดินไปไหนแล้วเนี่ย ไกลเชียว ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนตัวเล็กๆ (จากมุมมองของคนบนตึกสูง) จะเดินไปได้ไกลถึงขนาดนั้นในชั่วเวลาไม่นาน นึกเทียบกับ "มด" ซึ่งเดินทางออกหาอาหารเป็นระยะทางยาวไกลมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับขนาดตัวของพวกมัน แล้วพานคิดไปว่าการเดินทางของมดนั้นเป็นเรื่องน่าทึ่งจริงๆ

ความพยายามของมดในการเดินทางเมื่อเทียบกับความพยายามของหลายคนในการสร้างฐานะแล้ว ผมคิดว่าไม่แตกต่างกัน แม้คุณจะลงทุนไม่เป็นเลย เอาแต่เก็บออมอย่างเดียว แต่ตั้งหน้าตั้งตาเก็บออมไม่วอกแวก เผลอไม่นานคุณก็จะมีเงินเก็บเยอะแยะเสียแล้ว เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นกับตัวผมเองครับ

ในช่วงแรกของชีวิตการทำงาน ผมไม่มีภาระอะไรมากมาย ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน นานๆ ทีจึงจะแวะห้างซื้อของ ชีวิตก็มีความสุขดี ไม่จำเป็นต้องคอยซื้อมือถือรุ่นใหม่มาประดับบารมีหรือไปนั่งเท่จิบกาแฟแพงๆ ในร้านเก๋ๆ สมัยนั้นผมไม่รู้เรื่องลงทุนเลย เงินเดือนไม่มาก แต่ได้มาก็อยู่ในธนาคารทั้งหมด ผมเองไม่ค่อยได้ใส่ใจกับมันมากนัก เพียงแต่กดออกมาใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น

ผ่านไปสองปีกว่า เงินกองอยู่ในธนาคารเป็นแสนๆ จนแม่ต้องไล่ให้ไปเปิดบัญชีฝากประจำและบอกว่าบัญชีบัตร ATM ไม่ควรมีเงินสดมากเกินไป ว่าไปแล้วการเก็บออมดังกล่าวสำหรับผมแล้วถือว่าเป็นเรื่องง่ายมาก เพราะไม่ต้องทำอะไรเลยมันก็ออมแล้ว การใช้จ่ายเสียอีกเป็นเรื่องยาก เพราะต้องคิดว่าจะซื้ออะไรดีแถมยังต้องเดินทางไปซื้ออีก

การเก็บออมของผมเหมือนกับมดน้อยตัวหนึ่งที่เดินทางทีละก้าวอย่างช้าๆ จนไม่มีใครสังเกต แม้กระทั่งตัวของผมเอง แต่เมื่อหันกลับมาดูอีกที อ้าว เก็บได้ขนาดนี้แล้วหรือนี่ ทุกวันนี้ยังนึกเสียใจว่าถ้ารู้เรื่องลงทุนตั้งแต่สมัยนั้นแล้วแบ่งเงินไปลงทุนบ้างคงจะมีตังค์มากกว่านี้ เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น มีภาระมากขึ้น ก็มีรายจ่ายมากขึ้น จริงอยู่ ผมยังใช้ชีวิตไม่ต่างไปจากเดิม แต่การจะเก็บออมให้ได้ขนาดนั้นคงทำได้ยากเสียแล้ว

ข้อคิดที่ผมต้องการบอกคือ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ เก็บออมไว้ก่อนเถอะครับ นี่เป็นช่วงชีวิตที่ดี และยิ่งถ้าคุณรู้จักลงทุนอย่างถูกวิธีด้วย ชีวิตข้างหน้าจะสวยสดงดงามขึ้นมาก แต่ใครที่ทำงานมานานก็อย่าเพิ่งท้อใจนะครับ การลงทุนเริ่มต้นได้เสมอ ไม่มีวันที่สายเกินไป เพียงแต่เริ่มเร็วก็ดีกว่า ก็เท่านั้น

ปรัชญาการลงทุนที่ผมขอนำเสนอคือ "ลงทุนให้ถูกวิธี และลงทุนไปเรื่อยๆ" เหมือนกับมดที่เดินทีละก้าว กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็มีเงินงอกเงยขึ้นมาไม่รู้เท่าไหร่ ส่วนลงทุนอย่างไรให้ถูกวิธี ลงทุนอย่างไรให้ฉลาด ผมจะนำเสนอเป็นระยะๆ และถ้าใครชอบการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ value investment (VI) ผมร่วมกับเพื่อนทำเว็บ ClubVI.com ขึ้นมาเป็นช่องทางให้ความรู้ ลองแวะเข้าไปดูกันได้ครับ

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด


ในสภาวะที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนผมเชื่อเหลือเกินว่าหลายๆ คนคงจะอยู่ในสภาพ "ใจสั่น" เวลาที่เห็นราคาหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investor) หรือที่รู้จักกันในนามของชาว VI

ในมุมมองของ VI หุ้นบางตัวเราคิดแล้วคิดอีกก่อนซื้อ แถมยังซื้อแบบมี margin of safety ซะด้วย แต่ไหงพอตลาดปักหัวลงมันกลับดิ่งตามหน้าตาเฉยได้ล่ะ ตกลงที่เราวิเคราะห์มาก่อนหน้านี้มันถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า???

นายตลาดเป็นใหญ่

เรื่องจริงที่นักลงทุนต้องรู้คือ "อย่าเถียงนายตลาด"

ตามแนวคิดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตลาดหุ้นคือเพื่อนที่จะโผล่มาเสนอซื้อขายหุ้นกับเราในทุกวัน เขามีชื่อว่า Mr Market (นายตลาด) เรื่องของเรื่องคือเขาจะเป็นคนกำหนดราคา ส่วนเราจะเป็นคนมีสิทธิ์ตอบรับหรือปฏิเสธก็ได้ ดังนั้นเมื่อเข้าใจบทบาทของเขาและของเราแล้ว เราก็อย่าไปเถียงเรื่องราคากับนายตลาด คิดในฝั่งของเราเฉยๆ ก็พอว่าจะซื้อ จะขาย หรือจะอยู่เฉยๆ

มองในมุมใหม่ "ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด"

หากว่าในภาวะที่ตลาดกำลังดิ่งลงแล้วเราเทขายหุ้น ฟังดูก็น่าจะโอเค ก็ในเมื่อหุ้นกำลังลงแล้วจะถือหุ้นไว้ทำแป๊ะอะไรจริงมั๊ยครับ แต่ถามจริงๆ เรารู้หรือเปล่าว่า ณ จุดที่เราขายหุ้นมันไม่ใช่ก้นเหว ผมเคยเห็นมานักต่อนักแล้วที่คนเทขายหุ้นด้วยความคิดว่าจะไปรอซื้อกลับที่ก้นเหว แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเองนั่นแหละดันไปขายหุ้นตอนมันตกต่ำที่สุด จากนั้นก็ได้แต่นั่งมองหุ้นที่ (เคย) เป็นของเราพุ่งขึ้นๆ จากการที่มีคนช้อนซื้อของดีราคาถูก (ไปจากเรา) หรือแม้เราไม่ได้ขายหุ้นไปที่ก้นเหว แต่พอหุ้นลงต่อเราก็กล้าๆ กลัวๆ ไม่เข้าซื้อซักที จนหุ้นเงยหัวขึ้นมาแล้วก็ยังรีๆ รอๆ จนมันพุ่งผ่านจุดที่เราขายออกไปก็เลยยอมยกธงขาว ปล่อยให้มันลอยผ่านเราไป

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราพยายามไปมองที่ตัว "ราคาหุ้น" แต่เรื่องจะง่ายกว่านี้อีกมากหากว่าเราพยายามมองไปที่ "กระแสเงินสด"

กระแสเงินสดคืออะไร? กระแสเงินสดที่ออกมาจากหุ้นจริงๆ ก็คือเงินปันผล (ซึ่งเราจับต้องได้เป็นเงินสด) และกระแสเงินสดอีกตัวหนึ่งก็คือผลกำไรที่บริษัททำได้ในแต่ละปีแต่เป็นส่วนที่ไม่ได้จ่ายออกมาเป็นเงินปันผล (เก็บไว้ในบริษัทเป็นกำไรสะสม) หากเรามองที่ตรงนี้แล้วอาการใจสั่นก็จะลดลง

ตัวอย่างการลงทุนของนักลงทุนทั่วไป

สมมติผมมีหุ้นอยู่ตัวหนึ่ง ชื่อหุ้น MKY ผมเห็นว่ามันเป็นบริษัทที่ดีทำผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจ่ายปันผลปีละไม่ต่ำกว่า 80 สตางค์ ขณะที่ราคาหุ้นอยู่ที่ 10 บาท เมื่อคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลก็จะอยู่ที่ 8% ซึ่งส่วนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสภาพตลาดหุ้น เพราะต่อให้ตลาดหุ้นมันย่ำแย่อย่างไร บริษัทก็ยังเปิดทำการและยังหาเงินได้ พอถึงเวลาจ่ายปันผลก็ยังจ่ายได้ กล่าวได้ว่าผมมั่นใจในกระแสเงินสดส่วนนี้พอสมควรจึงเข้าซื้อไว้ 10,000 หุ้น คิดเป็นเงินลงทุน 10000 x 10 = 1 แสนบาท

ต่อมาตลาดหุ้นตกใจกับปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปทำให้หุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลงไม่เว้นแม้แต่หุ้น MKY ของผมด้วย ราคาร่วงลงมาอยู่ที่ 9 บาท ถ้าผมพยายามคิดมูลค่าเป็นตัวเงินก็จะพบว่าพอร์ตหุ้นของผมขาดทุนไปแล้ว 1 หมื่นบาท (10,000 หุ้น ขาดทุนหุ้นละ 1 บาท) คิดอย่างนี้แล้วสำหรับคนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างผมก็ชวนให้ใจสั่นอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตามไม่กี่วันต่อมาตลาดหุ้นยิ่งตกใจหนัก ตลาดถล่มลงอีกเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน นำพาให้หุ้น MKY ของผมหล่นลงมาอยู่ที่ 7 บาท เอาล่ะสิ ขาดทุนรวมๆ กันตอนนี้ 3 หมื่นบาทเข้าไปแล้ว (10,000 หุ้น ขาดทุนหุ้นละ 3 บาท) นี่มันนรกชัดๆ ยิ่งคิดยิ่งหม่นหมอง

ตัวอย่างการลงทุนเพื่อกระแสเงินสด

จากตัวอย่างเดิมเพียงแต่คราวนี้ผมลงทุนเพื่อกระแสเงินสด มุมมองของผมจะเปลี่ยนไป ในทีแรกที่หุ้นตกลงมาเหลือ 9 บาทผมจะมองว่า "เฮ้ย จะเป็นไรไป บริษัทก็ยังดีอยู่ เดี๋ยวก็ได้เงินปันผลแล้ว" ผมก็จะยังเย็นใจได้ถึงแม้จะแอบอิจฉาคนอื่นในตลาดอยู่นิดๆ ที่สามารถเข้าซื้อหุ้นแสนดีตัวนี้ได้ที่ราคาต่ำกว่าผม

ครั้นพอหุ้นตกมาเหลือ 7 บาท คราวนี้ผมตาลุกแล้วครับ ถ้าคำนวณกระแสเงินสดจากเงินปันผล 80 สตางค์ เทียบกับเงินลงทุน 7 บาท อ้าว! ได้อัตราผลตอบแทนตั้ง 11.4% นี่หว่า โอ้โห มีความสุขมาก เข้าซื้อเลยที่ราคา 7 บาท และคราวนี้โอกาสดีมากจึงซื้อถึง 20,000 หุ้น (ใช้เงิน 140,000 บาท) ตอนนี้ผมก็มี "เด็กๆ" ในคาถาถึง 30,000 หุ้นที่จะมาช่วยกันสร้างกระแสเงินสดให้ผม โดยแบ่งเป็น

  • ล็อตแรก 10,000 หุ้น สร้างกระแสเงินสดให้ผมในอัตรา 8% (ไม่เลวเลย)

  • ล็อตที่สอง 20,000 หุ้น สร้างกระแสเงินสดให้ผมในอัตรา 11.4% (เยี่ยมยอด)
เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วผมควรจะกังวลอะไรล่ะครับ

ลงทุนอย่างไรให้ถูกทาง

พยายามคิดว่าเป้าหมายหลักของเราไม่ใช่การสร้างพอร์ตหุ้นมูลค่าเท่านั้นเท่านี้ แต่เป็นการสร้างกระแสเงินสดมูลค่า...บาทต่างหาก ตรง จุด จุด จุด ผมเว้นไว้ให้แต่ละคนเติมกันเอาเอง สมมติว่าคำนวณจากพอร์ตหุ้นตามตัวอย่างข้างต้นผมจะมีกระแสเงินสดจากเงินปันผลของหุ้นล็อตแรก 10000 x 0.8 = 8,000 บาท และจากหุ้นล็อตที่สอง 20000 x 0.8 = 16,000 บาท รวมแล้วผมจะมีกระแสเงินสด 24,000 บาท และยังไม่นับว่าในอนาคตบริษัทนี้อาจเติบโตและจ่ายเงินปันผลได้มากขึ้นซึ่งก็จะทำให้กระแสเงินสดของผมโตขึ้นกว่านี้อีกด้วย

ไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไรก็ตาม ขอให้มองมันในฐานะของ "โอกาส" นะครับ สะสมจำนวนหุ้น ลงทุนเพื่อกระแสเงินสดแล้วเราจะไม่หม่นหมองในยามที่ตลาดเป็นขาลงครับ

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

NLP กับอิสรภาพทางการเงิน


ได้ไปฟังสัมมนาเรื่องอิสรภาพทางการเงิน (financial freedom) มางานหนึ่ง ขอมาเล่าสู่กันฟังครับ

ในงานนี้วิทยากรและทีมงานเป็นชาวต่างประเทศ ส่วนผู้เข้าร่วมสัมมนาก็เป็นคนไทยบ้าง ชาวต่างประเทศบ้าง แต่รวมๆ แล้วเราสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ค่อนข้างดี สิ่งที่แปลกใหม่ คือ การใช้เทคนิค NLP โดยการสร้าง millionaire mindset ให้กับผู้เข้าฟัง เนื้อหาต่างๆ ก็มีอยู่บ้างแต่หลักใหญ่ใจความก็เป็นเรื่องของจิตใจมากกว่า

ความสนุกของเรื่องนี้ คือ ผมคิดว่าจะ "ร่างหลักสูตร" ที่จะช่วยให้คนบรรลุอิสรภาพทางการเงินได้ง่ายขึ้น โดยจะทำในส่วนของ "ความรู้" ล้วนๆ เพียงแต่นำเสนอให้น่าสนใจและเห็นภาพได้ชัดเจน ไม่น่าเบื่อ แล้วก็ว่าจะลองเอาไปนำเสนอให้กลุ่มเพื่อนวงเสวนาลองติชมกันดู รับรองว่าน่าตื่นเต้นเหมือนกับครั้งที่มนุษย์ได้เห็นดาวเคราะห์โลกจากอวกาศเป็นครั้งแรกยังไงยังงั้น!

ในส่วนของจิตใจ, mindset, NLP, ฯลฯ ขอบายแล้วกัน ไม่ถนัดครับ